ตอนที่ 21 ชิงชัง 1
ไร่ส้มธิตาการ
“ใช่ค่ะคุณรินเก่งมากนะคะบอกแค่ครั้งเดียวก็จำได้”พนักงานบัญชีคนใหม่ของไร่ส้มหันมายิ้มให้กับรินอารีหลังจากตรวจงานที่เป็คนสอนให้เอง
“...” รินอารียิ้มรับคำชมก่อนจะขยับเข้าไปใกล้แล้วสอบถามเกี่ยวกับงานเอกสารอีกเล็กน้อยจากคนสอนงานกริยาท่าทางของรินอารีดูเปลี่ยนไปไม่เหมือนรินอารีที่ซุกซนเหมือนแต่ก่อนดูสุขุมจริงจังกับงานที่อยู่ตรงหน้าหล่อนตัดผมสั้นหวีเรียบร้อยสวมชุดสาวออฟฟิศสีน้ำตาลเข้มกระโปรงสั้นเลยหัวเข่ามาเล็กน้อยรัดรูปแต่พองามหล่อนดูเป็หญิงสาวที่มาดมั่นมองสะดุดตาเมื่อเข้าใกล้ยิ่งได้เห็นแววตากลมโตแล้วเหมือนมีแรงดึงดูดที่ต้องส่งยิ้มให้
“ดูยายรินเปลี่ยนไปมากเลยนะคะคุณพี่”คุณนวลหงส์มองบุตรสาวจากด้านในออฟฟิศผ่านกระจกแก้วบานใสแล้วยิ้มอย่างมีความสุข
“พี่บอกแล้วไงว่าไม่ต้องเป็ห่วงทุกอย่างมันต้องดีขึ้น”คุณนันทิศมองดูหลานสาวแล้วยิ้ม
“ค่ะ”
“อ้อวันนี้เห็นพณิตนันท์บอกว่านาราภัทรจะแวะเข้ามา”
“ตอนไหนเหรอคะ”
“คงจะเป็ตอนบ่ายเพราะพี่นัดกับพณิตนันท์เอาไว้่บ่ายน่าจะมาพร้อมกัน”
“...”คุณนวลหงส์ถอนหายใจ
“เป็อะไรไปอีกละ”
“น้องอยากให้ถึงวันนั้นเร็วๆ ค่ะ”
“ใจเย็น ๆไม่มีอะไรน่าเป็ห่วงแล้ว เธอก็อย่าเป็กังวลไปเลย”
“แต่น้องก็ยังอดคิดไม่ได้นี่คะ”
“...”คุณนันทิศสบตาน้องสาว “ครั้งนี้พี่จะไม่ยอมให้ผิดพลาดเป็อันขาด”
“ค่ะ”...
เรือนแก้วของรินอารี่บ่ายแก่ๆ
แม้แสงแดดจะแรงกล้าแต่ซุ้มกระดังงาก็ยังบดบังเงาแดดถ่ายทอดร่มเงาอันร่มรื่นลงสู่เก้าอี้ตัวยาวที่รินอารีนั่งสีหน้าเคร่งเครียดอยู่กับกองเอกสารเบื้องหน้าหล่อนคัดแยกมันออกเป็สัดส่วนอย่างตั้งอกตั้งใจจนไม่ได้สังเกตเห็นคนที่ค่อย ๆเดินสืบฝีเท้าเบา ๆ พร้อมกับแก้วน้ำส้มเขายิ้มเมื่อเข้ามาใกล้หล่อนก่อนจะวางแก้วน้ำส้มคั้นลงบนโต๊ะ
“น้ำส้มมาแล้วครับคุณผู้หญิง”
“...”รินอารีแหงนหน้ามองแล้วยิ้ม “พี่ภัทร”
“มีอะไรให้พี่ช่วยไหม”
“ไม่หรอกค่ะแค่แยกเอกสารไม่มีอะไรยากหรอกค่ะ”
“แล้วทำไมสีหน้าถึงได้ดูเครียดขนาดนั้นหละ”นาราภัทรยิ้มก่อนจะยกแก้วน้ำส้มส่งให้รินอารีเป็เหมือนการบังคับให้หล่อนต้องหยุดงานตรงหน้าแล้วดื่มน้ำส้มแก้วนั้น“อะนี่ น้ำส้มรีบดื่มก่อนที่มันจะหายเย็นนะ”
“ขอบคุณค่ะ”
รินอารีรับน้ำส้มมาดื่มจนเหลือครึ่งแก้วแล้ววางมันลงขณะที่นาราภัทรจ้องมองดูอยู่เขาเผยรอยยิ้มอีกครั้ง
“ั้แ่ทำงานนี่ดูรินเปลี่ยนไปเยอะมากเลยนะ”
“เหรอค่ะเปลี่ยนยังไงเหรอคะ”
“ดูเป็ผู้ใหญ่ขึ้นแล้วก็...”
“แล้วก็อะไรเหรอคะ”
“ดูสวยขึ้น”
“...” รินอารีได้แต่เพียงยิ้ม ๆ รู้สึกแปลก ๆกับคำพูดของนาราภัทรเมื่อครู่ แต่ก็รู้ทันเขาเพราะทุกครั้งที่เขาพูดทำนองชมหล่อนในเชิงแบบนั้นต้องลงท้ายด้วยการเข้ามาจับมือจูบหน้าฝากหรือกอดหล่อนเอาไว้ในอ้อมแขนของเขาหล่อนรู้สึกแปลกๆทุกครั้งที่เขาทำแบบนั้นกับหล่อนมันไม่ได้เกิดความคุ้นเคยหรือพัฒนาขึ้นให้มากกว่านั้นเลยในความรู้สึกของหล่อนและหล่อนก็ให้คำตอบกับตัวเองเสมอว่าเป็เพราะความทรงจำที่ขาดหายไปบางส่วนทำให้หล่อนรู้สึกแบบนั้นถ้าหล่อนยังจำมันได้คงจะไม่เคอะเขินหรือรู้สึกแปลก ๆทุกครั้งที่เขาแสดงออกกับหล่อนแบบนั้น
นาราภัทรขยับเข้าไปใกล้ๆ รินอารี มันเป็อย่างที่หล่อนคิดเอาไว้ เขาค่อย ๆ จับมือซ้ายของหล่อนก่อนที่จะเลื่อนมืออีกข้างโอบไหล่ซ้ายของหล่อนแล้วค่อยๆ ดึงตัวหล่อนเข้ามาใกล้ ๆ แล้วส่งยิ้มให้อย่างละมุน
รินอารีได้แต่สงบนิ่งก้มหน้าลงเล็กน้อยปล่อยให้นาราภัทรทำตามใจเขาแม้หล่อนจะมีความรู้สึกต่อต้านอยู่บ้าง
... “คงเป็เพราะความทรงจำที่หายไปของเธอใช่ไหมรินอารี” ...
รินอารียังคงเผ้าตอบคำถามต่อความรู้สึกที่แปลกไปของตัวเองเวลาที่นาราภัทรเข้ามาใกล้แต่ในระหว่างที่นาราภัทรยื่นหน้าเข้ามาใกล้หวังจะจูบที่ริมฝีปากเล็กบางของหล่อน สายลมวูบหนึ่งก็ได้พัดผ่านเข้ามาปะทะใบหน้าของทั้งคู่พร้อมกับพัดให้กระดาษที่อยู่บนโต๊ะปลิวกระจายไปทั่ว...
รินอารีรีบผละตัวก่อนที่ทั้งคู่จะช่วยกันเก็บกระดาษที่กระจายไปตามพื้นทั้งคู่ต่างยิ้ม
“ฝากไว้ก่อนเถอะ”นาราภัทรพูดยิ้ม ๆ
“...”รินอารียิ้มออกมาเพียงเล็กน้อย
สายลมอ่อน ๆพัดเข้ามาโลมลูบใบหน้าหล่อนอีกครั้ง ในความรู้สึกเหมือนสายลมอยากจะฝากข้อความบางอย่างกับหล่อนเป็ข้อความที่ไม่อาจรู้สึกและสื่อถึงความหมายได้...
นาราภัทรกลับไปแล้วแต่รินอารียังนั่งอยู่ที่มานั่งตัวยาวใต้ร่มกระดังงาหล่อนทอดสายตาออกไปยังแปลงส้มเบื้องหน้าที่ยาวไกลสุดตามองผ่านไปถึงไร่องุ่นฝั่งตรงข้ามถนนก่อนจะสายตาที่ราวระเบียงเรือนแก้ว หล่อนนิ่งอยู่อย่างนั้นอยู่ครู่ใหญ่แล้วน้ำใสๆ ก็ค่อยๆ ไหลรินเป็สายเล็ก ๆ ลากผ่านผิวแก้มหล่อนพยายามเงียบสงบอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งสายลมพัดผ่านเข้ามาอีกครั้ง
สายลมระลอกที่โชยผ่านเข้ามาคล้ายสายใยแห่งความห่วงใยดั่งความอบอุ่นเข้าโลมลูบหัวใจที่สับสนเหน็บหนาวและตื่นกลัว
เงาแสงเริ่มอ่อนแรงรินอารียังคงยืนนิ่งที่ระเบียงเรือนแก้วมีเพียงสายลมที่ยังเป็เพื่อนและคอยรับฟังความในใจของหล่อนเื่ราวที่เด่นชัดเสียงดังกึกก้องภายในแต่กลับแ่เบาเลือนลางในความเป็จริงคล้ายเสียงกระซิบของคนที่อ่อนแรง
“มันคืออะไรเหรอคะ...พี่วา” น้ำเสียงที่เริ่มสั่น “รินอยากได้คำตอบคะ” หยดน้ำใส ๆ หยดเล็กลากผ่านผิวแก้มเนียนใสรินอารีใช้หลังมือปาดเช็ดเหมือนเด็กน้อย
“ทำไมเหรอคะทำไมถึงได้สับสนอย่างนี้... รินไม่เข้าใจทุกครั้งที่พี่ภัทรเข้ามาใกล้ทำไมถึงได้รู้สึกแปลก ๆ มันต้องเป็พี่ภัทรไม่ใช่เหรอคะที่ต้องเด่นชัดในความรู้สึกของรินในตอนนั้นทำไมรินต้องรู้สึกถึงเขาด้วยละคะมันเหมือนเขาขี้โกงที่เข้ามาขโมยเอาทุกอย่างที่พี่ภัทรทำเอาไว้ทำไมรินต้องรู้สึกถึงเขาด้วยรินไม่เข้าใจ”
สายลมพัดเข้ามาอีกครั้งแต่รินอารีไม่ได้รู้สึกถึงคำตอบที่หล่อนได้ทวงถามเลยสักนิด
“ถ้าเกิดรินยังจำได้เื่ราวระหว่างรินกับพี่ภัทรที่เคยได้สร้างร่วมกันมารินคงจะดีใจมากที่กำลังจะแต่งงานกับคนที่รินรัก มันคงจะดีที่ความทรงจำของรินกลับมาที่ผ่านมารินคงมีความสุขมากเพราะพี่ภัทรเขาอบอุ่น รินก็คงจะแกล้งพี่เขาไว้อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน”รินอารียิ้มทั้งน้ำตา
“ถ้ารินยังจำได้ รินคงจะไม่อึดอัดแบบนี้รินคงจะมีความสุขมากกว่านี้และคงไม่รู้สึกเหมือนกับว่าพี่ภัทรกำลังจะเข้ามาขโมยเอาความทรงจำเก่าๆ ของรินไปแบบนี้ รินอยากจำเื่ราวทุกอย่างที่ผ่านมารินอยากได้มันคืนทั้งหมดจะได้ไม่ต้องรู้สึกสับสนและทนอึดอัดอยู่แบบนี้พี่วารู้ไหมคะว่ารินทรมานเหลือเกิน รินกลัวค่ะพี่วา รินกลัว”
รินอารีถอนหายใจเฮือกหนึ่งแล้วนิ่งเงียบ
“มันคงเป็เพราะความทรงจำครั้งใหม่ที่เขาสร้างขึ้นมากับเธอใช่ไหมรินอารีความรู้สึกดี ๆ ที่รวดเร็วแบบนั้น ความรู้สึกฉาบฉวยที่ทำให้เธอกับเขาเหมือนเป็ส่วนหนึ่งของกันและกันการหลอกหลวงที่แยบยลแบบนั้นกลายเป็ความทรงจำที่ยากจะทำให้มันเลือนหายไปแล้วรินอารีเอ๋ย รินอารีทำไมตอนนั้นเธอถึงได้ยอมให้ความรู้สึกแบบนั้นเข้ามาจับจองพื้นที่ในความทรงจำของเธอได้ง่ายๆ ด้วยนะ ฉันเกลียดเธอในตอนนั้นเหลือเกินรินอารีเธอมีคนรักอยู่แล้วนะทำไมกลับยอมให้อีกคนเข้ามาในหัวใจได้อย่างนั้นฉันเกลียดเธอเหลือเกินรินอารี” รินอารีหยุดถอนหายใจเฮือกใหญ่“แต่ไม่สิ นั่นเพราะเขาต่างหากเพราะเขา้าทำลายเธอ ชื่อเสียงของเธอมันไม่ใช่ความผิดของเธอหรอกนะรินอารี คนที่เธอต้องเกลียดคือเขา”
“ฉันเกลียดนาย น้ำฟ้า”
ไร่องุ่นเทพธาวัลย์
แสงไฟสว่างจ้าบนโต๊ะอ่านหนังสือมีหนังสือที่ปกเขียนบอกเอาไว้ว่าเป็เนื้อหาเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้นวางอยู่หลายเล่มน้ำฟ้าฟุบหลับกับท่อนแขนซ้ายของตัวเองแว่นตาที่สวมเลื่อนขยับขึ้นไปอยู่บนคิ้วทั้งสองข้างผมที่ตัดสั้นทำให้ใบหน้ารูปเรียวเล็กดูสะอาดสะอ้านเป็ระเบียบแต่ก็ยังเป็เคล้าโคลงหน้าคล้ายหญิงสาวอยู่ดี
“น้ำ”คุณธาวัลย์เรียกชื่อบุตรชายเบา ๆ ก่อนแต่อีกฝ่ายยังคงหลับสนิทจึงยิ้มให้กับบุตรชายก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าสงสัยทันทีเมื่อเห็นหนังสือหลายเล่มวางอยู่บนโต๊ะหนังสือที่ล้วนแล้วแต่ให้ความรู้เื่การเล่นหุ้น
“นี่คิดอะไรถึงได้สนใจเื่หุ้นขึ้นมา”พูดพร้อมกับยิ้มให้บุตรชายก่อนจะเอื้อมมือไปจับหัวไหล่เขย่าเบา ๆ “น้ำ”
“...”น้ำฟ้าเงียบแต่ก็งัวเงียยกศีรษะพร้อมกับขยับแว่น
“ตื่นได้แล้วลูกไปอาบน้ำอาบท่าแล้วทานข้าวเย็นก่อน”
“แม่”
“จ๊ะแล้วนี่สนใจเื่หุ้นั้แ่เมื่อไหร่”
“อ้อเปล่าหรอกครับ น้ำแค่ศึกษาดู”
“เหรอแต่ถ้าน้ำสนใจจริง ๆ แม่จะบอกพ่อให้แนะนำเพื่อน ๆ ของเขาให้เพื่อนของพ่อแต่ละคนเก่ง ๆ ทั้งนั้น”
“ครับแม่แต่ตอนนี้น้ำแค่ศึกษาเอาไว้เป็ความรู้แค่นั้นครับ ไม่คิดจะเข้าไปเล่นจริง ๆ จัง ๆหรอกครับ”
“จ๊ะ”
คุณธาวัลย์ก้าวออกจากห้องนอนพ้นประตูน้ำฟ้าเอื้อมมือไปหยิบภาพถ่ายของพี่สาวที่อยู่ตรงหน้าจ้องมองค้างอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะปล่อยให้น้ำตาหยดใสๆ ลากผ่านแก้ม เขาไม่ได้ยกมือขึ้นปาดน้ำตาเหมือนคนร้องไห้ที่ฟูมฟายเพียงแค่ค่อย ๆยื่นมือออกไปแล้ววางภาพถ่ายของพี่สาวไว้อย่างเก่าด้วยดวงตาที่เอ่อล้นด้วยหยดน้ำตา...