“ไฟไหม้!”
เสียงร้องะโของพ่อยังคงก้องอยู่ในโสตประสาทของเด็กหญิงข้าวปั้นวัยเจ็ดขวบไม่ทันที่เธอจะได้ตั้งตัวเปลวเพลิงสีส้มแดงก็โหมกระหน่ำเข้าสู่ตัวบ้านราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังหิวโหยมันกระโจนเข้าใส่ทุกสิ่งอย่างไม่ปรานี ควันหนาทึบลอยฟุ้งแสบจมูกจนเธอไอจนตัวโยนแต่ก็ยังคงกอดรัดน้องชายตัวเล็กที่กำลังร้องไห้เสียงดังด้วยความหวาดกลัวเอาไว้แน่น
เด็กหญิงมองไปรอบกายเพื่อหาทางออกเสียงไม้ที่ลั่นดังเป็ระยะ ๆบอกเป็นัยว่าบ้านทั้งหลังกำลังจะพังถล่มลงมาเมื่อไรก็ได้ ขาเล็ก ๆของเธอก้าวไม่มั่นคงเท่าไรนักแต่สัญชาตญาณของการเป็พี่สาวทำให้เธอต้องพาน้องชายหนีให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ข้าวปั้นพาภูผาคลานต่ำเพื่อหลบควันไฟ ก่อนจะมุดตัวผ่านบานประตูหลังบ้านที่เปิดอยู่
“ข้าวปั้นลูก...หนีไป…”เสียงสั่นเครือของพ่อดังขึ้นมาจากห้องรับแขกที่เต็มไปด้วยเปลวเพลิงก่อนที่เสียงกรีดร้องของแม่จะดังตามมา
“แม่! พ่อ!” ข้าวปั้นะโเรียกเสียงสั่นเครือหัวใจ
ดวงน้อยสั่นสะท้านไปด้วยความหวาดกลัวเธอพยายามมองลอดเปลวไฟที่โหมกระหน่ำเข้าไปในห้องนั้นภาพที่เห็นทำให้ร่างของเธอแข็งทื่อราวกับถูกสาปเปลวเพลิงที่ลุกท่วมร่างของพ่อกับแม่ที่กำลังกอดกันแน่นราวกับว่าทั้งสอง้าที่จะอยู่ด้วยกันจนถึงลมหายใจสุดท้าย
“หนีไปนะลูก! พ่อกับแม่รักลูกนะ!”
เป็คำพูดสุดท้ายที่เธอได้ยินจากพ่อกับแม่ก่อนที่
เปลวเพลิงจะกลืนกินร่างของท่านไปจนหมดสิ้นภาพนั้นกลายเป็ตราบาปในใจของเด็กหญิงตัวน้อยความรู้สึกเ็ปและสูญเสียถาโถมเข้าใส่เธออย่างรุนแรงเธอไม่อยากจะเชื่อเลยว่าครอบครัวที่เคยอบอุ่นของเธอจะต้องมาจบลงแบบนี้หัวใจของเธอเ็ปราวกับถูกมีดกรีด
ข้าวปั้นพาภูผาคลานลงจากระเบียงไม้ที่เริ่มเผาไหม้แล้วเธอรู้สึกได้ว่าขากำลังอ่อนแรง แต่เธอก็ต้องกัดฟันสู้เพื่อพาน้องชายไปให้รอดเธอคลานเข้าไปหลบในพุ่มไม้ข้างบ้านพลางกอดร่างเล็ก ๆของน้องชายไว้ในอ้อมแขนเพื่อไม่ให้ใครเห็น ภูผาร้องไห้หนักขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยความใและหวาดกลัวข้าวปั้นทำได้เพียงกอดปลอบน้องชายพลางกระซิบข้างหูเขาเบา ๆ ว่า“ไม่เป็ไร...พี่อยู่นี่แล้ว”
เธอเงยหน้าขึ้นมองไปยังบ้านของตัวเองที่กำลังมอดไหม้น้ำตาไหลอาบแก้มด้วยความเ็ป ภาพเปลวเพลิงที่
ลุกโชนอยู่ในหัวของเธอราวกับเป็ภาพฝันร้ายที่กำลังเกิดขึ้นจริงแต่เธอก็ต้องเบิกตากว้าง...เมื่อมองเลยเปลวไฟสีส้มไปอีกฝั่งของถนน
เงาของผู้ชายลึกลับคนหนึ่ง ยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างสงบนิ่งเขาไม่ได้ขยับแม้แต่น้อย แต่แววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่เธอมองไม่ออก อาจจะเป็ความเสียใจ...ความยินดี...หรือความว่างเปล่าภาพนั้นยังคงติดอยู่ในใจของข้าวปั้นมาตลอด...
และภาพนั้นก็กลายเป็ปมปริศนาที่ตามหลอกหลอนเธอมานานกว่าสิบเจ็ดปี
เธอไม่รู้ว่าเขาคือใคร...และเขามาที่นี่เพื่ออะไร...แต่ที่เธอรู้ก็คือ...ในอีกไม่กี่วันต่อจากนี้...ภาพฝันร้ายเ่าั้กำลังจะกลับมาหลอกหลอนเธออีกครั้ง...
“พี่สาว… อย่าเพิ่งงีบสิ”
เสียงทุ้มที่คุ้นเคยดังขึ้นทำให้ข้าวปั้นที่กำลังก้มหน้าอยู่บนโต๊ะทำงานต้องเงยหน้าขึ้นมาดวงตากลมโตสบเข้ากับดวงตาคมกริบของ ภูผา น้องชายที่ยืนกอดอกมองเธออยู่ตรงหน้าเขาในวัยสิบแปดปีมีส่วนสูงที่แซงเธอไปไกลแล้ว ใบหน้า
คมสันฉายแววหล่อเหลาไม่ต่างจากพ่อในความทรงจำผิวสีน้ำผึ้งเข้ากับเรือนผมสีน้ำตาลเข้มที่ดูยุ่งเหยิงเล็กน้อยอย่างมีสไตล์ซึ่งเป็ผลงานที่เธอต้องต่อสู้กับเขาทุกเช้าเพื่อไม่ให้ดูเหมือนเพิ่งตื่นนอนตลอดเวลา
“ไม่ได้งีบ...แค่คิดอะไรเพลิน ๆ” ข้าวปั้นตอบเธอขยี้ตา
เบา ๆ ก่อนจะส่งยิ้มบาง ๆ ให้กับน้องชาย “แล้วงานที่
มหาลัยเป็ไงบ้าง”
ภูผาเดินมาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามโต๊ะทำงานไม้ตัวใหญ่ที่เธอใช้ประจำดูจะคับแคบลงถนัดตาเมื่อเขานั่งลง“ก็เหมือนเดิมแหละพี่สาว รายงานเยอะเหมือนเดิม ควิซหนักเหมือนเดิม”
ข้าวปั้นมองกองตำราเรียนกองโตบนโต๊ะข้างตัวน้องชายด้วยสายตาเห็นใจ“แล้ว…โอเคไหม ดูซึม ๆ นะ” เธอถามกลับด้วยน้ำเสียงเป็ห่วงเธอรู้ดีว่าน้องชายของเธอนั้นแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจไม่เคยแสดงความอ่อนแอให้เห็น แต่สายตาของเธอก็ยังคงมองเห็นความเหนื่อยล้าที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มจางๆ ของเขา
“โอเคสิ” ภูผาพยักหน้า “แค่วันนี้มีสอบย่อยเลยเบลอ ๆ นิดหน่อย” เขาหัวเราะเบา ๆ ราวกับจะคลายความกังวลของเธอ“แต่พี่สาวต่างหากที่ควรจะพักบ้างเถอะ”
“ทำไมล่ะ” ข้าวปั้นเลิกคิ้วมองน้องชาย
“ก็ดูพี่สาวสิ!ั้แ่กลับมาเปิดร้านได้เดือนหนึ่งก็ไม่เคยเห็นหยุดพักเลย” ภูผาพูด“ร้านหนังสือ-กาแฟ ‘เงาอักษร’ ก็ขายดีจะตายไป พักให้สบายบ้างเถอะนะ”
ข้าวปั้นกวาดสายตามองไปรอบ ๆร้านที่เธอทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อสร้างมันขึ้นมาร้านที่เคยเป็เพียงความฝันของเด็กกำพร้าสองคน ตอนนี้มันเป็จริงแล้วทุกซอกทุกมุมของร้านถูกตกแต่งด้วยความรัก มีชั้นหนังสือไม้ที่เธอสั่งทำพิเศษ
เรียงรายจนถึงเพดานกลิ่นกาแฟหอมกรุ่นที่เธอเป็คนคั่วเองลอยอบอวลไปทั่วร้าน และเสียงเพลงแจ๊สเบา ๆที่เปิดคลอทำให้บรรยากาศดูผ่อนคลายข้าวปั้นรักร้านนี้มาก...มันเป็เหมือนบ้านหลังที่สองของเธอ...บ้านที่เธอสร้างขึ้นมาด้วย
สองมือ...บ้านที่ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยแต่ก็เป็เพียงความรู้สึกที่สร้างขึ้นมาเพื่อปลอบประโลมหัวใจเท่านั้นเธอรู้ดีว่าหัวใจของเธอยังไม่เคยได้พักผ่อนอย่างแท้จริงนับั้แ่คืนนั้น...คืนที่ครอบครัวของเธอต้องจากไปพร้อมกับกองเพลิงที่โหมกระหน่ำ
“พี่สาว…” ภูผาเรียกเธออีกครั้ง “ใจลอยไปไหนแล้วคิดอะไรอยู่”
“เปล่าหรอก” ข้าวปั้นส่ายหน้า“แค่คิดว่าวันนี้ลูกค้าเยอะจัง”
“ก็แหงล่ะสิพี่สาว” ภูผาหัวเราะเบา ๆ“ร้านพี่สาวอร่อยขนาดนี้ อีกไม่นานคงมีเศรษฐีมาขอซื้อร้านแน่ ๆ เลย”
คำพูดของน้องชายทำให้ข้าวปั้นยิ้มได้เล็กน้อย“ใครจะกล้ามาขอซื้อร้านของพี่สาวกัน”
“ก็ถ้าเป็คนหล่อ ๆ รวย ๆ แบบในนิยายล่ะ”ภูผาหยอกล้อ “พี่สาวอาจจะใจอ่อนก็ได้นะ”
“ไม่มีทาง”ข้าวปั้นตอบกลับไปทันควันด้วยน้ำเสียงที่
หนักแน่นกว่าเดิม “พี่สาวไม่มีวันขายร้านนี้ให้ใครทั้งนั้น”
“ทำไมล่ะ” ภูผาถามอย่างสงสัย “ถ้าเขาให้ราคาดี ๆล่ะ”
“ร้านนี้เป็มากกว่าธุรกิจ มันเป็บ้านเป็ความฝันของพี่” ข้าวปั้นมองน้องชายด้วยสายตาจริงจัง“เราสองคนช่วยกันสร้างมันขึ้นมา พี่ไม่มีวันยอมให้ใครมาทำลายมันได้”
“รู้แล้วน่า” ภูผาถอนหายใจ“ไม่ต้องเครียดขนาดนั้นก็ได้”
บทสนทนาของสองพี่น้องสิ้นสุดลงเมื่อมีลูกค้าอีกกลุ่มเดินเข้ามาในร้านข้าวปั้นรีบเดินไปที่เคาน์เตอร์เพื่อรับออเดอร์ ส่วนภูผาก็ขอตัวไปทำการบ้านต่อข้าวปั้นทำหน้าที่ของเธออย่างแข็งขันเธอชงกาแฟเสิร์ฟลูกค้าด้วยรอยยิ้มที่ดูสดใสและเป็กันเอง แต่ไม่มีใครรู้ว่ารอยยิ้มนั้นเป็เพียงฉากบังหน้าเพื่อซ่อนความรู้สึกที่แท้จริงเอาไว้
เมื่อร้านเริ่มว่างข้าวปั้นก็กลับมาที่โต๊ะทำงานของตัวเองเธอหยิบแก้วกาแฟขึ้นมาจิบพลางคิดถึงเื่ที่คุยกับภูผาเมื่อครู่เธอไม่รู้ว่าทำไมถึงได้รู้สึกอึดอัดกับคำพูดของน้องชายนัก ทั้ง ๆที่เขาแค่พูดเล่น...แต่ในใจของเธอกลับรู้สึกว่ามันคือความจริงที่เธอไม่สามารถหนีพ้นได้
ความจริงที่ว่า…ความสงบสุขของเธอกำลังจะถูกทำลายในไม่ช้า
ข้าวปั้นพยายามสะบัดความคิดเ่าั้ทิ้งไปเธอหยิบหนังสือเล่มโปรดขึ้นมาอ่านเพื่อปลอบประโลมจิตใจแต่สายตาของเธอกลับไม่สามารถโฟกัสไปที่ตัวอักษรได้เลย ทุกบรรทัดที่เธอกวาดสายตาไปกลับเห็นเป็ภาพเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำเมื่อสิบเจ็ดปีก่อนแทนที่จะเป็ภาพตัวละครที่โลดแล่นในจินตนาการของเธอ
ภาพของเงาชายลึกลับที่ยืนอยู่อีกฝั่งของถนนภาพดวงตาที่ว่างเปล่าของเขา ภาพที่เธอพยายามจะลืมมันมาตลอดสิบเจ็ดปีแต่ภาพนั้นก็ยังคงตามหลอกหลอนเธอราวกับเงาของตัวเอง ข้าวปั้นหลับตาลงอย่างอ่อนแรงเธอรู้สึกว่าตัวเองกำลังยืนอยู่บนเส้นด้ายบาง ๆ ที่พร้อมจะขาดสะบั้นลงได้ทุกเมื่อ
เธอเคยคิดว่าการสร้างร้านนี้ขึ้นมาจะเป็การปลดปล่อยเธอจากอดีตที่โหดร้ายแต่แล้วเธอก็พบว่ามันเป็เพียงการสร้างกรงทองขึ้นมาขังตัวเองเท่านั้นเพราะไม่ว่าจะหลบหนีไปไกลแค่ไหนความจริงก็ยังคงเป็ความจริง...และอดีตก็ยังคงเป็อดีตที่เธอไม่มีวันลบมันทิ้งไปจากใจได้
ทันใดนั้นเอง...ความรู้สึกบางอย่างก็ทำให้เธอต้องเงยหน้าขึ้นจากหนังสือเธอรู้สึกเหมือนมีคนกำลังจับตามองเธออยู่ข้าวปั้นกวาดสายตามองไปรอบร้านอย่างระมัดระวัง แต่ก็ไม่พบอะไรผิดปกติลูกค้าที่เคยแน่นร้านก็กลับบ้านไปหมดแล้ว เหลือเพียงความเงียบสงบที่น่าขนลุก
ข้าวปั้นพยายามจะบอกตัวเองว่าคิดไปเองเธอหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเช็กดูว่าวันนี้มีลูกค้าประจำคนไหนนัดมาอีกไหมแต่ก็ไม่มีการแจ้งเตือนใด ๆ เข้ามาเลย เธอ
ถอนหายใจอย่างโล่งอกเล็กน้อยก่อนจะเก็บโทรศัพท์ลงในกระเป๋าเสื้อกันหนาว
กริ๊ง…
เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้นทำให้เธอต้องเงยหน้าขึ้นมามองผู้หญิงร่างสูงเพรียวคนหนึ่งกำลังเดินเข้ามาในร้านเธอมีใบหน้าสวยคมและแต่งตัวด้วยชุดสูทที่ดูเนี้ยบมากเธอมีท่าทางเหมือนกับผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จในชีวิต
“สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับ”ข้าวปั้นเอ่ยทักทายอย่างสุภาพ
“สวัสดีค่ะ”ผู้หญิงคนนั้นตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเ็าเธอเดินตรงมาหาข้าวปั้นพลางวางซองจดหมายสีน้ำตาลซองหนึ่งลงบนโต๊ะ
มันเป็ซองจดหมายที่ดูเก่าและมีรอยยับอยู่ทั่วทั้งซอง
ข้าวปั้นมองซองจดหมายนั้นอย่างงง ๆก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปมองผู้หญิงคนนั้น
“นี่คืออะไรเหรอคะ” ข้าวปั้นถาม
“ฉันไม่รู้ค่ะ”ผู้หญิงคนนั้นตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเฉยชา “มีคนฝากมาให้”
“ใครฝากมาคะ”
“ฉันไม่รู้ค่ะ”ผู้หญิงคนนั้นตอบกลับมาอย่างหงุดหงิด “ถ้าคุณไม่มีอะไรจะถามแล้ว ฉันขอตัวก่อนนะคะ”
ผู้หญิงคนนั้นเดินออกไปจากร้านอย่างรวดเร็วทิ้งให้
ข้าวปั้นยืนงงอยู่กับซองจดหมายในมือ เธอพลิกซองจดหมายดูอย่างช้า ๆไม่มีชื่อผู้ส่ง ไม่มีที่อยู่ มีเพียงชื่อของเธอที่เขียนด้วยลายมือที่ไม่คุ้นเคย
ด้วยความสงสัย ข้าวปั้นตัดสินใจที่จะเปิดมันออกข้างในมีกระดาษแผ่นเล็ก ๆ แผ่นหนึ่งอยู่ ข้าวปั้นคลี่กระดาษแผ่นนั้นออกช้า ๆบนกระดาษมีเพียงข้อความสั้น ๆ ที่เขียนด้วยลายมือหวัด ๆ ว่า…
‘ในที่สุด…เธอก็กลับมาแล้ว’
ข้าวปั้นอ่านข้อความนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าหัวใจของเธอเต้นรัวแรงราวกับจะหลุดออกมาจากอกเธอรู้สึกเหมือนมีใครเอาน้ำแข็งมาแปะไว้ที่หลังของเธอ ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
ข้อความนั้นหมายถึงอะไร? ใครเป็คนส่งมา?และเขารู้ได้ยังไงว่าเธอคือใคร?
ความกลัวที่เคยถูกซ่อนไว้ในส่วนลึกของหัวใจเริ่มผุดขึ้นมาอีกครั้งเธอรู้สึกได้ว่าชีวิตที่เคยสงบสุขของเธอกำลังจะเปลี่ยนไปในไม่ช้า
แต่เธอไม่มีทางรู้เลย...ว่าคนที่ส่งจดหมายฉบับนี้มาให้...คือใคร
หวังว่าทุกคนจะสนุกกับตอนแรกนะคะ!ปริศนามากมายกำลังจะเริ่มขึ้นแล้วในตอนต่อไปฝากติดตามและเป็กำลังใจให้ข้าวปั้นกับภูผาด้วยน้า
สามารถค้นหา E-book ชื่อ"คลั่งรักในพันธนาการ" ได้ที่ร้านค้า E-book ชั้นนำที่คุณใช้บริการอยู่