ณอีกฟากฝั่งของมิติที่ถูกพันธนาการด้วยม่านแห่งนิรันดร์ อาณาจักรแห่งมวลมาร กลับปกคลุมด้วยความมืดมิดที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าขุมนรกใดๆทัศนียภาพเบื้องหน้าคือมหานครสีดำที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางกลุ่มเมฆสีเขียวมรกตที่ม้วนตัวคล้ายพายุแห่งความตายยอดปราสาทแหลมคมดุจกรงเล็บปีศาจทิ่มแทงขึ้นไปบนท้องฟ้าที่ไร้ดวงดาวมีเพียงแสงเรืองรองจางๆ จากลาวาสีเขียวที่ไหลเวียนอยู่ตามรอยแยกของอาคารโบราณ
ภายในห้องโถงสีเลือดที่กว้างใหญ่จนมองไม่เห็นเพดานบรรยากาศนิ่งสงัด กลิ่นคาวโลหิตและไอเน่าเปื่อยอบอวลไปทั่วชั้นบรรยากาศทว่าสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดกลับอยู่กึ่งกลางห้องโถงนั้น
ครรภ์อสูรสีชาด ขนาดมหึมาที่มีลักษณะคล้ายไข่เรืองแสงสีแดงพื้นผิวของมันเต้นตุบๆ รอบตัวไข่มีเส้นรยางค์สีเลือดนับพันโยงใยไปมาประดุจท่อหล่อเลี้ยงที่สูบฉีดพลังวิญญาณจากหลุมโลหิตเบื้องล่างเข้าสู่ภายในตลอดเวลาทุกครั้งที่ไข่ใบนั้นเต้น มิติรอบด้านจะเกิดรอยปริแตกจางๆ
เบื้องหน้าครรภ์อสูรปรากฏร่างของสี่ขุนพลผู้ยิ่งใหญ่แห่งโลกมวลมารที่ยืนรอคอยการจุติของครรภ์อสูรสีชาด
ขุนพลมารคลั่ง"จวินหม่า" ยักษ์อสูรร่างกำยำล่ำสันผิวกายสีแดงสดดุจโลหิตที่เพิ่งหลั่ง บนหัวมีเขาโง้งสีดำขลับสองคู่ดวงตาลุกโชนด้วยไฟนรกที่พร้อมจะเผาผลาญทุกลมหายใจในมือขวากระชับดาบโค้งหัวกะโหลกที่สลักด้วยอักขระสาปแช่งส่วนมือซ้ายรวมประจุสายฟ้าสีแดงเข้มที่ส่งเสียงเปรี๊ยะปะตลอดเวลาเขาคือตัวแทนแห่งความบ้าคลั่งและการทำลายล้างที่ไร้ขีดจำกัด
ขุนพลเทพอวตารมรณะ"หมิงฮุย" อสุรกายที่มีรูปลักษณ์ประดุจเทพเจ้าโบราณแต่แฝงด้วยกลิ่นอายแห่งความตายร่างกายสวมเกราะสีทองอร่ามที่มีปีกขนนกขนาดมหึมาแผ่กว้างสัญลักษณ์ของดวงอาทิตย์สีทองประดับอยู่เหนือเศียรเหยี่ยวเทพทว่าภายใต้รัศมีสีทองนั้น กลับแฝงไปด้วยพลังวิญญาณที่บิดเบี้ยวเขายืนนิ่งดุจรูปปั้นหิน พร้อมจะมอบคำพิพากษาด้วยหอกแสงที่สามารถทะลวงมิติได้
ขุนพลปีกสวรรค์ทลายภพ"ซู๋หวง" ร่างจำลองของอดีตเทพผู้ตกสวรรค์สวมเกราะที่วิจิตรบรรจงด้วยอัญมณีเจ็ดสี ปีกขนนกที่แผ่ขยายออกด้านหลังส่องประกายหลากสีสันดุจสายรุ้งในนรกมือขวาถือกระบี่แสงยาวเลิศล้ำที่สั่นไหวตามจังหวะชีพจรของครรภ์อสูรเขาคือผู้คุมกฎแห่งแสงและความมืดที่พร้อมจะทำให้ศัตรูตาบอดด้วยความงดงามก่อนจะปลิดชีพอย่างเลือดเย็น
และขุนพลยมทูตไร้เงา"อวิ๋นซวน" ร่างในชุดคลุมสีดำที่ดูเลือนลางประดุจหมอกควันมือที่เหลือเพียงโครงกระดูกกระชับด้ามเคียวยักษ์ที่ใบมีดทำจากน้ำแข็งพันปีสลักรูปหัวกะโหลกรอบกายมีวิญญาณเร่ร่อนวนเวียนอยู่ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนเขาคือผู้เก็บเกี่ยววิญญาณที่เงียบเชียบที่สุด แม้แต่เสียงฝีเท้าก็ไม่อาจสัมผัสได้
"นานเกินไปแล้ว..." จวินหม่า คำรามเสียงต่ำจนโถงศิลาสั่นสะเทือน"ข้าอยากจะฉีกกระชากลำคอของพวกมนุษย์และดื่มด่ำกับรสชาติของความสิ้นหวังใจจะขาด!"
"ใจเย็นก่อนเถิด " ซู๋หวง กล่าวด้วยรอยยิ้มเย็นชาพลางลูบคมกระบี่"การจุติของจ้าวมวลมารต้องใช้เวลา พลังจากเกาะปีศาจวิบัติหมื่นวิญญาณกำสรวลที่ผุดขึ้นมานั้นคือกุญแจสำคัญที่จะเปิดประตูสู่โลกฟากโน้นอย่างสมบูรณ์"
หมิงฮุยขยับปีกสีทองเล็กน้อยดวงตาเหยี่ยวจ้องเขม็งไปที่ครรภ์อสูร "ข้าสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ... มีกลุ่มยอดฝีมือกำลังบุกรุกเข้าไปในเขตแดนของเกาะวิบัติ"
"เจ้าหมายถึง 'ยอดฝีมือจากโลกชั้นต่ำนั้นหรือ?” อวิ๋นซวน เอ่ยด้วยเสียงแหบพร่าดุจเสียงกระดาษทรายขัดไม้"หากมันกล้าแตะต้องวัตถุเทวะบนเกาะนั้น ข้าผู้นี้จะไปรอรับวิญญาณมันเอง"
ทันใดนั้นครรภ์อสูร พลันเต้นแรงขึ้นจนเกิดคลื่นกระแทกมหาศาลแสงสีแดงสว่างวาบไปทั่วห้องโถง อักขระโบราณบนกำแพงปราสาทเรืองแสงสลับซับซ้อนเสียงกัมปนาทดังสนั่นไปทั่วทั้งอาณาจักร ราวกับโลกทั้งใบกำลังจะพังทลายลง
"ท่านจ้าวมวลมารกำลังจะตื่นแล้ว!" จวินหม่าตะโกนด้วยความตื่นเต้นปรีดา
เหล่าขุนพลทั้งสี่ต่างคุกเข่าลงกับพื้นหินสีเลือดอย่างพร้อมเพรียงสายตาทุกคู่จับจ้องไปที่รอยปริแตกแรกบนเปลือกครรภ์อสูรพลังความมืดมหาศาลเริ่มรั่วไหลออกมา ทะลักทลายประดุจเขื่อนแตกบ่งบอกว่าเวลาแห่งการพิพากษาโลกมนุษย์ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
"ยินดีต้อนรับกลับมา... นายเหนือแห่งข้า!" สี่ขุนพลเปล่งเสียงขึ้นพร้อมเพรียง
ภายในห้องโถงสีเลือดที่สั่นสะท้านด้วยแรงดันมหาศาล รอยปริแตกบน ครรภ์อสูรสีชาด ขยายตัวออกอย่างรวดเร็วประดุจสายฟ้าฟาดเสียงเปลือกครรภ์ปริแยกดัง เปรี๊ยะบาดลึกเข้าไปในจิตวิญญาณ ทันใดนั้น เมือกเหนียวเหนอะสีม่วงเข้มคล้ำค่อยๆ หลุดลอกและลื่นไหลออกจากรอยแยกนั้นส่งกลิ่นอายอายควันจางๆ ที่เย็นเยียบยิ่งกว่าน้ำแข็งหมื่นปี
ท่ามกลางหมอกโลหิตที่อบอวลเงาร่างหนึ่งค่อยๆ ก้าวผ่านม่านเมือกออกมาอย่างช้าๆแสงจากลาวาสีเขียวรอบโถงสะท้อนให้เห็นวรกายที่สูงสง่าและทรงอำนาจเกินกว่าที่คำบรรยายใดจะเอื้อมถึง
ร่างที่ปรากฏเบื้องหน้าสี่ขุนพลคือสตรีผู้มีความงามอันน่าหลงใหลนางมีเรือนผมสีเงินยวงยาวสลวยประดุจน้ำตกดารา ผิวกายขาวผ่องราวกับหิมะใต้แสงจันทร์สลับกับลายอักขระมารสีทองที่พาดผ่านลำคอและท่อนแขนอย่างอ่อนช้อย
นัยน์ตาของนางเป็นสีม่วงเข้มจัดที่ทอประกายเจิดจ้าดุจมณีล้ำค่าทว่าในความเจิดจ้านั้นกลับแฝงไปด้วยความเย็นชาดุจน้ำค้างแข็งที่มองทะลุผ่านกาลเวลานับล้านปีนางสวมอาภรณ์สีม่วงดำที่พลิ้วไหวประดุจกลุ่มเมฆาพายุมีเกราะอกรูปหัวกะโหลกเงินที่ดูวิจิตรบรรจงและน่าเกรงขามในเวลาเดียวกันแค่นางยืนอยู่นิ่งๆ รัศมีปราณมวลมารที่แผ่ออกมากลับบีบคั้นมิติรอบด้านจนบิดเบี้ยวแม้แต่แสงสว่างก็ยังถูกดูดกลืนหายไปในรัศมีกายของนาง
“นายเหนือแห่งข้า... จุติแล้ว!”
สี่ขุนพลทมิฬที่เคยยิ่งใหญ่และโอหังบัดนี้กลับรู้สึกว่าพลังฝึกปรือของตนช่างเล็กจ้อยประดุจเม็ดทรายกลางทะเลทรายอันกว้างใหญ่แรงกดดันจากการจุติของนางทำให้กระดูกและวิญญาณทั่วร่างของพวกมันส่งเสียงครางสั่นระรัวความหวาดกลัวที่ฝังลึกอยู่ในสายเลือดอสูรพลันประทุขึ้นมาจนพวกมันต้องก้มศีรษะลงติดพื้นหินมิอาจแม้แต่จะสบสายตากับดวงตาสีม่วงคู่นั้น
นางกวาดสายตาอันเย็นชาไปทั่วห้องโถงก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่ดังกังวานคล้ายเสียงระฆังเงินที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งภพมาร
“หลับใหลไปเนิ่นนานเพียงใดกัน... โลกมนุษย์ที่ข้าเคยรังเกียจบัดนี้กลิ่นอายของมันยังคงน่าสะอิดสะเอียนไม่เปลี่ยน”
นางขยับปลายนิ้วเพียงแผ่วเบาพลังมารที่หลอมรวมอยู่ในครรภ์อสูรพลันควบแน่นกลายเป็นหน้ากากอสูรครึ่งซีกและรัดเกล้าทรงมงกุฎสวมลงบนศีรษะของนางอย่างสมบูรณ์จักรพรรดินีมวลมาร ผู้ซึ่งเป็นจ้าวแห่งมวลมารทั้งปวง “อิ้งเทียนฉิง”จุติใหม่แล้ว
“จวินหม่า... หมิงฮุย... ซู๋หวง... อวิ๋นซวน...”นางเรียกนามขุนพลทั้งสี่ด้วยเสียงเรียบ “พวกเจ้าปล่อยให้ เจ้ามนุษย์โสโครก'พวกนั้นบุกรุกเข้าไปในเกาะปีศาจวิบัติหมื่นวิญญาณได้ถึงเพียงนี้เชียวรึ?”
เหล่าขุนพลตัวสั่นสะท้าน ซู๋หวง เป็นผู้รวบรวมความกล้าตอบคำด้วยเสียงอันสั่นเครือ“ทูลองค์จักรพรรดินี... ข้ากำลังจะส่งเงาสังหารและจอมปีศาจระดับ ชี่ปอ (คลื่นปราณ)และ ชีซิง (เจ็ดดารา) ไป...กวาดล้างพวกมันที่บังอาจบุกรุกเป็นยังเกาะวิบัติ”
นางหันหน้าไปทางทิศที่มิติเชื่อมโยงกับโลกมนุษย์แววตาสีม่วงทอประกายอำมหิต “ไปเตรียมทัพของเจ้าให้พร้อม ข้าจะใช้เลือดของมนุษย์ผู้โสมมทั้งหลายเป็นสุราฉลองการกลับมาของข้า!”
ในเวลาเดียวกัน ที่ริมชายหาดเมืองไห่กัง อวิ่นหนิงเจี่ย ที่กำลังคุยกับชายชราพลันชะงักนิ่งไปชั่วครู่ หัวใจของเขาเต็นรัวแรงประดุจจะหลุดออกมาจากทรวงอกเกราะอสูรโลกันตร์ที่เขาสวมอยู่พลันร้อนระอุและสั่นสะเทือนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
“เจ้าหนู... เป็นอะไรไป?” ชายชราถามด้วยความสงสัย ทันใดนั่น ชายชราพลันอุทาน “อะ..อา หรือหรือว่า...” สีหน้าที่มีริ้วรอย บัดนี้หน้าผากขมวดคิ้วย่นสีหน้าเคร่งขึมอย่างที่สุด “ข้าหวังว่า...จ้าวแห่งมวลมารยังมิได้ตื่นขึ้นหรอกนะหวังว่านะ”
หนิงเจี่ยจ้องมองออกไปยังขอบฟ้าที่มืดมิดแววตาของเขาสั่นไหวด้วยความเคร่งเครียด ความไม่สบายใจก่อตัวขึ้นภายในใจ
สายลมทะเลที่เคยพัดพาความสดชื่นบัดนี้กลับหอบเอาไอเย็นยะเยือกที่เสียดแทงถึงกระดูกมาสัมผัสผิวกาย อวิ่นหนิงเจี่ย ยืนนิ่งอยู่ริมโขดหินแววตาที่เคยฉายประกายความมั่นใจกลับฉายรอยครุ่นคิดลึกซึ้ง บัดนี้ปัญหาหนึ่งผุดขึ้นมาในใจตั้งแต่ก้าวพ้นเขตแดนหุบเขาหลงเซี่ยง พลังแห่งเทพวิวัฒน์ ที่เคยคอยชี้นำแจ้งเตือน และมอบรางวัลให้เขา บัดนี้กลับเงียบหายไปอย่างสิ้นเชิง ตอนที่เด็กหนุ่มจัดการจอมปีศาจขวานบั่นเศียรจนหมดสภาพพลังเทพวิวัฒน์ก็มิได้มอบสิ่งใดให้ชายหนุ่มอีกเลย เหมือนกับว่าพลังนี้ไม่เคยมีอยู่จริงอย่างไงอย่างนั้น
‘หรือว่า...พลังแห่งเทพวิวัฒน์จะจำกัดอยู่เพียงในอาณาเขตของหุบเขาหลงเซี่ยงเท่านั้น?’เด็กหนุ่มขมวดคิ้วมุ่น ‘หากไร้ซึ่งการวิวัฒน์จากสวรรค์ข้าก็เป็นเพียงจอมยุทธ์ผู้หนึ่งที่ต้องพึ่งพาพละกำลังและสติปัญญาของตนเองในการเอาชีวิตรอดในโลกที่โหดร้ายนี้นี้เท่านั้นข้าต้องรอดชีวิตให้ได้’
ความกังวลพาดผ่านดวงตาเพียงครู่เดียวก่อนจะถูกแทนที่ด้วยประกายแห่งความเด็ดเดี่ยว หนิงเจี่ยกำหมัดแน่นจนข้อนิ้วขาวซีดเขาไม่ใช่เด็กน้อยที่ต้องรอความเมตตาจากโชคชะตาอีกต่อไป
“ในเมื่อสวรรค์ประทานโอกาสให้ข้าได้รับพลังนี้ข้าก็จะใช้พลังที่ข้าขัดเกลามาด้วยเลือดและเนื้อนี้แหละ... ถางทางเดินของข้าเอง!” เขากล่าวปณิธานกับตนเองเสียงต่ำพลางหันไปหาชายชราลึกลับที่กำลังยืนสังเกตอาการของเขาอยู่
“ท่านอาวุโส ข้าตัดสินใจแล้ว”หนิงเจี่ยประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมแต่แฝงด้วยความมั่นใจ“ข้าจะไปที่เกาะปีศาจวิบัติหมื่นวิญญาณกำสรวล
ชายชราหัวเราะหึๆ ในลำคอ “!จิตใจที่แน่วแน่คือรากฐานของเทพเซียน หากเจ้าฝากชีวิตไว้กับโชคลาภวันหนึ่งโชคลาภนั้นจะพาเจ้าไปสู่ความตาย ความบากบั่นและพยายามเท่านั้นที่จะเคี่ยวกรำเจ้าเป็นยอดคนเหนือคนฮ่า ฮ่า ฮ่า ดี ดี”
รุ่งสางของวันถัดมา บริเวณทะเลไห่กัง คลื่นยักษ์สีดำมะเมื่อยซัดเข้าหาชายฝั่งอย่างบ้าคลั่งท้องฟ้าปกคลุมด้วยเมฆาสีเทาเข้มประดุจรัตติกาลนิรันดร์ชายชรานำทางหนิงเจี่ยมายังท่าเรือลับทางทิศตะวันตกที่นั่นมีเรือพายขนาดเล็กที่สร้างจาก ไม้แก่นจันทน์วิญญาณ ซึ่งมีคุณสมบัติพรางกลิ่นอายปราณ
“เรือลำนี้จะพาเจ้าเข้าสู่ม่านหมอกโดยที่พวกอสูรทะเลไม่ทันสังเกต”ชายชรากล่าวพลางโยนถุงผ้าใบหนึ่งให้ “ในนั้นมีเสบียงและยารักษาเบื้องต้น...รีบไปเถิด”
ฟุบ!
เขาพายเรือมุ่งหน้าออกสู่มหาสมุทรทันทีที่เข้าสู่เขตหมอก ทัศนวิสัยก็ดับวูบลงเหลือเพียงความเย็นเยียบที่เสียดแทงไปถึงกระดูกเสียงโหยหวนของวิญญาณที่ถูกกักขังดังแว่วมาตามลม หนิงเจี่ยกระชับด้ามพายแน่น พึมพัมเบาๆ
“เกาะปีศาจวิบัติหมื่นวิญญาณ... ข้ามาแล้ว!”