ส่วนขจรนั้นกลับมาจากซ้อมมวยก็เข้านอนทันที แล้วก็กลับฝันไปในอดีตอีกครั้ง
เห็นตัวเขาตอนนี้เป็นองครักษ์ทับ กำลังนำทหารเข้าไปในพระตำหนักใน เป็นที่อยู่ของเหล่าพระมเหสี และ เหล่าพระสนมทั้งหลาย
ทุกคนกลับถอยหนีไป มีแต่หญิงสาวผู้หนึ่ง กลับยืนขวางเอาไว้ไม่ให้ ทับเข้าไป
“ ที่นี่คือเขตพระราชฐานชั้นใน บุรุษไม่มีสิทธิ์เข้าไป เว้นเสียแต่ว่า มีพระราชโองการเท่านั้น”
“ ข้าคือ องครักษ์ทับ ไปทูลพระมเหสี บอกว่า ข้าได้รับพระราชคำสั่งด่วน ให้มาจับตัว หม่อมราตรีไปสอบสวน เลยไม่มีพระบรมราชโองการมา”
“ เห็นทีจะไม่ได้ ต่อให้พระมเหสีอยากจะให้ท่านเข้าไป พระนางก็ไม่อาจฝืนกฏที่ตราเอาไว้ได้”
“ นี่เจ้า..” ทับรู้สึกขุ่นเคืองใจยิ่ง แต่เห็นใบหน้าของนางกำนัลผู้นี้แล้ว ก็อดใจอ่อนลงอย่างประหลาด
“ มีเรื่องอะไรกันรึ แก้วฟ้า”
“ มีองครักษ์ท่านหนึ่ง ไม่มีพระราชโองการ แต่ก็ยังดื้อดึงจะเข้าไปจับตัวของ หม่อมราตรี ให้ได้เพคะ”
หญิงผู้สูงศักดิ์ เดินออกมา ทับรีบทำเคารพต่อพระมเหสีเอกผู้นี้ทันที
“ หม่อมราตรี มันเป็นชู้กับผู้ใด?”
“ องครักษ์แสงชัย พระเจ้าค่ะ”
“ พวกเจ้ามีหลักฐานอะไร?”
“ นอกจากคำกลอนที่ฝากส่งถึงกัน ยังมีนางกำนัลแย้ม ของหม่อมราตรี ก็เป็นพยานยืนยันได้อีกคน”
“ เจ้ารออยู่ตรงนี้ แก้วฟ้าไปตามหม่อมราตรีมาที่นี่ ข้าจะสอบถามด้วยตัวเอง
แล้วเจ้าก็ไปเรียกองครักษ์แสงชัยมาที่นี่ด้วย”
ทับให้คนไปพาองครักษ์แสงชัยที่ถูกขื่อคา รัดเอาไว้ พอหม่อมราตรีมาถึง ก็เป็นพบกับ องครักษ์แสงชัยที่ถูกขื่อคาจำเอาไว้ ก็น้ำตาไหล เข้ามากราบเท้าของพระมเหสี
“ หม่อมฉันยอมรับผิด เป็นเพราะหม่อมฉันยั่วยวนท่านองครักษ์แสงชัย ได้โปรดยกเว้นโทษ ท่านองครักษ์แสงชัยด้วยเถิดนะเพคะ”
“ ตกลงนี่ เจ้ายอมรับว่าทั้งหมดเป็นเรื่องจริงใช่ไหม”
“ เพคะ”
“ เจ้าไม่รู้หรือไง ว่าโทษคบชู้ ต้องโทษแห่ประจานรอบเมือง แล้วจับมาเผาทั้งเป็น เจ้าไม่กลัวเลยรึ?”
“ หม่อมฉันได้รู้จักกับความรักที่แท้จริงเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติหน้า หม่อมฉันก็จะขอพบกับเลือกที่จะอยู่กับคนที่หม่อมฉันรัก ไม่ยอมถูกบังคับอย่างชาตินี้อีกต่อไป”
“ หม่อมราตรี เจ้านี่เกินเยียวยาแล้ว ข้าอยากจะช่วยเจ้า แต่ว่า เจ้าพูดมาแบบนี้ก็เห็นทีจะช่วยยาก องครักษ์ทับ เจ้าส่งพวกมันไปให้กรมวังจัดการต่อ”
ทับค่อยกราบลาจากไป แต่ยังอดเหลียวมอง แก้วฟ้า ที่มีใบหน้าฝังไว้ในความทรงจำของเขานับแต่นั้นเป็นต้นมาจนมาเป็นกิ๊ฟในชาติปัจจุบัน
หลังจากกรมวังตัดสินโทษทั้งสองแล้ว ทับก็มีหน้าที่พาพวกเขาไปประจานรอบเมือง โดยที่ปราศจากเสื้อผ้า คลุมกายทั้งสองคน จนทับเองทนดูไม่ได้ต้องให้ทหารเอาเสื้อผ้า มาคลุมกายของทั้งสองคนเอาไว้
“ ท่านองครักษ์ ได้โปรดขอน้ำให้ข้าด้วยเถิด”
คนคุมของเจ้ากรมวัง ตวาดหม่อมราตรีให้เงียบเสียง และไม่ให้น้ำนางดื่ม
ทับขี่ม้าเข้ามา แล้วก็มอบน้ำให้ หม่อมราตรีแทน แต่พอนางได้น้ำไป กลับยื่นให้กับองครักษ์แสงชัย
“ นี่คงเป็นสิ่งที่ข้าจะมอบให้กับท่านได้ในชาตินี้”
“ พอเถอะ ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหนๆ พวกเราก็อย่าได้เจอะเจอกันอีกต่อไปเลย”
องครักษ์แสงชัย หยิบกระบอกน้ำ แล้วดื่มกินไม่เหลือแม้แต่หยดเดียวให้กับหม่อมราตรี จนทับอดไม่ได้ต้องมอบน้ำให้หม่อมราตรี
ทั้งสองถูกคนเอาก้อนหิน สิ่งสกปรก ขว้างปาจนสะบักสบอม แล้วทั้งสองก็ถูกจับตรึงไว้กับเสาไม้ แล้วก็นำกองฟืนมาเตรียมเผา มีพระมาเก้ารูป มาคอยทำพิธีสวดส่งวิญญาณ ระหว่างนั้น ทับก็เดินเข้ามาหาทั้งสองคนแล้วเอ่ยว่า
“ พวกท่านมีอะไรจะสั่งเสียไหม”
“ หากข้าตายไป อย่าเอาเถ้ากระดูกของข้าไปฝังร่วมกันนางเป็นอันขาด ไม่ว่าชาติไหนๆ ข้าจะไม่ขอเจอกับนางอีก” องครักษ์แสงชัยเอ่ยโดยไม่มองหน้า หม่อมราตรีแม้แต่น้อย
“ หากชาติหน้ามีจริง ข้าก็อยากขอพบกับชายที่มีรักแท้ให้กับข้า อย่าได้พบกับชายหลอกลวงใจรวนแรเช่นนี้อีก” หม่อมราตรีเอ่ยแบบนี้ ทับเองก็ได้แต่ส่ายหัว เดินออกไป
เจ้าหน้าที่กรมวัง นำไฟมาเผา ไฟลุกโชนไหม้ร่างของคนทั้งสอง ซึ่งส่งเสียงร้องอย่างเจ็บปวดและทรมานยิ่งนัก ผสมผสานไปกับบทสวดส่งวิญญาณที่ฟังแล้วหดหู่ใจ แต่ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงปืนดังขึ้นสองนัด
เปรี้ยง ๆ
กระสุนเจาะเข้ากลางหน้าผากของ หม่อมราตรี กับ องครักษ์แสงชัย ทั้งสองเงียบเสียงลง จบชีวิตไปโดยไม่ต้องทรมานอีก
เจ้ากรมวังเห็นคนที่ยิงปืน คือ องครักษ์ทับก็ไม่พอใจยิ่งนัก รีบเข้ามาต่อว่าทันที
“ ท่านองครักษ์ เหตุใดทำเช่นนี้ ที่พ่อขุนหลวงสั่งเผามัน ก็เพื่อมิให้ใครเป็นเยี่ยงอย่าง จะได้ให้พวกมันทรมานตายไปอย่างช้าๆ ข้าต้องรายงานกราบทูลเรื่องนี้”
“ ข้าคือตัวแทนพระองค์ให้มาคุมการประหาร ข้าจะทำอะไรก็เรื่องของข้า ขืนท่านกล่าววาจากดูหมิ่นข้าอีกคำเดียว ข้าสาบานได้เลยว่า พรุ่งนี้ท่านจะไม่มีวันได้เอ่ยวาจาเช่นนี้ตลอดไป”
เจ้ากรมวังถึงหน้าซีด และเงียบเสียงไป ไม่กล้าเอ่ยอะไรอีกเลย
ขจรตื่นขึ้นมาก็ทำการสวดมนตร์แผ่เมตตา ให้กับทั้งสองคนที่ตายไปเมื่อคืน ทั้งที่รู้ว่า หม่อมราตรีมาเกิดใหม่แล้วก็ตาม วันนี้ขจรได้นำเครื่องแต่งกายไปด้วย เพราะว่าจะเดินทางไปพร้อมกับ พวกเพื่อนๆ โดยนั่งรถของกรกันต์ไป ส่วนกิ๊ฟนั้นไปกับพ่อแม่ หัวหน้าเอกแต่งชุดสูทสีขาว เหมือนกับกรกันต์ ซีได้แต่งชุดราตรีสีฟ้า ดูสดใสสมวัย ขจรได้ใส่เสื้อสูทที่คุณชายมอบให้ แม้มีเครื่องประดับมากมายแต่ขจรกลับถอดเก็บเอาไว้หมด ไม่ให้ใครรู้ เสื้อสูท ก็ออกจะยับย่น เพราะขจรใส่กระเป๋าผ้าแล้วพันไปมา แลไม่ยอมรีดให้เสียเวลา ทำให้เพื่อนๆ ล้วนหัวเราะออกมา
พอไปถึงที่หน้างานก็พบว่า มีเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่เป็นจำนวนมาก คอยคุ้มกันความปลอดภัยของทุก ๆ คน พอเข้าไปในง่าน ก็พบว่า ทุกคนต่างก็มีเก้าอี้ที่จองเอาไว้กันอยู่แล้ว กรกันต์ก็พาทุกคนไปนั่งโต๊ะ ที่อยู่กลางๆ งาน ซึ่งงานนี้เชิญแขกมาแค่ 300 คนเท่านั้น พวกแขกระดับ วิไอพี จะคอยนั่งอยู่ด้านหน้า จะได้เห็นโชว์ต่างๆ ที่มาแสดงใกล้ๆ และ ลำดับสุดท้ายก็จะได้เห็นสินค้า ที่นำมาประมูลการกุศลในครั้งนี้แบบชัดๆ
งานนี้คนของตระกูลจางเป็นเจ้าภาพจัดกงาน มีตระกูลใหญ่เข้ามาร่วมงานกันคับคั่งไม่ พวกข้าราชการก็มากันไม่น้อย ล้วนแล้วแต่เป็นระดับสูงกันทั้งนั้น
วันนี้จางเฉินเข้ามาคอยต้อนรับ ครอบครัวของกิ๊ฟ ที่มากันหลายคน มีทั้งลูกพี่ลูกน้องที่เป็นตำรวจ และ เป็นนักธุรกิจหลายคน กิ๊ฟเห็นกลุ่มเพื่อนก็เลยขอตัวครอบครัวเพื่อมาทักทาย โดยมีจางเฉินเดินตามติด ไม่ยอมห่าง
วันนี้กิ๊ฟใส่ชุดราตรีสั้นสีขาว ดูสวยสง่าน่ารักสมวัย มีแต่คนจ้องมองกันทั้งงาน
“ วันนี้กิ๊ฟสวยจังเลย แต่ ไอ้หมอนี่ใครอ่ะ” หัวหน้าเอกเห็นจางเฉินแล้วก็สงสัย
“ ผมจางเฉิน ว่าที่คู่หมั้นของกิ๊ฟครับ”
“ เฮ้ย แล้ว ขจรล่ะ น้องกิ๊ฟ จะทิ้งกันไปแบบนี้เลยเหรอ?”
“ กิ๊ฟ ยังไม่ได้หมั้นกับใครสักหน่อย คุณจางเฉิน ทีหลังอย่าพูดแบบนี้อีกนะ”
“ ขอโทษ แต่ว่าเรื่องนี้ ป๊าตกลงกับ ลุงทรงยศแล้วนะ หลังเรียนจบ พวกเราจะแต่งงานกันเลย”
“ ใครตกลง ก็ไปแต่งกับคนนั้น กิ๊ฟไม่เกี่ยวด้วยนี่”
ทันใดนั้น พี่ชายสองคนของ จางเฉินและน้องสาวของจางเฉินก็เข้ามาพอดี ก็ช่วยพูดว่า
“ นี่หรือ อนาคตหมอ ว่าที่สะใภ้ของตระกูลจางเรา สวยดีนะ ฉันจางหลิง น้องพี่สามยินดีที่ได้รู้จักค่ะ”
“ ดูเหมือนว่า ว่าที่น้องสะใภ้เราจะไม่สนใจน้องสามของเรา แต่ไปสนใจ หนุ่มน้อยคนนี้นะ”
“ จริงด้วย จากที่คุณลุงทรงยศบอกกับป๊า นายเป็นแค่เด็กวัดไม่ใช่รึ?”
“ พี่ใหญ่ พี่รอง เขาเป็นเพื่อนของกิ๊ฟ ช่วยรักษามารยาทด้วย” จางเฉินเอ่ยเตือนพี่ชายทั้งสองของเขา
“ เฮอะ เด็กวัด จบมาเป็นหมอ ก็ยังคงเป็นเด็กวัด อาศัยข้าวที่เหลือเดนมาประทังชีวิต จะไปเกรงใจมันทำไม ว่าแต่ใครเป็นคนเชิญมันเข้ามาในงานนี้วะ”
“ เขาเป็นคนของตระกูลหลี่ กรุณาให้เกียรติด้วย” กรกันต์เริ่มทนไม่ได้เริ่มเอ่ยพูดบ้าง
“ โอ้ จากเด็กวัด มาอาศัยบารมีคนตระกูลหลี่แล้วหรือนี่ โอ้ พยายามเลียแข้ง เลียขาเอาไว้ให้ดี ต่อไปจะได้รุ่งโรจน์”
“ พี่รอง เกินไปแล้วนะ” จางเฉินไม่พอใจที่พี่เขาพูดเช่นนี้
“ แกอยากเป็นพระเอก ก็ตามใจ แต่จำไว้ คนตระกูลจาง หากต้องการอะไรแล้วต้องได้ อย่าให้เด็กวัด มาคาบเอาเด็กของแกไปได้ก็แล้วกัน” พี่ชายใหญ่เอ่ยออกมาแล้วก็เดินจากไป
สร้างความไม่พอใจให้กับทุก ๆคนยิ่งนัก
“ ผมต้องขอโทษพี่ชายทั้งสองของผมด้วยนะครับ”
“ ช่างเถอะ เขาไม่ได้พูดผิดอะไร” ขจรเอ่ยอย่างเซ็งๆ นี่ถ้าไม่คิดจะมาเอาดาบสยบฟ้าของเขา จ้างให้เขาก็ไม่มางานแบบนี้หรอก
“ จร ไม่เป็นไรนะ” กิ๊ฟ เข้ามาเขย่าแขนของขจร
“ อืม ไม่เป็นไร ผู้กำกับเรียกแล้ว ไปเถอะ” พ่อของกิ๊ฟ เรียกให้กิ๊กลับไปที่โต๊ะ วีไอพี เพื่อไปแนะนำตัวกลับผู้หลักผู้ใหญ่ในงาน
“ เฮ้อ อนาคตของนาย ดูมืดมนยังไงไม่รู้ว่ะ” หัวหน้าเอกกอดคอของขจร แล้วเอ่ยปลอบใจ
“ เอาไว้เรียนจบเป็นหมอแล้ว ก็คงไม่มีใครดูถูกเขาแบบนี้หรอก” ซีเอ่ยให้กำลังใจ
“ ฉันจะไปบอกคุณปู่ ท่านเอ็นดูนายมาก จะให้ท่านเป็นเถ้าแก่ มาสู่ขอกิ๊ฟให้นาย ฉันเชื่อว่า หากเป็นคุณปู่พูด พ่อกิ๊ฟต้องไม่ปฏิเสธแน่”
“ อย่าเลย ฉันไม่อยากรบกวนใคร” ขจรเอ่ยอย่างมั่นใจ ว่าเขาต้องอยู่กับกิ๊ฟในอนาคตอย่างแน่นอน ไม่ว่า ผู้กำกับทรงยศจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม
ระหว่างนั้น เจ้าสัวหลี่ก็เดินเข้ามาในงาน พร้อมกับ บิดาของกรกันต์ และ เกศเกล้าที่ยืนด้านข้างเจ้าสัวหลี่ นักข่าวต่างรุมกันเข้ามาถ่ายรูปกันมากมาย พยายามจะสัมภาษณ์ เรื่องที่ถูกลอบสังหารในตอนนั้น แต่ก็ไม่สามารถเข้าถึงได้ เพราะมีบอดี้การ์ดคอยกันเอาไว้ แล้วเข้าไปในโซนวีไอพี เจ้าสัวหลี่ถูกจัดให้นั่งในโต๊ะที่เรียกว่าโต๊ะที่บัตรเชิญทองคำ ซึ่งมีแต่ระดับเจ้าสัวเท่านั้นที่ได้รับเกียรตินี้
“ ปู่ของนาย ไม่กลัวหรือไง ยังมาออกงานแบบนี้อีก” ซีเอ่ยอย่างสงสัย
“ ไม่กลัว ปู่บอกว่า คนเราเมื่อต้องตาย ไม่ว่าอยู่ตรงไหน ก็สามารถตายได้ แต่วันนี้ปู่ต้องการประมูลของบางอย่าง เลยมาด้วยตนเอง” กรกันต์อธิบาย
แล้วไม่นานก็มีคนเดินเข้ามาในงานอีก คราวนี้เป็นคนของตระกูลเจียง มีเจ้าสัวเจียงเดินนำหน้าเข้ามา พร้อมกับอาจารย์ธิเบศ และน้องสาวแสนสวย ก็เดินตามเข้ามาด้วย พร้อมกับวิญญาณของ หม่อมสังวาลย์ก็ตามอาจารย์ธิเบศมาด้วย และยกมือทักทายขจรที่ได้แต่ยืนยิ้มให้เล็กน้อย ส่วนนักข่าวถ่ายรูปกันอย่างเต็มที่ พยายามจะถามเรื่องฆาตกรรมที่เกิดขึ้น กับเจ้าสัวเจียง แต่ว่าถูกการ์ดห้ามเข้าไปอีกเช่นเคย
จากนั้นก็มีคนเข้ามาอีกกลุ่ม เป็นคนของตระกูลหลิว ซึ่งมีเจ้าสัวหลิว และ ลูกหลานหลายคน โดยเฉพาะคู่กรณีกับ ขจร ที่ชื่อหลิวซี กับ หลิวปา โดยมีผู้พันหลิวอี้ เป็นนายทหาร แต่วันนี้แต่งชุดสูทมาร่วมงานด้วย
ต่อมาก็ยังมีคนที่เข้ามาในงานด้วยคือ รัตติกาล หรือหม่อมราตรีในอดีต เธอเข้ามาในงานกับเพื่อนสาวของเธอ พร้อมกับเข้าไปพูดคุยกับ จางเปียนพ่อของจางเฉินอย่างสนิทสนม แล้วขจรยังเห็น ยัยเจ๊คนที่พานักเลงมารุมตบ รัตติกาลวันนั้น นั่งร่วมโต๊ะกับ ผู้กำกับทรงยศ และมองหน้ารัตติกาลอย่างไม่พอใจ
“ นั่นผู้หญิงคนนั้น ที่เราเจอในห้างใช่เหรือเปล่า เอ๊ะ แล้วเธอมาทำไมกัน ดูสนิทกับพ่อของจางเฉินไม่น้อย ยัยเจ๊นั่นก็อยู่ด้วย เอาล่ะซิ หรือว่า เธอคือแม่ของจางเฉิน แย่แล้ว งานนี้ต้องเกิดเรื่องแน่ๆ” กรกันต์ พูดเองเออเอง อยู่คนเดียว
“ ฉันว่า งานนี้มีตบกันแน่” ซีเริ่มเห็นด้วย
ทันใดนั้นเอง มีคนของตระกูลอัครบัณฑิต ตระกูลใหญ่อีกตระกูลหนึ่งเดินเข้ามา
มีแอลกับม่อนแต่งกายด้วยชุดราตรี เต็มยศ สวยงามเด่นไม่แพ้กัน
จรเห็นทั้งสองแล้ว แต่ไม่ได้ทักทายอะไร
แล้ว กลุ่มสุดท้าย เป็นรัฐมนตรีธเนศ มากับลูกชายที่เป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงที่สุดในวัยเพียง 28 ปี คือ ภาคิน เจ้านายของ นายสมบัติที่เป็นเจ้าของคลับไวท์เฮาท์นั่นเอง งานนี้มากันเต็มไปหมด
ส่วนบนเวที ตอนนี้นักร้องนักแสดงชื่อดัง ได้ออกมาขับร้องเพลงให้ ทุกคนได้ฟัง
เธอคือ แพรไหม คนที่ขจรได้ช่วยชีวิตเอาไว้ ตอนที่งูทับสมิงคลากัดเอาไว้
คนรู้จักขจรนั้นมากันครบเลยในงานนี้
ณ บ้านหลังสวนขนาดใหญ่ อยู่ไม่ไกลจากคฤหาสน์ที่จัดงานวันเกิดของเจ้าสัวจาง มี เฮลิปคอปเตอร์ 2 ลำมาตั้งอยู่อย่างเงียบเชียบ
มีชายกลุ่มหนึ่งประมาณ 50 คน ทุกคนเป็นชาวเกาหลีทั้งหมด ทุกคนล้วนถูกส่งตัวมาจากเรือนมังกรซ่อนที่เกาหลี มีหัวหน้าชื่อ คองโบ
“ ภาระกิจของเราวันนี้ คือ หนึ่ง นำตราราชลัญจกร ของราชวงศ์หมิงกลับไปให้ได้ ใครขัดขวาง ต้องตายทุกคน สอง ทรัพย์สินที่ประมูลนั้นมีค่ามากมาย ในเมื่อเราลงมือปฏิบัติการแล้ว ก็อย่าให้เสียเที่ยวเปล่า นำกลับไปให้หมด ตอนนี้มีกำลังตำรวจคอยคุ้มกัน อยู่ด้านนอก 100 นายเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องลำบากสำหรับพวกเรา
หลังจากได้รับสัญญาณ พวกเราจะบุกเข้าไปในท่อระบายน้ำจุดนี้ แล้วก็ขึ้นไปทางหลังคฤหาสน์ ที่นี่มีท่อระบายน้ำขนาดใหญ่ เพียงพอให้เราขึ้นไปได้ จุดตรงนี้จะทำให้เราเข้าไปใน กลางห้องโถงใหญ่ ห้าคนไปเฝ้าประตูหน้าชั้น 1 อีกห้าคนไปเข้าประตูหลัง ส่วนที่เหลือ ไปควบคุมคนทั้งหมด เอาไว้ ส่วนมือสไนเปอร์ สองคน อยู่ที่หอคอยตรงนี้มอง คอยส่องคนที่คิดจะเข้าประตูไป มือระเบิดเตรียมตัวเอาไว้ให้พร้อม พอบุกเข้าไป ก็วางระเบิดซีโฟร์ รอบๆ บ้าน ใครขัดขวางยิงทิ้งให้หมด ได้ของหมดแล้วก็รีบกลับมาที่บ้านหลังนี้ คนขับเฮลิคอปเตอร์สแตนด์บายอยู่ที่นี่รอรับคำสั่ง”
ทหารรับจ้างจากเรือนมังกรซ่อนเกาหลี เริ่มวางแผนโจมตีคฤหาสน์ตระกูลจาง โดยที่ แขกเหรื่อในงาน ยังไม่มีใครรู้เรื่องอะไรสักคน ว่าอีกไม่กี่ชั่วโมง พวกเขาจะต้องเจอกับการจู่โจมที่โหดเหี้ยมที่สุด อย่างที่พวกเขาไม่เคยเจอมาก่อน....