ฟ่านเสวี่ยหลีถอนหายใจเบาๆแล้วพูดว่า “อาจารย์ของข้าเร่ร่อนไร้ถิ่นที่อยู่และไม่รู้ว่าท่านอยู่แห่งหนใดแล้ว”อาจารย์เมื่อชาติก่อนของเขาก็คือท่านพ่อของเขาเอง ซึ่งเป็ปฐมกษัตริย์แห่งไท่เฮ่าปกครองเก้า์ชั้นฟ้าสิบทศภูมิ จัดระเบียบฟ้าดิน แต่น่าเสียดายที่ท่านหายตัวไปกะทันหันเขาสงสัยว่าเป็ฝีมือของราชินีชิงซี เมื่อพูดถึงเื่นี้เหตุการณ์ในอดีตก็ผุดขึ้นในหัวของเขาจนทำให้รู้สึกกลุ้มใจ
เมื่ออาจารย์ฟางเห็นฟ่านเสวี่ยหลีเปิดเผยอย่างจริงใจเช่นนี้จึงถอนหายใจแล้วพูดว่า “แม้แต่ดวงเดือนยังมิอาจกลมมนนิรันดร์แต่ไหนแต่ไรโลกเราก็ยากจะพบความสมบูรณ์แบบ” จากนั้นเขาก็มองไปที่จิ้งจอกเก้าชีวิตตัวน้อยแล้วพูดอย่างแ่เบาว่า“เดิมทีข้าก็เป็จิ้งจอกเก้าชีวิต แต่บำเพ็ญตบะร้อยปีจนกลายร่างเป็มนุษย์จากนั้นบ่มเพาะต่ออีกห้าสิบปีจนได้เป็อาจารย์ปรุงยาแต่ระดับของข้าชะงักอยู่ขั้นนี้มาสามสิบปีแล้ว ใน่สามสิบปีนี้ข้าพยายามทุกวิถีทางและยังใช้สูตรโอสถชนิดต่างๆ หวังบรรลุระดับแต่พลังกลับขาดความเสถียรขึ้นเรื่อยๆ เกรงว่าอีกไม่นานข้าก็ต้องเร่ร่อนไร้ถิ่นที่อยู่เช่นเดียวกัน...”
เขาเล่าออกมาอย่างจริงใจแต่ิน่าและเซียงหนูที่ได้ยินเช่นนั้นกลับมองหน้ากันด้วยความใอาจารย์ฟางท่านนี้แปลงกายมาจากสุนัขจิ้งจอกอย่างนั้นหรือการที่เขาสามารถก้าวผ่านความเป็จิ้งจอกและบำเพ็ญตนจนกลายเป็ร่างมนุษย์ถือว่ามีพร์ชั้นเลิศแน่นอน
แต่แล้วพวกนางก็ถอนหายใจ อาจารย์ฟางผู้นี้อายุมากแล้วส่วนอายุขัยของอาจารย์ปรุงยาก็มีจำกัด หากไม่สามารถบรรลุเป็ปรมาจารย์ปรุงยาเกรงว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อได้อีกไม่นาน
ทันใดนั้นฟ่านเสวี่ยหลีก็ส่ายหน้าและพูดอย่างเคร่งขรึม“สูตรโอสถเ่าั้ใช้เพื่อรักษาโรคและบำรุงเืลมหาได้ใช้เพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตและบรรลุระดับพลังผู้ที่ใช้สูตรโอสถในการบรรลุระดับอย่างผิดวิธีจะทำให้เกิดเคราะห์ร้ายตามมาแม้ว่าทำอย่างถูกวิธี รากฐานก็จะไม่มั่นคงและยากจะบรรลุระดับขึ้นอีก”
เมื่อชาติก่อน หลังจากที่เขาบรรลุเป็ปรมาจารย์ปรุงยาก็อาศัยโอสถบรรลุระดับเนื้อกายอย่างก้าวะโซึ่งสุดท้ายทำให้ระดับพลังไม่เสถียรและเกิดผลร้ายตามมามันจึงเป็เหตุผลที่ชาตินี้เขาต้องขัดเกลาเนื้อกายอย่างใจเย็น ดังนั้นเขาจึงเข้าใจปัญหาของอาจารย์ฟางอย่างถ่องแท้
เมื่ออาจารย์ฟางได้ยินเช่นนี้ก็เผยสีหน้าตกตะลึงยิ่งเขาทำความเข้าใจในคำพูดของฟ่านเสวี่ยหลีก็ยิ่งรู้ถึงความหมายอันวิเศษของมันทันใดนั้นก็เกิดความรู้สึกตื่นรู้ถึงอะไรบางอย่าง และเกิดแิแตกฉาก หนึ่งวิชาสู่ความเข้าใสสารพัดวิชา
เขาพูดขึ้นมาอย่างอดใจไม่ได้ว่า “ศิษย์น้องฟ่าน หากใช้สูตรโอสถอย่างผิดวิธีแล้วควรจะชดเชยอย่างไร”
ฟ่านเสวี่ยหลีจ้องมองลมปราณภายในร่างกายของอาจารย์ฟางอย่างละเอียดครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ร่างกายของท่านเป็ด้านหยางและธาตุไม้แต่สูตรโอสถและวิชาที่บ่มเพาะกลับเป็ธาตุน้ำ แม้จะสามารถชดเชยซึ่งกันและกันแต่การจะบรรลุก็เป็เื่ที่ยากมาก หากท่านพบเจอต้นเฟิงอู่ถงและหล่อเลี้ยงด้วยแสงอาทิตย์อุทัยทุกวันก็จะสามารถสลัดพันธนาการภายในร่างกายของท่าน แม้ไม่อาจบรรลุแต่อย่างน้อยก็สามารถรักษารากฐานปัจจุบันของท่านได้”
เขาเป็ถึงปรมาจารย์ปรุงยา จึงเข้าใจสรรพคุณของยาแต่ละชนิดไปัญหานี้หาได้เป็เื่ใหญ่สำหรับเขา
แต่เมื่อเขาพูดอย่างฉะฉานและเชี่ยวชาญเซียงหนูที่ฟังอยู่ด้านข้างก็ตกตะลึงอย่างอธิบายไม่ถูกฟ่านเสวี่ยหลีมองออกถึงสูตรโอสถและวิชาที่อาจารย์ฟางบ่มเพาะได้ด้วยการมองเพียงครั้งเดียวอีกทั้งยังสามารถเจาะจงไปที่ต้นเฟิงอู่ถง ทั้งๆ ที่มีสิ่งล้ำค่าธาตุไม้อยู่หลายหมื่นชนิดสายตาของเขาช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
อาจารย์ฟางตื่นเต้นจนดวงิญญาแทบจะะเิ เขาพึมพำออกมาว่า“ไม้เฟิงอู่ถง! ใช่แล้วมันคือวัตถุดิบธาตุหยางโดยกำเนิดหลอมรวมด้วยความบริสุทธิ์จากไม้เก่าแก่และมีฤทธิ์ยาที่เป็กลางอีกทั้งยังสามารถใช้ร่วมกับสมุนไพรชนิดต่างๆเพียงคำพูดเดียวของศิษย์น้องฟ่านก็สามารถคลี่คลายปริศนาภายในใจของข้าทำให้ข้าพ้นจากข้อสงสัยทั้งปวง...”
จากนั้นเขาพลันกำมือคารวะฟ่านเสวี่ยหลีอย่างซาบซึ้งใจ
สำหรับเขาแล้ว คำชี้แนะแต่ละคำของฟ่านเสวี่ยหลีมีค่าดุจทองพันตำลึงมันทำให้เขาคลายข้อสงสัยทั้งหมดที่อยู่ภายในใจ จิตใจปลอดโปร่งและบรรลุสู่จุดสูงสุด
ในสายตาของเขา อนาคตของฟ่านเสวี่ยหลีจะต้องไร้ขีดจำกัด
ฟ่านเสวี่ยหลีรีบส่ายมือแล้วพูดว่า “ศิษย์พี่ฟางเกรงใจเกินไปแล้วสิ่งเหล่านี้เป็เพียงคำสอนของอาจารย์ข้าเมื่อครั้งในอดีต ข้าเพียงแค่นำมันมาใช้ในตอนนี้เท่านั้นขอเพียงมันเป็ประโยชน์ต่อศิษย์พี่ฟางก็เป็เื่ที่ดีมากแล้วแต่ข้าขอรบกวนศิษย์พี่ฟางช่วยปกปิดตัวตนของข้าไว้เป็ความลับด้วย”
สำหรับเขาแล้วนอกเสียจากเขามีระดับขั้นเนื้อกายที่สอดคล้องกับระดับการปรุงยามิเช่นนั้นการสิ่งล้ำค่ากลับกลายเป็โทษดังนั้นยิ่งคนรู้น้อยเท่าใดก็ยิ่งดี
“แน่นอน” อาจารย์ฟางแทบจะมองฟ่านเสวี่ยหลีเป็ดั่งศิษย์น้องแท้ๆสายตาที่มองดูฟ่านเสวี่ยหลีเปี่ยมด้วยความเมตตาแม้เขามองออกว่าระดับเนื้อกายของฟ่านเสวี่ยหลีไม่สูงนักแต่ด้วยความสามารถของฟ่านเสวี่ยหลี หากใช้สูตรยาในการช่วยบรรลุระดับพลังจะต้องเพิ่มพูนขึ้นอย่างก้าวะโแน่นอนเขาจึงไม่ต้องกังวลความปลอดภัยของฟ่านเสวี่ยหลี
แต่หลังจากที่เขาครุ่นคิดก็หยิบพู่ห้อยพัดมรกตชิ้นหนึ่งออกมาจากอกจากนั้นยื่นให้ฟ่านเสวี่ยหลีแล้วพูดว่า “ของสิ่งนี้อาจเป็ประโยชน์ต่อเ้าศิษย์น้องฟ่านรับเอาไว้เถอะ”
เมื่อครู่นี้เขาได้ยินการสนทนาระหว่างฟ่านเสวี่ยหลีและท่านแม่จึงรู้ว่าฟ่านเสวี่ยหลีจะเข้าร่วมงานพิธีขัดเกลาอาทิตย์อุทัย และของสิ่งนี้สามารถช่วยฟ่านเสวี่ยหลีเพิ่มพูนพลังแห่งการขัดเกลาได้พอดีเขาจึงได้มอบมันให้กับฟ่านเสวี่ยหลี
ฟ่านเสวี่ยหลีตกตะลึงเขาสังเกตเห็นว่าพู่ห้อยพัดมรกตนี้แม้จะเรียบง่ายแต่ภายในสลักด้วยลายัหยกสองตัวที่พันเกี่ยวกัน และมีปานเือยู่้าหลายจุด
ลมปราณของปานเืนั้นก็คือเืของัไร้เขาลมปราณของมันพลุ่งพล่าน มีความล้ำค่าอย่างยิ่ง อีกทั้งยังเป็เครื่องเงินชนิดหนึ่ง
ในบรรดาเครื่องใช้ต่างๆ จะถูกแบ่งออกเป็เครื่องสำริดเครื่องเงินและเครื่องทอง กระบี่์ของฟ่านเสวี่ยหลีคือเครื่องสำริดซึ่งมีมูลค่าไม่ถึงเศษหนึ่งส่วนห้าของพู่ห้อยพัดมรกตนี้ด้วยซ้ำ
เท่าที่ฟ่านเสวี่ยหลีรู้ในตระกูลฟ่านมีเครื่องเงินแบบนี้อยู่เพียงหนึ่งหรือสองชิ้นเท่านั้นซึ่งถือเป็สมบัติตระกูลแน่นอน
ฟ่านเสวี่ยหลีจึงพูดขึ้นมา “ศิษย์พี่ฟางสิ่งนี้มีมูลค่ามากเกินไป...”
เขามองออกถึงลมปราณอันอบอุ่นบนของสิ่งนี้เกรงว่าจะเป็ของที่อาจารย์ฟางหวงแหนอย่างยิ่งฟ่านเสวี่ยหลีจะยอมรับเอาไว้ได้อย่างไร
“ตอนนี้ระดับเนื้อกายของเ้ายังไม่เพียงพอ ยังดึงพลังอำนาจของตราหมื่นอัคคีออกมาได้ไม่ถึงครึ่งอีกทั้งมันยังมีพลังย้อนกลับรุนแรง สิ่งนี้สามารถช่วยลดทอนพลังย้อนกลับลงได้มากข้าเห็นว่าอาการป่วยของแม่เ้ายังไม่หายสมบูรณ์อย่างน้อยต้องใช้ตราหมื่นอัคคีอีกหลายรอบหกเ้าไม่คำนึงถึงตัวเองก็คำนึงถึงคนในครอบครัวของเ้าเถิด”อาจารย์ฟางพูดอย่างจริงจัง
เขามองออกว่าหลังจากที่ฟ่านเสวี่ยหลีใช้ตราหมื่นอัคคีจนถึงนี้ เขสร่างกายอ่อนเพลียและแทบจะทรุดตัวลงแล้ว
ฟ่านเสวี่ยหลีจึงยิ้มอย่างขมขื่นเขารับรู้ถึงความห่วงใยของอาจารย์ฟาง จึงรับพู่ห้อยพัดมรกตเอาไว้แล้วพูดว่า“ขอบคุณศิษย์พี่ที่มอบของขวัญให้”
จากนั้นเขาก็พยักหน้าให้อาจารย์ฟางและิน่าแล้วเดินกลับห้องเพื่อพักผ่อนตอนนี้เขาอยู่ในจุดที่ร่างกายทนไม่ไหวแล้วจริงๆ
หลังจากที่เห็นฟ่านเสวี่ยหลีเดินเข้าห้องไปแล้วอาจารย์ฟางก็หันกลับมาพูดกับิน่าว่า “องค์หญิงิน่า หากอนาคตมีโอกาสเชิญมาเป็แขกที่จวนของข้า ข้าได้รับคำชี้แนะจากศิษย์น้องฟ่านจนเกิดการบรรลุจึงต้องกลับจวนเพื่อเก็บตัวสักระยะหนึ่ง”
ิน่าพยักหน้าตอบรับส่วนเซียงหนูที่อยู่ด้านหลังนางก็ตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก สำหรับเซียงหนูแล้วอาจารย์ฟางถือเป็บุคคลต้นแบบที่นางเคารพนับถือการได้ไปจวนของอาจารย์ฟางเพื่อฟังคำชี้แนะถือเป็บุญที่ผู้คนนับไม่ถ้วนต่างใฝ่ฝัน
แต่ไม่รู้ด้วยเหตุผลใด ิน่ายังคงไม่อาจละสายตาจากฟ่านเสวี่ยหลี
ในเวลาเดียวกัน แววตาของิน่าก็เปล่งประกายใบหน้าก็เปล่งปลั่งเช่นเดียวกัน
นางไม่เคยแสดงสีหน้าที่น่าหลงใหลเช่นนี้ต่อหน้าผู้อื่นนอกจากพ่อแม่ของตนมาก่อน