ชั่วพริบตาก็ถึงเวลาพักกลางวัน
ซูเจี่ยนอันไม่รู้ว่าเที่ยงถึงบ่ายโมงเป็นเวลาพักกลางวันของพนักงานแถมวันนี้เธอกินข้าวเช้าค่อนข้างสาย ทำให้ยังไม่ค่อยหิว จึงก้มหน้าอ่านเอกสารต่อไปผู้จัดการไช่เห็นดังนั้นก็ไม่ได้ทักท้วงอะไร แต่ก็ไม่กล้าออกไปกินข้าวก่อนเช่นกัน
จนกระทั่งเสียงเคาะประตูดังขึ้นลู่เป๋าเหยียนกำลังยืนอยู่หน้าห้อง
ปกติหากมีธุระอะไรมักเป็นพนักงานที่ต้องขึ้นไปหาลู่เป๋าเหยียนที่ออฟฟิศของเขาน้อยครั้งที่เขาจะปรากฏตัวในฝ่ายอื่นของบริษัทผู้จัดการไช่แปลกใจมากที่เห็นเขามาที่นี่ เธอกำลังเอ่ยทักทายเขา ทว่าลู่เป๋าเหยียนกลับส่งสัญญาณห้ามเอาไว้เสียก่อน
ผู้จัดการไช่หันหน้าไปมองซูเจี่ยนอันที่กำลังก้มหน้าก้มตาอ่านเอกสารอย่างจริงจังโดยไม่รู้ตัวเลยว่าลู่เป๋าเหยียนมาที่นี่แล้วผู้จัดการไช่พยักหน้าอย่างเข้าใจสิ่งที่ลู่เป๋าเหยียนต้องการ และจึงเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ
ลู่เป๋าเหยียนเดินมาหยุดลงตรงหน้าโต๊ะทำงานของซูเจี่ยนอันเธอจัดการเซ็นเอกสารส่วนหนึ่งเสร็จเรียบร้อย และแยกวางไว้อีกกองส่วนเอกสารที่มีข้อสงสัยก็ทำสัญลักษณ์แยกไว้ต่างหากแต่มีเอกสารอยู่ชุดหนึ่งที่ยังไม่ถูกเซ็นชื่อและไม่มีสัญลักษณ์ใดๆนั่นก็คือแผนการจัดกิจกรรมภายในงานครบรอบครั้งนี้
“แผนกิจกรรมมีปัญหาอะไร”เขาถาม
“แผนกิจกรรมงั้นเหรอคะ”ซูเจี่ยนอันเงยหน้าขึ้น “มัน...อ้าว นายมาได้ไง?”
“ได้เวลากินข้าวแล้ว”ลู่เป๋าเหยียนตอบ “ลุกเถอะ เดี๋ยวฉันพาไปกินข้าว”
“พอดีเลยฉันมีเรื่องอยากจะปรึกษานายอยู่พอดี” ซูเจี่ยนอันพูดก่อนจะลุกขึ้น“เกี่ยวกับแผนกิจกรรมนี่แหละ”
“ออกไปก่อนแล้วเดี๋ยวค่อยคุยกัน”
ลู่เป๋าเหยียนจูงมือซูเจี่ยนอันพาเธอเดินออกจากฝ่ายวางแผนกลยุทธ์พนักงานที่เดินสวนกับพวกเขาต่างพากันประหลาดใจบ้างก็ส่งสายตาปนอิจฉามาให้ซูเจี่ยนอัน ก่อนที่จะนึกได้ว่าควรกล่าวคำทักทาย
“สวัสดีค่ะผอ.ลู่คุณนายลู่!”
“สวัสดีครับท่านผอ.คุณนาย!”
ซูเจี่ยนอันหลบอยู่ข้างหลังลู่เป๋าเหยียน
“ตอนฉันลงมาพร้อมกับเสิ่นเยว่ชวนไม่เห็นรู้สึกเลยว่าทางเดินมันยาวขนาดนี้ลู่เป๋าเหยียน พวกเรารีบเดินกันเถอะ” โดนเรียกว่าคุณนายแบบนี้เธอทำใจให้ชินไม่ได้จริงๆ
“เธอควรชินกับมันได้แล้ว”ลู่เป๋าเหยียนกล่าว “อีกหน่อยยังมีอีกหลายคนที่ต้องเรียกเธอแบบนี้”
ซูเจี่ยนอันหน้าแดงขึ้นเล็กน้อยเธอดึงมือลู่เป๋าเหยียนให้เดินเร็วขึ้น และเข้าไปในลิฟต์
มีคนเตรียมรถไว้ให้ลู่เป๋าเหยียนที่ประตูด้านหน้าแล้วเรียบร้อยซูเจี่ยนอันเห็นดังนั้นก็แปลกใจ
“พวกเราไม่ไปกินข้าวที่โรงอาหารพนักงานงั้นเหรอ”
ลู่เป๋าเหยียนตอบคำถามด้วยคำถาม“เธออยากไปกินที่นั่น?”
“เปล่าหรอกแต่มีคนเคยบอกว่า หากเจ้าของบริษัทไปปรากฏตัวในโรงอาหารพนักงานบ้างเป็นครั้งคราวจะช่วยให้พนักงานกระตือรือร้นในการทำงานมากขึ้น” ซูเจี่ยนอันอธิบาย
“ฉันเคยไปแต่ผลกระทบมีมากเกินไป หลังจากนั้นเลยไม่ไปอีก” ลู่เป๋าเหยียนตอบ
ซูเจี่ยนอันมองเขาอย่างพอเข้าใจ“ก็หน้าตานาย...ส่งผลกระทบกับชาวบ้านเยอะจริงๆ นั่นแหละ”
“อีกอย่างอย่าหาว่าฉันไม่เตือนเธอ” ลู่เป๋าเหยียนพูดเนือยๆ“ที่โรงอาหารมีพนักงานอยู่ร่วมพันคน เธอลองจินตนาการภาพตอนที่ทุกคนเรียกเธอว่าคุณนายดูสิ”
ไม่ต้องคิดเธอก็ตัวสั่นแล้วเธอรีบลากลู่เป๋าเหยียนให้เดินออกไป
“งั้นพวกเราไปกินกันข้างนอกแหละดีแล้ว”
หลังขึ้นรถลู่เป๋าเหยียนก็สตาร์ทรถพลางถาม
“ว่าแต่แผนงานกิจกรรมมีปัญหาอะไร”
“มีปัญหาแค่อย่างเดียว...”ซูเจี่ยนอันชูนิ้วชี้ขึ้นอย่างเน้นยำ“ผู้จัดการไช่บอกฉันว่างานเลี้ยงครบรอบปีก่อนๆมักจะคัดเลือกพนักงานหญิงมาหนึ่งคนเพื่อเต้นรำเปิดฟลอร์กับนาย แต่ว่าปีนี้ในแผนงานเขียนไว้ว่าเป็นฉันที่ต้องเต้นรำแทน”
ลู่เป๋าเหยียนหรี่ตามองเธอ“แล้วมีปัญหาอะไร”
“จะไม่มีปัญหาได้ยังไง”ซูเจี่ยนอันพูดเสียงสูงขึ้น “ปีก่อนๆช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่พนักงานหญิงแต่ละคนตั้งตารอคอยกันมาตลอดแต่ปีนี้กลับต้องผิดหวัง พวกเธอจะต้องเฟลมากแน่ๆ”
ลู่เป๋าเหยียนยกมุมปากเหมือนจะยิ้มก็ไม่เชิง
“แล้วไง? คุณนายลู่คิดจะจัดการปัญหานี้ยังไง?”
เขามองหน้าเธอด้วยสายตาข่มขู่เล็กน้อย
ซูเจี่ยนอันได้ยินน้ำเสียงแปลกๆของเขาแล้วก็จริง แต่เธอก็ยังฝืนพูดออกไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“ฉันว่า...ทำแบบทุกทีดีไหมเลือกพนักงานหญิงมาคนหนึ่งเพื่อเต้นรำเปิดฟลอร์กับนายคงจะดีกว่า”
“เหตุผลล่ะ”ลู่เป๋าเหยียนยิ้มอย่างหงุดหงิด
“เหตุผลงั้นเหรอ...”ซูเจี่ยนอันพูดเสียงเบาขึ้นเรื่อยๆ “พวกพนักงานหญิงจะได้...จะได้ดีใจกันไง”
ลู่เป๋าเหยียนหุบยิ้มแล้วจึงถามอย่างลองเชิง
“แล้วเธอล่ะ? เธอคือคุณนายลู่แท้ๆแต่กลับต้องมายืนดูฉันเต้นรำกับคนอื่นอยู่ข้างๆ งั้นเหรอ?”
ซูเจี่ยนอันนิ่งไปชั่วอึดใจ“ฉันจะยืนอยู่ตรงไหนก็มองเห็นนาย...”
ลู่เป๋าเหยียนหรี่ตาลงอย่างอันตรายเขาขับรถจอดเทียบข้างทาง จากนั้นจึงเอียงตัวเข้ามาใกล้ซูเจี่ยนอันโดยไม่บอกกล่าว
ซูเจี่ยนอันหายใจติดขัดเธอรู้สึกเหมือนโดนเขาโอบกอดไปทั้งตัวทั้งๆ ที่เขายังไม่ทันทำอะไรสมองของเธอเหมือนหยุดการประมวลผลไปชั่วขณะ จึงใช้มือผลักเขาให้ออกห่าง
“มีอะไรก็พูดกันดีๆ สิไม่เห็นต้องเข้ามาใกล้ขนาดนี้เลย แถมตรงนี้ยังเป็นที่ห้ามจอดด้วยนะ”
ลู่เป๋าเหยียนช่วยเธอรัดเข็มขัดแล้วจึงยิ้มแบบมีเลศนัย
“เธอมั่นใจเหรอว่าจะไม่หึงฉันแบบเมื่อเช้าอีก? หืม?”
ซูเจี่ยนอันคิดตามก่อนที่จะส่ายหน้า“นายวางใจเถอะ ฉันไม่หึงหรอก”
แววตาของเขาแผ่รังสีอันตรายมากยิ่งขึ้นเขาขยับตัวเข้ามาใกล้เธอกว่าเดิม
“ทำไมไม่ยอมเต้นรำกับฉัน?”
“ฉัน...”ซูเจี่ยนอันอ้ำอึ้ง “ฉันไม่ใช่ไม่ยอม แต่ที่จริง...ฉันเต้นไม่ค่อยเป็นน่ะอีกอย่างฉันก็ไม่ได้เต้นมานานแล้วด้วย ถึงเวลาถ้าฉันเต้นไม่เข้าคู่กับนายไม่ต้องขายหน้ากันไปหมดหรือไง”
ที่แท้ก็เพราะสาเหตุนี้นี่เอง
ลู่เป๋าเหยียนสีหน้าดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเขาสตาร์ทรถอีกครั้ง
“ยังมีเวลาอีกห้าวันก่อนจะถึงวันงานฉันจะสอนเธอเอง”
ซูเจี่ยนอันสงสัยว่าตัวเองฟังผิดไปหรือเปล่าเธอรู้สึกราวกับตัวเองกำลังฝันไป
“งั้น...แผนกิจกรรมนั่นก็ไม่ต้องแก้แล้วสิเนอะ”เงียบไปสักพักซูเจี่ยนอันจึงถามย้ำอีกครั้ง
ลู่เป๋าเหยียนพูดเสียงเข้ม“ถ้าเธอกล้า ก็ลองแก้ดูสิ!”
ซูเจี่ยนอันเงียบทันทีความอ่อนหวานแทรกซึมไปทั้งหัวใจของเธอหลังจากได้ยินคำพูดนั้น
สิบนาทีต่อมาลู่เป๋าเหยียนก็ขับรถมาจอดที่ภัตตาคารอาหารฝรั่งเศสแห่งหนึ่ง
ซูเจี่ยนอันดูชื่อหน้าร้านแล้วรู้สึกคุ้นอย่างบอกไม่ถูกคิดไปคิดมาก็นึกขึ้นได้ว่า ที่นี่คือร้านที่ลั่วเสี่ยวซีชอบพูดถึงอยู่บ่อยๆ นี่เอง
นิตยสารอาหารชื่อดังระดับโลกเคยเขียนคำวิจารณ์ไว้ว่าร้านนี้เป็นภัตตาคารอาหารฝรั่งเศสที่ดีที่สุดของเมือง A
ส่วนคำวิจารณ์ของลั่วเสี่ยวซีนั้นคือ‘ประสบการณ์รับประทานอาหารชั้นหนึ่ง ที่ราคาแพงเสียจนไฮโซอย่างเธอต้องคิดแล้วคิดอีกกว่าจะกลั้นใจจองได้ลง’
“คุณลู่ คุณนายลู่ยินดีต้อนรับครับ” พนักงานหน้าร้านกล่าวทักทาย “ที่เดิมหรือเปล่าครับคุณลู่”
“อืม”ลู่เป๋าเหยียนตอบจากนั้นก็มีพนักงานเดินนำพวกเธอไปยังที่นั่งริมหน้าต่างที่สามารถมองเห็นวิวแม่น้ำมุมกว้างและขณะนี้ผิวน้ำกำลังส่องสะท้อนแสงแดดระยิบระยับ
ซูเจี่ยนอันมองไปรอบๆ ร้านซึ่งถูกตกแต่งอย่างโรแมนติกประณีตเรียบง่าย และมีดอกไม้ประดับอยู่โดยรอบทำให้คนที่ได้มาอดคิดถึงบรรยากาศของปารีสเมืองแฟชั่นของฝรั่งเศสไม่ได้
เห็นได้ชัดว่าลู่เป๋าเหยียนเป็นลูกค้าประจำของที่นี่เขาสั่งอาหารโดยไม่ต้องดูเมนูส่วนซูเจี่ยนอันนั้นพลิกเมนูไปมาอยู่นานก็ยังตัดสินใจไม่ได้สักที
“ให้ฉันสั่งให้เธอไหม”ลู่เป๋าเหยียนถาม
ซูเจี่ยนอันรอคำนี้อยู่เลยเธอปิดเมนูในมือลงและพยักหน้าอย่างนึกขอบคุณ
ลู่เป๋าเหยียนรู้ดีว่าเธอเป็นคนชอบกินของอร่อยแต่ก็ไม่ได้กินเก่งอะไร แถมช่วงบ่ายยังต้องออกไปชิมอาหารที่โรงแรมอีกจึงสั่งออเดิร์ฟ อาหารหลักและของหวานมาเท่านั้นเมื่อเห็นเธอจ้องภาพอาหารบนเมนูไม่วางตาจึงพูดเสริมขึ้น
“ลองชิมแค่นี้ก่อนไว้คราวหน้าฉันค่อยพามาลองอย่างอื่น”
ซูเจี่ยนอันตาเป็นประกายพลางยิ้ม“นายจะเลี้ยงขอบคุณที่ฉันช่วยงานนายงั้นเหรอ”
ลู่เป๋าเหยียนตอบ“ถ้าจะคิดอย่างนั้น ฉันก็ไม่ว่าอะไร”
ได้ยินดังนั้นซูเจี่ยนอันก็กินได้อย่างสบายใจแล้วเธอดื่มเหล้าเข้าไปหนึ่งอึกเพื่อเรียกน้ำย่อยจากนั้นจึงเริ่มกินออเดิร์ฟอย่างไม่เกรงใจ
สมัยเรียนอยู่อเมริกาเธอกับลั่วเสี่ยวซีเคยไปเที่ยวฝรั่งเศสด้วยกันตอนปิดเทอมพวกเธอได้ลองชิมอาหารในภัตตาคารชั้นนำที่ได้รับคำวิจารณ์เป็นอย่างดีบนโลกอินเทอร์เน็ตและได้กินอาหารพื้นเมืองรสชาติเยี่ยมมากมาย หลังกลับมาจากทริปนั้นพวกเธอก็ยังคงคิดถึงรสชาติอาหารเหล่านั้นอยู่นาน
แต่ในตอนนี้ซูเจี่ยนอันรู้สึกว่าอาหารมื้อนี้ช่างอร่อยเลิศรสกว่ามื้อไหนๆ ที่เธอเคยกินมาเสียอีก
ลู่เป๋าเหยียนมองดูท่าทางอันแสนเพลิดเพลินกับอาหารตรงหน้าของซูเจี่ยนอันแล้วอดถอนหายใจไม่ได้...
ทำไมถึงพอใจอะไรง่ายขนาดนี้นะ?
เมื่อกินเค้กกูกลอฟชิ้นสุดท้ายหมดเป็นที่เรียบร้อยซูเจี่ยนอันก็รู้สึกอิ่มอกอิ่มใจกับมื้อนี้เป็นอย่างมากลู่เป๋าเหยียนถามเธอว่าจะดื่มอะไรเพิ่มไหม แต่เธอส่ายหน้าปฏิเสธ
“ไม่เป็นไร ช่วงบ่ายฉันต้องไปชิมอาหารอีกเยอะเลยพวกเรากลับบริษัทกันเถอะ”
“เธอไม่ต้องกลับไปที่บริษัท”ลู่เป๋าเหยียนพูด “เดี๋ยวฉันไปส่งเธอที่โรงแรมเลยทีเดียวผู้จัดการไช่รอเธออยู่ที่นั่น”
“โอเค!”
เมื่อรถจอดลงที่ด้านหน้าประตูโรงแรมซูเจี่ยนถึงรู้ว่าสถานที่จัดงานครบรอบในครั้งนี้คือโรงแรมที่เธอกับลู่เป๋าเหยียนได้กลับมาพบกันอีกครั้ง
เธอเผลอเหม่อมองมันไม่วางตา
ลู่เป๋าเหยียนจึงพูดเตือนขึ้น“เจี่ยนอัน ถึงแล้ว”
“อ้อ”ซูเจี่ยนอันได้สติ และปลดเข็มขัดนิรภัยออก “งั้น...ฉันไปแล้วนะ”
ลู่เป๋าเหยียนพยักหน้าเล็กน้อย“ชิมอาหารเสร็จแล้วอย่าเพิ่งไปไหน เดี๋ยวเลิกงานแล้วฉันมารับ”
คำพูดง่ายๆ ไม่กี่คำกลับทำให้ความสุขเอ่อล้นอยู่ในหัวใจของซูเจี่ยนอัน
“อืม” เธอยิ้มตอบเขาจากนั้นจึงลงจากรถเพื่อเดินเข้าไปในโรงแรม จนกระทั่งมองไม่เห็นเธอแล้วลู่เป๋าเหยียนจึงขับรถออกไปเพื่อกลับบริษัท
ลู่เป๋าเหยียนเป็นเจ้าของโรงแรมแห่งนี้ดังนั้นพนักงานทุกคนจึงรู้จักซูเจี่ยนอันเป็นอย่างดีเมื่อเธอเดินเข้าไปก็มีพนักงานมานำทางเธอไปยังคาเฟ่ของโรงแรมเธอมองเห็นผู้จัดการไช่นั่งอยู่ในนั้นจากระยะไกลจึงเดินตรงเข้าไป
“ขอโทษนะคะที่ให้รอนาน”
“ไม่เป็นไรค่ะดิฉันก็เพิ่งมาถึงไม่นาน” ผู้จัดการไช่ยิ้มตอบ“เดี๋ยวดิฉันจะอธิบายถึงการตกแต่งสถานที่ก่อนนะคะ แล้วเราค่อยเริ่มชิมอาหารกัน”
ซูเจี่ยนอันพยักหน้าจากนั้นจึงสั่งกาแฟมาจิบระหว่างฟังผู้จัดการไช่อธิบายรายละเอียดแผนงานทั้งหมดดูไม่มีปัญหาอะไรพวกเธอปรึกษาและแก้ไขรายละเอียดเล็กน้อยบางจุดเท่านั้น จนกระทั่งสี่โมงเย็น
ต่อจากนี้จะเป็นการชิมอาหารที่จะเสิร์ฟในวันงาน
งานปาร์ตี้ในครั้งนี้จะเป็นแบบบุฟเฟ่ต์ที่มีตั้งแต่ออเดิร์ฟ อาหารหลัก อาหารคาวหวาน ขนมนมเนยครบครันโดยทั้งหมดเชฟจะทำให้เป็นขนาดพอดีคำ อาหารทั้งหมดรสชาติดีเยี่ยมหลังชิมครบทุกอย่างแล้วซูเจี่ยนอันรู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก
“เรื่องนี้คงต้องฝากคุณนายด้วยนะคะเพราะดิฉันเป็นคนชอบกินรสจัด ถ้าอาหารรสชาติอ่อนไปฉันก็จะรู้สึกว่ามันไม่อร่อยของอร่อยสำหรับดิฉันมีแต่อาหารรสเข้มข้นทั้งนั้นเลยค่ะ ผู้ช่วยเสิ่นบอกมาว่าถ้าเป็นเรื่องชิมอาหารให้ฟังความเห็นจากคุณนายดีที่สุด”
ซูเจี่ยนอันชักรู้สึกเขินขึ้นมาเธอบอกกับผู้จัดการไช่ว่าอาหารและของหวานทั้งหมดไม่มีปัญหาอะไรผู้จัดการไช่จึงพูดขึ้นว่า
“งั้นต่อไปเรามาชิมพวกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กันนะคะ”
ค็อกเทลนานาชนิดไวน์แดงไวน์ขาวชั้นดี แชมเปญนำเข้าจากฝรั่งเศส รวมถึงเหล้าผลไม้ประเภทต่างๆ ถูกนำเข้ามาซูเจี่ยนอันแค่มองก็รู้สึกเหมือนจะเมาแล้วแต่สุดท้ายเธอก็ลองชิมไวน์กับเหล้าผลไม้ไปเล็กน้อย
พี่ชายเธอชอบสะสมไวน์แดงเขามักพูดถึงรายละเอียดต่างๆ ของมันให้เธอฟังด้วยเหตุนี้เธอจึงพอจะเชี่ยวชาญเรื่องไวน์อยู่บ้าง ส่วนสมัยเรียนอยู่ที่อเมริกาลั่วเสี่ยวซีก็มักจะชวนเธอดื่มเหล้าผลไม้หลากหลายประเภทคงเพราะเธอดูคุ้นเคยกับการดื่มเหล้าพวกนี้บาร์เทนเดอร์ชาวต่างชาติจึงพูดกับเธอด้วยภาษาจีนชัดถ้อยชัดคำว่า
“คุณนายลู่คุณต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้แน่ๆ”
“ที่จริงฉันดื่มเหล้าไม่เก่งหรอกค่ะ”
พูดยังไม่ทันขาดคำซูเจี่ยนอันก็เริ่มรู้สึกเวียนหัว ถึงจะยังไม่มากก็ตาม
ผู้จัดการไช่ที่ชิมเหล้าชนิดอื่นเสร็จหมดแล้วก็หันกลับมามองเธอ
“คุณนายหน้าแดงหมดแล้วค่ะ”
ซูเจี่ยนอันจับหน้าตัวเองที่เริ่มร้อนขึ้นนิดๆ
“เหล้าพวกนี้คงใช้ได้แล้วล่ะค่ะงั้นพวกเรากลับไปนั่งที่คาเฟ่กันดีไหมคะ”
ผู้จัดการไช่มองเวลานี่ก็สี่โมงกว่าแล้ว เธอพาซูเจี่ยนอันกลับไปนั่งพักที่คาเฟ่จากนั้นจึงขอตัวกลับบริษัทก่อนเพื่อจัดการงานที่ยังคั่งค้างอยู่
ซูเจี่ยนอันเองก็ไม่ได้รั้งผู้จัดการไช่ไว้เธอหาที่นั่งเพื่อพักผ่อน เพราะตอนนี้อาการเวียนหัวเริ่มหนักขึ้นกว่าเดิมเธอยกมือนวดขมับเอนพิงอยู่บนโซฟาอย่างง่วงงุน
ไวน์ที่เธอชิมไปเมื่อครู่เปอร์เซ็นต์แอลกอฮอล์ไม่ได้สูงมากสงสัยจะเป็นเพราะเหล้าผลไม้พวกนั้นแน่ๆ
ในขณะที่เธอกำลังสะลึมสะลือก็มีพนักงานเดินเข้ามาถามว่าเธอเป็นอะไรหรือไม่ เธอโบกไม้โบกมือตอบกลับไปพนักงานเห็นดังนั้นก็นึกว่าเธอส่งสัญญาณไม่ให้เข้าไปรบกวนจึงเดินกลับออกไป
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไรอาการเวียนหัวของเธอก็เริ่มดีขึ้นบ้าง แต่กลับรู้สึกง่วงมาก เธอง่วงจนลืมตาไม่ขึ้นแล้วจู่ๆ เธอก็รู้สึกถึงกลิ่นอายอันคุ้นเคยของคนบางคนที่เข้ามาใกล้ จากนั้นก็ถูกคนคนนั้นอุ้มขึ้น...