ทุกคนนั่งพร้อมหน้าพร้อมตากันอยู่ที่โต๊ะอาหารซาอิดมองอาหารบนโต๊ะแล้วกลืนน้ำลายอึกใหญ่มีนาเห็นอาการของพี่ชายก็นึกขันจึงเอ่ยแซวเล่น
“น้ำลายจะหยดลงบนกับข้าวแล้วค่ะพี่ซาอิด”
ชายหนุ่มหัวเราะเขินๆไพลินกับอำพลอมยิ้มอย่างเอ็นดูก่อนผู้เป็มารดาจะเอ่ยอย่างเอาใจ
“ไปล้อพี่เค้าทำไมกัน ซาอิด...ลูกต้องกินเยอะๆ นะจ๊ะแม่ทำสุดฝีมือเลย ดูสิ...มีแต่ของที่ลูกชอบทั้งนั้นเลย ทั้งแกงเขียวหวานไก่น้ำพริกปลาทูและก็มีต้มยำกุ้งจ้ะ”
“น่ากินทั้งนั้นเลยครับ ขอบคุณนะครับคุณแม่”
“น่ากินก็ทานเยอะๆ นะจ๊ะ” ไพลินยิ้มปลื้มที่ลูกชอบก่อนจะตักกับข้าวใส่จานให้บุตรชายจากนั้นทุกคนก็เริ่มลงมือทานข้าวกันอย่างเอร็ดอร่อย
ซาอิดเจริญอาหารมากกว่าใครเพราะเขากินข้าวเป็จานที่สองแล้วหลังจากอิ่มหมีพีมันกันเป็ที่เรียบร้อยแล้วทุกคนก็พากันมานั่งคุยเล่นกันที่ห้องนั่งเล่นต่อ
“แล้วนี่ทำเื่เรียนต่อโทถึงไหนแล้วล่ะมีน” ซาอิดถามถึงเื่เรียนต่อของน้องสาวเมื่อนึกขึ้นได้
“ก็เรียบร้อยหมดแล้วค่ะ” มีนาตอบและบอกถึงกำหนดการเปิดเรียนให้พี่ชายทราบ
“งั้นก็มีเวลาว่างเกือบสามเดือนเลยน่ะสิ” ชายหนุ่มพึมพำออกมา
“แล้วลูกจัดการเื่ที่พักให้น้องเรียบร้อยแล้วหรือยังจ๊ะ”ไพลินถามเนื่องจากลูกชายขอเป็คนจัดการเื่ที่พักในอเมริกาให้น้องสาวเอง
“เรียบร้อยแล้วครับคุณแม่ ผมซื้อบ้านไว้ใกล้ๆกับมหาลัยฯ ที่น้องเรียนอยู่แล้วครับ”
“ซื้อบ้านเลยเหรอ” อำพลมีสีหน้าไม่เห็นด้วยก่อนเอ่ยอย่างเกรงใจ “พ่อว่าซาอิดน่าจะหาแค่อพาร์ตเมนต์ให้น้องอยู่จะดีกว่านะ”
“ใช่จ้ะ แม่เห็นด้วยกับพ่อนะ” ไพลินสนับสนุนความคิดของสามีเพราะไม่อยากให้ลูกชายสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ
“อย่ากังวลไปเลยครับผมตั้งใจที่จะซื้อบ้านที่นั่นอยู่แล้ว เผื่อเอาไว้เวลาไปทำงานหรือไปเที่ยวที่นั่นจะได้ไม่ต้องไปพักที่โรงแรมน่ะครับ” มารดาทำท่าจะค้านอีกซาอิดจึงรีบอธิบายต่อ
“น้องไปอยู่อพาร์ตเมนต์คนเดียวผมเป็ห่วงให้ไปอยู่ที่บ้านน่ะดีแล้ว เพราะอย่างน้อยก็มีคนของผมคอยดูแลให้คุณพ่อคุณแม่จะได้ไม่ต้องเป็ห่วงด้วยไงครับ”
ท่านทั้งสองฟังเหตุผลแล้วก็อดพยักหน้าเห็นด้วยไม่ได้
“ที่ซื้อบ้านให้มีนอยู่นี่เพราะเป็ห่วงหรือว่าจะได้ควบคุมความประพฤติได้สะดวกกันแน่คะ” มีนาถามพลางเหล่ตามองพี่ชายอย่างจับผิดซาอิดหัวเราะขำพร้อมกับเอื้อมมือไปขยี้ผมน้องสาวเล่นด้วยความมันเขี้ยว
“รู้ทันนักนะเรา มันก็ทั้งสองอย่างนั่นแหละมีนไปอยู่บ้านของพี่มีคนของพี่ดูแล พี่กับคุณพ่อคุณแม่ก็หมดห่วง จริงไหม”
“ค่า..” มีนาดึงมือพี่ชายออกจากศีรษะแล้วเอามากอดไว้แทนก่อนจะเอียงหน้าซบไหล่หนาอย่างมีความสุขจะไม่ให้เป็สุขได้ยังไงในเมื่อมีคนที่เธอรักคอยห่วงใยเธอมากมายถึงเพียงนี้
ซาอิดมองคนซบไหล่อย่างเอ็นดูเขามีน้องสาวสองคน คนหนึ่งเป็น้องต่างมารดา ส่วนอีกคนเป็น้องต่างบิดาซึ่งถ้าพูดถึงการรักน้องแล้วล่ะก็จะว่าเขาลำเอียงก็ว่าได้
เขารักมีนามากกว่าจีน่าที่เติบโตมาด้วยกันเสียอีกความที่เขาเกลียดแม่ของเธอเลยทำให้ไม่อยากสนิทสนมด้วยอีกทั้งนิสัยของจีน่านั้นก็ถอดแบบมาจากย่าและแม่ของเธอเลยทีเดียวเขาก็เลยไม่ชอบแต่ก็ไม่ถึงกับเกลียดเพราะยังไงก็เป็น้อง
ส่วนมีนาเป็ลูกของมารดาความที่เขารักแม่มากความรักนั้นจึงเผื่อแผ่มาถึงมีนาด้วยเช่นกันอีกทั้งหญิงสาวยังเป็เด็กที่จิตใจดีร่าเริงแจ่มใสแม้จะขี้อ้อนเอาแต่ใจตัวเองไปหน่อยก็ตาม แต่ความเป็เธอแบบนี้กลับทำให้เขารักใคร่เอ็นดูจนหมดหัวใจ
“พี่ซาอิดจะอยู่ที่นี่กี่วันเหรอคะ”
“สามวันจ้ะ”
“สามวันเองเหรอคะ น้อยจัง” มีนาทำหน้ายู่อย่างไม่พอใจ “อยู่สามวันยังไม่ทันหายคิดถึงเลย แถมยังเที่ยวไม่จุใจอีกต่างหาก แค่สามวันแล้วพวกเราจะไปเที่ยวที่ไหนกันได้ล่ะคะนอกจากเมืองไทยมีนนะอุตส่าห์วางแผนว่าจะไปเที่ยวจีน ญี่ปุ่น ฮ่องกงและอีกหลายๆ ที่เลยเฮ้อ...เซ็ง...ไอ้เราก็นึกว่าจะมีเวลาให้เป็อาทิตย์ๆ ซะอีก” หญิงสาวโอดครวญยกใหญ่ ใบหน้านวลเศร้าสร้อยลง เมื่อโปรแกรมที่วาดหวังไว้เป็อันต้องล้มเลิกไป
“งั้นเอาแบบนี้ดีไหมมีนกับคุณพ่อคุณแม่ก็ไปเที่ยวที่อัสมานวาร์กันสิ” ซาอิดเสนอเพราะอยากให้ทุกคนไปเที่ยวที่โน่นบ้างมานานแล้ว
“ไปอัสมานวาร์!” สามคนพ่อแม่ลูกอุทานออกมาพร้อมกันก่อนมีนาจะตาโตด้วยความตื่นเต้น เพราะเธอยังไม่เคยได้ไปเที่ยวบ้านเกิดเมืองนอนของพี่ชายเลยสักครั้งแถมยังไม่เคยเที่ยวในทะเลทรายอีกด้วย
ทว่าขณะที่หญิงสาวกำลังตื่นเต้นอยากไปอยู่นั้นบิดามารดาของเธอดูท่าจะไม่ได้อยากไปด้วยเลยสักนิดเดียว
“แม่ว่าอย่าดีกว่านะจ๊ะ” ไพลินปฏิเสธด้วยสีหน้าลำบากใจ
“ทำไมล่ะคะคุณแม่” มีนาถามอย่างขัดใจเช่นเดียวกับซาอิด
“นั่นสิครับ ทำไม?”
“แม่ไม่อยากไปที่นั่นอีก แล้วอีกอย่างมันก็ไม่สมควรด้วย”นับั้แ่ไพลินหย่าขาดจากทาลานผู้เป็สามีแล้วเธอก็ไม่เคยเหยียบย่างไปที่นั่นอีกเลย แม้แต่งานศพของอดีตสามีเธอก็ไม่ได้ไป
ไม่ใช่ว่ารังเกียจอะไรแต่เธอไม่อยากไปให้ยาราอดีตแม่สามีและมีล่าภรรยาอีกคนของทาลานต้องขุ่นเคืองใจต่างหากและอีกอย่างเธอก็ไม่อยากไปเห็นสิ่งเก่าๆที่ทำให้หวนคิดถึงอดีตอันแสนเ็ปทรมานอีกถึงแม้าแในใจจะถูกรักษาหายไปนานแล้วก็ตาม
“ทำไมจะไม่สมควรล่ะครับ ในเมื่อที่นั่นมันเป็บ้านของผมใครจะมาห้ามไม่ให้คุณแม่ไปไม่ได้เด็ดขาด” ซาอิดบอกด้วยน้ำเสียงที่จริงจังไพลินจึงยิ้มอ่อนโยนให้แต่ก็ยังคงปฏิเสธเช่นเดิม
“เอาเถอะจ้ะ ยังไงแม่ก็ยังไม่อยากไปตอนนี้อยู่ดีซาอิดเข้าใจแม่นะลูก”
แม้จะขัดใจแต่ชายหนุ่มก็พยักหน้ารับอย่างเข้าใจส่วนมีนาแม้จะเข้าใจเหตุผลของมารดาดีทว่าก็อดเสียดายไม่ได้อำพลเห็นสีหน้าลูกสาวแล้วก็ยิ้มขัน
“ทำไมทำหน้าอย่างนั้นล่ะลูก”
“ก็มันอดเสียดายไม่ได้นี่คะ”
“เสียดายทำไมกันจ๊ะแม่กับพ่อไม่ไปแต่ก็ใช่ว่าหนูจะไม่ได้ไปนี่นา”
สิ้นคำของผู้เป็พ่อใบหน้าห่อเหี่ยวของมีนาก็พลันสดใสขึ้นทันตา
“จริงๆ นะคะ” เมื่อเห็นพ่อกับแม่พยักหน้าให้หญิงสาวก็ถึงกลับร้องไชโยออกมาด้วยความดีใจ ทุกคนจึงยิ้มขำด้วยความเอ็นดู
หญิงวัยกลางคนอายุประมาณสี่สิบเศษๆทว่าใบหน้ายังคงงดงามดูอ่อนกว่าอายุจริงมากนัก เพราะได้รับการดูแลและบำรุงอย่างดีเงยหน้าขึ้นมองบุตรสาวเพียงคนเดียวที่เดินเข้ามาหาเธอในห้องด้วยสีหน้าบูดบึ้ง
มีล่าวางสร้อยเพชรที่นำออกมาขัดถูลงในกล่องตามเดิมพลางถามบุตรสาวอย่างสงสัย
“เป็อะไรไปจีน่า ใครขัดใจมาหรือไง”
“เปล่าค่ะ คุณแม่คะ เมื่อไรพี่ซาอิดจะกลับมาเสียทีล่ะคะ”
จีน่าผู้มีใบหน้างดงามไม่แพ้มารดาแถมยังสะสวยกว่าเสียด้วยซ้ำเพราะยังอายุน้อยอยู่เอ่ยถามด้วยความอยากรู้หญิงสาวเป็บุตรสาวเพียงคนเดียวของตระกูลจึงค่อนข้างเอาแต่ใจตนเองเนื่องจากมีมารดาคอยให้ท้ายอยู่ตลอด
“ถามทำไม” มีล่าเริ่มอารมณ์เสียเมื่อได้ยินชื่อลูกเลี้ยงของตนเองเธอนั้นเป็ภรรยาคนที่สองของทาลานแต่นั่นมันเป็อดีตไปแล้วเมื่อมารดาของซาอิดหย่าขาดจากทาลานไปตอนนี้จึงมีเธอเป็ภรรยาเพียงคนเดียวของเขาเท่านั้น
และแน่นอนว่าเธอต้องมีศักดิ์เป็มารดาของซาอิดคนหนึ่งเหมือนกันถึงจะไม่ใช่แม่แท้ๆ ก็ตามที แต่ชายหนุ่มกลับไม่เคยยอมรับเธอในฐานะนั้นเลยแถมั้แ่ยาราผู้เป็แม่สามีของเธอตายไปเขาก็ยิ่งไม่ให้ความเคารพต่อเธอมากขึ้นไปอีก
มีล่ารู้ตัวดีว่าเป็แค่แม่เลี้ยงแถมยังมีส่วนทำให้แม่ของเขาทนไม่ไหวต้องจากไปอยู่เมืองไทยแต่ถึงยังไงเขาก็ต้องหัดเคารพเกรงใจและเชื่อฟังเธอบ้างในฐานะญาติผู้ใหญ่ ไม่ใช่นึกจะทำอะไรก็ทำจะไปไหนมาไหนโดยไม่ปรึกษากันเลยแบบนี้ คิดแล้วก็น่าโมโหนักเพราะก่อนไปเมืองไทยซาอิดได้ทำให้เธอเดือดดาลใจเหลือเกิน
มีอย่างที่ไหนไม่ให้เงินเธอไปซื้อห้องชุดที่คอนโดหรูริมแม่น้ำชาล่าที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆโดยอ้างว่าไม่อยากสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ แม้ว่าเธอจะอ้อนวอนยังไงแต่เขาก็ไม่ยอมใจอ่อนเธอจึงได้แต่เก็บความแค้นเคืองเอาไว้อยู่ในใจ
“ก็ถ้าพี่ซาอิดกลับมาแล้ว พี่ฮาคิมก็ต้องมาหาสิคะหนูก็จะได้พบเขา” จีน่าบอกถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงในการถามถึงพี่ชายให้มารดารู้
ซาอิดจะไปไหนหรือทำอะไรนั้นเธอไม่สนใจหรอกเพราะไม่ได้รักใคร่ผูกพันฉันพี่น้องกันสักเท่าไรนักแต่ที่ถามถึงเพราะอยากพบชีคฮาคิมมากกว่า
เนื่องจากผ่านมาหลายอาทิตย์แล้วที่เธอไม่ได้พบหน้าเขาเลยครั้นพอหาเหตุผลไปเยี่ยมท่านหญิงฮานีฟาที่คฤหาสน์เพื่อหวังจะเจอเขาได้กลับต้องผิดหวังเมื่อชายหนุ่มไม่อยู่บ้าน ตอนนี้หัวจิตหัวใจของเธอมันร้อนรุ่มด้วยความคิดถึงเหลือเกิน
จีน่าหลงรักชีคฮาคิมมาั้แ่แตกเนื้อสาวแล้วหญิงสาวพบเขาครั้งแรกที่บ้าน เมื่อเขามาหาพี่ชายของเธอและเพียงแค่ได้เห็นหน้าเท่านั้น หัวใจของเธอก็ตกเป็ของเขาในทันทีและั้แ่นั้นมาเธอก็เฝ้ารอที่จะได้พบหน้าชายหนุ่มทุกวัน เริ่มฝันว่าวันหนึ่งจะได้เป็ชีคกาของเขา
จีน่าเริ่มใช้ประโยชน์จากการเป็น้องสาวของเพื่อนรักของเขาให้เป็ประโยชน์พยายามหาทางใกล้ชิดชีคหนุ่มให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เวลาที่เขามาหาซาอิดที่บ้าน
“คงอีกหลายวันกว่าจะกลับ” มีล่าบอกเพราะรู้ดีว่าซาอิดไปเมืองไทยจะต้องไปหามารดาของเขาอย่างแน่นอน“แล้วทำไมลูกไม่ไปหาท่านชีคที่คฤหาสน์ล่ะ”
“ไปมาแล้วค่ะ แต่ไม่เจอ” จีน่าบอกอย่างเซ็งๆ
“ลูกต้องหมั่นไปเยี่ยมท่านบ่อยๆ เอาของไปฝากบ้างแล้วก็พยายามตีสนิทท่านหญิงฮานีฟาเอาไว้นะ เพราะท่านจะเป็ตัวช่วยอย่างดีให้ลูกของแม่สมปรารถนา”
มีล่าสนับสนุนและหมายมั่นปั้นมือหวังจะได้ชีคฮาคิมมาเป็ลูกเขยให้ได้เพราะสมบัติพัสถานกับตำแหน่งอันสูงส่งของชีคหนุ่มยั่วยวนใจเธอเสียเหลือเกินหากจีน่าได้แต่งงานกับชีคฮาคิม จริงก็การันตีได้ถึงความสุขสบายไปตลอดชีวิตรวมถึงเธอด้วย
ทุกวันนี้เธอกับลูกสาวก็ไม่ต่างอะไรกับผู้อาศัยเลยในบ้านหลังนี้มีล่าทั้งโกรธและน้อยใจสามีนักที่รักลูกลำเอียงเธอเข้าใจว่าจีน่าเป็ผู้หญิงคงไม่สามารถดูแลกิจการต่างๆของครอบครัวได้เหมือนซาอิด ที่เป็ผู้ชายแถมยังเป็ลูกชายคนเดียวของตระกูล
แต่อย่างน้อยก็น่าจะให้อะไรจีน่ามากกว่านี้และไม่ควรจำกัดสิทธิ์ของเธอกับลูกให้อยู่ภายใต้การดูแลของซาอิดตอนนี้ไม่ว่าเธอกับลูกอยากได้อะไรก็ต้องขอจากซาอิดเท่านั้นมีล่าจึงเกลียดลูกเลี้ยงคนนี้มากแต่ถึงจะเกลียดมากแค่ไหนก็ต้องคอยเอาใจและทำดีด้วยใส่ เพราะยังอยากอยู่สุขสบายที่บ้านหลังนี้ต่อไป
“ค่ะคุณแม่” จีน่ารับคำสอนของมารดาทุกวันนี้หญิงสาวก็พยายามทำตัวให้สนิทสนมกับท่านหญิงฮานีฟาอยู่แล้วเพราะท่านหญิงจะเป็สะพานให้เธอก้าวผ่านเข้าไปถึงตัวชีคฮาคิมได้เป็อย่างดี
ณ ท่าอากาศยานนานาชาติประเทศอัสมานวาร์
บริเวณส่วนของผู้โดยสารขาเข้านั้นเนืองแน่นไปด้วยผู้คนหลากหลายเชื้อชาติต่างภาษาที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวและมาลงทุนธุรกิจในประเทศอัสมานวาร์
ชายหญิงคู่หนึ่งเข็นรถเข็นใส่กระเป๋าเดินทางคันหนึ่งเดินเคียงกันออกมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสก่อนจะมาหยุดยืนอยู่บริเวณที่มีผู้คนไม่พลุกพล่านมากนัก
“เอ้า หันไปหันมาจนคอจะเคล็ดแล้วมั้งมีน” ซาอิดเอ่ยแซวเล่นเสียงกลั้วหัวเราะเมื่อเห็นน้องสาวหันไปทางนู้นทีทางนี้ทีตลอดเวลา
“แหมพี่ซาอิดก็...มีนเพิ่งมาที่นี่ครั้งแรกนะคะก็ต้องตื่นเต้นดูโน่นดูนี่ที่มันแปลกตาบ้างสิ” มีนาบอกเสียงใสและยังคงหันมองดูรอบๆตัวอยู่
“พี่ไม่เห็นที่นี่จะมีอะไรแปลกตาเลยก็เหมือนสนามบินทั่วไปนั่นแหละรอให้ออกจากที่นี่ก่อนเถอะถึงจะได้เจอสิ่งแปลกตาจริงๆเอ...ไม่รู้คนขับรถที่บ้านมารอแล้วหรือยัง เดี๋ยวพี่โทรเช็กดูก่อนนะ” ว่าแล้วก็ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง หยิบโทรศัพท์มือถือยี่ห้อดังรุ่นล่าสุดออกมากดโทรออกทันที
“แย่จริง อุตส่าห์โทรมาบอกล่วงหน้าแล้วแท้ๆว่าจะมาเวลาไหน ยังต้องมาให้รออีก” ซาอิดบ่นอุบอย่างหัวเสียเมื่อรู้ว่าคนขับรถที่บ้านเพิ่งจะออกมารับ
“ช่างเถอะค่ะ อย่าไปโกรธเขาเลย คนเราก็มีลืมกันได้นี่คะ”หญิงสาวบอกก่อนจะยัดกล้องถ่ายรูปใส่ในมือพี่ชายแล้วร้องขอให้ช่วย “ช่วยถ่ายรูปให้มีนหน่อยสิคะ”
ชายหนุ่มยอมทำตามคำขอเขาถ่ายรูปให้เธออยู่หลายภาพ ก่อนที่จะมีเสียงทักเขาจากทางด้านหลังดังขึ้น
“สวัสดีครับคุณซาอิด”
“อ้าว...สวัสดีครับคุณอาหมัด” ซาอิดยื่นมือไปจับทักทายอีกฝ่ายอย่างยินดีที่ได้พบกันเพราะเร็วๆ นี้เขาและอาหมัดมีโครงการที่จะทำธุรกิจด้านโรงแรมร่วมกัน “ดีใจที่ได้พบคุณครับคุณมาที่นี่เพิ่งกลับเข้ามาหรือว่ากำลังจะเดินทางออกไปครับนี่”
“ออกครับ มีงานด่วนที่จะต้องไปดู่นี้ไม่รู้เป็อะไรเดินทางเข้าออกเป็ว่าเล่นเลย” อาหมัดตอบเสียงกลั้วหัวเราะก่อนจะมองไปทางมีนาอย่างสนใจ ซาอิดจึงเอ่ยแนะนำให้รู้จักเป็ภาษาอังกฤษ
“นี่มีนาน้องสาวของผมครับ มีนจ๊ะนี่คุณอาหมัดเพื่อนทางธุรกิจของพี่เอง”
มีนาและอาหมัดยื่นมือออกมาจับทักทายกันพร้อมกับส่งรอยยิ้มเป็มิตรให้แก่กัน
“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ” มีนากล่าวทักทายก่อนเป็ภาษาอังกฤษอาหมัดจึงตอบกลับเป็ภาษาเดียวกัน
“เช่นกันครับ เป็น้องสาวหรือครับนี่ตอนแรกผมก็หลงคิดว่าเป็แฟนคุณซาอิดซะอีก” ประโยคสุดท้ายเขาหันไปกระเซ้าซาอิดเล่นซึ่งชายหนุ่มก็ยิ้มรับแต่ก็ไม่พูดอะไร
เมื่ออาหมัดยังไม่ถึงเวลาขึ้นเครื่องและคนขับรถของซาอิดก็ยังมาไม่ถึงทั้งสองคนจึงถือโอกาสคุยกันเื่งานที่วางแผนจะทำร่วมกันคร่าวๆ ก่อน
มีนาซึ่งฟังภาษาที่ทั้งคู่คุยกันไม่รู้เื่เพราะไม่ได้คุยกันเป็ภาษาอังกฤษหญิงสาวจึงกลายเป็ส่วนเกินไปโดยปริยาย เธอี้เียืนฟังเฉยๆ จึงเอ่ยขอตัวไปเข้าห้องน้ำ
มีนาเดินหาห้องน้ำจนเจอก็เข้าไปจัดการทำธุระส่วนตัวและตรวจดูความเรียบร้อยของหน้าตาและทรงผมการแต่งหน้าของหญิงสาวนั้นผิดกับสาวทั่วไปเพราะเธอแค่ทาแป้งและทาลิปสติกสีชมพูมันวาวให้พอมีสีสันเท่านั้น
แต่ถึงจะแต่งหน้าเพียงแค่นี้ ก็สามารถทำให้ชายหนุ่มที่พบเห็นมองตามจนเหลียวหลังได้ไม่ยากนักเพราะมีนาจัดว่าเป็คนหน้าตาดีคนหนึ่งแม้ไม่สวยจัดทว่าก็ออกแนวน่ารักน่ามองยิ่งนัก
เครื่องหน้าทุกชิ้นของเธอไม่ว่าจะเป็คิ้วโก่งเรียวได้รูปดำขลับ ซึ่งรับกับดวงตากลมโตแสนหวานจมูกโด่งเป็สันและริมฝีปากจิ้มลิ้มน่าจูบนั้นดูลงตัวกับใบหน้านวลกระจ่างใสเป็อย่างดี
พอออกจากห้องน้ำมีนาก็เดินกลับไปทางเก่าเพื่อไปหาพี่ชายผู้คนมากมายทำให้เธอต้องเดินระวังตัวมากขึ้นแต่ถึงจะระวังอย่างดีแล้วก็ยังไม่วายถูกผู้หญิงคนหนึ่งที่เดินสวนมาชนเข้าจนได้
หญิงสาวจึงเซเพราะชนค่อนข้างแรงเธอหันไปมองคนชนแล้วก็นึกโมโหมากขึ้น เพราะผู้หญิงคนนั้นเดินลิ่วๆ จากไปไม่หันกลับมามองและก็ไม่มีคำขอโทษแม้แต่คำเดียว
‘จะรีบไปไหนนักหนานะ ชนคนอื่นแล้วยังไม่ขอโทษอีกมารยาทแย่จริง’
มีนานึกบริภาษถึงคนที่เดินมาชนอยู่ในใจและเหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัดไม่มีผิดเพราะทันทีที่หญิงสาวหันกลับมาและก้าวเดินได้เพียงก้าวเดียวก็ต้องเจอกับแรงปะทะอีกครั้งมีนาร้องเสียงหลง นึกในใจว่าตนเองคงได้ลงไปนั่งก้นจ้ำเบ้าที่พื้นแน่ๆเนื่องจากแรงปะทะคราวนี้แรงกว่าเดิม ด้วยต่างคนต่างเดินมาชนกันโดยไม่รู้ตัว
แต่สิ่งที่เธอคิดไว้ก็ไม่เกิดขึ้นเพราะคนที่เธอเดินชนด้วยนั้นสอดลำแขนแข็งแกร่งเข้ามาโอบเอวบางไว้ได้ทันท่วงทีตอนนี้จึงกลายเป็ว่าหญิงสาวตกอยู่ในอ้อมแขนของชายหนุ่มแปลกหน้าไปแทน
ด้วยสัญชาตญาณมือบางทั้งสองข้างของมีนาจึงเกาะต้นแขนแกร่งเอาไว้แน่นดวงตากลมโตที่มีแววตื่นตระหนกในั้นจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าตาไม่กะพริบ
มีนารับรู้ได้ถึงใบหน้าอันร้อนผ่าวของตนเองหัวใจที่เต้นแรงอยู่แล้วยิ่งแรงขึ้นกว่าเดิมหลายเท่านักเมื่อได้เห็นใบหน้าของคนที่เดินชนอย่างชัดเจน จนอดรำพึงรำพันอยู่ในใจไม่ได้
‘โอ้...นี่เราเดินชนมนุษย์หรือเทพบุตรกันแน่นะ’
เทพบุตร...ชายหนุ่มต่างชาติตรงหน้าเธอคนนี้ไม่ผิดไปจากคำนี้เลยสักนิดเดียวจริงๆเพราะองค์ประกอบทุกชิ้นบนใบหน้าคมสันดูลงตัวหมดราวกับว่าถูกปั้นแต่งขึ้นมาเพื่ออีกฝ่ายโดยเฉพาะ
ไม่ว่าจะเป็คิ้ว ดวงตา จมูกคางและริมฝีปาก แต่สิ่งที่ตรึงตาตรึงใจเธอที่สุดนั้น คือดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของเขาเพราะมันดูมีอำนาจบางอย่างที่ทำให้จิตใจเธอปั่นป่วนโดยไม่ทราบสาเหตุได้
แล้วมีนาก็ตื่นจากภวังค์แห่งการชื่นชมเมื่อรับรู้ได้ถึงแรงกอดรัดที่เพิ่มขึ้น และก่อนที่หญิงสาวจะทันได้พูดหรือทำอะไรร่างทั้งร่างของเธอก็ถูกพ่อเทพบุตรตรงหน้ากอดรัดแแ่ทั้งตัวไปเสียแล้ว
แผ่นอกแกร่งบดเบียดกับทรวงอกนุ่มถึงจะมีเสื้อผ้าขวางกั้นอยู่ แต่ก็รู้สึกได้ถึงไอร้อนที่แผ่กระจายออกมาและที่ร้ายกว่านั้นคือใบหน้าของเธอและเขาห่างกันเพียงคืบเท่านั้นจึงััได้ถึงลมหายใจของอีกฝ่ายหนึ่งได้
มีนาพยายามเบี่ยงใบหน้าที่แดงปลั่งของตนเองหลบสายตาคู่คมเพราะไม่เคยถูกชายใดทำแบบนี้มาก่อนมันไม่ใช่การกอดแบบเพื่อนหรือแบบครอบครัวอย่างที่เธอเคยได้รับ
การกอดของเขามันสร้างความปั่นป่วนภายในใจให้เธออย่างมากจนอธิบายไม่ถูกว่ามันเป็แบบไหนแต่ความรู้สึกในตอนนี้ของหญิงสาวที่เด่นชัดเลยก็คือประหม่าอายก่อนกลายเป็ไม่พอใจและโกรธเคืองในที่สุด
“ปล่อยฉันนะไอ้โรคจิต!”
มีนาพูดออกมาเป็ภาษาไทยตามความเคยชินพร้อมกับสะบัดตัวออกจากอ้อมแขนชายแปลกหน้าสติที่เริ่มกลับมาทำให้รู้ว่าตนเองกำลังถูกผู้ชายคนนี้ลวนลามเอาในที่สาธารณะแถมยังมีผู้คนเดินพลุกพล่านอีกต่างหาก คิดแล้วก็อับอายเหลือเกินและโกรธตัวเองด้วยที่ปล่อยให้เขากอดอยู่ได้เป็นานสองนาน
หญิงสาวมองคนที่ตนเองด่าว่าไอ้โรคจิตอย่างกับจะกินเืกินเนื้อก่อนจะสะบัดหน้าใส่แล้วรีบเดินจ้ำอ้าวจากไปเพราะรู้ว่าทำอะไรคนตรงหน้าไม่ได้แน่ๆ
สัญชาตญาณของเธอมันบอกว่าผู้ชายคนนี้ไม่ธรรมดามีเื่ด้วยคงไม่เป็ผลดีกับตัวเองแน่จึงได้แต่ทำใจและถือเสียว่าทำบุญทำทานให้ไปก็แล้วกัน