ลู่เยี่ยนฟางอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะถามออกไป “มี...มีใครอยากใส่ร้ายท่านแม่หรือไม่เจ้าคะ ท่านแม่รักท่านพ่อและซื่อสัตย์กับท่านพ่อเสมอมา ข้าไม่คิดว่าท่านแม่จะกล้าหักหลังท่านพ่อ”
“ใช่แล้ว ต้องเป็นคุณหนูใหญ่แน่ๆ ก่อนหน้านี้คุณหนูใหญ่เคยใส่ร้ายแม่ด้วยเรื่องนี้แล้วพ่อเจ้าก็เชื่อจนไม่ยอมมาเหยียบที่เรือนของแม่อีกเลย” เจินอี๋เหนียงพูดอย่างนึกขึ้นได้
“พี่ใหญ่เคยใส่ร้ายท่านแม่อย่างนั้นหรือเจ้าคะ” ลู่เยี่ยนฟางขมวดคิ้วถามและคิดว่าคงเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่ตนเองจะข้ามเวลามา นางจึงจำเรื่องนี้ไม่ได้
“นางสงสัยว่าเจ้ากับถงเอ๋ออาจจะไม่ใช่ลูกของท่านพ่อ และท่านพ่อก็เชื่อ ครั้งนี้...ครั้งนี้นางยังสร้างสถานการณ์เพื่อใส่ร้ายแม่อีก ฟางเอ๋อ...เจ้าต้องช่วยแม่นะ แม่ไม่เคยทำผิดต่อท่านพ่อของเจ้าเลยสักครั้ง เจ้าต้องทวงความยุติธรรมให้แม่” เจินอี๋เหนียงเริ่มร้องไห้อีกครั้ง
“เป็นความจริงหรือเจ้าคะท่านพ่อ”
“เรื่องในวันนี้พ่อเห็นด้วยตาของตัวเอง เงาดำนั้นกระโดดออกมาจากเรือนของแม่เจ้า”
“เช่นนั้นท่านพ่อให้คนไปตามพี่ใหญ่มาทีเถิดเจ้าค่ะ ปล่อยให้ค้างคาใจกันอยู่อย่างนี้บ้านเราคงอยู่กันไม่เป็นสุขแน่”
“วันนั้นพี่ใหญ่ของเจ้าถึงกับหยดเลือดเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ เจ้าก็อยากหยดเลือดพิสูจน์เหมือนกันหรือ” เสนาบดีลู่ถาม
ลู่เยี่ยนฟางไม่มองบิดา แต่หันไปมองมารดาแทน และเห็นว่าสายตาของมารดาไม่ได้โกหก “หากท่านพ่อต้องการ ข้ากับถงเอ๋อยินดีหยดเลือดพิสูจน์ แต่ท่านพ่อต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์และคืนความเป็นธรรมให้ท่านแม่ด้วยเหมือนกันนะเจ้าคะ”
ลู่อวิ๋นชย่ากับลู่เหวินถงถูกตามตัวมาที่เรือนของเจินอี๋เหนียงในเวลาไม่นาน
เสนาบดีลู่มองดูบุตรทั้งสองพร้อมขมวดคิ้ว ลู่อวิ๋นชย่าดูคล้ายกับว่าร่างกายจะอ่อนแอและหน้าซีดเล็กน้อย ส่วนบุตรชายนั้นมีสภาพที่แย่กว่า ทั้งหน้าตาซีดเซียวและยืนอย่างกับคนไม่มีเรี่ยวแรง บุตรสาวคนโตนั้นเขาเข้าใจว่านางอาจจะเหน็ดเหนื่อยเพราะต้องออกไปทำงานที่โรงหมอทุกวัน แต่บุตรชายนั้นเขาแทบอยากจะเดินเข้าไปกระทืบให้หายโมโหจริงๆ ไร้เรี่ยวแรงเช่นนี้อาการเช่นนี้ยังจะมีอะไรได้ หากเจ้าลูกเสเพลนี่ไม่ออกไปปลดปล่อยความเป็นชายตามสถานที่แบบนั้น
“ท่านพ่อตามลูกมาด้วยเรื่องใดหรือเจ้าคะ” ลู่อวิ๋นชย่าถามเสียงเบา
“เจ้าไม่ต้องมาแสร้งทำทีเป็นป่วย เจ้าหาคนมาใส่ร้ายข้าว่าข้าสวมหมวกเขียวให้ท่านพี่ ก่อนหน้านี้ข้าทำดีกับเจ้าทุกอย่าง ทั้งต้มน้ำแกงไปบำรุงร่างกายให้เจ้าอยู่ทุกวัน หวังเพียงว่าจะลดความบาดหมางของเจ้ากับข้าลงได้ ทำอย่างนี้ท่านพี่ก็จะไม่ต้องมาคอยกังวลกับเรื่องในบ้าน แต่ไม่นึกว่านอกจากเจ้าจะไม่เห็นความหวังดีของข้าแล้วเจ้ายังลอบใส่ร้ายข้าอีก” เจินอี๋เหนียงตะโกนขึ้น
“ใส่ร้าย? ข้าใส่ร้ายอะไรท่านหรือเจินอี๋เหนียง” ลู่อวิ๋นชย่ายังแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ
“พี่ใหญ่ ท่านพ่อกำลังสงสัยว่าท่านแม่แอบทำเรื่องไม่ดีลับหลัง แต่ท่านแม่บอกว่าก่อนหน้านี้ท่านเป็นคนพูดให้ท่านพ่อระแวงท่านแม่ ทั้งยังคิดว่าข้ากับถงเอ๋อไม่ใช่ลูกของท่านพ่อด้วย จริงหรือไม่เจ้าคะ” ลู่เยี่ยนฟางหันไปถามพี่สาว
“ข้าพูดเช่นนั้นออกไปจริง” ลู่อวิ๋นชย่ายอมรับ
“ท่านทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไรเจ้าคะ”
“ต้องมีเหตุผลด้วยหรือ ทีท่านแม่ของเจ้าใส่ร้ายท่านแม่ของข้าเล่า ทั้งยังเคยพูดให้ท่านพ่อสงสัยในตัวข้าว่าไม่ใช่ลูกของท่านพ่อจนข้าต้องหยดเลือดพิสูจน์ ตอนนั้นข้ายังไม่โต้แย้งอะไรเลย และยังยอมกรีดเลือดเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองด้วยซ้ำ”
“ครั้งนี้ท่านก็เลยสร้างเรื่องมาใส่ร้ายท่านแม่ใช่หรือไม่เจ้าคะ ”
“เรื่องที่ท่านพ่อสงสัยท่านแม่ของเจ้านั้นข้าไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น สิ่งใดที่ข้าทำข้าย่อมยอมรับ แต่สิ่งไหนที่ข้าไม่ได้ทำข้าจะไม่มีวันยอมรับเด็ดขาด” ลู่อวิ๋นชย่าตอบอย่างมั่นใจ
“แต่ท่านแม่ของข้าไม่เคยทำพฤติกรรมชั่วร้ายเช่นนั้น”
“เรื่องที่ท่านแม่ของเจ้าจะลอบมีสัมพันธ์กับชายอื่นหรือเรื่องที่พวกเจ้าจะใช่บุตรของบิดาข้าหรือไม่นั้นไม่ใช่สิ่งที่ข้าอยากรู้ เจ้าต้องถามท่านพ่อเองแล้วล่ะ”
ลู่อวิ๋นชย่าโยนเรื่องนี้กลับไปให้บิดาทันที นั่นเพราะเหตุการณ์คืนนี้ไม่ใช่ฝีมือของนางจริงๆ เพราะแผนของนางคือรอให้ลู่เหวินถงได้ดื่มน้ำแกงแสนวิเศษฝีมือของมารดาตนเองจนกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงไปเหมือนกับที่มารดาของนางเคยโดนมาก่อนต่างหาก
“เช่นนั้นข้ากับถงเอ๋อยินดีหยดเลือดพิสูจน์ความสัมพันธ์กับท่านพ่อเจ้าค่ะ” ลู่เยี่ยนฟางพูดขึ้นในที่สุด เวลานี้นางจะปล่อยให้เจินอี๋เหนียงโดนข้อหาคบชู้ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นโอกาสที่นางจะแต่งเป็นชายาขององค์ชายรองก็คงจะไม่เหลือแล้ว คนที่มีประวัติด่างพร้อยจะถูกส่งเข้าเป็นสมาชิกของราชวงศ์ได้อย่างไร
“หยดเลือดพิสูจน์ความสัมพันธ์กับท่านพ่อก็ไม่เกี่ยวกับเงาดำของบุรุษที่ท่านพ่อเจอในคืนนี้” ลู่อวิ๋นชย่าพูดขึ้น
เสนาบดีลู่มองดูบุตรสาวคนโตอย่างเข้าใจในคำพูดประโยคนั้น เพราะมันเป็นสิ่งที่เขากำลังคิดอยู่เหมือนกัน ถึงแม้เมื่อหยดเลือดพิสูจน์ความสัมพันธ์แล้วพบว่าลู่เยี่ยนฟางและลู่เหวินถงเป็นลูกของเขาจริง แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเจินอี๋เหนียงจะยังเป็นผู้บริสุทธิ์ เพราะชายชุดดำที่เขาเห็นในวันนี้อาจจะเป็นชายชู้คนใหม่ก็ได้
“เจ้ากับถงเอ๋อไม่จำเป็นต้องหยดเลือดพิสูจน์หรอก”
ลู่อวิ๋นชย่าหันไปมองบิดาอย่างไม่พอใจ แต่ลู่เยี่ยนฟางกับเจินอี๋เหนียงกลับดีใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะแสดงให้เห็นว่าเสนาบดีลู่ยังรักพวกตนอยู่ แต่เหตุผลที่แท้จริงที่เสนาบดีลู่ไม่อยากให้ตรวจพิสูจน์ความสัมพันธ์ก็เพราะหากพบว่าลู่เยี่ยนฟางไม่ใช่บุตรสาวของเขา แล้วเขาจะใช้ประโยชน์จากนางได้ยังไงกันล่ะ เขาจะส่งใครไปแต่งงานกับองค์ชายรอง ครั้นจะส่งลู่อวิ๋นชย่าไปแต่งก็ไม่ได้ เพราะเขายังไม่อยากมีปัญหากับเซียวหมิงเฉินในตอนนี้
“แต่ถ้าไม่หยดเลือดพิสูจน์ พี่ใหญ่ก็ต้องคอยหาเรื่องท่านแม่อยู่ตลอดนะเจ้าคะ” ลู่เยี่ยนฟางกล่อมบิดา
“นั่นสิเจ้าคะท่านพี่ คุณหนูใหญ่ใส่ร้ายข้าได้น่าปวดใจนัก เมื่อก่อนไม่ใช่ว่าข้าใส่ร้ายฮูหยิน แต่เป็นท่านพี่ที่เจอเข้ากับชายชู้คนนั้นเอง คราวนี้คุณหนูใหญ่ไม่ควรมีคำอธิบายกับข้าหน่อยหรือเจ้าคะ” เจินอี๋เหนียงพูดกับสามีอย่างน้อยใจ “ข้าอยู่กับท่านมานานเพียงนี้ ท่านจะดูไม่ออกเลยหรือเจ้าคะว่าข้าเป็นคนยังไง”
“ท่านพ่อให้น้องสาวหยดเลือดพิสูจน์เถิดเจ้าค่ะ นางจะได้ยืดอกได้อย่างเต็มที่ว่านางเป็นบุตรสาวของท่านจริงๆ ส่วนเรื่องคนชุดดำที่ท่านพ่อพบในวันนี้ข้าจะไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับการตัดสินใจของท่านพ่อ” ลู่อวิ๋นชย่าแอบคิดในใจ ‘รอให้ลูกชายของนางนอนเป็นผักก่อนเถอะ จากนั้นข้าจะส่งชายชู้พร้อมกับหลักฐานให้ท่านเอง’
“ข้าบอกว่าไม่ต้องก็ไม่ต้องอย่างไรเล่า” เสนาบดีลู่ตะโกนขึ้น “เจ้าตามข้าไปที่ห้องหนังสือ คนที่เหลือกลับเรือนของตัวเองไป”
“ข้าจะถามอีกครั้งว่าเรื่องคืนนี้เกี่ยวข้องกับเจ้าหรือไม่ คนชุดดำที่ข้าเห็นมีวรยุทธ์สูง” เสนาบดีลู่ถามขึ้น
“ท่านก็เลยสงสัยว่าข้าจะเป็นคนจัดฉากนี้ขึ้นมาหรือเจ้าคะ ข้าไม่ว่างเพียงนั้นหรอกเจ้าค่ะ ขนาดข้ามีหลักฐานความบริสุทธิ์ของท่านแม่อยู่ในมือ ข้ายังคร้านที่จะเอามาแสดงกับท่าน แล้วทำไมข้ายังต้องวุ่นวายไปสร้างเรื่องราวไร้สาระนั้นขึ้นมาด้วย”
“หลักฐานความบริสุทธิ์ของแม่เจ้าหรือ”
ลู่อวิ๋นชย่าวางพัดหยกและบันทึกเล่มเล็กเล่มหนึ่งลงบนโต๊ะ “นี่คือสิ่งที่ข้าค้นเจอในห้องของแม่นมจาง เป็นคำบอกเล่าของแม่นมจางก่อนที่นางจะถูกโบยเจ้าค่ะ”
“ข้าจะรู้ได้ยังไงว่าบันทึกเล่มนี้เป็นของแม่นมจางจริงๆ”
“ในห้องบัญชีก็มีลายมือของนางอยู่ไม่ใช่หรือเจ้าคะ แม่นมจางช่วยเจินอี๋เหนียงดูแลจวนอยู่หลายปี เรื่องเท่านี้ท่านพ่อคงพิสูจน์ได้เองกระมัง”
“ในเมื่อเจ้ามีหลักฐานพวกนี้อยู่ทำไมเจ้าถึงไม่เอามาให้ข้าตั้งแต่แรก”
“หากข้าเอาออกมาท่านพ่อจะเชื่อข้าหรือเจ้าคะ”
เสนาบดีลู่ไม่ตอบคำถาม ลู่อวิ๋นชย่าจึงเดินออกจากห้องไป แต่นางยังหันมาพูดอยู่ประโยคหนึ่ง “ร่วมมือกับองค์ชายรองไม่ใช่เรื่องดี หากถอนตัวได้ก็ให้รีบถอนตัวเสีย เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้น ข้าก็ช่วยท่านไม่ได้ แล้วท่านจะมาโทษข้าไม่ได้ว่าด้วยว่าข้าเห็นแก่ตัว”
ลู่อวิ๋นชย่าเดินกลับเรือนของตนเองไปอย่างช้าๆ นางแค่ทำหน้าที่บุตรเป็นครั้งสุดท้าย หลังจากนี้หากบิดาตัดสินใจทำเรื่องใดก็ไม่เกี่ยวกับนางแล้ว