ติ๊ดๆๆๆ
จางเวินฮั่นฟังเสียงร้องเตือนจากจอมอนิเตอร์วัดสัญญาณชีพที่ติดกับร่างกายของตัวเองด้วยสายตาพร่ามัว ตอนนี้ในอกของเขาอึดอัดและรู้สึกรวดร้าวไปหมด หากไม่ได้เครื่องช่วยหายใจที่สวมอยู่ตอนนี้เขาคงไม่สามารถยื้อชีวิตของตัวเองมาได้อีกสามวัน
ร่างกายของจางเวินฮั่นเวลานี้ทำได้เพียงกลอกตาไปมาเล็กน้อยเท่านั้น จางเวินฮั่นรู้สึกได้ว่าเวลาของเขากำลังจะหมดลงแม้เขาจะไม่ยินยอมมากแค่ไหนก็ตาม แววตาพร่ามัวของเขาก็คงมีแสงแห่งความหวังแม้จะริบหรี่เหมือนกันกับชีวิตของตัวเองตอนนี้
ก่อนที่สติสุดท้ายของจางเวินฮั่นจะหมดลงตลอดกาล เขาพยายามเบิกดวงตาของตนให้กว้างที่สุดเพื่อเพ่งมองรูปปั้นของเทพเ้าฮั่วท้อเซียนซือ ที่ได้รับขนานนามว่าเป็เทพเ้าแห่งหมอยา หรือเทพเ้าแห่งการแพทย์ที่ผู้คนนับถือ ด้วยหวังว่าแรงอธิษฐานเฮือกสุดท้ายของเขาจะสามารถสร้างปาฏิหาริย์ช่วยปัดเป่าให้เขาพ้นจากโรคร้ายที่ต้องอยู่กับมันมาเกือบยี่สิบปี
เสี่ยวเหมยหลานสาวตัวน้อยของเขานำมาให้เขาตอนมาเยี่ยมเมื่อสัปดาห์ก่อนด้วยหวังว่าเทพเ้าองค์นี้จะช่วยอวยพรให้เขาหายป่วยโดยเร็ว
การอ้อนวอนต่อเทพเ้าองค์นี้เป็ความหวังสุดท้ายของจางเวินฮั่นที่ต้องเผชิญกับโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงที่เกิดจากพันธุกรรมที่การแพทย์ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาได้
จางเวินฮั่นที่เคยวิ่งเล่นกับเพื่อนๆ ในวัยเจ็ดขวบอย่างสนุกสนาน เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาของวัยเยาว์ ต้องเผชิญกับโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ทำให้เขาเหนื่อยเกินไปที่ออกไปวิ่งกับเพื่อน ทำได้เพียงเดินตามหลังเพื่อนที่กำลังสนุกอยู่ หลังจากนั้นไม่นาน แม้แต่การเดิน เขาก็ไม่สามารถทำได้ ต้องอยู่บนรถเข็นตลอดเวลา ขาที่เต็มไปด้วยพลังงานของวัยเด็ก ค่อยๆ หดลีบลง เื่การไปโรงเรียนกับเพื่อนๆ เป็เพียงแค่ความฝัน เขาทำได้เพียงใช้ชีวิตอยู่บนเตียง แม้แต่ธุระส่วนตัวในห้องน้ำก็ต้องทำผ่านผ้าอ้อมอนามัย
เมื่อเวลาผ่านไป สองแขนของเขาก็อ่อนแรง ขึ้น จนช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย จากที่ยังได้อยู่บ้านเดียวกับครอบครัว เขาก็ถูกพ่อกับแม้พามาอยู่ที่สถานพยาบาลที่รับดูแลผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เพราะพ่อกับแม่ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อใช้เป็ค่ารักษาพยาบาลของเขา ทำให้ทั้งสองคนไม่สามารถใช้เวลา่พักกลางวันมาคอยป้อนอาหารให้เขาได้อีก จางเวินฮั่นที่ทำได้เพียงนอนนิ่งอยู่บนเตียงหรือนั่งบนรถเข็นฟังสื่อการเรียนรู้จากแท็บเล็ตที่พ่อกับแม่ซื้อมาให้เพื่อลดความเบื่อหน่าย
จางเวินฮั่นเคยแอบฟังหมอกับพ่อแม่คุยกันเพราะทั้งคู่คิดว่าเขากำลังหลับอยู่ หมอบอกว่าอาการของโรคนี้ยังไม่สามารถรักษาได้ ทำได้เพียงประคองร่างกายเอาไว้ ผู้ป่วยที่เป็โรคนี้ส่วนมากมักเสียชีวิตใน่อายุยี่สิบปี
หลังจากเสียงฝีเท้าของทุกคนเดินออกไปจากห้องพักผู้ป่วยพร้อมเสียงปิดประตู จางเวินฮั่นก็ไม่สามารถกลั้นเสียงร้องไห้ของตัวเองได้อีก ร่างกายผอมแห้งของเด็กหนุ่มสั่นระริกไปด้วยความโศกเศร้าสุดชีวิต รวมถึงความหวาดกลัวความตายที่กำลังนับถอยหลังเข้ามาทุกวัน
ยามนี้ จางเวินฮั่นที่อดทนต่อสู้กับโรคจนมีอายุได้ถึง 25 ปี ก็นับว่าเกินกว่าที่แพทย์คาดการณ์เอาไว้ ว่าจะเสียชีวิตตอน่ยี่สิบปีต้นๆ
ทว่า ในที่สุดความตายก็กำลังเรียกหาเขา
'ท่านเทพครับ ผมขอร้อง ผมยังอยากมีชีวิตอยู่ครับ ช่วยผมด้วย ผมยังไม่อยากตาย ได้โปร...'
ติ้ดๆๆๆ ติ้ดดด ติ้ดดด ติ้ดดด
หยดน้ำตาร้อนไหลรินจากหางตาที่ปิดสนิทสนิทพร้อมกับร่างกายที่ไร้สัญญาณชีพอีกต่อไป