เข้าไปหาเขาช้าๆ ด้วยแข้งขาที่แข็งขืนเต็มไปด้วยความระวังระไวในตัวเขา และในที่สุดก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าเบลคพยายามคิดค้นหาถ้อยคำที่เธอคำที่เธอสามารถจะกล่าวคำต้อนรับเขาได้อย่างสุจริตใจ
“ฉันดีใจค่ะที่คุณกลับมาได้อย่างปลอดภัย”ดูเหมือนมันจะเป็ประโยคที่ตรงต่อความจริงที่สุด
แต่เบลคยังรอจูบจากเธออยู่ ดิน่ารู้สึกเกร็งไปทั้งตัวเมื่อตระหนักถึงการรอคอยของเขาหลังจากที่ลังเลใจอยู่เพียงชั่ววูบเธอก็บังคับใจตนเองให้เขย่งเท้าขึ้นแนบเรียวปากลงบนริมฝีปากเขาอันเป็จุมพิตที่เ็าอย่างที่สุดเขาโอบฝ่ามือลงตรงนั้นเองความริษยาจากฝ่ามือนั้นแทรกผ่านเนื้อผ้าเข้าไปถึงนวลเนื้อเปลือยเปล่าของแผ่นหลังััอันแ่เบานั้นดูมิใช่สิ่งที่เธอเคยคุ้นมาก่อนเกือบจะแปลกเปลี่ยนไปจนเธอจดจำไม่ได้เสียด้วยซ้ำ
เธอทำท่าเหมือนจะยุติการจุมพิตลงเพียงเท่านั้น แต่อ้อมแขนของเขาโอบกระชับแน่นเข้าปลายนิ้วสอดเข้าไปในเส้นไหมสีเหลืองข้าวโพดร่างระหงของเธอแนบสนิทอยู่กับเรือนกายของเขา หัวใจของดิน่าเต้นระรัวสัญญาณเตือนภัยกรีดก้องขึ้นกว่าเดิม
มันเป็จุมพิตที่เต็มไปด้วยความหิวกระหายเป็การเรียกร้องที่มากมายเกินกว่าที่ดิน่าจะสามารถให้กับบุคคลที่เปรียบเสมือนคนแปลกหน้ามากกว่าจะเป็สามีของเธอดังนั้นเธอจึงพยายามดิ้นรนให้ตัวเองหลุดพ้นเป็อิสระจากอ้อมแขนที่เปรียบเสมือนปลอกเหล็กและออกจะแปลกใจอยู่บ้างที่เบลคยอมปล่อยเธอแต่โดยดี
ลมหายใจของเธอหอบกระชั้น จิตใจระส่ำระสายอย่างที่สุด ดิน่าหลบตาลงเมื่อบอกกับเขาว่า
“ฉันจะต้องแต่งตัวแล้วค่ะ คนอื่นๆ เขากำลังรอกันอยู่ข้างล่าง”
ดวงตาคู่สีน้ำตาลเข้มที่ยากเกินจะหยั่งถึงความรู้สึกที่อำพรางอยู่ในส่วนลึกคู่นั้นจรดจ้องมองหน้าเธออยู่ดิน่ารู้สึกได้แม้เธอจะหันหลังให้เขา และเดินกลับไปยังตู้เสื้อผ้าด้วยแข้งขาที่อ่อนเปลี้ยเต็มที่
“คุณหมายถึงเชทกำลังรออยู่ละสิท่า” เบลคเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงห้วนห้าว
เืในกายเย็นเฉียบลงทันที
“ก็ใช่น่ะสิคะก็เราไม่ได้เชิญเชทเขารับประทานอาหารร่วมกับเราด้วยหรอกหรือ”เธอแสร้งแปลความหมายในคำพูดของเขาไปเสียทางหนึ่ง ออกรู้สึกเสียใจอยู่บ้างที่มิได้ฉวยโอกาสที่เขาเปิดทางให้นั้นอธิบายเื่ราวที่เกิดขึ้นให้เขาเข้าใจ
“ผมครองความเป็โสดมาตลอดเวลา 2ปีครึ่งนั้นแล้วคุณล่ะดิน่า” คำถามประโยคนั้นทำให้เธอต้องหันขวับไปมองเขาดวงตาคู่สีฟ้าเป็ประกายเจิดจ้าขึ้น แต่เบลคมิได้เปิดโอกาสให้เธอแก้ตัวเลยเมื่อเขากล่าวต่อว่า“นานเท่าไหร่แล้วที่เขาย้ายเข้ามาแทนที่ผม”
“เขาไม่ได้ย้ายเข้ามาแทนที่คุณนะคะ” เธอปฏิเสธออกไป
ด้วยความรวดเร็วปานเหยี่ยวที่ถลาลงจิกเหยื่อ เขาคว้ามือเธอไว้อาการกระชากอย่างดุร้ายแทบจะทำให้นิ้วหัก ซึ่งทำให้ดิน่าต้องร้องออกมาอย่างเ็ป
“รู้สึกว่าจะพูดจายอกย้อนไปหน่อยละมั้ง” เขาเหยียดเยาะเธอด้วยรอยยิ้ม“คุณไม่เรียกว่ามันเป็การเข้ามาแทนที่หรอกหรือในเมื่อคุณสวมแหวนของผู้ชายคนอื่นไว้คู่กับแหวนแต่งงานที่ผมให้คุณคุณคิดว่าผมมองไม่เห็นหรือไง” เสียงของเขาก้องขึ้นด้วยฤทธิ์โทสะ“คุณคิดว่าผมไม่ได้สังเกตเห็นเวลาที่คุณมองตากัน หรือเวลาที่คนอื่นๆ เขาจับจ้องมองดูปฏิกิริยาของเราสามคนอยู่อย่างนั้นสิ”เขาปล่อยมือจากเธอด้วยความรู้สึกคั่งแค้น ดิน่าได้แต่นวดนิ้วที่เ็ปอยู่“ถึงขนาดนั้นแล้ว ทั้งคุณทั้งเขาก็ยังไม่ยอมเล่าเื่ให้ผมฟัง”
“ก็เป็เพราะว่าเรายังไม่มีโอกาสนี่”เธอกล่าวแก้อารมณ์ของเธอในยามนี้ก็คุโพลงด้วยฤทธิ์โทสะที่เขาก่อขึ้นเช่นกัน“เราไม่เห็นจำเป็จะต้องประกาศเื่นี้ต่อหน้าคนอื่นเลยคุณคิดว่าฉันควรจะพูดยังไงตอนที่เห็นคุณยืนอยู่ตรงประตูนั่นในเมื่อคุณเป็สามีที่ใครๆ เขาก็รับรู้กันทั้งนั้นว่าตายไปแล้วคุณจะให้ฉันบอกกับคุณหรือคะว่าที่รักคะ ฉันดีใจจริงๆ ที่คุณรอดชีวิตกลับมาแต่เวลานี้ฉันหมั้นกับผู้ชายคนอื่นแล้วนะคะ...อย่างนั้นหรือไง...โปรดให้เกียรติให้โอกาสฉันทำอะไรที่มันดีกว่านั้นสักหน่อยได้ไหม”
เขาจ้องหน้าเธออย่างดุร้ายอยู่เป็ครู่ พยายามสงบระงับอารมณ์ในยามนี้ไว้อย่างสุดความสามารถจนดิน่ารู้สึกกลัวมันคล้ายๆ กับเธอกำลังจ้องมองดููเาไฟรู้อยู่เต็มอกว่าขณะนี้ภายในูเาลูกนั้นกำลังคุกรุ่นอยู่ด้วยเพลิงอันแรงร้อนรอเวลาอยู่แต่ว่าเมื่อไรมันจะะเิออกมาเท่านั้น
“นี่หรือคือการต้อนรับกลับบ้าน” เบลคพูดอย่างประณาม“ไม่น่าเชื่อเลยว่าคุณจะเป็เมียที่หวังจะเห็นผัวนอนอยู่ในหลุมฝังศพ”
“ฉันไม่เคยหวังอะไรอย่างนั้นนะคะ” ดิน่าปฏิเสธทันที
“ก็ไอ้การหมั้นนั่นไง... ” เขาเอ่ยต่อ ความคั่งแค้นทำให้พูดได้ไม่จบประโยค
“แหม...คุณพูดราวกับว่าฉันนอกใจไปคบชู้อย่างนั้นละซึ่งความจริงมันไม่ได้เป็อย่างนั้นเลยเชทกับฉันเพิ่งหมั้นกันได้แค่อาทิตย์เดียวเท่านั้นตอนที่เขาขอฉันแต่งงานฉันคิดว่าคุณตายไปแล้วเพราะฉะนั้นฉันก็ย่อมมีอิสระที่จะรับหมั้นเขาสิคะ”
“แต่ตอนนี้คุณรู้แล้วนี่ว่ามันไม่ได้เป็อย่างนั้น ผมยังมีชีวิตอยู่คุณเป็เมียผม ไม่ใช่แม่หม้าย และคุณก็ยังเป็เมียในทะเบียนสมรสของเราด้วย”เขาพูดด้วยน้ำเสียงชาเย็น
ดิน่าสั่นสะท้านไปทั้งตัวซึ่งเธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเกิดจากอะไร
“ฉันตระหนักในเื่นั้นดีนะเบลค” เธอพยายามบังคับน้ำเสียงให้เป็ปรกติได้“แต่เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่เราจะมาพูดถึงเื่การหมั้นหรือชีวิตแต่งงานของเราหรอกแม่คุณกำลังรอทานอาหารอยู่และฉันก็ยังจะต้องแต่งตัวด้วย”
เธอคิดว่าเขาจะโต้แย้งในเื่นี้ แต่ในที่สุดเบลคก็ตอบว่า
“ใช่ มันไม่ใช่เวลาที่จะพูดกันจริงๆ ”
เธอได้ยินเสียงประตูที่ถูกกระชากให้เปิดออก ได้ยินเสียงมันกระแทกปิดลงถ้านี่คือการเริ่มต้นชีวิตสมรสครั้งใหม่ก็นับว่าเป็การเริ่มต้นจากความแตกแยกโดยแท้เขากับเธอเคยเป็ปากเสียงกันตลอดเวลาก่อนหน้าที่เบลคจะหายสาบสูญไปและขณะนี้ในทันทีที่เขากลับมาการเป็ปากเสียงก็เริ่มขึ้นอีกดิน่ารู้สึกหนาวเยือกเย็นขึ้นมาในใจขณะที่เดินกลับไปยังตู้เสื้อผ้าอีกครั้ง
เมื่อทุกคนทรุดตัวลงนั่งในโต๊ะอาหารนั้นดิน่ามีความรู้สึกว่าบรรยากาศในยามนั้นเต็มไปด้วยความตึงเครียดราวกับมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านอยู่แต่ก็ดูเหมือนจะมีเธอเพียงคนเดียวที่สังเกตเห็นในสิ่งนั้นเบลคนั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะอันเป็ที่นั่งเกียรติยศโดยมีมารดาของเขานั่งอยู่ตรงปลายตรงข้าม ดิน่านั่งอยู่ทางด้านซ้ายของเขาและมีเชทนั่งต่อไป
นับแต่ตอนที่เธอเดินลงมาจากชั้นบนเบลคพยายามตามติดเธออยู่โดยตลอดราวกับ้าจะแสดงให้ทุกคนได้เห็นในความเป็เ้าของเธอและเป็การแยกเธอให้ออกห่างจากเชทโดยนัย ใบหน้าของเขาเกลื่อนด้วย
รอยยิ้มอยู่ตลอดเวลา ซึ่งทำให้เขาดูมีเสน่ห์ขึ้นกว่าเดิมแต่ในดวงตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้น ยังฉายแววไม่พอใจในทุกครั้งที่เขาเหลือบมองมาทางเธอ
เมื่อทุกคนนั่งประจำที่เรียบร้อยแล้ว แม่บ้านก็ถือโถซุปเข้ามา
“ฉันทำซุปแบบที่คุณเคยชอบเชียวนะคะ คุณเบลค”เดียเดรบอกด้วยใบหน้ายิ้มย่อง “ครีม ออฟ แอสปารากัสไงคะ”
“ขอบใจมาก เดียเดร” รอยยิ้มของเขากว้างขึ้น “เอาละอย่างนี้ค่อยเรียกว่าเป็การต้อนรับกลับบ้านหน่อย”
ดิน่ารู้ได้ทันทีว่าเขาพูดกระทบเธอ ซึ่งทำให้สีหน้าเผือดลงแต่กระนั้นเธอก็ยังรักษาท่าทีไว้ได้มั่น
อาหารค่ำวันนั้นได้รับการตระเตรียมขึ้นเป็พิเศษซึ่งทำให้เบลคต้องเอ่ยปากชมอยู่ตลอดเวลาแต่ดิน่าก็สังเกตเห็นว่าเขาไม่ใคร่รู้สึกรู้สมกับรสชาติของอาหารจานต่างๆ ที่เดียเดรจัดปรุงขึ้นเช่นที่เคยเป็มาในครั้งก่อนๆ เท่าไรนัก เธออดคิดในใจไม่ได้ว่าเมื่อมาถึงเวลานี้การรับประทานอาหารของเบลคง่ายขึ้นและเขาคงคิดได้แล้วว่าอาหารก็คืออาหารไม่ว่าจะได้รับการปรุงแต่งให้ดีวิเศษขึ้นสักเพียงใดและคนเราก็ควรจะกินเพียงเพื่อการมีชีวิตอยู่เท่านั้น
หลังจากการรับประทานอาหารเสร็จสิ้นลงแล้วก็มีการเสิร์ฟกาแฟในห้องรับแขกเพื่อให้เดียเดรเก็บโต๊ะอีกครั้งหนึ่งที่ดิน่าจะต้องอยู่เคียงข้างเขาตลอดเวลาเชทนั้นถูกกันไปนั่งเสียอีกฟากหนึ่งของห้องเมื่อเธอมองไปทางเขาก็ประสานกับสายตาที่เขากำลังมองมาอยู่พอดี เชทจึงกล่าวคำขอตัวจากมิสซิสเบิร์นไซด์ซึ่งกำลังหาเื่สนทนากับเขาอยู่สตรีผู้นี้เป็เพื่อนนักเรียนร่วมชั้นกับนอร์ม่า แชนดเลอร์ซึ่งจะเรียกว่าเป็เพื่อนสนิทที่คบกันมาชั่วชีวิตก็ได้