หลังกลับจากกาญจนบุรี อรัญเดินทางกลับบ้าน น้องสาวโทรศัพท์มาบอกว่ามารดาของเขาไม่สบายเขาโผล่หน้าขึ้นไปบนเรือนชาน ก็ต้องตกใจต่อสภาพที่เห็นใบหน้าที่เหลืองซีด กับร่างที่ผ่ายผอมนั่งไกวเปลเด็กเล็กไปมา ข้างกายมีหม้อดินใส่ยาสมุนไพรตั้งอยู่อรัญปราดเข้าไปกราบตักมารดาของเขาถามอาการอย่างเป็นห่วง“แม่เป็นไงบ้าง?”“แม่ไม่เป็นไรมากหรอกลูก ก็โรคเก่านั่นล่ะ แก่แล้วก็เป็นธรรมดา”“หมอบอกว่าแม่เป็นโรคไตอักเสบ ไม่เป็นไรมาก แล้วก็ให้ยามากิน แต่น้อยว่าโรคไตมันธรรมดาเมื่อไหร่กัน พอดีมีคนแนะนำให้ไปซื้อยาสมุนไพรมา ก็เลยได้ยามานี่ล่ะ” น้อยซึ่งนั่งอยู่ใกล้ ๆ กล่าวเสริม“แอ๋ม มาบ้างหรือเปล่า?”“มา เมื่อวานนี้ แต่ตอนเย็น ๆ ก็มาทุกวัน มานอนกลางคืนแล้วก็กลับไปสอนหนังสือ พี่แต๋มมาวันก่อนก็กลับไปแล้ว ขาดแต่พี่แตนยังไม่มาเลย”“กินข้าวได้ปกติ ไม่เบื่ออาหารใช่มั๊ย แม่?” เขาจับมือมารดามาบีบเบา ๆ“ก็ปกติแล้ว ลูกเอ๊ย ไม่ต้องเป็นห่วงแม่มากหรอก แม่ไม่เป็นไร?”“ไม่ห่วงได้ไง ก็มีแม่อยู่คนเดียว สำรองได้เมื่อไหร่กัน”เขายกมือมารดาขึ้นมาจูบ“- ผมว่าแม่ไปรักษาตัวที่กรุงเทพฯ กับผมดีกว่านะ นะแม่นะ ให้หมอที่กรุงเทพฯ เขาเช็คดีก่อน ที่โน่นหมอเขาเก่งกว่า”“ไม่อยากไปเลย ขี้เกียจนั่งรถ”“ผมพอมีเงินอยู่ เดี๋ยวจะพาขึ้นเครื่องไปเลย ไม่ต้องเหนื่อยนั่งรถนาน”“โอ๊ย นั่นยิ่งไม่อยากไปเลย กลัวมันตก ยิ่งช่วงนี้ข่าวมันออกมาว่า ตกอยู่บ่อย ๆ”“โธ่ …แม่ก็กลัวไปได้” เขาหัวเราะอรัญพาเกลี้ยกล่อมมารดาให้ไปรักษาตัวที่กรุงเทพฯ กว่าจะยอมก็ต้องพูดอยู่นาน“หมอว่าไงบ้างครับแม่?”อรัญถามมารดาเมื่อนางเดินออกมาจากห้องตรวจ“แม่ก็บอกแล้วว่าไม่เป็นอะไรมาก ยังพาแม่มาอีก หมอบอกว่าไม่เป็นไรแล้ว ให้ยามากินเท่านั้นเอง ไม่คุ้มมาไกลเลย”“โธ่ แม่ นี่ล่ะคุ้มแล้ว หรือแม่อยากให้เป็นมากกว่านี้จะได้คุ้มค่ามา?”เขาหัวเราะเบาๆ จากนั้นจูงมารดาไปรอรับยาชายหนุ่มพามารดาเลยไปเที่ยวถึงที่ทำงาน และอธิบายถึงงานที่เขาทำอยู่“แม่ลองกดปุ่มนี้ดูสิ เอ้าลองดู”“ไหนปุ่มไหน?”“นี่ไง จึ๋ง นั่นล่ะ เดี๋ยวรอดูนะว่าจะเกิดอะไรขึ้น ดูดี ๆ นะแม่นะ ห้ามกระพริบตาเด็ดขาด นั่นไง มาแล้ว”“เออ เออ มันแปลกดี เป็นไปได้ไง?”อรัญดีใจที่มารดาของได้มาเห็นงานที่เขาทำอยู่ อย่างน้อยที่สุดเขาก็อยากให้นางทราบว่าลูกชายอย่างเขาทำงานสุจริต ไม่ไปสร้างความร้อนเบียดเบียนใครอื่นสุวกรณ์ แวะเข้ามาในตอนบ่าย เด็กสาวปราดเข้าไปกราบตักมารดาของเขาอย่างน่ารักเมื่อเขาแนะให้รู้จัก“คุณแม่ตัวเล้ก เล็ก แต่พี่รันออกตัวยังกะตึก แทบไม่น่าเชื่อเลยค่ะ”หญิงชราหัวเราะมองเด็กสาวอย่างเอ็นดู ที่มีสัมมาคารวะ อย่างไม่เก้อเขิน ถามตัวเองว่า เด็กสาวคนนี้ เป็นคนรักของลูกชายนางหรือเปล่า?สุวกรณ์ชวนให้อรัญพามารดาไปพักที่บ้าน เธอเหตุผลว่า บ้านพักเขาเล็กยังกะรูหนู แต่ชายหนุ่มปฏิเสธ กระนั้นเด็กสาวก็คะยั้นคะยอให้พาไปเที่ยวที่บ้านเธอให้ได้“อีหนูคนนี้มันน่ารักนะรันนะ”มารดาเขาเอ่ยลอย ๆ เมื่อกลับมาถึงบ้าน“เด็กเขาอบรมมาดี แม่”“เอ็งรักมันหรือเปล่า?”เจอคำถามนี้ อรัญสะดุ้งโหยง ไม่นึกว่ามารดาเขาจะเล่นถามตรง ๆ เสตอบเลี่ยง“ใคร ๆ ก็รัก เด็กน่ารักอย่างนั้น”“ไม่ใช่ หมายถึงว่ารักอย่างหนุ่มสาว”“โธ่..แม่ ไอ้นุ่นมันยังไม่บรรลุนิติภาวะเลย เรียนก็ยังไม่จบ ที่แน่ๆ คือผมรักนุ่นอย่างน้องคนหนึ่ง แม่ก็คิดไปซะไกล”“จะไปรู้รึ แต่อีหนูนั่น พูดอะไรก็เป็นเอ่ยชื่อเอ็งไปหมด”อรัญเล่าเรื่องราวเหตุที่เขาไปคุ้ยเคยกับครอบครัวของสุวกรณ์ได้เพียงคร่าว ๆ มารดาเขาก็พยักหน้าเข้าใจ“มอร์-ไชค์คันของผมคันนั้นก็ซื้อจากร้านพี่สะใภ้นุ่นนั่นแหละ แม่ คุณกรรณ์เขาช่วยลดราคาให้เต็มที่เลย ครอบครัวนั้นเขาดีกับผมทุกคน ยิ่งน้ารัตน์แทบจะเอาเป็นลูกเลย”“ชักอยากจะเห็นครอบครัวนี้แล้วสิ”“เดี๋ยวแม่ได้เห็นแน่ น้ารัตน์เขาโทรมาสั่งให้พาแม่ไปเยี่ยมเขาเมื่อกี้เอง”อรัญพาแม่ไปบ้านสุวรัตน์ในอีกหนึ่งชั่วโมงต่อมา ทุกคนให้การต้อนรับแม่ของเขาอย่างเป็นกันเอง มันสร้างความตื้นตันในหัวใจชายหนุ่มอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนอรัญรู้สึกว่าแม่กับสภาพความเป็นอยู่ของคนเมือง มันเข้ากันไม่ได้เอาเสียเลย แม้จะใส่ชุดที่สวยที่สุดของแม่แล้ว และผ้าถุงใหม่ แต่ความเป็นหญิงบ้านนอกก็คือหญิงบ้านนอก เขาไม่ได้อายที่แม่เป็นคนบ้านนอก แต่เขากลัวว่านางจะอึดอัดใจที่จะอยู่มากกว่า แม่อยากให้พาส่งกลับบ้านก็หลายหน แต่ยังไม่พร้อม เพราะต้องรอให้หมอตรวจเช็คใด้ดีเสียก่อน“รัน ..รูปผู้หญิงคนนี้เป็นใคร..ดาราหรือ”เย็นวันหนึ่ง แม่เอ่ยถามขึ้น ขณะที่นังดูละครทีวี และตัวเขากำลังสาละวนอยู่กับการแกะรื้อซีดีรอมเพื่อซ่อมแก้ไข“ไหนแม่…” เขาเงยหน้าขึ้นมาถาม“บนทีวีนั่นไง” แม่บอกพลางชี้มือรูปหญิงสาวที่แม่เอ่ยถามนั้น เป็นรูปถ่ายครึ่งตัวของหญิงสาวในชุดเสื้อกันหนาวแบบขนแกะฟูสีขาวนวล ด้านหลังฉากเป็นหิมะที่ตกเต็มพื้น“ทำไมแม่คิดว่าเป็นดาราล่ะ”“ก็เห็นมันมีหิมะด้วย ผู้หญิงนั่นก็สวย เหมือนนางแบบ ตามปกหนังสือเลย”เขาหัวเราะเบาๆ แต่ในใจนั้นมันช่างเศร้านัก ไม่ได้ตอบคำถามมารดาในทันใด“อ้าว…ว่าไงล่ะ..ไม่เห็นตอบแม่เลย” แม่ยังจะทวงคำตอบอีกอรัญละมือจากไขควง ก่อนจะเดินไปหยิบเอากรอบรูปนั้นมายื่นส่งให้แม่ดู“ส่งรักจากดวงใจ จากซีกโลกโพ้นทะเล”มารดาของเขาพยายามสะกดอ่านลายมือที่เขียนติดมาใต้รูปภาพนั้นอย่างตั้งใจ“ลายเซ็นอ่านไม่ออก เหมือนภาษาฝรั่ง”“อ่านว่า เจน จันทิมาครับแม่”“ชื่อเจน…”“ครับ….”“แฟนเอ็งเหรอ”เขาไม่ได้ตอบคำถามนั้น แต่ย้อนถาม“ทำไมคิดว่าเป็นแฟนผมล่ะ”“ก็เห็นเอ็งเขียนข้างหลังรูปนี่”เขาสะดุ้งนิดหนึ่งและอายผู้เป็นแม่ ที่อุตส่าห์เห็นข้อความที่เขาเขียนสลักไว้ด้านหลังจนได้“สักวันหนึ่ง ฉันจะบินลัดฟ้าไปหาเธอ เจน”แม่พยายามจะสะกดอ่านอีก เขาจึงแย่งจากมือมา ไม่ยอมให้อ่านอีก“ไม่เอาแม่ อย่าอ่านต่อ ผมอายแม่นา…”แม่ค้อนที่เขาไม่ยอมให้อ่านและหันไปดูละครทีวีต่อ แต่ไม่นานนัก นางก็อดที่จะไถ่ถามไม่ได้“เอ็งยังไม่บอกแม่เลยนะ ว่ายัยเจนในรูปน่ะเป็นใคร เป็นแฟน หรือว่าเป็นอะไรกับเอ็ง”“ถ้าบอกว่าเป็นเมีย แม่จะเชื่อไหม่ล่ะ”“ไม่เชื่อ…เอ็งไม่เห็นจะเคยบอกเลย” มารดาเขาแย่งเอารูปมาดูอีกครั้ง แต่ไม่ได้พลิกอ่านด้านหลัง เขาจึงไม่ว่าอะไร“คิดถึงเขาไหม…” นางถามลูกชายเมื่อเห็นเขาเงียบซึมไป“ครับ…”“ทำไมเขาไม่อยู่กับเอ็งล่ะ ตอนนี้เขาไปอยู่ที่ไหนเสีย”“แคนาดาครับ” เขาตอบก่อนจะขยับตัวดึงเอารูปมาดูเองและขยับตัวลงนอนหนุนกับตักของมารดา“รักเขาข้างเดียวหรือเปล่าลูก” นางถามพร้อมทั้งลูบเส้นผมของลูกชายไปมา“ไม่หรอกแม่ รักกันมาก และรักมากแต่ก็อยู่ด้วยกันไม่ได้”“ทำไม ทางฝ่ายเขารังเกียจเราหรือไง”“เปล่าแม่….ไม่เกี่ยวกันหรอก”“อ้าว….ก็แล้วทำไมจึงอยู่ด้วยกันไม่ได้ล่ะ”“เรื่องมันยาวมากกกกก….” เขาลากเสียงในตอนท้ายประโยค“ยาวก็จะฟัง”“ไม่ดูละครแล้วหรือ”“ไม่ล่ะ เรื่องของลูกแม่น่าสนใจกว่า”เขาวางกรอบรูปกับใบหน้านิ่งนาน จนมารดาต้องดึงออกและบอกให้เล่าเรื่องราวที่เป็นไปอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมาหลังจากกลับจากเที่ยวทะเลเกาะล้าน เขาได้งานกับริษัทแห่งหนึ่ง ทำให้เขาต้องไปทำงานทุกวันไม่ได้มีเวลาไปเยี่ยมเยียนจันทิมาบ่อยนัก แม้จะโทรศัพท์คุยกับหญิงสาวทุกวัน แต่ก็ไม่ได้เท่ากับการได้เห็นหน้ากลางดึกคืนหนึ่ง จันทิมาเข้ามาหาเขาที่ห้องพักด้วยท่าทางร้อนรนเหมือนมีเรื่องราวบางอย่างเกิดขึ้น“ก็ห้องนี้แหละแม่ เขามาหาผมตอนประมาณ ตีสองได้มั๊ง และเจนเขาก็บอกกับผมว่า…”“อรัญขา เจนต้องจากอรัญไปแล้วล่ะ มันถึงเวลาที่เราต้องจากกันแล้ว”“อะไรกัน เจน เจนจะไปไหน คุณเจนไปทำอะไรมาทำไมหน้าตาตื่นตกใจมาแบบนี้” ผมเองก็หน้าตาตื่นตกใจเหมือนกัน เมื่อเห็นภาพของเธอที่ทั้งสั่นทั้งหน้าซีดมาหาผมถึงห้อง“เจนบอกไม่ได้ แต่แจนก็อยู่ไม่ได้เหมือนกันค่ะ อรัญเ เจนต้องไป” เธอพูดได้เพียงแค่นี้ ผมถามอะไรเธอก็บอกอยู่แค่นี้ ผมเองก็จนใจ เพราะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ แม้จะพยายามปลอบเธอไม่ให้ตกใจอะไรทั้งนั้น แต่เธอก็ยังไม่ยอมบอกผมอยู่ดีนั่นเอง“ก็แล้วหนูเจนมันไปทำอะไรมาล่ะ” แม่ถามเขา เมื่อเห็นเขาเล่าไม่ยอมบอกเสียที“จนป่านนี้ผมก็ไม่รู้เหมือนกันแม่ รู้แต่ว่า วันต่อมาหนังสือพิมพ์ออกข่าว ทองอยู่ อดีตสามีของเธอตกตึกเสียชีวิต ไม่มีใครรู้สาเหตุว่าเขาทำไมต้องไปที่ตึกนั้นและตกลงมาตาย และผมก็ได้แต่หวังว่าคงจะไม่ใช่เธอที่เป็นคนทำ”“แม่ว่าต้องเป็นหนูเจนนั่นแหละ”“อย่าเดาเลยแม่ ผมรักเขา ผมก็ไม่อยากคิดว่าเขาจะเป็นคนทำ เพราะว่าทางตำรวจเองก็สันณิษฐานว่าคงเป็นการฆาตรกรรมอันเนื่องมาจากหนี้สินการพนันนั่นแหละ ไม่มีใครพูดถึงคุณเจนเลย”“ในเมื่อมันไม่ได้เป็นคนทำ ทำไมมันต้องหนีไปด้วยล่ะ” มารดาเขาทำสีหน้าสงสัย“เขาอาจจะเสียใจ เพราะยังไงเสีย เขาก็เคยเป็นสามีภรรยากันมาหลายปี ผมเองก็ไม่ได้คาดหวังว่าพวกเขาจะตัดสัมพันธ์กันได้ขาดสะบั้นหมดเยื่อใยหรอก ผมเองก็แค่อยากจะเห็นเขามีความสุข”“แล้วหลังจากที่เขามาหาเอ็งแล้ว มันมีอะไรอีกล่ะ …”“คืนนั้น เขานอนค้างกับผม ตื่นมาอีกที เขาก็ไปแล้วล่ะแม่” อรัญบอกมารดาน้ำเสียงขาดห้วงไป ดวงตาซึม หางตาปรากฏน้ำตาเอ่อ แต่เขาก็กลืนมันไป ไม่ให้มารดาได้เห็น แต่มันก็ไม่ได้พ้นไปจากความรู้สึกของคนเป็นแม่ได้“…เขาไปแคนาดา ไม่ได้ทิ้งอะไรไว้ให้ดูต่างหน้า มีกล้องตัวเล็กที่ถ่ายรูปของเธอค้างเอาไว้ โดยที่ฟิล์มยังไม่ได้ล้าง ผมจึงเอาฟิล์มไปล้างเอง ส่วนรูปที่ล้างมา ก็เป็นรูปที่เธอถ่ายตัวเอง เหมือนตั้งใจจะถ่ายให้ผมเก็บเอาไว้”อรัญเดินไปรื้อเอาอัลบั้มรูปที่พูดถึงมาให้มารดาได้เปิดดู“ส่วนรูปนี้เขาส่งมาให้จากแคนาดาครับแม่” เขาชี้ไปที่รูปในกรอบ ซึ่งเป็นต้นเรื่องสนทนา“เขาได้ติดต่อเอ็งมาบ้างไหม”“มีหนเดียวแม่ เขาโทรมาบอกว่าเขาอยู่ที่แคนาดาแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงเขา หากไม่ตายเขาจะกลับมาหาสักวันหนึ่ง และผมก็ภาวนาให้เธอกลับมาอยู่ทุกวี่วัน นั่นก็เป็นการได้พูดคุยกับเขาเป็นครั้งสุดท้าย และก็ไม่ได้ติดต่อมาอีกเลย”เขานอนหลับตานิ่งนาน เมื่อพูดประโยคสุดท้ายจบ พลอยทำให้มารดาของเขานิ่งตามไปด้วย นางรู้ดีว่า อรัญคงจะปวดร้าวไม่น้อยกับเรื่องของความรักที่ต้องพรากจากกัน แม้ใจจะรักกันมาเพียงใดก็ตามอรัญพามารดาเข้าไปตรวจสุขภาพสองสามครั้งก่อนจะพากลับบ้าน เมื่อหมอบอกว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงอีก“แม่ เดี๋ยวผมจะไปเยี่ยมน้าสนหน่อยนะ”อรัญบอกมารดาก่อนลงจากเรือน ควบจักรยาน ซึ่งเขาไม่เคยใช้มานานแล้ว ตรงไปคุ้มวัด จุดหมายคือบ้านนายสน บิดาของสร้อยและสิน เรือนไม้ไผ่มุงหญ้าคามันโทรมลงไปถนัดตา หญ้าคาที่ใช้มุงเริ่มกลายเป็นสีซีด ซึ่งบอกถึงความเปื่อยพังและหมดอายุการใช้งานริมรั้วรอบบ้านไม้ไผ่หลังนั้น มีร่องรอยแปลงดอกไม้ที่เหี่ยวเฉาตาย เพราะเข้าหน้าแล้งแล้ว ข่า ขิง ตะไคร้ที่ปลูกไว้ก็แสดงบอกถึงความต้องการพักผ่อน รอการฟื้นตัวในหน้าฝนต่อไป“น้าสน น้าสน” เขาร้องเรียก“เอ้อ ใครล่ะนั่น?”มีเสียงตอบรับ และเจ้าของเสียงก็เดินออกมาจากมุมกอไม้รวก เมื่อเห็นเขา ก็ยิ้มร่าเข้ามาทักทาย“ทำอะไรอยู่หรือ น้าสน”“กำลังจะมุงหลังคาใหม่ ของเก่ามันใกล้จะไปเต็มทีแล้ว ฝนมาคราวหน้ามันคงจะเอาไม่อยู่แน่”“ใช้หญ้าเหมือนเดิม?”“ใช่ ความจริง ก็อยากใช้สังกะสี แต่ว่าเรือนเรามันต่ำ ใช้ไม่ได้ เข้าหน้าร้อนเดี๋ยวจะอยู่กันไม่ไหว มันร้อน”อรัญ จอดรถพิงกับกอไผ่รวก นั่งลงบนแคร่ มองนายสนมัดไพหญ้าเพื่อทำหลังคาอย่างชำนาญ“สร้อยไปไหนล่ะ? สินด้วย”“อ๋อ รายนั้นเขาไปรับจ้างยังไม่กลับ เย็นๆ โน่น ถึงจะมา ไอ้สินกับสุ่นไปโรงเรียน เดี๋ยวก็คงเลิกมาแล้วล่ะ เห็นว่าพาแม่ไปหาหมอที่กรุงเทพฯ หมอเขาว่าไงบ้าง?”“ไม่เห็นว่าอะไร แก่แล้วก็แพ้สังขารเป็นธรรมดา ความจริงอยู่ใกล้หมอที่โน่นก็ดีแล้ว แต่แม่แกบ่นอยากกลับบ้านเลยต้องรีบพามาส่ง”วันต่อมาชายหนุ่มมาช่วยนายสนมุงหลังคาบ้านใหม่ โดยชวนนิตย์ เพื่อนหนุ่มที่มีสัมพันธ์ทางใจกับสร้อยมาด้วยเขาทำหน้าที่เพียงช่วยส่งแผงหญ้าขึ้นให้เท่านั้น เพราะคำนวณจากน้ำหนักแล้วดูท่าจะไม่เข้าทีนัก ถ้าจะต้องขึ้นไปไต่บนคานไม้ไผ่แบบนั้น สร้อยงดไปรับจ้าง ทำหน้าที่เป็นแม่ครัวอยู่ใต้กอไผ่รวก โดยมีสินน้องชายช่วยเป็นลูกมือหลังคามุงเสร็จก็เป็นเวลาเที่ยงวันพอดี ช่วงบ่าย อรัญชวนสินไปเที่ยวหายิงงูสิงตามริมแม่น้ำ นิตย์ขอตัวไม่ด้วย ซึ่งเขาก็เข้าใจดี“พี่รัน โน่น ๆ เห็นท้องขาว ๆ อยู่บนข่อยนั่นไง” สินชี้มือ กระซิบกระซาบบอก“สินเตรียมนะ”เขากระซิบตอบ จากนั้นย่องหาที่เหมาะเพื่อส่องเจ้าสัตว์ไร้เท้า ด้วยปืนแก๊ปของนายสน“ปัง!”เพียงปังเดียว เจ้าสัตว์ไร้เท้าก็ร่วงผล็อย สินรีบวิ่งเขาไปตะครุบหมับ หางยาวสีดำมันวาวตามเกล็ดวาดไปมาพันแขนเด็กชายแน่น สินหัวเราะชอบใจ ไม่ได้นึกกลัวมันเลยสักนิด“มากับพี่รันทีไรได้ลาภปากทุกที มากับพี่นิตย์ไม่ยักเจอตัวใหญ่อย่างนี้”“มากับนิตย์บ่อยหรือ?”“ครับ พี่นิตย์มาชวนบ่อย ๆ”“แล้วพี่นิตย์มาที่บ้านบ่อยหรือเปล่า?”“บ่อย ยิ่งตอนที่พ่อไม่อยู่ มาประจำเลย สินยังเคยเห็นพี่นิตย์กับพี่สร้อยเข้าไปในห้องนอนกันสองต่อสองด้วย”“สิน! พูดอะไรน่ะ”ชายหนุ่มอุทานตกใจ“จริง พี่รัน สินเห็นบ่อย”เด็กชายยืนยันอรัญ นึกไม่ถึงว่าสร้อย หญิงสาวที่ดูเรียบร้อย เงียบ ๆ จะเป็นคนเช่นนั้น แต่ก็นั่นแหละ ความรักมันไม่เข้าใครออกใครอยู่แล้ว“สิน นั่นอีกตัว โน่น เลื้อยอยู่โน่น”อรัญกระซิบกระซาบเมื่อเหลือบเห็น เกล็ดมันวาวเลื้อยช้า ๆ ลงมาตามริมตลิ่งที่เป็นพื้นทราย หัวที่เลื้อยต่ำ แลบลิ้นปลายแฉกออกมาเป็นระยะ ๆ“อย่า พี่รัน!”สินหน้าตื่นรั้งแขนเขาไม่ให้เดินเข้าใกล้ ซ้ำยังพยายามดึงออกห่าง“ทำไม?” เขาถามสงสัย“เห่าดง!” สินตอบสั้น ๆ“เห่าดง!”อรัญหยุดกึก ลากแขนเด็กชายหันหลังกลับวิ่งหน้าตั้งออกมาอย่างตาเหลือกสินหัวเราะอัก ๆ ทั้งเหนื่อยหอบ เห็นเป็นเรื่องสนุกสนานตอนเย็นอรัญถีบจักรยานกลับหลังจากแยกกับสินแล้ว ผิวปากอย่างอารมณ์ดี ทั้งๆ ที่ผิวไม่เป็นเลย มีงูสิงตัวใหญ่ที่ถูกขดเป็นวงกลมห้อยอยู่บนแฮนด์ขับ“ปรี๊น น น”เสียงแตรรถดังลั่นมาทางด้านหลัง ก่อนจะเฉี่ยวสีข้างเขาแค่เส้นยาแดง“เฮ้ย ย ย ย”อรัญเสียหลักทิ้งรถล้มโครม กระโดดออกห่าง เจ้าของรถไม่ได้สนใจทิ้งฝุ่นไว้ให้ดมเล่น มันผ่านมาแล้วก็ผ่านไปเลยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น“ไอ้…..”เขาด่าอย่างหัวเสีย ชูกำปั้นหรา จากนั้นเดินไปประคองรถถีบตามมา เขาเห็นมันเลี้ยวเข้าไปจอดสนิทอยู่ในร้านค้าสายสุรีย์“แม่งใครวะ?”เขาหันไปมอง เมื่อขับรถผ่าน หนุ่มสาวสองสามคนก้าวออกมาจากรถอรัญก็ร้องประหลาดใจ“นึกว่าใคร นายวรเทพลูกผู้ดีนี่เอง มาทำอะไรของมันถึงที่นี่วะเนี่ย”ผู้ที่ก้าวลงมาจากรถคือวรเทพจริง ๆ คงจะโดยการนำของปิยนันท์นั่นเองหญิงสาวหันมามองเขาจากระยะไกลเพียงชั่วขณะหนึ่ง อรัญปั่นรถผ่านเลยไป ไม่ได้สนใจจะเอาเรื่องอย่างที่ตั้งใจไว้อรัญไปเยี่ยมไกร ก็พบว่าแก้วใจแฟนสาวของเขาท้องได้ 5 เดือนแล้ว ไกรทำตัวเป็นพ่อบ้านที่ดีมากขึ้น ไม่เที่ยวเหมือนแต่ก่อน“นายยิงปืนแม่นนะ แถมกระสุนไม่ด้านด้วย”อรัญตบไหล่เพื่อนผัวะ ส่วนแก้วใจหน้าแดงเสเมินหน้าไปทางอื่น“ได้ยินเขาว่า นันท์มันพาแฟนมาจากกรุงเทพฯ ไม่ไปเยี่ยมเพื่อนเก่าหน่อยรึ?”ไกรถาม“อย่าเลยว่ะ ไม่เหมาะหรอก เดี๋ยวนันท์มันอาย ขายหน้าแฟนมันเปล่า ๆ”“เหตุผลมีแค่นี้?”“ก็แค่นี้ จะเอาอะไรอีกล่ะ?”อรัญยักไหล่ แต่ไกรไม่เชื่อเหตุผลที่เขาอ้างหรอก มันต้องมีอะไรมากกว่านี้แน่นอน“จะกลับวันไหน?”“พรุ่งนี้”
โปรดติดตามตอนต่อไป ขอกำลังใจให้นักเขียน เพื่อพัฒนาการเขียนต่อไปด้วยนะครับ