ในวันสอบใหญ่ของสำนักศึกษาชิงเหวิน
ศิษย์ในสำนักศึกษาราวห้าสิบคน ต่างนั่งประจำที่ของตนอย่างเคร่งเครียด ภายในห้องสอบเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของเหล่าศิษย์ทั้งหลาย ไม่นานอาจารย์คุมสอบเดินแจกกระดาษคำตอบทีละคน ในห้องมีเพียงเสียงกระดาษวางลงบนโต๊ะดังแ่เป็ระยะ
“เมื่อข้าให้สัญญาณแล้ว จึงค่อยเริ่มลงมือเขียน” อาจารย์เซียวกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคง สายตากวาดมองทั่วห้องอย่างเคร่งครัด
ครู่หนึ่งต่อมา เสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้งชัดเจน
“เริ่มสอบได้”
ทันทีที่คำสั่งสิ้นลง หลงเฉินก็ไม่รอช้า เขาจุ่มพู่กันลงในแท่นฝนหมึกอย่างนิ่งสงบ ก่อนเริ่มขีดเขียนลงบนกระดาษคำตอบทันที ลายมือเรียบร้อย มั่นคง และสม่ำเสมอ ราวกับมิได้กำลังเผชิญกับการสอบอันตึงเครียด หากเป็เพียงการถ่ายทอดสิ่งที่รู้มาแล้วออกมาอย่างเป็ธรรมชาติ
ขณะที่ศิษย์คนอื่นยังขมวดคิ้ว ครุ่นคิด หรือแอบชำเลืองมองรอบข้างด้วยความร้อนรน เด็กชายผู้นี้กลับสงบนิ่ง ดวงตาไล่มองข้อสอบทีละบรรทัด ก่อนปล่อยปลายพู่กันเคลื่อนไหวอย่างมั่นใจ
ถ้อยคำที่เคยผ่านตา เพียงครั้งเดียวก็ถูกดึงขึ้นมาจากความทรงจำอย่างแม่นยำ ไม่ตกหล่นแม้แต่ตัวอักษรเดียว เสียงพู่กันเสียดสีกับกระดาษดังแ่ ๆ เป็จังหวะสม่ำเสมอ แตกต่างจากเสียงถอนหายใจและกระดาษที่ถูกพลิกไปมาของคนอื่นรอบข้าง
อาจารย์เซียวนั่งมองเด็กชายร่างผอมที่ตนเก็บมาเลี้ยง กำลังตั้งใจเขียนด้วยสายตาเอ็นดู เขารู้ดีว่าหลงเฉินไม่เหมือนใคร ทั้งความสุขุม การคิดอ่าน และการควบคุมอารมณ์
“อนาคตของเ้าต้องไกลกว่าที่คิดแน่…หลงเฉิน” อาจารย์พึมพำเบา ๆ
ความจริงแล้วอาจารย์เซียวเป็คนส่งหนังสือไปขอโอกาสกับสำนักศึกษาไท่เหอ ด้วยรู้สึกว่า เด็กคนนี้…คือผู้ที่์ลิขิตมาให้อนาคตที่ไกลกว่าที่สำนักเล็ก ๆ แห่งนี้จะมอบให้ได้
อาจารย์เซียวมั่นใจว่า ในวันหนึ่งข้างหน้า เขาจะกลายเป็ “เสือติดปีก” ที่กางปีกทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ากว้าง ข้ามขอบฟ้าที่ผู้คนธรรมดาทำได้เพียงแหงนมองเป็แน่
สองชั่วยามผ่านไป
อาจารย์คุมสอบประกาศให้หยุดเขียน เด็กทั้งห้าสิบคนก็ทยอยส่งกระดาษคำตอบด้วยสีหน้าอิดโรย บางคนหน้าซีด บางคนถอนหายใจแรงราวกับเพิ่งผ่านาใหญ่
ข้อสอบปีนี้ยากกว่าที่คาด จนเด็กหลายคนแทบจะร้องไห้ออกมาตรงหน้าโต๊ะสอบ ตรงกันข้ามกับความวุ่นวายรอบตัว หลงเฉิน เดินส่งกระดาษด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง
สำหรับเขาแล้ว ข้อสอบนี้แทบไม่ต่างจากการเขียนลอกตำราธรรมดา ๆ เสียด้วยซ้ำ ไม่มีสิ่งใดให้กังวลแม้แต่น้อย
ไม่นาน หลันอี้เฟิง ก็วิ่งเข้ามาหา สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความห่อเหี่ยวราวกับฟ้าทั้งฟ้ากำลังจะถล่ม
“ข้อสอบของอาจารย์เซียว…ช่างยากเหลือเกิน ข้าไม่มั่นใจเลย…” เสียงของอี้เฟิงเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
หลงเฉินหันมามองเพื่อนด้วยสายตาสงบ “หากเ้าอ่านที่ข้าสรุปให้ดี เ้าต้องทำได้”
อี้เฟิงทำหน้ามุ่ยอย่างจนปัญญา “ข้า…ข้า…จำได้ไม่หมดนี่นา…”
“ช่างเถิด ๆ ช่างเถิด ข้าไม่คิดแล้ว” อี้เฟิงโบกมือไปมา สีหน้าที่เคยหม่นกลับกลายเป็สดใสอีกครา
“ไปเถิด ข้าจะพาเ้าไปกินข้าวที่หออี้เฟิง”
หลงเฉินยกสายตามองเขาเล็กน้อย สีหน้ากลับยังคงเรียบเฉยดังเดิม
“ข้าไม่มีเงินหรอก”
อี้เฟิงหัวเราะเสียงดังแล้วตบไหล่เขาอย่างกันเอง
“เ้าเป็สหายข้า นั่นร้านของข้า เหตุใดต้องมีเงินเล่า"
"ไปได้แล้ว!”
กล่าวจบอี้เฟิงก็สอดแขนโอบคอหลงเฉินไว้ตามความเคยชิน แล้วลากสหายไปทางหน้าประตูสำนักศึกษาอย่างร่าเริง เสียงหัวเราะของอี้เฟิงดังแทรกไปกับเสียงลมและเสียงฝีเท้าของเหล่าศิษย์ที่เดินสวนกันไปมา แสงแดดยามบ่ายทอดยาวลงบนพื้นหินสีซีด เงาของเด็กชายสองคนเคลื่อนไหวเคียงกันไปตามทาง
ห้าวันผ่านไป
ลานสำนักศึกษาชิงเหวินแน่นขนัดด้วยเด็กทั้งห้าสิบคนที่ยืนเรียงกัน สีหน้าครึ่งหนึ่งเต็มไปด้วยความกังวล อีกครึ่งหนึ่งตื่นเต้นจนมือสั่น เมื่ออาจารย์เซียวเหรินอันก้าวขึ้นหน้าลาน เสียงจอแจทั้งหมดก็เงียบลงทันที
เสียงทุ้มนิ่งของอาจารย์ดังขึ้น
“ข้าจะประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่านการสอบคัดเลือก เพื่อไปศึกษาต่อที่สำนักศึกษาไท่เหอ”
ลมหายใจของทุกคนเหมือนหยุดลงไปชั่วขณะ
อาจารย์เว้น่เล็กน้อยก่อนออกชื่อแรก
“คนแรก เทียนหลงเฉิน”
เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วลานสอบในทันที เมื่อรายชื่อถูกเรียกออกมาต่อหน้าศิษย์ทุกคน เด็กชายเด็กหญิงต่างซุบซิบกันไม่ขาดสาย ด้วยต่างก็รู้ว่าเทียนหลงเฉินนั้นเป็เพียงเด็กกำพร้า ที่โดนพ่อขี้เมาทิ้งไป มาอาศัยขอข้าวกินอยู่ที่สำนักศึกษา
แม้จะมีสายตาดูแคลน สายตาเคลือบแคลง และแววตาอิจฉาริษยาจำนวนไม่น้อยส่งตรงมาหาเขา เ้าของชื่อกลับยืนนิ่งอยู่กับที่ สีหน้าเรียบสนิทดังเช่นเคย ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีความตื่นเต้น ไม่มีท่าทีโอ้อวดหรือยินดีปรีดา เพียงแววตาที่ลึกลงเล็กน้อย ลึกจนยากจะคาดเดา ว่าเื้ัความนิ่งเฉยนั้นคือสิ่งใด
เสียงซุบซิบดังแ่ ๆ ลอยผ่านข้างหู
“ก็แค่เด็กกำพร้าที่อาจารย์เก็บมาเลี้ยง…”
“เก่งนักหรืออย่างไรกัน…”
“คงโชคดีเท่านั้นกระมัง…”
ถ้อยคำเ่าั้ล้วนผ่านเข้ามาในโสตประสาทของเขาอย่างชัดเจน แต่ไม่อาจสร้างระลอกคลื่นแม้แต่น้อยในใจเด็กชายได้แม้แต่น้อย
อาจารย์เซียวยกมือขึ้นเล็กน้อยก่อนกล่าวเสียงดัง
“เงียบ ข้าจะประกาศผลของคนที่สอง”
เสียงทั้งลานค่อย ๆ เงียบลง เหลือเพียงความเงียบตึงเครียดที่กดทับอยู่ในอากาศ
“คนที่สอง… หลันอี้เฟิง!”
เสียงประกาศของอาจารย์เซียวดังกังวานไปทั่วลาน
อี้เฟิงยืนนิ่งไปชั่วขณะ สีหน้าว่างเปล่าเหมือนยังไม่ทันเข้าใจว่าชื่อนั้นคือของตนเอง ก่อนที่สติจะกลับมา
“ข้าสอบผ่านแล้ว! ข้าสอบผ่านแล้ว!” อี้เฟิงร้องออกมาเสียงดังลั่น ดวงตาเบิกกว้างด้วยความดีใจ วิ่งวนไปรอบ ๆ อย่างควบคุมไม่อยู่
“ข้าได้ไปเมืองหลวงแล้ว! ได้ไปเมืองหลวงแล้ว!”
เขาะโไปทั่วลานด้วยความดีใจจนเด็กคนอื่นใ หลงเฉินส่ายหัวเบา ๆ ก่อนยิ้มมุมปากอย่างอดไม่ได้
ทว่าบรรยากาศดี ๆ กลับขาดสะบั้นในทันทีเมื่อเสียงเยาะหยันดังขึ้นจากกลุ่มเด็กบางคน
“เด็กกำพร้าอย่างเ้าก็มีหน้าจะไปเมืองหลวงด้วยหรือ?”
“คงขโมยข้อสอบของอาจารย์เซียวมาสินะ ถึงได้สอบผ่าน!”
คำพูดเ่าั้เต็มไปด้วยความอิจฉาและดูถูก สายตาหลายคู่จ้องหลงเฉินราวกับเขาทำผิดร้ายแรง ทั้งที่ความสามารถของเขาเหนือกว่าพวกนั้นอย่างเปรียบเทียบไม่ได้
หลงเฉินยังคงยืนนิ่ง เขาไม่หวั่น ไม่โกรธ และไม่ตอบโต้อะไร
แต่ทว่าคนที่ไม่ยอมคือหลันอี้เฟิงเขาวิ่งพรวดเข้ามาขวางหน้าอย่างไม่ลังเล ก่อนจะชี้หน้ากลุ่มเด็กเ่าั้อย่างเดือดดาล น้ำเสียงดังลั่นจนทั่วลานหันมามอง
“เ้าพูดเช่นนี้ ก็หมายความว่าเ้าไม่ไว้ใจอาจารย์เซียวงั้นหรือ?!”
เด็กที่พูดหยุดชะงักทันที สีหน้าซีดลงเล็กน้อย
อี้เฟิงยังพูดต่อด้วยความจริงจัง
“อาจารย์เซียวเป็คนซื่อตรงที่สุดในเมืองอวี้หาน เ้าคิดว่าอาจารย์เซียวจะยอมให้ผู้ใดมาโกงข้อสอบหรือ?” น้ำเสียงของอี้เฟิงหนักแน่นจนเด็กที่ว่ากล่าวไม่กล้าสบตา
บางคนก้มหน้า บางคนเม้มปากเงียบ ไม่มีใครกล้าพูดอะไรต่อ เพราะในเมืองนี้ ไม่มีใครกล้าดูิ่อาจารย์เซียวเหรินอัน
หลงเฉินมองแผ่นหลังเล็ก ๆ ที่ยืนขวางหน้าเขาอยู่ ก่อนถอนหายใจเบาๆ
เมื่อยังอยู่บนแดนเทพ เขามักมองมนุษย์ดุจฝูงมดปลวก มีชีวิตแสนสั้นแค่ชั่วคราวไม่นานก็ เจ็บ ตาย สลายไปในกระแสกาลเวลา
แต่หลังจากใช้ชีวิตบนโลกมนุษย์สิบปี หลังจากต้องลิ้มรสความหิว ความเจ็บ ความหนาว น้ำตาและความสิ้นหวัง
ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่า มนุษย์ไม่ได้มีเพียงความอ่อนแอ แต่มีด้านที่น่าชื่นชม ความช่วยเหลือโดยไม่หลังผลตอบแทนจากอาจารย์เซียว รวมไปถึงสหายที่พร้อมปกป้องอย่างหลันอี้เฟิง สิ่งเหล่านี้อาจไม่ใช่สิ่งไร้ค่าอย่างที่เขาเคยคิด
แต่อาจเป็สิ่งที่…มีค่าและน่าจดจำที่สุดก็เป็ได้
และนี่ก็อาจเป็ครั้งแรก ที่เขารู้สึกว่า การลงมาเกิดเป็มนุษย์…ก็มิได้เลวร้ายจนเกินไปนัก