ในบ่ายคล้อยวันหนึ่ง หลังจากเสร็จงานเล็ก ๆ ในเรือน เชิดจึงพาสองสาว—แก้วและปลา—ออกไปยังบึงน้ำท้ายสวนของกำนัน บรรยากาศเงียบสงบ มีเพียงเสียงจั๊กจั่นดังระงม และสายลมพัดกลิ่นดินชื้น
“ไปเล่นน้ำกันเถอะ ร้อนจะตายอยู่แล้ว” ปลาเอ่ยขึ้นพลางถอดรองเท้าโยนไว้บนตลิ่ง แล้วรีบวิ่งลงน้ำไปก่อนด้วยความซุกซน แก้วมองตามแล้วหัวเราะ ก่อนจะค่อย ๆ เดินลงตามไป เชิดยืนมองอยู่บนตลิ่ง ดวงตาเขาหยุดนิ่งกับภาพสองร่างที่เปียกชุ่ม เสื้อผ้าที่แนบไปกับเรือนกายทำให้เส้นโค้งเว้าชัดเจนกว่าที่เคยเห็นในบ้าน ทุกการเคลื่อนไหวเหมือนมีแรงดึงดูดแปลกประหลาดที่ยากจะละสายตา ไม่นานนัก เขาเดินลงไปในน้ำกับพวกเธอ แกล้งผลักปลาให้จมน้ำตื้น ๆ จนเ้าตัวร้องกรี๊ดและหัวเราะคิกคัก “ระวังหน่อยสิพี่เชิด เดี๋ยวก็จมจริง ๆ หรอก!” ปลาหัวเราะปนโวยวาย แก้วรีบเข้ามาช่วยพยุงน้อง แต่กลับถูกเชิดโอบร่างทั้งสองเข้ามาในวงแขนโดยไม่ตั้งใจ
ความใกล้ชิดทำให้หัวใจของแก้วกับปลาเต้นแรงเกินควบคุม กลิ่นกายที่ผสมกับกลิ่นน้ำบึงชวนให้วูบวาบ เชิดเองก็เหมือนตั้งใจใช้จังหวะนั้นเป็การหยอกล้อมากกว่าความห่วงใยธรรมดา
เขาหันไปมองแก้วแล้วเอ่ยขำ ๆ แต่สายตาเจือแววลึกซึ้ง
“ถ้าแม่อรมาเห็นคงไม่ให้พวกเธอเล่นน้ำอีกแน่ เสื้อเปียกจนมองเห็นหมดแบบนี้” คำพูดนั้นทำให้แก้วหน้าแดง เธอเบือนหน้าหนี แต่ในอกกลับร้อนวูบด้วยความเขินปนหวั่นไหว ปลาไม่ยอมแพ้ รีบว่ายเข้ามาเกาะแขนเชิดแล้วพูดเหมือนท้าทาย
“งั้นสอนให้เป็สิ จะได้ไม่ต้องกลัวจมน้ำอีก” ปลาพูดขึ้น ทำให้เชิดหัวเราะร่วน
"ได้สิ มาพี่สอนให้" เขายื่นแขนประคองเธอจากด้านหลัง มือหนึ่งโอบใต้แขน อีกมือจับสะโพกเพื่อพยุงให้ลอยตัว ทุกััราวกับไฟเล็ก ๆ ที่แล่นวาบเข้าสู่ร่างกาย แก้วมองภาพนั้นแล้วหัวใจสั่นไหวอย่างแปลกประหลาด เธอก้าวเข้ามาใกล้ เอ่ยเสียงเบา
“แล้วแก้วล่ะ จะไม่สอนบ้างหรือ?” เชิดหันมา รอยยิ้มเ้าเล่ห์ปรากฏ ก่อนจะยื่นแขนดึงเธอเข้ามาในวงแขนเดียวกัน คราวนี้ ทั้งสามร่างแนบชิดอยู่กลางบึง น้ำในบึงเย็นสบาย
ท้องฟ้ายามบ่ายคล้อยทอแสงสีทองระยิบระยับบนผิวน้ำ เชิดอยู่ท่ามกลางสองสาวที่หัวเราะกันอย่างสดใส แต่ในแววตาเขากลับแฝงไว้ด้วยบางสิ่งที่ลึกซึ้งกว่าเพียงการเล่นสนุก
“หายใจลึก ๆ แล้วปล่อยตัวให้ลอยสิ ไม่ยากหรอก” เชิดพูดกับปลา มือเขาประคองเอวเธอไว้จากด้านหลัง กดเบา ๆ ให้ลอยเหนือผิวน้ำ นิ้วมือที่สอดรอบเอวนั้นเลื่อนไปแตะใกล้จุดอ่อนไหวโดยไม่ได้เอ่ยคำใด ปลาเผลอสะดุ้งน้อย ๆ แต่ก็พยายามทำเป็ไม่รู้สึกอะไร หัวใจกลับเต้นแรงเสียจนแทบหลุดออกมา
ไม่ทันที่ความวาบหวามจะจาง เชิดก็หันไปเรียกแก้ว
“มานี่บ้างสิ เดี๋ยวพี่สอนให้” แก้วลังเล แต่ก็ว่ายเข้ามา เชิดเอื้อมมือโอบใต้รักแร้ของเธอเพื่อพยุง ลำแขนแข็งแรงแนบชิดกับทรวงอกที่กำลังเติบโตอย่างเต็มที่ นิ้วหัวแม่มือกดเบา ๆ ราวกับจงใจััจุดอ่อนไหวที่ซ่อนอยู่ในเนื้อผ้า แก้วเม้มปากแน่น แต่ดวงตาสั่นระริก บอกชัดถึงความรู้สึกที่เธอไม่เคยััมาก่อน
เชิดปล่อยให้สองสาวผลัดกันเข้ามา “ฝึก” ใต้การดูแลของเขา สลับแขน สลับมือที่คอยประคอง ทั้งปลาและแก้วต่างเผลอเสพติดัันั้นทีละน้อย ราวกับว่าการสอนว่ายน้ำครั้งนี้ไม่ใช่การเรียนรู้ แต่เป็พิธีเปิดประตูสู่ความลับของร่างกาย
ไม่นานนัก ทั้งสามก็ขึ้นมานั่งพักบนตลิ่ง ผมของสองสาวเปียกชุ่ม หยดน้ำเกาะพราวบนแก้มและลำคอ เชิดหยิบผ้าขึ้นมาแล้วเอ่ย “เดี๋ยวพี่เช็ดให้” เสียงทุ้มนุ่มทำให้ทั้งคู่ไม่กล้าปฏิเสธ เขาเริ่มเช็ดผมให้ปลา มือข้างหนึ่งซับน้ำเบา ๆ แต่อีกข้างกลับเลื่อนลงมาััแ่บางตรงแนวอกที่เสื้อแนบเนื้อ ปลาสะดุ้งน้อย ๆ แต่ไม่ได้ขยับหนี ริมฝีปากเธอเผยอออกนิดเดียวเพื่อกลั้นเสียงที่กำลังจะเล็ดลอด
เมื่อเปลี่ยนมาที่แก้ว เชิดทำแบบเดียวกัน มือที่ดูเหมือนจะเพียงบีบผ้าเบา ๆ กลับแอบแตะถูกเนินอกผ่านเนื้อผ้าเปียก ความอบอุ่นของฝ่ามือแผ่ซ่านเข้าไปจนแก้วตัวสั่น เธอเบือนหน้าออกไปทางบึง ไม่อยากให้ใครเห็นแววตาที่กำลังไหวระริก
ลมเย็นพัดผ่านทุ่ง แต่ในอกของสองสาวกลับร้อนผ่าว ความรู้สึกค้างคาที่ไม่อาจบอกใครกำลังหมุนวนอยู่ในหัวใจ พวกเธอนั่งนิ่ง ๆ ข้างเชิด ลมหายใจสั้นถี่ ร่างกายยังจดจำััเมื่อครู่ที่ติดค้างอยู่ไม่ยอมเลือน
บ่ายคล้อยวันนั้นจึงจบลงด้วยภาพสามคนที่นั่งเรียงกันริมบึง แต่ในความเงียบนั้น—เมล็ดพันธุ์ของความลับได้ถูกฝังลงในใจของแก้วและปลาแล้ว และมันพร้อมจะผลิดอกกลายเป็ไฟราคะที่ไม่มีวันหวนกลับในวันข้างหน้า…น้ำเย็นไม่อาจดับความร้อนที่คุกรุ่นในอกได้ เสียงหัวเราะค่อย ๆ เงียบ เหลือเพียงลมหายใจที่แ่ถี่และความรู้สึกต้องห้ามที่เริ่มก่อตัวอย่างเงียบงัน