# บทที่ 6 — สมุดเวรใต้เงาโอสถ
ห้องเอกสารของหอโอสถอยู่ลึกกว่าห้องรักษาหลายชั้นประตู
เมื่อเสิ่นเยว่โหรวพาโม่เฉินผ่านเข้ามา กลิ่นสมุนไพรแห้งและกระดาษเก่าก็แทนที่กลิ่นยาต้มอ่อน ๆ ด้านนอก ชั้นไม้สูงเรียงชิดผนังจนเกือบแตะเพดาน บนแต่ละชั้นมีสมุดบัญชีนับร้อยเล่ม ผูกเชือกแยกตามฤดู ประเภทสมุนไพร และระดับคำสั่ง
คนธรรมดาเห็นมันคงรู้สึกเพียงว่าที่นี่เงียบเกินไป
แต่โม่เฉินเห็นสิ่งหนึ่งชัดเจน—ความเงียบนี้เกิดจากคนที่ไม่อยากให้ใครได้ยินอะไร
“ป้ายผู้ช่วยของเ้ามีสิทธิ์ดูเฉพาะบัญชีสมุนไพรระดับต้น” เสิ่นเยว่โหรวกล่าว ขณะปิดประตูด้านหลัง “ห้ามแตะชั้นในสุด ห้ามเปิดผนึกที่ไม่เกี่ยวกับพิษ และหากมีใครถาม เ้ากำลังช่วยข้าตรวจรายการยาถอนพิษ”
“ข้าจำได้” โม่เฉินตอบ
“จำได้ไม่พอ ต้องทำตามด้วย”
น้ำเสียงนางจริงจังจนเขาไม่คิดหยอกกลับ เขารู้ดีว่าการพาเขาเข้ามาที่นี่คือความเสี่ยงของเสิ่นเยว่โหรว หากมีเื่ผิดกฎ นางจะถูกสอบสวนก่อนเขา เพราะนางเป็คนลงชื่อให้ป้ายนี้
ลั่วชิงเสวี่ยไม่ได้มาด้วย นางอยู่ด้านนอกเพื่อติดตามฉู่เหวินจิ่ง หากฝ่ายคลังรู้ว่าทั้งสามคนรวมตัวกัน คนร้ายจะระวังตัวมากเกินไป
เสิ่นเยว่โหรวม้วนแขนเสื้อขึ้น หยิบสมุดเวรจากชั้นกลางออกมาสามเล่ม “นี่คือบัญชีการเบิกสมุนไพรทั่วไปของคืนที่เ้าโดนวางยา ส่วนนี้เป็ทะเบียนคลังฝั่งตะวันตก และนี่คือรายการส่งยาของศิษย์รับใช้”
โม่เฉินเปิดเล่มแรกอย่างระวัง ทุกบรรทัดเขียนด้วยหมึกดำเป็ระเบียบ มีชื่อสมุนไพร ปริมาณ เวลา และชื่อผู้เบิกครบถ้วน แต่ไม่พบพิษมารเย็น น้ำค้างเหมันต์ หรือเกสรจื่อหลัวแม้แต่รายการเดียว
“ไม่มีใครเบิกโดยตรง” เขากล่าว
“ตามที่ข้าคิด” เสิ่นเยว่โหรวตอบ “ส่วนผสมของพิษต้องผ่านเส้นทางม่วง”
นางดึงลิ้นชักแคบใต้โต๊ะออกมา ข้างในควรมีสมุดปกม่วงอยู่หนึ่งเล่ม แต่เหลือเพียงรอยฝุ่นรูปสี่เหลี่ยมและเส้นด้ายสีม่วงขาดครึ่ง
“ถูกเอาไปแล้ว”
โม่เฉินแตะรอยฝุ่นนั้นเบา ๆ ฝุ่นยังไม่ทับใหม่ แปลว่าสมุดเพิ่งถูกนำออกไปไม่นาน คนที่ส่งฉู่เหวินจิ่งมารับบัญชีรู้ว่าพวกเขาจะมาที่นี่ หรืออย่างน้อยก็กลัวว่าพวกเขาจะเริ่มค้นหา
“สมุดอยู่ตรงนี้ตามปกติหรือ”
“ใช่” เสิ่นเยว่โหรวมองลิ้นชัก สีหน้ามืดลง “กุญแจห้องมีเพียงข้า ผู้ดูแลคลังทั้งสาม และผู้าุโหอโอสถ”
รายชื่อไม่กี่ชื่อเหมือนเชือกที่กำลังรัดแน่นขึ้น แต่ยังไม่พอให้ดึงใครออกมาเป็คนร้าย โม่เฉินกวาดสายตาไปบนโต๊ะ เขาไม่เชื่อว่าคนที่ชำนาญการลบหลักฐานจะพาเล่มเดียวไปโดยไม่ทิ้งอะไรเลย
“ผู้ที่เอาสมุดไป คงคิดว่าเราเห็นเพียงช่องว่าง” เขาพูด “แต่เขาลืมว่าทุกการเขียนทิ้งรอยไว้กับสิ่งที่รองรับมัน”
เสิ่นเยว่โหรวมองเขาอย่างสงสัย “เ้าหมายถึงอะไร”
โม่เฉินหยิบแผ่นกระดาษรองเขียนที่วางใต้ลิ้นชักขึ้นมา แผ่นนี้ถูกใช้รองสมุดเวลาจดบัญชีเป็เวลานาน แม้หน้าบนสุดว่างเปล่า แต่แรงกดจากพู่กันทำให้เกิดรอยนูนจาง ๆ เรียงเป็บรรทัด
“มีผงอะไรที่เห็นรอยกดได้หรือไม่”
เสิ่นเยว่โหรวนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนหยิบขวดผงสีฟ้าอ่อนออกจากกล่องยา “ผงหญ้าจันทรา ใช้ตรวจรอยเส้นปราณบนยันต์ หากรอยกดลึกพออาจใช้ได้”
นางโรยผงบาง ๆ ลงบนแผ่นรอง แล้วใช้พัดขนนกพัดเบามือ ผงส่วนเกินปลิวออก เหลือสีฟ้าเกาะตามร่องเล็ก ๆ ทีละเส้น
ตัวอักษรที่มองไม่เห็นค่อย ๆ ปรากฏขึ้น
เสิ่นเยว่โหรวมองอย่างรวดเร็ว สีหน้าของนางเปลี่ยนไปทันที
“รากเหมันต์สามตำลึง…เกสรจื่อหลัวหนึ่งถุง…น้ำค้างเหมันต์หนึ่งขวด” นางอ่านเสียงต่ำ “ทั้งหมดถูกเบิกคืนเดียวกัน”
โม่เฉินมองบรรทัดถัดไป รอยกดบางส่วนขาดหาย แต่ยังพออ่านได้
**คลังฝั่งตะวันตก — เส้นทางม่วง — ตราอนุมัติของหลัวชาง**
หลักฐานชิ้นแรกเชื่อมพิษในร่างเขากับฝ่ายคลังโดยตรง
แต่เสิ่นเยว่โหรวไม่ได้โล่งใจ นางใช้นิ้วลูบตัวอักษรที่ปรากฏ “ตราเป็ของหลัวชางจริง แต่ลายมือไม่ใช่ของเขา”
“เ้ามั่นใจหรือ”
“หลัวชางเขียนตัว ‘เหมันต์’ หางยาวกว่านี้เสมอ เขาเคยเป็คนตรวจบัญชีให้ข้าหลายปี” นางตอบ “คนเขียนพยายามเลียนแบบ แต่ไม่รู้จังหวะมือของเขา”
“เช่นนั้นมีคนเข้าถึงตรา หรือหลัวชางถูกบังคับให้ใช้ตรา” โม่เฉินสรุป
“และคนผู้นั้นรู้ว่าพิษชนิดใดจะทำให้ทุกคนคิดว่าเ้าฝึกพลาด”
เสียงประตูดังขึ้นหนึ่งครั้ง
เสิ่นเยว่โหรวรีบกดแผ่นรองไว้ใต้สมุดอื่น โม่เฉินเก็บผงหญ้าจันทราเข้ากล่อง นางเปิดประตูเพียงครึ่งเดียว แต่ฉู่เหวินจิ่งกลับยืนอยู่ด้านนอก
เขาไม่ถือป้ายรับเอกสารแล้ว ในมือมีเพียงตะกร้าสมุนไพรเล็ก ๆ สีหน้าของเขายังสุภาพเหมือนเดิม ทว่าดวงตากลับมองผ่านเสิ่นเยว่โหรวเข้ามาในห้องทันที
“ศิษย์พี่เสิ่น ข้าลืมบอกเื่หนึ่ง” เขากล่าว “ผู้ดูแลหลัวเปลี่ยนใจแล้ว ท่านไม่ต้องนำบัญชีไปส่ง”
“ผู้ดูแลหลัวบอกเ้าด้วยตนเองหรือ” เสิ่นเยว่โหรวถาม
“ขอรับ”
“เมื่อใด”
ฉู่เหวินจิ่งชะงักเพียงเสี้ยวเดียว “เมื่อครู่”
โม่เฉินมองชายหนุ่มตรงหน้า ระบบลอยขึ้นในมุมสายตา ตัวเลขสีเขียว 176 ยังอยู่เหนือศีรษะเขา ไม่มีสีแดง ไม่มีคำเตือนเื่อันตราย มีเพียงข้อความสั้น ๆ เหมือนเดิม
**ผู้เกี่ยวข้องกับเส้นทางชะตาของโฮสต์**
ข้อมูลนี้ไม่ใช่คำตัดสิน
“เข้ามาสิ” โม่เฉินเอ่ยก่อนเสิ่นเยว่โหรวจะปิดประตู “ในเมื่อเ้ามาแล้ว ช่วยเราหาบัญชีเวรเมื่อคืนได้หรือไม่”
ฉู่เหวินจิ่งมองเขา สีหน้าสงบนิ่งเริ่มมีรอยตึง “ศิษย์พี่โม่ยังป่วยอยู่ ควรกลับไปพัก ไม่ควรยุ่งเื่คลังยา”
“ข้าก็อยากพัก” โม่เฉินตอบ “แต่คนที่ส่งพิษมาทำให้ข้าพักไม่ได้”
บรรยากาศระหว่างพวกเขาเงียบลง เสิ่นเยว่โหรวมองฉู่เหวินจิ่งอย่างไม่วางใจ ขณะที่เขาหลุบตาลงไปยังลิ้นชักว่างเปล่า ราวกับรู้ดีว่าสมุดปกม่วงเคยอยู่ตรงนั้น
“หากเื่นี้ไปถึงฝ่ายกฎ” ฉู่เหวินจิ่งพูดช้า ๆ “ศิษย์ทุกคนในหอโอสถจะถูกเรียกสอบ รวมถึงหลินอวี้ คนที่ไม่มีหลักฐานปกป้องตนเองจะถูกโยนความผิดก่อนคนมีอำนาจเสมอ”
“เ้าเป็ห่วงนาง หรือเป็ห่วงตัวเอง” ลั่วชิงเสวี่ยถามจากนอกประตู
ไม่มีใครรู้ว่านางเข้ามาั้แ่เมื่อไร นางยืนพิงกรอบทางเดิน มือข้างหนึ่งถือกระดาษพับเล็ก ๆ สีหน้าสงบเย็นแต่แววตาไม่ปล่อยให้ฉู่เหวินจิ่งขยับแม้เพียงน้อย
“ทั้งสองอย่าง” เขาตอบตรงเกินคาด “หอโอสถไม่ใช่สถานที่ที่คนบริสุทธิ์รอดเสมอไป”
ลั่วชิงเสวี่ยไม่ลดการระวัง “เ้าพบใครที่ตลาดศิษย์นอก”
ครั้งนี้ฉู่เหวินจิ่งเงยหน้าขึ้นทันที ความสงบนิ่งแตกไปเป็ความระแวดระวัง เขาไม่ถามว่านางรู้ได้อย่างไร ซึ่งยิ่งยืนยันว่าเื่นั้นเกิดขึ้นจริง
“เ้าตามข้าหรือ”
“ตอบคำถาม”
ฉู่เหวินจิ่งกำมือตัวเองแน่น “ชายที่สวมแหวนเงินรูปใบไม้”
หลินอวี้ที่ยืนอยู่หลังม่านกับน้องชายสะดุ้งเบา ๆ โม่เฉินเห็นทันทีว่าฉู่เหวินจิ่งไม่ได้ปฏิเสธอีกต่อไป แต่กำลังเลือกว่าจะพูดมากแค่ไหน
“เขาเป็ใคร” โม่เฉินถาม
“ข้าไม่รู้ชื่อ” เขาตอบ “แต่เขารู้ว่าหลินอวี้อยู่กับพวกเ้า และรู้ว่าน้องชายของนางยังมีชีวิต”
“แล้วเหตุใดเ้าจึงไปพบเขา”
“เพื่อขอเวลา”
คำตอบนั้นทำให้ทุกคนชะงัก
ฉู่เหวินจิ่งสูดลมหายใจ “น้องสาวข้าป่วยอยู่ในเรือนพักคนงานนอกสำนัก คนพวกนั้นส่งยามาให้นางสามเดือนแล้ว แลกกับการให้ข้าบอกความเคลื่อนไหวของบัญชีคลัง ข้าไม่เคยรู้ว่าพวกเขาจะใช้สมุนไพรไปวางพิษคน”
“แต่เ้าก็ช่วยเอาสมุดเวรไป” เสิ่นเยว่โหรวกล่าว
“ใช่” เขายอมรับ เสียงเบาลง “เมื่อคืนชายคนนั้นสั่งให้ข้าเอาสมุดไปซ่อน หากไม่ทำ น้องข้าจะไม่ได้ยา ข้าทำได้เพียงยื้อเวลา และหวังว่าพวกเ้าจะพบรอยจากที่อื่น”
โม่เฉินมองไปยังแผ่นรองเขียนใต้มือเสิ่นเยว่โหรว ความหวังนั้นฟังดูเหมือนข้อแก้ตัว แต่ก็อธิบายได้ว่าทำไมฉู่เหวินจิ่งเพิ่งมาเตือนพวกเขาและไม่ยอมรับบัญชีออกไปทันที
“หลักฐานอะไรทำให้ข้าเชื่อเ้า” เขาถาม
ฉู่เหวินจิ่งหยิบกระดาษพับจากตะกร้าสมุนไพรออกมา วางลงบนโต๊ะ ข้างในมีผงสีขาวเพียงเล็กน้อยและตราประทับครึ่งดวง
“นี่คือยาอุ่นชีพจรที่พวกมันส่งให้น้องข้า เมื่อครู่ข้าเอามันไปให้ชายคนนั้น เขาบอกว่าจะเปลี่ยนที่ส่งยาอีกครั้งคืนนี้” เขามองโม่เฉิน “ถ้าเ้า้าจับพวกเขา อย่าให้หลินอวี้ออกจากหอโอสถคืนนี้ พวกมันคิดว่านางยังกลัว และจะส่งคนมารับตัวนางไปเงียบ ๆ”
“แล้วเ้า้าอะไร” ลั่วชิงเสวี่ยถาม
“ช่วยน้องข้าด้วย”
คำขอนั้นไม่ได้ลบความผิดของเขา แต่ทำให้โม่เฉินเห็นภาพเดียวกับหลินอวี้ ชายหนุ่มคนนี้ถูกผูกไว้ด้วยชีวิตคนในครอบครัว แล้วถูกบีบให้ทำสิ่งที่ตนเองไม่อาจรับผิดชอบได้ทั้งหมด
หน้าต่างระบบปรากฏขึ้นอีกครั้ง ดวงตาอีโมจิไม่ยิ้มเหมือนเคย
“ตรวจพบเส้นชะตากำลังแตกหัก”
“คำแนะนำ: อย่าตัดสินเป้าหมายจากหลักฐานที่ศัตรูเลือกให้เห็น”
โม่เฉินไม่ได้ตอบระบบ เขาหันกลับไปหาเสิ่นเยว่โหรว “ยาของน้องเขา ตรวจได้หรือไม่”
“ได้” นางตอบทันที “แต่ต้องใช้เวลา”
“ตรวจ แล้วเตรียมยาที่ใช้แทนได้ หากเขาพูดจริง เราไม่ปล่อยให้คนร้ายควบคุมเขาอีก”
ฉู่เหวินจิ่งมองเขาอย่างไม่เชื่อ “เ้าจะช่วยข้าทั้งที่ข้าพาเื่มาถึงเ้า?”
“ข้าช่วยเพราะหากเ้าถูกบังคับต่อไป เราจะไม่มีวันรู้ว่าใครถือเชือกอยู่ปลายอีกด้าน” โม่เฉินตอบ “อย่าเข้าใจผิดว่าเราไว้ใจเ้าแล้ว”
“ข้าเข้าใจ”
เสิ่นเยว่โหรวเก็บผงยาเข้ากล่อง ลั่วชิงเสวี่ยยังมองฉู่เหวินจิ่งด้วยสายตาระวัง แต่ไม่ได้ขัดคำตัดสินของโม่เฉิน
เขาชี้ไปที่แผ่นรองซึ่งมีรอยบัญชีปรากฏ “บอกข้ามา ผู้ใดนอกจากหลัวชางที่เข้าถึงตราและสมุดเส้นทางม่วงได้”
ฉู่เหวินจิ่งมองรอยนั้น สีหน้าเขาซีดลง “มีผู้ดูแลอีกสองคน และผู้าุโหอโอสถ แต่คนที่ถือกุญแจสำรองของห้องเอกสารคือ…ผู้ช่วยของหลัวชาง”
“ชื่อ”
“กัวเหยียน”
ชื่อนั้นไม่คุ้นกับโม่เฉิน แต่เสิ่นเยว่โหรวกลับขมวดคิ้วทันที “กัวเหยียนออกจากสำนักไปส่งสมุนไพรให้เมืองใกล้เคียงเมื่อสามวันก่อน”
“ตามบันทึกหรือความจริง” โม่เฉินถาม
ไม่มีใครตอบได้
ทันใดนั้น หลอดไฟหินหน้าห้องก็ดับลงหนึ่งดวง ลมเย็นพัดผ่านทางเดิน แม้เป็กลางวัน เสียงใบไม้เสียดสีกันดังขึ้นจากหน้าต่างครู่หนึ่งก่อนเงียบหาย
ลั่วชิงเสวี่ยขยับมือไปที่ด้ามกระบี่ “มีคนอยู่ข้างนอก”
ฉู่เหวินจิ่งหน้าซีด “พวกมันมาเร็วกว่าที่ข้าคิด”
โม่เฉินมองป้ายผู้ช่วยในมือ แล้วมองหลินอวี้กับหลินอาเจี๋ยหลังม่าน คนร้ายไม่ได้เพียง้าลบสมุดเวร พวกมันกำลังจะมาเอาพยานกลับไปคืนนี้
เขาปิดสมุดบัญชีเล่มปกติช้า ๆ
“เช่นนั้นคืนนี้” โม่เฉินกล่าว “เราจะให้พวกมันคิดว่าหลินอวี้ยังอยู่ในมือพวกมัน”
หลินอวี้กำมือแน่นทันที “ข้าจะไปเอง หากพวกมันเห็นว่าข้าหายไป น้องข้าและน้องสาวของฉู่เหวินจิ่งจะไม่ปลอดภัย”
“เ้าไม่ไปคนเดียว” โม่เฉินตอบ “คนร้ายต้องเห็นเ้า เชื่อว่าเ้ากลัว และเชื่อว่าเ้าจะทำตามคำสั่งเดิม แต่สิ่งที่พวกมันเห็นกับสิ่งที่เราจัดไว้ ไม่จำเป็ต้องเป็เื่เดียวกัน”
ลั่วชิงเสวี่ยมองฉู่เหวินจิ่ง “ส่วนเ้า ต้องอยู่กับเราในคืนนี้ หากคำเตือนของเ้าเป็กับดัก เ้าจะเป็คนแรกที่ไม่มีทางหนี”
ฉู่เหวินจิ่งหลับตาลงชั่วครู่ ก่อนพยักหน้า “ข้ายอมรับ”
โม่เฉินไม่ได้มองการยอมรับนั้นเป็ความภักดี เขามองมันเป็เพียงก้าวแรกของคนที่กำลังถูกบีบให้เลือก ระหว่างเชื่อฟังคนร้ายต่อไป หรือเสี่ยงพึ่งคนที่ยังไม่มีเหตุผลให้ไว้ใจ
นอกหน้าต่าง เงาดำสายหนึ่งไหวผ่านหลังคาหอโอสถ ก่อนหายไปในความเงียบ