ชุยซิ่วถิงมองไปรอบๆ แล้วพบว่า บ้านหลังเดิมยังคงเต็มไปด้วยกลิ่นอายของชีวิต สายลมเย็นๆ พัดพากลิ่นหอมของดอกหอมหมื่นลี้โชยมาแตะจมูก ชุยซิ่วถิงสูดหายใจลึกๆ พอเห็นคังอิงเดินออกมาจากบ้าน เธอก็เอ่ยขึ้น
“อยู่ที่นี่สบายใจจริงๆ เลยนะ ฉันเองก็ไม่อยากย้ายเข้าไปอยู่ในตัวเมืองนักหรอก แต่ว่าตอนนี้หลานชายฉันกำลังจะเกิดแล้ว ต่อไปเด็กๆ จะหาหมอ หรือไปโรงเรียนอนุบาลอะไรพวกนี้ในตัวเมืองก็สะดวกกว่า ฉันเลยต้องย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง ไม่งั้นก็ไม่อยากจากที่นี่ไปเหมือนกัน”
คังอิงพยักหน้าเห็นด้วย “ที่นี่ดีจริงๆ ค่ะ ทั้งเย็นสบาย แล้วรอบๆ ก็เงียบสงบ ไม่เสียงดัง ฉันชอบที่นี่มากเลยค่ะ”
ชุยซิ่วถิงเดินไปรอบๆ ลาน แล้วเห็นว่ารอบๆ เต็มไปด้วยดอกไม้ใบหญ้า คังอิงยังทำชั้นวางของจากไม้ด้วยตัวเอง บนชั้นวางตกแต่งไปด้วยต้นเศรษฐีเรือนใน ดอกแพรเซี่ยงไฮ้ และดอกกุหลาบ ซึ่งทำให้บ้านหลังนี้ดูมีชีวิตชีวามากขึ้น
ชุยซิ่วถิงเอ่ยอย่างพอใจ “โชคดีจริงๆ ที่เธอย้ายมาอยู่ที่นี่ ไม่อย่างนั้นบ้านหลังนี้คงรกร้างไปแล้ว
บ้านก็เหมือนกับคน ยิ่งมีคนอยู่มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดูมีสดชื่น เธอไม่เห็นหรือว่าบ้านเก่าแก่หลายร้อยปีพวกนั้นล้วนแต่มีคนอาศัยอยู่ตลอดเวลา
หากไม่มีคนอยู่ บ้านพวกนั้นก็จะทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว ไม่มีทางอยู่มาได้ถึงร้อยปีหรอกนะ”
คังอิงเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง คนทั้งสองคุยกันถูกคอ
คังอิงเอ่ยขึ้นว่า “ขออนุญาตถามหน่อยนะคะ ไม่ทราบว่าคุณทำงานอะไรเหรอ?”
เธอมองออกว่าน้ารองของสือเจียงหย่วนนั้นแตกต่างจากผู้หญิงที่ทำงานในหน่วยงานราชการ ผู้หญิงที่ทำงานในหน่วยงานราชการมักจะทำตัวแข็งทื่อ ไม่ก็จู้จี้จุกจิก และในคำพูดนั้นมักจะมีมาดของความเป็นคนในหน่วยงานอยู่เสมอ
ส่วนน้ารองของสือเจียงหย่วนนั้นค่อนข้างครึกครื้น การแต่งกายของเธอก็ดูทันสมัย ผมของเธอดัดเป็นลอนใหญ่ สวมรองเท้าส้นสูง การแต่งตัวแตกต่างจากผู้หญิงตามหน่วยงานโดยสิ้นเชิง การแต่งตัวของเธอค่อนข้างทันสมัยคล้ายการแต่งตัวของคนฮ่องกง
ชุยซิ่วถิงยิ้มอย่างมีความสุข “ถามเรื่องพวกนี้มันจะเสียหายอะไรกันล่ะ ฉันทำงานอยู่ที่คณะละครเกาเจี่ยของอำเภอเรา ตอนนี้ไม่ค่อยมีละครให้แสดง ฉันก็เลยย้ายมาอยู่เบื้องหลัง ไม่ได้เป็นนักแสดงแล้ว
ตอนนี้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างก็ชอบดูโทรทัศน์ ไม่มีใครมาดูละครเกาเจี่ยอีกแล้ว ละครเกาเจี่ยเลยไม่ค่อยเป็นที่นิยม ตอนนี้คนในคณะละครของเราก็เลยตกอยู่ในสภาพว่างงานครึ่งหนึ่ง”
“อ้อ เข้าใจแล้วค่ะ”
คังอิงฟังคำพูดของเธอแล้วก็เข้าใจขึ้นมาทันที ที่แท้แล้วน้ารองของสือเจียงหย่วนเคยเป็นนักแสดงของคณะละครเกาเจี่ย ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเธอถึงมีรูปร่างที่ดีเยี่ยม ท่าทางการเคลื่อนไหวของก็มีความงดงามเป็นพิเศษ
“คณะละครเกาเจี่ยเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่ขึ้นตรงกับสำนักงานวัฒนธรรม ตอนนี้ทางคณะละครของเราเริ่มที่จะเปลี่ยนมาเป็นระบบการรับเหมา [1] หัวหน้าคณะละครเก่าๆ อย่างฉันก็กำลังจะเกษียณแล้ว ปล่อยให้คนรุ่นใหม่ได้ลองทำอะไรใหม่ๆ บ้างเถอะ”
แม้ว่าชุยซิ่วถิงจะพูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ แต่แววตาของเธอกลับปิดบังความผิดหวังเอาไว้ไม่ได้
คังอิงนึกถึงชีวิตของตนก่อนที่เธอจะข้ามภพมา ศิลปะดั้งเดิมพื้นบ้านเช่นละครเกาเจี่ยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลมาโดยตลอด พวกเขายังเปิดสอนวิชาเอกนี้ในโรงเรียนอาชีวะศึกษา เพื่อที่จะได้มีคนรุ่นใหม่มารับช่วงต่อ ทำให้งานฝีมือแบบดั้งเดิมเหล่านี้ยังคงสืบทอดต่อๆ กันไปได้
ดังนั้นคังอิงจึงกล่าวว่า “ละครเกาเจี่ยไม่ได้ถึงทางตันหรอกค่ะ สักวันหนึ่งมันจะต้องได้รับการส่งเสริม เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมดั้งเดิมของพวกเรา รัฐบาลคงจะไม่นิ่งดูดายอย่างแน่นอน”
“โอ๊ย! ฉันชอบคำพูดของเธอจริงๆ เลยนะ” ชุยซิ่วถิงยิ้มออกมาอย่างสบายใจ “ก่อนหน้านี้ฉันกังวลใจอยู่ตลอดว่า คนหนุ่มสาวสมัยนี้ไม่ชอบเรียนรู้ ไม่ชอบดูละครเกาเจี่ย แต่พอได้ฟังคำพูดของเธอแล้ว ฉันก็สบายใจขึ้นเยอะเลย”
เนื่องจากมีชุยซิ่วถิงมาอาศัยอยู่ด้วย บรรยากาศในบ้านพลันครึกครื้นขึ้นมาทันใด ต่อมาคังอิงจึงได้ช่วยเธอทำความสะอาดห้องเช็ดถูข้าวของต่างๆ
โชคดีที่เป็นช่วงฤดูร้อน ของใช้ที่เพิ่งเช็ดไปจึงแห้งเร็วมาก หลังจากที่ชุยซิ่วถิงเปลี่ยนปลอกหมอนกับผ้าปูที่นอนผืนใหม่แล้ว เธอที่รู้สึกพอใจเป็นอย่างมากจึงบอกว่า
“ดีมากเลย ยังคงเป็นกลิ่นอายที่คุ้นเคย ฉันอาศัยอยู่ที่นี่มาหลายสิบปีแล้ว ก็ยังคงชอบที่นี่มากที่สุด คืนนี้คงจะได้นอนหลับฝันดี” ชุยซิ่วถิงบอกด้วยความตื่นเต้น
คังอิงไม่ได้คิดอะไรมาก แต่กลับไม่รู้เลยว่าชุยซิ่วถิงนั้นกำลังตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ในที่สุดเธอก็ได้พบกับคนที่เหมาะสมที่จะมาเป็นหลานสะใภ้ของเธอแล้ว
ทั้งรูปลักษณ์ภายนอกและกิริยามารยาทของคังอิงล้วนแต่ถูกใจเธอ การอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับคนนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการดูว่าถูกชะตากันหรือเปล่า ชุยซิ่วถิงชอบใจคังอิงมาก เธอรู้สึกว่าการอยู่กับคังอิงนั้นไม่รู้สึกอึดอัดใจเลย
เช้าวันรุ่งขึ้น ชุยซิ่วถิงตื่นขึ้นมาพร้อมกับกลิ่นหอมของอาหาร
เธอเดินไปที่ห้องครัวพลางบิดขี้เกียจ พอมาถึงก็พบว่าคังอิงเตรียมอาหารเช้าไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งโจ๊กถั่วแดง เจียนปิ่ง [2] ไข่ดาว และผัดถั่วลิสงเค็ม ซึ่งมองดูแล้วน่ารับประทานยิ่ง
เมื่อเห็นชุยซิ่วถิง คังอิงก็รีบกล่าวทักทาย “น้าชุย เชิญกินข้าวค่ะ วันนี้ฉันจะออกไปข้างนอก ตอนเที่ยงคงไม่กลับมา ส่วนมื้อเที่ยงคุณน้าจัดการเองได้เลยค่ะ ผักกับเนื้อสัตว์มีอยู่ในตู้เย็นนะคะ”
“ทำไมเธอถึงไม่กลับมาล่ะ? ตอนนี้เธอทำงานอยู่ที่ไหน?” ชุยซิ่วถิงเอ่ยถาม
เธอเห็นว่าคังอิงกินอาหารเช้าเสร็จแล้ว และเปลี่ยนมาใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวแขนพองๆ กับกางเกงขายาวสีดำและรองเท้าหนังส้นเตี้ยสีขาว หากในมือของเธอถือกระเป๋าเอกสารอีกใบหนึ่งละก็ คงจะดูไม่ต่างจากหญิงสาวทำงานทั่วไป
การแต่งกายที่ดูเป็นทางการแบบนี้ของคังอิงนับว่าพบเห็นได้น้อยมากในอำเภอหลี่ว์ ชุยซิ่วถิงรู้สึกว่า ภาพลักษณ์ของเธอดูไม่ต่างจากพนักงานออฟฟิศในภาพยนตร์ฮ่องกงเลย ดังนั้นจึงอดไม่ได้ที่จะจับจ้องอย่างสนใจ
ในฐานะคนที่ทำงานด้านศิลปะ ชุยซิ่วถิงมักจะชอบศึกษาวิธีการแต่งกายแต่งหน้า และเธอยังมีความรู้สึกไวต่อแฟชั่นอีกด้วย เธอจึงมองออกว่าการแต่งกายของคังอิงดูมีสง่าราศีมาก
คังอิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอไม่รู้ว่าสือเจียงหย่วนได้บอกชุยซิ่วถิงเรื่องห้างสรรพสินค้ามิตรภาพหรือเปล่า จึงเลือกที่จะบอกเพียงแค่ส่วนของตนเอง
“ฉันได้รับสัมปทานห้างสรรพสินค้ามิตรภาพค่ะ ตอนนี้ฉันทำงานอยู่ที่นั่น และกำลังยุ่งอยู่กับการเตรียมงานเปิดห้างสรรพสินค้าด้วย ช่วงสองสามวันนี้ก็เลยยุ่งมาก คงไม่ได้กลับมากินข้าวเย็นที่บ้านค่ะ”
“โอ้โห! ห้างสรรพสินค้ามิตรภาพเป็นของเธอหรือ?”
ชุยซิ่วถิงไม่เคยได้ยินสือเจียงหย่วนพูดถึงเรื่องนี้มาก่อน เธอคิดว่าคังอิงจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง จึงอดที่จะประหลาดใจไม่ได้
“ใช่แล้วค่ะ ได้รับความช่วยเหลือจากหลายๆ คน ตอนนี้กำลังจะเปิดห้างสรรพสินค้า ฉันก็เลยรู้สึกกังวลใจเล็กน้อยค่ะ ก็เลยต้องทำงานให้ยุ่งๆ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องคิดมาก”
คังอิงไม่ได้ปิดบังความอ่อนแอของเธอ การที่เธอเปิดใจเช่นนี้ ทำให้ชุยซิ่วถิงรู้สึกเหมือนกับคังอิงเห็นเธอเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ชุยซิ่วถิงกล่าวด้วยความยินดีว่า “ถ้าหากเธอเจอปัญหาอะไร ก็บอกน้าได้ตลอดเลยนะ ฉันรู้จักคนแถวนี้เยอะ ถ้าช่วยเหลือได้ ฉันจะยินดีช่วยเหลือเธอแน่นอน”
คังอิงรีบกล่าวขอบคุณ ในใจคิด ‘นิสัยใจกว้าง ชอบช่วยเหลือคนอื่นของสือเจียงหย่วนนี่มันถ่ายทอดทางพันธุกรรมหรือไง? ทำไมน้าของเขาก็มีน้ำใจเช่นกัน?’
คังอิงไม่รู้เลยว่าทั้งชุยซิ่วถิงและสือเจียงหย่วนไม่ได้เป็นคนที่จะใจกว้างกับคนอื่นไปทั่ว เพราะคำสัญญาของพวกเขานั้นมีค่าดั่งพันตำลึงทองจริงๆ
บางทีนี่อาจเป็นโชคชะตา คังอิงถูกใจพวกเขา ทำให้พวกเขารู้สึกว่าเธอเป็นคนที่คู่ควรแก่การให้ความช่วยเหลือ
พอเห็นว่าคังอิงกำลังจะออกจากบ้าน จู่ๆ ชุยซิ่วถิงก็เอ่ยถามด้วยความสนใจ “เสี่ยวคัง เธอมองหาคู่ครองบ้างหรือยัง?”
“ยังเลยค่ะ ตอนนี้ฉันยังอยู่คนเดียวค่ะ” คังอิงอย่างตรงไปตรงมา
เชิงอรรถ
[1] ระบบการรับเหมา เป็นระบบการจัดการที่รัฐบาลจีนนำมาใช้ในช่วงปี 1980 เป็นการเปลี่ยนจากระบบการจัดการแบบเดิมที่รัฐบาลเป็นผู้ควบคุมกิจการทั้งหมด มาเป็นการให้เอกชนเช่า หรือรับสัมปทานในการดำเนินธุรกิจแทน
[2] เจียนปิ่ง คือ แผ่นแป้งทอดที่ทำมาจากธัญพืช หรือที่คนรู้จักโดยทั่วไปว่า เครปจีน