บทที่ 2 รากิญญาล้ำค่า
ซูเยียนหราน เด็กหญิงวัยสิบเอ็ดขวบ เมื่อได้ยินวาทะของเฟิ่งชิงหร่าน ก็ใถอยหลังไปหลายก้าว
เฟิ่งชิงหร่านกำมือน้อย ๆ แน่น พยายามสุดความสามารถที่จะกดข่มอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน นางใกับความเกลียดชังมหาศาลในใจของตัวเอง
นางเป็เพียงคนที่ข้ามมิติมาในนิยาย แม้ว่านางร้ายในเื่กับซูเยียนหรานจะมีความแค้นอันยิ่งใหญ่ต่อกัน แต่สิ่งเหล่านี้ล้วนมิได้เกิดขึ้นกับตัวนางเอง นางไม่ควรมีปฏิกิริยารุนแรงถึงเพียงนี้ด้วยซ้ำ
อาจเป็เพราะนางเข้าไปอยู่ในตัวละครในนิยายกระนั้นหรือ?
เฟิ่งชิงหร่านตัดสินใจที่จะอยู่ห่างจากซูเยียนหราน เพราะั้แ่ไหนแต่ไรมา นางร้ายและนางเอกล้วนเป็ศัตรูคู่อริกัน เมื่อทั้งสองพบหน้ากันย่อมไม่มีเื่ดีเกิดขึ้นแน่
นางหมุนตัวเดินออกไปนอกลานกว้าง ตัวนางเป็ศิษย์ที่ถูกคัดออก จึงไม่จำเป็ต้องอยู่ที่นี่เพื่อกล่าววาจาไร้สาระกับซูเยียนหราน
ใครจะรู้ว่าเมื่อนางเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว เสียงสั่นเครือของซูเยียนหรานก็ดังขึ้นจากด้านหลัง “พี่หญิง ระหว่างพวกเรามีความเข้าใจผิดอะไรกันหรือ?”
เฟิ่งชิงหร่านไม่สนใจและเดินต่อไป
ซูเยียนหรานเห็นดังนั้น หัวใจพลันสั่นไหว สัญชาตญาณบอกนางว่าไม่ควรปล่อยให้เฟิ่งชิงหร่านจากไป
อย่างไรก็ตาม ขณะที่นางกำลังจะไล่ตามเฟิ่งชิงหร่าน ก็ได้ยินเสียงอันทรงอำนาจดังขึ้นบนลานกว้าง
“บรรดาศิษย์ทั้งหลายที่ถูกคัดออก โปรดออกจากลานทันที ส่วนศิษย์ที่ผ่านการทดสอบ โปรดสงบใจรออีกสักครู่ เหล่าเ้าสำนักกำลังเดินทางมา”
หลังจากที่อาจารย์กล่าวจบ ก็โบกมือเรียกซูเยียนหรานให้มายืนข้างตัวเขา
ซูเยียนหรานเป็ผู้ที่ได้อันดับหนึ่งในการทดสอบครั้งนี้ อีกทั้งยังมีรากิญญาเหมันต์ผกผันอีกด้วย เป็ศิษย์ที่ทุกสำนักต่างอยากแย่งชิงตัวไป ดังนั้นเขาจึงต้องลงมือก่อนเพื่อความได้เปรียบ
ซูเยียนหรานลังเลอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะเดินไปทางอาจารย์ อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกว้าเหว่และสูญเสียนั้นกลับมิอาจกดข่มลงได้
…
เฟิ่งชิงหร่านเดินออกจากลานกว้าง ทันใดนั้นก็รู้สึกสดชื่นและโล่งใจ
แน่นอนว่าการอยู่ห่างจากนางเอกนั้นเป็การตัดสินใจที่ถูกต้อง!
เฟิ่งชิงหร่านมองถนนเบื้องหน้า รู้สึกลำบากใจอยู่บ้าง นางเป็นางร้ายในนิยาย แม้จะพยายามหลีกเลี่ยงนางเอก แต่ตราบใดที่สิ่งของยังไม่อยู่ในกำมือนางเอก นางเอกก็ต้องมาตามหานางอย่างแน่นอน
หาก้าต่อกรกับนางเอก นางจำเป็ต้องก้าวเข้าสู่เส้นทางการบำเพ็ญเซียน
ทางเลือกเดียวที่อยู่ตรงหน้านางคือ การเป็ผู้บำเพ็ญอิสระ แม้ว่านางจะไม่ขาดแคลนทรัพยากร แต่การเป็ผู้บำเพ็ญอิสระนั้นหมายความว่าอาจสูญเสียชีวิตได้ทุกเมื่อ
‘บัดซบ!’
สบายใจเพียงชั่วครู่ ไม่นานกลับต้องประสบกับความยากลำบาก
ในขณะที่เฟิ่งชิงหร่านกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ใบหน้าหนึ่งก็โผล่เข้ามาใกล้นาง “เด็กน้อย ข้าสังเกตเห็นว่าเ้ามีรากกระดูกที่ยอดเยี่ยม คู่ควรที่จะเป็ศิษย์เอกของข้า ตามข้ากลับไปที่สำนักหลิงอวิ๋นเถิด?”
บุรุษผู้มาใหม่อายุราวสามสิบปี ใบหน้าหล่อเหลา ที่เอวแขวนกระบอกสุราไว้ ผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อย ดูเหมือนเพิ่งตื่นนอน
เฟิ่งชิงหร่านพยายามนึกทบทวนถึงสำนักต่าง ๆ ที่เคยกล่าวถึงในนิยาย แต่ก็นึกไม่ออกว่าเคยมีสำนักหลิงอวิ๋นอยู่ “ท่านลุง ข้ามีรากิญญาเบญจธาตุ ไม่สามารถนำปราณเข้าสู่ร่างกายได้”
ธาตุทั้งห้าส่งเสริมและยับยั้งกัน ไม่ว่านางจะฝึกฝนรากิญญาใดเป็หลัก ธาตุที่ยับยั้งกันก็จะทำให้ปราณกระจายไปหมด
ผู้ที่มีรากิญญาเดี่ยวมีคุณสมบัติที่ดีที่สุด เรียกว่ารากิญญา์ ผู้ที่มีรากิญญาคู่มีคุณสมบัติรองลงมา เรียกว่ารากิญญาปฐี สำหรับรากิญญาไตรธาตุเรียกว่านิลกาฬ และรากิญญาจตุรธาตุเรียกว่าอำพัน ผู้ที่มีรากิญญาเบญจธาตุจะไม่สามารถเข้าสู่เส้นทางการบำเพ็ญเซียนได้
อย่างไรก็ตาม โชคดีที่ในกำไลหยกของนางมีวิธีการบำเพ็ญสำหรับรากิญญาเบญจธาตุ นางต้องรีบหาสถานที่ลับเพื่อทำพันธสัญญากับกำไลหยกโดยเร็ว
เยี่ยเวิ่นเทียนได้ยินคำว่ารากิญญาเบญจธาตุ จึงเปิดเนตร์ขึ้นมา พินิจพิจารณาเฟิ่งชิงหร่าน
แต่ยิ่งมอง เขาก็ยิ่งตกตะลึง ไม่นึกว่าในโลกเบื้องล่างจะมีอัจฉริยะเช่นนี้อยู่ด้วย!
“รับ! เป็ศิษย์ข้าเดี๋ยวนี้!” เยี่ยเวิ่นเทียนเร่งให้เฟิ่งชิงหร่านรับเขาเป็อาจารย์อย่างร้อนรน ราวกับกลัวว่านางจะหนีหายไปเสียอย่างนั้น
เฟิ่งชิงหร่าน “???”
คนผู้นี้ช่างดูเหมือนคนหลอกลวงเหลือเกิน!
ในโลกแห่งการบำเพ็ญเซียนจะมีพวกต้มตุ๋นด้วยหรือ?
เฟิ่งชิงหร่านค่อย ๆ ถอยหลังไปทีละนิด นางอยากหนีเหลือเกิน
เยี่ยเวิ่นเทียนมองเห็นท่าทีของเฟิ่งชิงหร่าน คิดว่านางไม่อยากเข้าร่วมสำนักหลิงอวิ๋น จึงกล่าวว่า “เด็กน้อย เพียงแค่เ้ามาสำนักหลิงอวิ๋น ต่อให้ภายหน้าเ้าไม่สามารถสร้างรากฐานได้ พวกข้าก็จะไม่ขับไล่เ้าออกไป เ้าสามารถอยู่ในสำนักได้จนกระทั่งสิ้นอายุขัย”
“ยิ่งไปกว่านั้น หากสำนักหลิงอวิ๋นรวมเ้าเข้ามาก็จะมีเพียงสิบคนเท่านั้น ความสัมพันธ์ไม่ซับซ้อน ไม่มีกฎเกณฑ์ใด ๆ ศิษย์พี่ศิษย์น้องของเ้าล้วนมีจิตใจเมตตา จะไม่แย่งชิงทรัพยากรกับเ้า...”
เมื่อผู้ฝึกตนบรรลุขอบเขตสร้างรากฐานแล้ว อายุขัยจะยืนยาวถึงห้าร้อยปี จึงจะถือว่าได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางการบำเพ็ญเซียนอย่างแท้จริง
เฟิ่งชิงหร่านรู้สึกกังวลใจมากขึ้น ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ได้มาโดยเปล่า เงื่อนไขที่ดีเช่นนี้ สำนักที่มีคนเพียงเก้าคน มันน่าสงสัยนัก
‘จะมิใช่พวกต้มตุ๋นหรอกหรือ?’
เยี่ยเวิ่นเทียนพบว่า ยิ่งตนพูดมากเท่าไร เฟิ่งชิงหร่านก็ยิ่งมีท่าทีจะหนีมากขึ้นเท่านั้น ยามนี้เขารู้สึกร้อนใจ สงสัยว่าอาจเป็เพราะผลประโยชน์ที่ตนสัญญาไว้นั้นยังไม่มากพอ
“ศิษย์น้อย เ้ามีเงื่อนไขอะไรก็บอกมาได้เลย!” เยี่ยเวิ่นเทียนจ้องมองเฟิ่งชิงหร่านด้วยดวงตาเป็ประกาย
“ท่านแน่ใจหรือว่าจะรับคนที่มีรากิญญาเบญจธาตุเป็ศิษย์?” เฟิ่งชิงหร่านถามอย่างระแวดระวัง
เยี่ยเวิ่นเทียนคิดว่าเฟิ่งชิงหร่านถามเช่นนี้ เพราะไม่มั่นใจในพร์ของตนเอง สีหน้าของเขาดูลำบากใจ ไม่รู้ว่าควรจะอธิบายให้ศิษย์น้อยผู้นี้เข้าใจอย่างไร ว่านางมีรากฐานิญญาเซียนระดับล้ำค่า
วิธีทดสอบระดับรากิญญาในโลกเบื้องล่างนั้นผิด วิธีที่ถูกต้องคือแบ่งตามความบริสุทธิ์ของรากิญญา ยิ่งบริสุทธิ์มากเท่าใด พร์ในการบำเพ็ญก็ยิ่งสูงเท่านั้น
การจัดระดับรากฐานิญญาที่ถูกต้องควรเป็ดังนี้ ระดับต่ำ ระดับกลาง ระดับสูง ระดับล้ำค่า ระดับศักดิ์สิทธิ์ และระดับเทวะ
อีกทั้งระดับของรากิญญา ในภายหลังก็สามารถยกระดับได้ด้วยวิธีการบางอย่าง
นอกจากนี้ ศิษย์น้อยยังมีความพิเศษอย่างยิ่ง ด้วยกายาศักดิ์สิทธิ์จันทรา์ ร่างกายชนิดนี้เมื่อรวมกับรากิญญาเซียนล้ำค่า การบำเพ็ญจึงก้าวหน้าอย่างรวดเร็วราวกับสัญจรพันลี้ในหนึ่งวัน
แต่ยิ่งมีรากิญญามากเท่าใด กระบวนการดึงปราณเข้าสู่ร่างกายก็จะยิ่งเ็ปและยาวนานมากขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่สามารถเข้าสู่ขั้นฝึกลมปราณได้ เส้นทางการบำเพ็ญในภายหลังก็จะราบรื่นอย่างยิ่ง
“ศิษย์น้อย การบำเพ็ญเซียนนั้นเป็การฝืนลิขิต์อยู่แล้ว ไม่ใช่ความผิดของเ้าที่มีพร์ด้อย ขอเพียงเ้าพยายาม ชีวิตในภายหน้าย่อมสดใส! กาลก่อน นักปราชญ์ตันชิงก็พึ่งพาเพียงยันต์ลึกลับเพื่อบรรลุการบำเพ็ญเซียนจนขึ้น์มิใช่หรืออ เขาไม่มีรากิญญาด้วยซ้ำ!”
เฟิ่งชิงหร่านมองดูเยี่ยเวิ่นเทียนด้วยรอยยิ้ม “ท่านลุง นักปราชญ์ตันชิงคือผู้ใดหรือ?”
เยี่ยเวิ่นเทียนชะงักกึก รู้สึกเขินอายเล็กน้อย
‘แย่แล้ว ข้าจำผิด นักปราชญ์ตันชิงไม่ได้อยู่ในทวีปนี้!’
“นักปราชญ์ตันชิงขึ้น์ไปหลายร้อยปีแล้ว เ้าไม่รู้จักก็ไม่แปลก แต่บนป้ายผ่านประจำสำนักของเรามีสัญลักษณ์ที่เขาเขียนอยู่ ไม่เชื่อเ้าก็ดูได้” เยี่ยเวิ่นเทียนยังคงหลอกล่อต่อไป พร้อมกับหยิบป้ายสีทองออกมา
เฟิ่งชิงหร่านเห็นป้ายในมือของเยี่ยเวิ่นเทียน สีหน้าก็ชะงักไปเล็กน้อย ป้ายนี้ช่างคุ้นตาเหลือเกิน