“รอนานมั้ยครับ”อากิระเอ่ยถามหญิงสาวผู้มีเส้นผมสีน้ำตาลประกายทอง และั์ตาสีทอง
“ไม่หรอก พึ่งมาถึงได้ 5 นาทีน่ะ”เมเทียร์ตอบกลับ “แล้วพร้อมรึยังล่ะ”
“ครับ เราเข้าไปกันเถอะ”
สิ้นคำตอบของอากิระ เมเทียร์ก็เดินเขาไปยังประตูของประภาคารแล้วเรียกกุญแจสีทองออกมาจากนั้นก็เปิดประตูของประภาคารออกมา เมื่อประตูตรงหน้าเปิดทั้งสองคนก็หันมาพยักหน้าให้กันแล้วก็ก้าวเข้าไปยังประภาคาร
‘ผู้เล่นเข้าสู่พื้นที่ดันเจี้ยน ประภาคารมายาที่ถูกลืมแห่งเทซิสค่ะ’
สิ้นคำประกาศประตูของประภาคารก็ปิดลงแล้วแสงไฟก็สว่างขึ้นมาเผยให้เห็นพื้นที่โล่งกว้างที่มีพื้นที่มากเกินกว่าจะเป็พื้นที่ภายในอาคาร สูงขึ้นไปประมาณสิบเมตรเป็เพดานเรียบๆ กำแพงโดยรอบประกอบไปด้วยห้องต่างๆ มากมาย
“อืม ไม่มีทางไปชั้นบนเลยนะครับ”อากิระพูดออกมาพลางมองไปรอบตัว
“งั้นแสดงว่าต้องมีกลไกอะไรสักอย่างซ่อนอยู่ในชั้นนี้สินะ”เมเทียร์กล่าวออกมาบ้าง
ทั้งสองคนหันมามองหน้ากันอีกครั้ง ก่อนที่เมเทียร์จะเอ่ยพูดออกมาก่อน
“เราแยกย้ายกันหาดีกว่า” พูดจบทั้งคู่ก็พยักหน้าให้แก่กัน
ก่อนที่ทั้งคู่จะแยกกันไปคนละด้านอากิระก็เอ่ยออกมา “ผมว่าคุณเตรียมพร้อมไว้ก่อนดีกว่านะครับไม่งั้นเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นจะลำบาก”
เมเทียร์ก็พยักหน้าให้อีกครั้งแล้วเรียกทหารเงาออกมาสามตัว จากนั้นทั้งสองก็แยกไปคนละด้านเพื่อสำรวจประตูแต่ละบาน
ทางด้านเมเทียร์ที่เปิดประตูบานแรกเข้าไปก็พบกับห้องโล่งๆ เธอมองดูแล้วไม่มีอะไรจึงออกมาแล้วเปิด อีกห้องแล้วทำแบบนี้เรื่อยๆบางห้องก็มีสัตว์อสูรเล็กน้อยออกมาโจมตี
จนกระทั่งห้องที่ 6 เธอเปิดเข้าไปก็ยังคงเป็ห้องโล่งเช่นเคยแต่ทว่าขณะที่เธอกำลังจะออกจากห้องนั้นปลายดาบของทหารเงาก็ไปครูดเข้ากับพนังเรียบซึ่งน่าจะไม่มีอะไร
แต่ทว่าดาบของทหารเงานั้นกลับไปสะดุดเข้ากับจุดๆหนึ่ง เมเทียร์จึงเดินเข้าไปและลองัักับผนังจุดนั้น แล้วก็พบว่ามันสามารถกดได้เหมือนกับสวิตช์ เธอจึงออกแรงกดผนังบริเวณนั้น แล้วพื้นบริเวณที่เธอยืนอยู่ก็สั่นไหวเล็กน้อยและเปิดเป็ทางใต้ดินให้เธอได้เดินลงไป
ทางด้านอากิระหลังจากที่เข้าประตูบานแรกมาก็พบกับห้องโล่งกว้างที่มีลักษณะห้องโค้งเหมือนกับเกือกม้า ด้านหลังของอากิระมีประตูหลายบาน ซึ่งเมื่ออากิระลองเปิดประตูบานอื่นออกก็พบว่าประตูทุกบานเป็ประตูออกไปยังพื้นที่โล่งก่อนหน้านี้ นั่นทำให้อากิระเข้าใจได้หนึ่งอย่างนั่นคือประตูเหล่านี้เป็เพียงประตูหลอกๆเท่านั้น
อากิระหันกลับมาอีกครั้งก็พบว่าผนังด้านนี้เป็รูปภาพจำนวนมากที่ประดับยาวเป็แนวนอนไปตลอดแนวของห้องกะด้วยสายตาแล้วน่าจะมีประมาณ 30 รูปได้
อากิระดึงดาบออกมา พลางเดินสำรวจไปรอบห้อง ระหว่างที่เดินสำรวจอากิระก็ทำการร่ายศรเวทมนต์แล้วหน่วงเอาไว้ ทำให้มีลูกแก้วเวทมนต์สามสีปรากฏขึ้นมาเรื่อยๆ
อากิระเดินสำรวจรอบห้องแล้วแม้จะไม่พบอะไรแต่ความรู้สึกของเขากลับบอกว่าในห้องนี้ต้องมีอะไรแน่ๆ คิดได้ดังนี้เขาก็ลองสำรวจห้องอีกครั้ง
แต่สิ่งที่เขาพบก็ยังคงมีเพียงความว่างเปล่า จนกระทั่งเขามาหยุดอยู่หน้ารูปภาพที่อยู่ตรงกลาง สิ่งที่เห็นทำให้เขาต้องลอบแปลกใจขึ้นมาเพราะเขารู้สึกเหมือนกับว่าภาพนี้มันแตกต่างจากที่เขาเห็นตอนแรก อากิระจึงแล้วเดินดูภาพใหม่อีกหลายรอบ แล้วพยายามจดจำรายละเอียดของรูปทั้งหมดอยู่นาน
ตอนนี้เขาแน่ใจได้อย่างชัดเจนแล้วว่า ภาพบนผนังเหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงไปจริงๆ พอตัดสินใจได้เขาก็เปลี่ยนลูกแก้วเวทมนต์ลูกหนึ่งที่เขาทำการหน่วงเวทมนต์เอาไว้ให้กลายสภาพเป็ลูกศรวายุแล้วสิ่งให้พุ่งเข้าใส่รูปภาพรูปหนึ่ง
ทันทีที่ลูกศรวายุปะทะเข้ากับรูปภาพนั้นรูปภาพทั่วทั้งห้องก็บิดเบี้ยวและสั่นไหวทันที จากนั้นก็มีเงาสีขาวใสราวกับกระจกออกมาจากรูปภาพแต่ละรูป แต่ละเงาที่ออกมานั้นมีรูปร่างที่แตกต่างกันไปทั้งรูปร่างคน และสัตว์นานาชนิด
‘ผู้เล่นอากิระถูก ภาพมายาอสูร สัตว์อสูรชั้นทหาร ระดับ 60 จำนวน 32 ตัวโจมตีค่ะ’
‘พื้นที่ที่ผู้เล่นอากิระอยู่จะกลายเป็พื้นที่ปิดไม่สามารถเข้าออก หรือติดต่อกับผู้เล่นที่อยู่นอกพื้นที่ได้ค่ะ’
“กะแล้วเชียว”อากิระกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่เหมือนกับรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พร้อมกับรอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
เมเทียร์เดินมาตามเส้นทางใต้ดินเรื่อยๆ ทางใต้ดินที่เธอเดินผ่านไร้ซึ่งวี่แววของกับดัก หรือสิ่งมีชีวิตใดๆ ยิ่งเดินลงไปลึกเรื่อยๆภาพเบื้องหน้าก็มีเพียงความมืดมิดราวกับว่าไม่มีที่สิ้นสุด
และแล้วเวลาผ่านไปกว่าชั่วโมงหลังจากที่เธอเดินลงมาได้ประมาณ 300 เมตร ในที่สุดเธอก็เดินลงมาถึงสุดทางเดิน เธอมองไปรอบๆก็พบว่าพื้นที่โดยรอบเป็ห้องขนาดใหญ่พื้นที่โล่งกว้างที่มีเพดานสูงประมาณ 30 เมตร มีเสามากมายค้ำอยู่ระหว่างพื้นและเพดาน
และตรงกลางลานกว้างนั้นเองก็มีสิ่งหนึ่ง เป็สิ่งที่ประหลาดมีรูปร่างท่อนบนเป็คน ท่อนล่างยึดติดกับพื้น ิัสีเทาเช่นเดียวกับพื้นห้อง ผมที่ดูแข็งกระด้างยาวถึงพื้น ดวงตาทั้งดวงเป็สีเหลืองเงยหน้าขึ้นมาจับจ้องเมเทียร์
‘ผู้เล่นเมเทียร์ถูก มนุษย์ผู้ถูกสาป สเตียร์ สัตว์อสูรระดับชั้นหัวหน้า ระดับ 30 โจมตีค่ะ’
เมเทียร์เลิกคิ้วขึ้นพลางมองไปยังสัตว์อสูรตรงหน้า เธอไม่เคยพบสัตว์อสูรแบบนี้มาก่อนจึงไม่อาจคาดเดาความสามารถของสัตว์อสูรตรงหน้าได้ แล้วเธอก็หยิบไอเทมที่มีลักษณะเหมือนเลนส์กล้องรอบๆเลนส์มีกรอบสีเงินและมีลวดลายสวยงามสีทอง
ไอเทมนั้นคือ อุปกรณ์ตรวจสอบสัตว์อสูรระดับสูง(สามารถใช้ตรวจสอบสัตว์อสูรระดับชั้นทหาร ถึง ระดับชั้นอัศวินได้ ทุกประเภท) เธอจัดการส่องเลนส์นั้นไปยังสัตว์อสูรประหลาดตรงหน้า ไม่ถึง 5 วินาทีไอเทมก็กลายเป็แสงหายไปพร้อมกับข้อมูลของสัตว์อสูรนั้น
ชื่อ มนุษย์ผู้ถูกสาป สเตียร์ เผ่าพันธุ์ มนุษย์
ระดับชั้น หัวหน้า ระดับ 30
พลังชีวิต 500 พลังเวทย์ 150,000
สิ่งที่ได้เห็นทำให้เมเทียร์ต้องขมวดคิ้วเพราะสัตว์อสูรระดับชั้นหัวหน้าตรงหน้าเธอนั้นแม้จะมีพลังเวทย์ที่สูงมาก แต่กลับมีพลังชีวิตน้อยพอๆกับสัตว์อสูรชั้นทหารระดับต่ำสุดๆ เลยด้วยซ้ำ
แม้ดูเผินๆการจัดการกับมันอาจดูเป็เื่ง่ายแต่เมเทียร์กลับมีลางสังหรณ์ว่ามันคงจะไม่ได้ง่ายอย่างที่เห็นอย่างแน่นอนเธอสั่งให้ทหารเงามายืนเรียงอยู่ด้านหน้าเธอ และก้าวเข้าไปด้านหน้าอย่างระแวดระวัง
“กี๊ชชชชชชชช!”
ทันทีที่เธอก้าวลงไปถึงพื้นห้องสัตว์อสูรตนนั้นก็เบิกตากว้าง แล้วแผดเสียงร้องเสียดแก้วหูออกมา พริบตานั้นเองเมเทียร์ก็รู้สึกได้ถึงบางสิ่งบางอย่างใต้เท้าของเธอ จึงรีบพุ่งตัวออกจากจุดเดิมทันที ทันใดนั้นพื้นสีเทาตรงจุดที่เมเทียร์ยืนอยู่ก่อนหน้านี้ก็กลายเป็หนามแหลมขนาดใหญ่พุ่งขึ้นมาเฉียดขาเธอไปเพียงเล็กน้อย
เมเทียร์ที่พุ่งตัวหลบมานั้นทันทีที่เท้าััพื้นเธอก็ยิงธนูในมือเข้าใส่สัตว์อสูรตรงหน้า ทว่าก่อนที่ลูกธนูจะเข้าถึงตัวของมันพื้นรอบตัวมันก็พุ่งออกมากลายเป็โล่ให้กับสัตว์อสูรตนนั้น
เมเทียร์รู้สึกถึงพื้นใต้เท้าที่นูนขึ้นมาอีกครั้ง และก็เป็ดั่งคาดมีหนามขนาดั์โผล่ออกมาตรงจุดที่เธออยู่ก่อนหน้านี้แต่คราวนี้ไม่เหมือนเดิมเพราะหนามขนาดั์ที่เธอหลบได้กลับแตกหน่อออกมาเป็หนามอีกอันแล้วพุ่งใส่เธอ เมเทียร์เบิกตากว้างเพราะนอกจากการป้องกันที่สุดยอดแล้วยังมีการโจมตีที่ครอบคลุมทั่วพื้นที่แถมยังมีการโจมตีที่ต่อเนื่องอีกด้วย
ในขณะที่เธอกำลังจะถูกการโจมตีนั้นเข้ากลางอกนั้นเองทหารเงาที่เธอเรียกออกมาก็พุ่งเข้ามาป้องกันการโจมตีเอาไว้ ทันทีที่การโจมตีเข้าปะทะกับร่างของทหารเงาก็มีหนามขนาดั์อีกหลายอันพุ่งขึ้นมาแทงใส่ร่างของทหารเงาตนนั้นจนร่างของทหารเงาที่โชคร้ายต้องกลายเป็แสงไปทันที
เมเทียร์ที่หลบรอดออกมาจากการโจมตีได้ก็ต้องแสดงท่าทีใออกมาอย่างปิดไม่มิด แค่เวลาเพียงไม่นานเธอก็ต้องเสียทหารเงาไปแล้ว 1 ตัว มิน่าถึงได้มีพลังชีวิตต่ำขนาดนั้น ที่แท้มีความสามารถที่โหดสุดๆเลยนี่เอง
เมเทียร์รีบสั่งให้ทหารเงาแยกย้ายออกไปโจมตีเพื่อดึงความสนใจของศัตรูในขณะที่เธอเองก็คอยหลบหลีกการโจมตีไปเรื่อยๆเพื่อรอโอกาส
ดูเหมือนจะได้ผลเมื่อการโจมตีที่เข้ามาถึงตัวเธอหยุดลงไป มนุษย์ผู้ถูกสาป สเตียร์ ถูกทหารเงาที่เข้าโจมตีระยะประชิดดึงความสนใจไปจนหมด เมเทียร์จึงหยุดการเคลื่อนไหวเธอยกคันธนูขึ้นและเล็งไปทางมนุษย์ผู้ถูกสาป สเตียร์ จากนั้นก็ทำการร่ายทักษะ เพียงครู่เดียวลูกธนูก็กลายเป็สีฟ้าอ่อนๆ นอกจากนี้ยังโปร่งใสเหมือนแก้วอีกด้วย
ลูกศริญญา
ลูกธนูที่แล่นออกจากคันธนูพุ่งเข้าใส่ร่างของสัตว์อสูรอย่างรวดเร็ว และสิ่งที่เกิดตามมาก็คือพื้นที่ยืดขึ้นมาเป็กำแพงอีกครั้ง ทว่าคราวนี้ผลที่ออกมาแตกต่างออกไปลูกศรที่ควรจะปะทะเข้ากับกำแพงนั้นกลับทะลุผ่านไปราวกับกำแพงนั้นเป็เพียงอากาศธาตุ และเข้าปะทะเข้ากับร่างของสัตว์อสูรเต็มๆ
(ลูกศริญญา ทักษะเฉพาะของอาชีพนักธนูการโจมตีที่ยิงออกไปด้วยทักษะนี้จะไม่สามารถป้องกันได้แต่จะสร้างความเสียหายเพียง 60% ของพลังโจมตีที่ผู้เล่นมี)
แน่นอนว่าด้วยพลังชีวิตเพียงน้อยนิดของมนุษย์ผู้ถูกสาป สเตียร์แล้วความเสียหายเพียงเท่านี้ก็สามารถที่จะสังหารมันได้แล้วแต่ทว่า
‘ร่างของมนุษย์ผู้ถูกสาป สเตียร์ยังอยู่แทนที่จะกลายเป็แสงหายไป หมายความว่าไง ? การโจมตีก็ไม่ผิดพลาดนี่’
เมเทียร์แสดงท่าทีตกตะลึงแบบเต็มที่เธอไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อยความเสียหายที่เกิดขึ้นมันต้องมากกว่าพลังชีวิตของมนุษย์ผู้ถูกสาป สเตียร์อย่างแน่นอนแต่ทำไมมันถึงไม่ตาย
คิดได้เพียงเท่านี้การโจมตีระลอกถัดไปของสเตียร์ก็เริ่มขึ้นทหารเงาที่เหลือของเธอถูกกำจัดไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นว่าไม่ได้การแล้วเธอจึงรีบหนีออกจากห้องนี้ทันที
ทางด้านอากิระก็กำลังลำบากอยู่ไม่น้อยเช่นกันพื้นที่ที่แคบกับสัตว์อสูรจำนวนมากทำให้การหลบหลีกของเขาทำได้ยากลำบากพอควรั้แ่สู้มาเขาถูกโจมตีไปแล้วถึง 4 ครั้ง แม้ความเสียหายที่ได้รับจะไม่ได้มากมายนักแต่ที่น่าหนักใจก็คือการที่เขาถูกโจมตี เพราะั้แ่เขาเข้าเล่นเกมมาเขาเคยถูกโจมตีแค่ตอนที่สู้ในวิหารแห่งวิทยาการยุคแรกเริ่มเท่านั้น
ครั้งนี้แม้สัตว์อสูรจะมีไม่เยอะเท่ากับในวิหารแห่งวิทยาการยุคแรกเริ่ม แต่ทว่าพื้นที่ที่แคบกว่าทำให้พื้นที่ที่จะใช้ในการหลบหลีกของอากิระน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เวลาที่การโจมตีของสัตว์อสูรหลายตัวเข้ามาพร้อมกันทำให้การหลบหลีกของอากิระเป็ไปอย่างยากลำบาก แถมสัตว์อสูรเหล่านี้ยังมีสามารถฟื้นฟูพลังชีวิตได้อย่างรวดเร็ว ด้วยสภาพที่วิกฤต อากิระจึงต้องใช้ไพ่ตายที่มี
ศรเวทย์ 3 ธาตุ 100 ดอก
ศรเวทย์ธาตุไฟ ลม และน้ำแข็งกว่า 100 ดอกที่อากิระหน่วงเอาไว้ถูกยิงออกมาพร้อมกันส่งผลให้สัตว์อสูรตายไปในทันที 8 ตัว ส่วนตัวที่ยังไม่ตายก็ถูกศรเวทย์ซัดใส่จนกระเด็นออกไป
“สงสัยต้องเสี่ยงหน่อยล่ะ ไม่งั้นไม่รอดแน่”
พูดจบอากิระก็หยิบไอเทมที่มีลักษณ์เป็เหรียญกลมๆออกมาทันทีที่เขาขว้างมันลงไปบนพื้นด้านหน้าก็ปรากฏเกราะพลังเวทย์ขึ้นมาขวางด้านหน้าไว้ มันคือไอเทม ม่านพลังพกพาที่จะสร้างเกราะป้องกันผู้เล่นจากการโจมตีขึ้นมาโดยที่ม่านพลังนั้นจะสามารถรับค่าความเสียหายได้ถึง 40,000 หน่วย ซึ่งอากิระไปพบเข้าระหว่างที่กำลังซื้อของในเมือง อากิระมองเห็นประโยชน์ของมันก็เลยซื้อมา แต่เขาเองก็นึกไม่ถึงว่าจะได้ใช้เร็วขนาดนี้
ทันทีที่มีเกราะพลังเวทย์ปรากฏขึ้นมาอากิระก็หลับตาลงแล้วรีบร่ายเวทย์มนต์ ด้านของพวกสัตว์อสูรเองเมื่อตั้งตัวได้ก็รีบพุ่งเข้าใส่อากิระแต่ติดที่มีเกราะพลังเวทย์ขวางเอาไว้พวกมันจึงรีบโจมตีเข้าใส่เกราะพลังเวทย์
เกราะพลังเวทย์ที่รับการโจมตีจากสัตว์อสูรจำนวนมากก็ค่อยๆมีรอยแตกร้าวปรากฏออกมาให้ได้เห็นและเพียงไม่นานเกราะเวทย์ก็รับการโจมตีไม่ไหวรอยร้าวปรากฏขึ้นทั่วเกราะเวทย์ และในที่สุดก็แตกกระจาย สัตว์อสูรจำนวนมากก็พุ่งทะยานเข้าโจมตีตัวอากิระ
วินาทีที่การโจมตีของสัตว์อสูรกำลังจะเข้าถึงตัวอากิระก็ลืมตาขึ้น ดวงตาส่องประกายวาวโรจน์ และยื่นมือออกมาด้านหน้า จากนั้นเวลาก็ราวกับถูกหยุดลงไปชั่วขณะ
มนตราระดับ 5 เวทย์แห่งดวงดาว – ประกายแสงดารา์
พริบตานั้นลำแสงสีทองก็พุ่งออกจากมือของอากิระแล้วพุ่งผ่านฝูงสัตว์อสูรไปอย่างรวดเร็ว เพียงแค่ครู่เดียวเวลาก็กลับมาเดินอีกครั้งสัตว์อสูรจำนวนมากที่กำลังพุ่งเข้ามาก็กระเด็นออกไป แสงสว่างจากการะเิสาดส่องไปทั่วห้องจนมองไม่เห็นสิ่งใดประตูห้องทุกบานแตกกระจายออกเผยให้เห็นแสงสว่างที่ลอดออกมาจากช่องประตูทุก
บาน
‘ผู้เล่นอากิระสังหาร ภาพมายาอสูร สัตว์อสูรชั้นทหาร ระดับ 60 จำนวน 24 ตัว ได้รับค่าประสบการณ์…ค่ะ’
‘ผู้เล่นอากิระเลื่อนระดับขึ้นเป็ระดับ 32 ค่ะ’
‘ผู้เล่นอากิระได้รับเงิน 72,000 คริสตัลค่ะ’
‘ผู้เล่นอากิระได้รับหนังสือทักษะ เวทย์มายาระดับ 3 – ร่างกระจกเงามายา ค่ะ’
สิ้นเสียงรายงาน เมเทียร์ก็ปรากฏตัวเข้ามาสิ่งที่เห็นทำให้เธอต้องเบิกตากว้างเพราะก่อนที่จะเข้ามาเธอเห็นประตูทุกบานทางฝั่งที่อากิระเข้าะเิออกมาพร้อมกับแสงสว่างลอดออกมาจากประตูทุกบานก็ทำให้เธอประหลาดใจแล้ว ยิ่งพอมาเห็นสภาพภายในกลับยิ่งทำให้เธอใมากกว่าเดิม
สภาพของห้องที่แตกร้าวไปทั่วทั้งห้อง พื้นและเพดานแตกพังออกมาทำให้มีเศษซากจำนวนมาก ผนังห้องด้านหนึ่งแตกออกเป็รูขนาดใหญ่ ราวกับโดนะเิเป็สิบลูกพร้อมกันอย่างนั้นแหละ
เธอไล่สายตาไปทั้งสองด้านและที่สุดทางของห้องฝั่งหนึ่งนั้นสภาพพื้นที่บริเวณนั้นต่างกับบริเวณอื่นในห้องอย่างสิ้นเชิง สภาพนั้นยังคงสมบูรณ์ดีสภาพห้องที่เห็นนั้นคือห้องกว้างที่แสนจะสะอาดและสวยงาม
และตรงนั้นก็มีร่างหนึ่งยืนนิ่งอยู่ ร่างนั้นเป็ร่างที่เธอคุ้นเคย ร่างของชายที่มีผมสีดำและั์ตาสีแดงราวกับโลหิต ร่างของชายที่ชื่อว่า อากิระ
ทว่าอากิระที่เธอเห็นในตอนนี้กลับดูต่างจากปกติอย่างสิ้นเชิง จากชายที่ปกติจะดูมั่นคง สุขุม ใจเย็น และท่าทางดูมั่นใจในตัวเอง จนดูราวกับจะเหนือกว่าทุกผู้คน แต่ในตอนนี้ร่างของอากิระที่อยู่ตรงหน้าเธอกลับมีสภาพที่ดูเหนื่อยและอ่อนเพลีย และเขาก็ค่อยๆทรุดลงไปนั่งคุกเข่าลงกับพื้น
เมเทียร์ที่ยืนมองอยู่จึงรีบวิ่งเข้าไปดูอาการ
“เป็ยังไงบ้าง อากิระ”เธอถามออกมาด้วยความเป็ห่วง
“ไม่เป็ไรครับ แค่ใช้พลังเวทย์จนหมดแค่นั้นเอง”อากิระตอบกลับมาพลางหอบอย่างอ่อนแรง “แล้วทางด้านเธอเป็ยังไงบ้าง เจออะไรบ้างมั้ยครับ”
ได้ฟังคำถามเช่นนั้นเธอก็ต้องตีสีหน้าเครียดออกมา
“เจอสิ แถมเจอตัวปัญหาด้วย”เมเทียร์พูดออกมาอย่างเซ็งๆ
ระหว่างที่รอให้อากิระฟื้นพลังเวทย์เมเทียร์ก็เล่าเื่มนุษย์ผู้ถูกสาป สเตียร์ที่เธอเจอมาให้ฟัง อากิระที่ได้ฟังก็ขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิด
“มีพลังชีวิตที่น้อยมากๆ แต่ทั้งๆที่โดนโจมตีได้สำเร็จแล้วนอกจากจะไม่ตายแล้ว พลังชีวิตยังไม่ลดด้วยงั้นเหรอ” อากิระทวนสิ่งที่ได้ยินมา
“ใช่แถม ยังสามารถโจมตีได้รอบห้องและยังเป็การโจมตีแบบต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีการป้องกันอัตโนมัติด้วย”เมเทียร์ย้ำ
สิ้นคำของเมเทียร์พวกเขาทั้งคู่ก็เงียบลง และเพียงไม่นานก็ปรากฏรอมยิ้มบนหน้าของอากิระ เป็รอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นมาเหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมา รอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นเวลาเจอกับศัตรูที่แข็งแกร่ง
รอยยิ้มที่แสดงออกถึงความสนุก!