Silver Dust : Merlin

    ตอนที่ 87 มหาวิทยาลัยที่ก่อตั้งโดยผู้ร่ำรวย

    ตอนที่ 87 มหาวิทยาลัยที่ก่อตั้งโดยผู้ร่ำรวย

     

    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****

     



    เด็กคนนี้มีความรู้เกินเด็ก นั่นทำให้ออสตินอดที่จะพูดว่าเขาคือเด็กแก่แดดไม่ได้


    ในฐานะศาสตราจารย์ ออสตินย่อมรู้ดีว่าคำพูดของเมอร์ลินนั้นไม่ผิด


    นักศึกษาระดับปริญญาทองนั้นต้องศึกษาพื้นฐานทางทฤษฎีให้มากจริงๆ หลังจากจบการศึกษาพวกเขาถึงจะได้ก้าวเข้าสู่โลกแห่งการทำงานจริงๆ


    แม้ในบางวิชาจะให้ลงมือปฏิบัติอยู่บ้าง แต่มันก็ไม่ได้จริงจังมากนัก


    ในหลายร้อยปีมานี้ออสตินเคยเข้าสอนในทุกๆ ระดับไม่ว่าจะเป็นระดับทอง ไดม่อน หรือแพทตินั่ม


    เขาย่อมรู้ว่านักศึกษาแต่ละระดับนั้นควรมีรูปแบบการสอนอย่างไร และเมอร์ลินพูดถูก แม้เขาจะไม่ค่อยเข้าไปบรรยายให้กับนักศึกษาระดับทองนัก แต่เมื่อได้ทำหน้าที่นี่เขาก็อธิบายในเรื่องทฤษฎีที่เข้มข้นเช่นกัน


    “พ่อไม่อยากให้ผมไปหรอครับ?” เมอร์ลินเอ่ยถาม


    “เหอะๆ ฉันไม่ว่าอะไรอยู่แล้ว อยากเรียนที่ไหนก็เรียนเถอะ แต่ฉันจะส่งมาร์เทลไปดูแลเธอ” 


    เมอร์ลินเลิกคิ้วขึ้นและเอ่ยถาม


    “ทำไมล่ะครับ?”


    “ตั้งแต่นี้ฉันคงหมกตัวอยู่ในหอคอยคงไม่ออกไปไหนมาไหนอีกนาน เธอพึ่งอายุเท่านี้จะอยู่ตามลำพังได้ยังไง”


    เมอร์ลินเข้าใจความเป็นห่วงของออสติน มันเป็นเรื่องจริงที่เขามีข้อจำกัดเรื่องอายุ 


    เด็กน้อยวัยสิบเอ็ดขวบต้องการเข้าเรียนมหาวิทยาลัยมันก็เป็นเรื่องใหญ่จริงๆ เพราะชีวิตไม่ได้มีแค่เรื่องเรียนเท่านั้น แต่เรื่องความเป็นอยู่ก็สำคัญเช่นกัน


    แม้เมอร์ลินรู้ว่าทุกๆ มหาวิทยาลัยจะมีหอพักให้ แต่มันก็ไม่สะดวกกับเด็กน้อยอย่างเขาจริงๆ


    “ก็ได้ครับ” เมอร์ลินพยักหน้ารับคำอย่างไม่ต่อต้าน


    เขาไม่ใช่เด็กไร้เหตุผล เรื่องบางเรื่องแม้เขาจะมีความคิดเป็นของตนเอง แต่เขาก็ยังต้องฟังเหตุผลของคนรอบข้างเช่นกัน


    “ดี ถ้าอย่างนั้นพวกเรามาพูดถึงเรื่องการเข้าเรียนกันเถอะ แม้มหาวิทยาลัยเจเฮริสจะก่อตั้งขึ้นมาโดยเศรษฐี แต่มันก็ยังถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ ไม่ได้ถูกบริหารโดยตระกูลเจเฮริส การเข้าเรียนยังต้องใช้ผลสอบของประเทศ แต่ยังมีอีกกรณีหนึ่งก็คือการนำเสนอแฟ้มประวัติพร้อมกับจดหมายแนะนำ เธอต้องการเข้าเรียนแบบไหน?” ออสตินกล่าวอธิบาย


    เขารู้ว่าเด็กน้อยรักในศักดิ์ศรีของตนเองมาก ถึงไม่อยากอยู่ใต้ความคุ้มครองของตนเอง ดังนั้นจึงเอ่ยถึงทางเลือกในการเข้าเรียนให้ฟัง


    หนึ่งคือเข้าเรียนตามระบบเช่นคนปกติ หรือสองด้วยการช่วยเหลือของเขา


    ออสตินไม่ได้บังคับแต่ให้ทางเลือกกับเมอร์ลิน


    เมอร์ลินเหมือนรู้ความคิดของออสติน เขาจึงยิ้มออกมาและเอ่ย “แน่นอนว่าต้องขอจดหมายแนะนำจากคุณพ่อสิครับ”


    เมื่อได้ยินดังนี้ออสตินจึงอดไม่ได้ที่จะประหลาดใจกับคำตอบของเมอร์ลิน


    “หืม? ฉันนึกว่าเธอจะหยิ่งในศักดิ์ศรีเหมือนตอนแรกเสียอีก”


    เมอร์ลินยักไหล่ทั้งสองข้างและเอ่ย “ผมเป็นคนมีความยืดหยุ่นครับ ไม้ที่แข็งเกินไปบางทีก็เอามาใช้ประโยชน์ไม่ได้ ถ้าไม่รู้จักยืดหยุ่นบ้างผมคงต้องใช้ชีวิตลำบากไปชั่วชีวิต ถ้าผมมีทางลัดทำไมผมจะไม่ใช่มันล่ะ”


    ออสตินเห็นภาพนี้แล้วรู้สึกหมั่นเขี้ยวมาก มันเป็นจริงอย่างที่เด็กน้อยพูด เพราะตลอดเวลาที่เขาสังเกตเด็กคนนี้ เขาเลือกที่จะทำวิธีลัดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ


    โจทย์รูนศาสตร์หลายข้อ เด็กน้อยไม่เคยทำตามหนังสือที่เขียนไว้ เขาจะเลือกที่จะใช้ทางลัดของตัวเองที่ง่ายกว่า 


    อย่างที่เคยมีคนพูดไว้ คนฉลาดบางทีก็ไม่ใช่คนขยัน แต่งานที่พวกเขาทำ พวกเขาจะคิดหาหนทางที่ง่ายกว่าและนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เร็วที่สุด


    แม้เมอร์ลินจะหยิ่งในศักดิ์ศรี แต่เขาก็ไม่ได้ต้องการละทิ้งความช่วยเหลือจากออสติน


    “ได้ ถ้าเธอต้องการไปที่เจเฮรีส ฉันจะตามใจเธอและจะเขียนจดหมายแนะนำให้”


    “ขอบคุณครับ” เมอร์ลินโค้งศีรษะลงเล็กน้อยด้วยรอยยิ้ม


    เขารู้อยู่แล้วว่าออสตินต้องยอม 


    “ว่าแต่เธอจะไปหอคอยเวทมนตร์ของฉันก่อนไหมหรือเดินทางไปที่เจเฮรีสเลย?” ออสตินเอ่ยถาม


    “สามารถไปได้เลยหรอครับ?” เมอร์ลินเอ่ยอย่างประหลาดใจ


    หลังจากที่เขาอ่านหนังสือมามากมายและได้พูดคุยกับเหล่าบรรณารักษ์ย่อมพอจะรู้ระบบการศึกษาของที่นี่อยู่บ้าง


    ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย พวกเขาล้วนมีระบบเข้าเรียนแบบเทอม และมีการสอบประจำปีการศึกษา 


    การรับนักเรียนนักศึกษาก็ล้วนจะอยู่ในเวลาที่พวกเขาทำการสอบประจำปีเรียบร้อยแล้ว


    ตอนนี้ดูเหมือนว่าการเปิดภาคเรียนใหม่จะผ่านมาซักพักแล้ว เขาคิดว่าการเข้าเรียนจะสามารถทำได้ในปีการศึกษาหน้า


    “ได้สิ ถ้าเธอเข้าไปด้วยจดหมายแนะนำ มันไม่มีปัญหาเรื่องจะเข้าเรียนกลางเทอม แต่เธอต้องตามเนื้อหาการเรียนให้ทัน ซึ่งฉันคิดว่านี่ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเธออยู่แล้ว” ออสตินกล่าวด้วยรอยยิ้ม


    “นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว” เมอร์ลินเอ่ย


    “เอาล่ะ บอกฉันมาว่าเธอตัดสินใจยังไง?” 


    เมอร์ลินเห็นท่าทางกระตือรืนร้นในแววตาของออสติน เขารู้ว่าท่าทางนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการตัดสินใจของเขา แต่คงเป็นเพราะออสตินต้องการกลับไปทำงานวิจัยของเขามากกว่า


    เมื่อตอนเย็นออสตินเกิดช่วงเวลาแห่งแรงบันดาลใจมันจึงไม่แปลกที่เขาต้องการกลับไปที่หอคอย


    “แน่นอนว่าต้องไปที่หอคอยเวทมนตร์ของคุณก่อนสิครับ”


    ออสตินพยักหน้าและเอ่ย “ได้ ถ้าอย่างนั้นพวกเราจะออกเดินทางพรุ่งนี้เลย”


    “ครับ”


    ทั้งสองพูดคุยกันอีกไม่กี่คำก็พากันเข้านอน


    วันนี้พวกเขาเหนื่อยกันมาทั้งวัน เมื่อหัวถึงหมอนพวกเขาก็หลับกันได้อย่างง่ายดาย


    ในเช้าวันรุ่งขึ้นออสตินได้เรียกมาร์เทลมาและมอบสัญญาการจ้างงานฉบับใหม่ให้กับเขา


    นั่นคืองานดูแลเมอร์ลินตลอดการเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเจเฮริส โดยมีค่าจ้างที่มากถึงหนึ่งแสนวอยส์ต่อเดือน


    มาร์เทลไม่อาจปฏิเสธงานดีๆ แบบนี้ได้ เขารีบเซ็นสัญญาทันที


    ด้วยเงินจำนวนนี้เขาไม่จำเป็นต้องเป็นห่วงค่าวัสดุเวทสำหรับฝึกฝนอีกต่อไป


    เขาเชื่อว่าในสักวันเขาจะสามารถบรรลุวงเวทที่สามได้อย่างแน่นอน


    อีกอย่างงานดูแลคุณชายน้อยก็ไม่ใช่เรื่องที่เหนือบ่ากว่าแรงอยู่แล้ว


    การว่าจ้างนี้จึงสามารถตกลงกันได้อย่างดี


    วันนี้พวกเขาได้ทำการเช็คเอาว์จากโรงแรม ก่อนจะเดินทางไปยังหอคอยเวทมนตร์ของออสตินที่อยู่ไกลอีกเมืองหนึ่ง


    แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ได้ไกลจากเมืองวินเซนมาก ผู้คนเรียกเมืองนี้ว่า “เมืองมหาวิทยาลัย”


    การมีเมืองอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะมหาวิทยาลัยบางแห่งกระทั่งเป็นส่วนหนึ่งของเมืองก็ยังมี ผู้คนทำการค้าขายท่ามกลางตึกอาคารของมหาวิทยาลัย นักศึกษาและคนทั่วไปล้วนใช้ชีวิตด้วยกัน


    เนื่องจากมหาทวีปแห่งนี้ได้เปิดเป็นโลกเสรีตั้งแต่ก่อตั้งร้อยประเทศ มันจึงไม่ได้มีระเบียบเคร่งครัดเหมือนยุคศักดินา 


    พวกเขาใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงเดินทางด้วยรถม้า จนในที่สุดก็ถึงเมืองมหาวิทยาลัย แต่พวกเขาก็ไม่ได้แวะเข้าไปในเมือง เพราะทางด้านชานเมืองนั้นจะเห็นหอคอยสูงสีขาวมากมายที่โดดเด่นเป็นสง่า


    ใช่แล้ว หอคอยเหล่านั้นก็คือหอคอยเวทมนตร์ของเหล่าศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยวินเซน