ไม่สู้กล้าๆลองดูสักตั้งหนึ่ง...
ไม่ พอเลย
เพียงแค่เริ่มชวีเสี่ยวปอก็รู้สึกได้ทันทีว่าผลที่จะเกิดขึ้นตามมาต้องเลวร้ายจนไม่อาจจะจินตนาการได้ในขณะที่เผชิญหน้ากับเวินลี่และชวีอี้เจี๋ย ถ้าหากเขาพูดออกมาว่า“ผมมีแฟนเป็นผู้ชาย” เช่นนี้คาดว่าเขาคงจะต้องตายอย่างไร้ศพเป็นแน่
แต่ก็ยังอีกยาวไกล
ชวีเสี่ยวปอค่อยๆ ผ่อนคลายลง มันช่างอีกยาวไกลเหลือเกินถ้าหากว่าวันนี้เซี่ยเจิงไม่ได้เดินสวนกับเวินลี่เขาก็คงจะไม่ได้ครุ่นคิดเรื่องเหล่านี้แต่สักวันหนึ่งชวีเสี่ยวปอจะมั่นใจยิ่งขึ้นอย่างแน่นอนเพราะในตอนที่เซี่ยเจิงสารภาพเรื่องรสนิยมทางเพศกับเขาครั้งแรก เซี่ยเจิงก็ต้องใช้ความกล้าหาญเป็นอย่างมากเช่นกันทั้งยังมากเกินกว่าที่เขาจะสามารถจินตนาการได้ด้วย
ช่วงระหว่างการรักษาขาในหนึ่งเดือนนี้ชวีเสี่ยวปอรู้สึกเบื่อเป็นที่สุด
เนื่องจากเวินลี่อยู่เฝ้าเขาที่นี่แทบจะทั้งวันจนทำให้เซี่ยเจิงมีโอกาสแอบมาหาเขาได้ไม่บ่อยนักโดยปกติแล้วทั้งสองคนจึงทำได้เพียงวิดีโอคอลคุยกันในตอนกลางคืนอะไรทำนองนั้นอีกทั้งในตอนนี้การแข่งขันบาสเกตบอลลีกมัธยมปลายก็ใกล้เข้ามาแล้วการฝึกซ้อมของทีมจึงยิ่งเข้มข้นขึ้นตามไปด้วยมีอยู่หลายครั้งที่ชวีเสี่ยวปอและเซี่ยเจิงพูดคุยกันอยู่ดีๆแต่แล้วเซี่ยเจิงก็หลับคาโทรศัพท์ไปเลย...ชวีเสี่ยวปอไม่พอใจเป็นอย่างมากที่ตัวเขาสามารถทำได้แค่ตะโกนเชียร์เซี่ยเจิงผ่านหน้าจอโทรศัพท์ดังนั้นหลังจากที่คุณหมอแจ้งเขาว่าสามารถลุกจากเตียงได้แล้วเขาจึงบอกกับเซี่ยเจิงไปทันทีว่า :
“ฉันต้องไปดูนายแข่งให้ได้”
ปลายสายเต็มไปด้วยเสียงดังวุ่นวาย หลังจากผ่านไปไม่กี่วินาทีเซี่ยเจิงน่าจะวิ่งไปตรงที่ที่ไม่มีคนแล้ว ในตอนนั้นถึงค่อยพูดขึ้นว่า : “ขานายจะไหวเหรอ? ”
“แน่นอนอยู่แล้ว”ชวีเสี่ยวปอมองไปที่ขาของตัวเองที่ยังคงมีเฝือกใส่เอาไว้อยู่แล้วจึงรู้สึกว่าอันที่จริงคำพูดนี้ไม่ได้มีความน่าเชื่อถือเลยสักนิดแต่ก็ยังพูดต่อไปว่า : “ที่จริงไม่จำเป็นต้องเดินเยอะก็ได้นี่เดี๋ยวฉันให้คนขับรถไปส่งที่สนามกีฬา แล้วก็เตรียมรถเข็นไปเข็นฉันก็ได้แล้ว”
“แค่ฟังก็ได้กำลังใจแล้ว” เซี่ยเจิงยิ้มขึ้นมา “ได้ งั้นฉันจะรอนายนะ”ความจริงแล้วเขาก็อยากให้ชวีเสี่ยวปอมาหามากเช่นกันอีกอย่างเซี่ยเจิงก็ไม่รู้จะอ้างเหตุผลอะไรมาปฏิเสธเขาด้วย
“เฮ้” ชวีเสี่ยวปอพ่นลมหายใจออกมา “มาจุ๊บทีหนึ่งสิ ให้กำลังใจสักหน่อย”พูดจบก็ทำเสียงจุ๊บใส่โทรศัพท์อย่างรวดเร็วหนึ่งที
“ได้รับแล้ว” เซี่ยเจิงพูดขึ้น : “คิดไม่ถึงเลยนะเนี่ยว่าแฟนฉันจะเป็นปรมาจารย์ด้านการแสดงล่องหนด้วย”
“บ้านนายสิ” ชวีเสี่ยวปอหัวเราะขึ้นมา “พรุ่งนี้แข่งกับโรงเรียนไหนเหรอ?”
“โรงเรียนมัธยมปลายหนานซาน”
“ให้ตายสิ โรงเรียนนั้นเก่งมากเลยนะ” ชวีเสี่ยวปอรู้สึกพูดไม่ออกขึ้นมาเพราะปีที่แล้วโรงเรียนหนานซานก็เกือบจะได้แชมป์อยู่แล้วหากปีที่แล้วโรงเรียนมัธยมที่สิบเจ็ดไม่ได้กลายเป็นม้ามืดขึ้นมาซะก่อน โรงเรียนหนานซานได้คว้าไปครองแน่ๆดูท่าแล้วปีนี้คงจะมาทวงบัลลังก์คืน การเจอกับโรงเรียนหนานซานในครั้งนี้โรงเรียนเขาจึงค่อนข้างน่าเป็นกังวลพอสมควร
“ที่สำคัญกว่าคือการได้มีส่วนร่วม” เซี่ยเจิงเอ่ยขึ้น
ในวันแข่งขัน ชวีเสี่ยวปอก็ให้คนขับรถพาเขาไปส่งที่สนามกีฬาของเมืองตั้งแต่เช้าตรู่การแข่งขันเช่นนี้คนจากทั้งสองโรงเรียนล้วนจะต้องมาเข้าชมอย่างแน่นอนบรรยากาศในสนามอึกทึกครึกโครมไปทั่วทุกพื้นที่ ทั้งยังอัดแน่นไปด้วยผู้คนชวีเสี่ยวปอยังไม่ทันจะได้ลงจากรถเขาก็เห็นเจียงอี้หยางยืนชะโงกคอรอเขาอยู่ข้างทางแล้วจนกระทั่งคนขับรถนำรถเข็นวีลแชร์ลงมาให้ชวีเสี่ยวปอจึงกระโดดขาเดียวไปนั่งลงบนนั้นทันทีในขณะนั้นเจียงอี้หยางถึงได้เดินเข้ามา :
“ฟื้นตัวเร็วเหมือนกันนะเนี่ย !”
“มันแน่นอนอยู่แล้วก่อนที่ฉันจะกระดูกหักฉันเป็นถึงร่างทรานส์ฟอร์มเมอร์สที่ไม่อาจทำลายล้างได้เลยนะ”ชวีเสี่ยวปอเชิดคางขึ้นพูดออกมา ก่อนที่จะหันไปมองด้านข้าง “แล้วพวกเซี่ยเจิงล่ะ?”
“พวกเขามารับนายไม่ได้อยู่แล้ว” เจียงอี้หยางทักทายคนขับรถไปหนึ่งครั้งจากนั้นจึงเข็นชวีเสี่ยวปอเข้าไปในสนามกีฬา “เข้าไปในห้องพักรับรองตั้งนานแล้วละตอนนี้คิดว่าน่าจะกำลังเตรียมตัวก่อนการแข่งขันกันอยู่”
“อ๋อ” ชวีเสี่ยวปอพยักหน้า คิดดูแล้วก็คงจะเป็นเช่นนั้นแต่ก็ยังหยิบโทรศัพท์ออกมาส่งข้อความหาเซี่ยเจิงไปว่า : “ฉันมาแล้วๆ ฉันมาแล้วๆ !”ต้องให้เซี่ยเจิงรับรู้ถึงความตื่นเต้นของตัวเองให้ได้
คิดไม่ถึงว่าเซี่ยเจิงจะตอบกลับมาเร็วขนาดนี้ : “โอเค หาตำแหน่งนั่งดูดีๆ หน่อยนะ เดี๋ยวมีเซอร์ไพรส์อะไรให้นายด้วย”
เซอร์ไพรส์? !
ทันใดนั้นชวีเสี่ยวปอจึงรู้สึกสนใจขึ้นมาทันทีแต่เมื่อส่งข้อความไปถามเซี่ยเจิงว่าเซอร์ไพรส์อะไร อีกฝ่ายไม่ได้ตอบกลับมาก็จริงอยู่ ถ้าพูดออกมาตอนนี้จะเรียกว่าเซอร์ไพรส์ได้ยังไง? ชวีเสี่ยวปอเลยไม่ได้ถามซักไซ้ต่อแล้วในตอนที่เขาถูกเจียงอี้หยางเข็นเข้ามาด้านใน ชวีเสี่ยวปอก็เห็นว่านักเรียนของโรงเรียนมัธยมปลายหนานซานหลายคนใส่เสื้อแบบเดียวกันโดยมีข้อความสกีนลงบนหน้าอกและด้านหลังของเสื้อว่า : “หนานซานเป็นที่หนึ่งไม่มีใครเทียบเท่า”
“โรงเรียนเรามีไหม? ” ชวีเสี่ยวปอเอี้ยวหน้าไปถามเจียงอี้หยาง
“ไม่มี” เจียงอี้หยางตอบ “ก่อนหน้านี้โรงเรียนก็ไม่เคยทำด้วยแต่เห็นแบบนี้แล้วก็ดูมีพลังมากเลยเนอะ”
“แพ้ให้คนได้แต่ห้ามพ่ายแก่สนาม [1] ...ไม่ใช่”ในตอนนั้นเองในหัวของชวีเสี่ยวปอก็มีแสงสว่างวาบขึ้นมาแต่เขาก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองใช้คำได้ถูกต้องหรือไม่ “หยุด หยุดๆ แถวนี้มีร้านทำป้ายโฆษณาบ้างไหม?”
“ร้านทำป้ายโฆษณาเหรอ? เหมือนว่า...”เจียงอี้หยางเกาศีรษะไปมา แต่ก็นึกขึ้นมาได้ร้านหนึ่ง “มีเลี้ยวโค้งนั้นไปฉันจำได้ว่ามีอยู่ร้านหนึ่ง เห็นมันตอนผ่านเข้ามาน่ะ”
“ดีเลยๆ เร็วเข้าๆ ” ชวีเสี่ยวปอตบลงไปบนที่วางแขนของรถเข็น“ยังเหลือเวลาอีกเท่าไหร่ถึงจะเริ่มการแข่งขัน? ”
“อีกประมาณสองชั่วโมงกว่าได้” เจียงอี้หยางยกข้อมือขึ้นมาดูเวลา “เดี๋ยวนะนายจะทำป้ายโฆษณาเหรอ? ”
“ใช่ !” ชวีเสี่ยวปอตะโกนขึ้นเสียงดัง “รีบไปกัน! ต้องแข่งกับเวลาแล้ว! ”
เมื่อชวีเสี่ยวปอและเจียงอี้หยางกลับมาก็ยังสายไปเล็กน้อยในตอนที่เดินถึงหน้าประตู นักกีฬาก็เริ่มเข้ามาในสนามกันแล้วชวีเสี่ยวปอได้ยินเสียงร้องตะโกนเชียร์บริเวณโดยรอบดังขึ้นมาเรื่อยๆจึงทำให้เขายิ่งรอไม่ไหวเข้าไปใหญ่ เจียงอี้หยางก็อดไม่ได้ที่จะเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นยิ่งกว่าเดิมจนกระทั่งเข้ามาอยู่ในสนามการแข่งขันและเจอตำแหน่งที่นั่งในส่วนห้องพวกเขาในที่สุด
“พวกเธอสองคน !”โหยวเจียนั่งอยู่ตรงที่นั่งใกล้ทางเดินด้านนอกสุดลุกขึ้นยืนพร้อมทั้งโบกมือให้พวกเขาทั้งสองคน “เร็วหน่อย! ทำไมถึงเพิ่งจะมาฮะ! ”
“ผมไปทำอันนี้มาครับ !”ชวีเสี่ยวปอชี้ไปยังของบางอย่างที่ม้วนกันเป็นห่อใหญ่วางอยู่บนตักของตัวเอง
“คืออะไรเหรอ? ” โหยวเจียถามออกมาแต่ก็ไม่ได้ไล่ถามถึงรายละเอียดต่อ เพราะในตอนนี้เสียงนกหวีดดังขึ้นและการเกมแข่งขันก็ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
ชวีเสี่ยวปอถูกเจียงอี้หยางประคองไปหาที่นั่งแล้วเป็นที่เรียบร้อย
เปิดเกมเริ่มต้นมาไม่ดีเท่าไหร่จึงทำให้โรงเรียนมัธยมปลายหนานซานคว้าคะแนนแรกไปครองไว้ได้ก่อน
“ให้ตายสิ !”เจียงอี้หยางตบต้นขาด้วยความโมโหเล็กน้อย ส่วนชวีเสี่ยวปอนอกจะดูการแข่งขันแล้วแน่นอนว่าเขายังต้องมองหาเซี่ยเจิงที่อยู่ในสนามด้วย พวกเขาสองคนมาช้าเกินไปที่นั่งตำแหน่งดีๆ จึงไม่มีเหลืออยู่แล้ว เนื่องจากเขานั่งห่างออกไปไกลเลยทำให้ดูค่อนข้างลำบากยิ่งไปกว่านั้นนักกีฬาที่อยู่ในสนามก็ล้วนใส่เสื้อเหมือนกันหมด แต่เพื่อให้สะดวกต่อผู้บรรยายบนเสื้อบาสเกตบอลจึงมีชื่อนักกีฬาแต่ละคนสกีนเอาไว้อยู่ด้วย
“เธอเห็นเซี่ยเจิงบ้างไหม? ” เพื่อนผู้หญิงร่วมชั้นสองคนที่นั่งอยู่ข้างๆชวีเสี่ยวปอก็สงสัยขึ้นมาเหมือนกัน คนหนึ่งถามอีกคนหนึ่ง
“นั่นไหม...” หญิงสาวที่ถูกถามยื่นมือชี้ออกไปแต่กลับรู้สึกงุนงงเล็กน้อยพลางพูดขึ้นว่า : “แต่ดูเหมือนว่าเสื้อที่เขาใส่จะไม่ใช่เสื้อบาสของตัวเองเลยนะ? ”
หลังจากพูดจบทั้งสองเธอทั้งสองคนก็สบตากันจากนั้นก็หันมามองชวีเสี่ยวปอเป็นตาเดียวอย่างตกตะลึง
ในตอนที่ชวีเสี่ยวปอกำลังจะถามออกไปว่า “มองฉันทำไม”แต่ทันใดนั้นเขาก็เข้าใจขึ้นมาทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น
เสื้อบาส! เสื้อบาสนั่น!
เสื้อบาสเกตบอลของโรงเรียนพวกเขาสั่งทำขึ้นมาไว้ตั้งนานแล้วตัวเสื้อเป็นสีขาวขอบน้ำเงิน ซึ่งโดยปกติหลังจากซ้อมเสร็จชวีเสี่ยวปอก็จะถอดมันยัดเอาไว้ในลิ้นชักของตัวเองแต่ในตอนนี้กลับ...
ชวีเสี่ยวปออดไม่ได้ที่จะขยี้ตาแรงๆมองไปยังร่างนั้นที่กำลังวิ่งอย่างสุดกำลังอยู่ในสนาม
ในที่สุดก็เห็นชัดแล้วว่าด้านหลังเสื้อบาสเกตบอลของเซี่ยเจิงสกรีนเอาไว้ว่า :
ชวีเสี่ยวปอ เบอร์ 10
.............................
เชิงอรรถ
[1] แพ้ให้คนได้แต่ห้ามพ่ายแก่สนาม(输人不输阵) เป็นสุภาษิตที่ใช้กันแพร่หลายในไต้หวันหมายถึงไม่ว่าเรื่องจะเลวร้ายหรือแย่เพียงใดก็ต้องสู้ให้ถึงที่สุดให้กำลังใจตัวเอง และไม่ต้องไปสนใจคำสบประมาทของผู้อื่น