เสิ่นม่านซูที่นั่งอยู่บนรถม้าดวงตาหดแคบลงในฉับพลัน
ป้านเซี่ยที่อยู่ด้านข้างใจนสะอื้นเบาๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังพยายามบังคุณหนูของตนเอาไว้ทั้งๆ ที่ตัวสั่นเทา
ทว่าทันใดนั้น เสิ่นม่านซูก็ผลักป้านเซี่ยออก ยกชายกระโปรงขึ้นแล้วถีบอย่างแรง!
จวินมั่วหานที่เพิ่งะโขึ้นรถม้ายังไม่ทันตั้งหลัก ก็ถูกถีบเข้าที่อกอย่างจัง!
ร่างของเขาเสียสมดุลหงายไปด้านหลัง และร่วงลงจากรถม้าในพริบตา
สารถีหนุ่มเห็นภาพนั้นถึงกับตะลึงงัน
บ่าวรับใช้หน้าประตูจวนตระกูลไป๋ก็ชะงักไปในทันที ต่างมองอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
เมื่อบรรดาผู้คนจากกลุ่มอำนาจต่างๆ ที่แฝงตัวอยู่ในเงามืดเห็นเหตุการณ์นี้ ต่างพากันตกตะลึงเช่นกัน
องค์ชายเจ็ดอ่อนแอถึงเพียงนี้เชียวหรือ
มัวเมาสตรี สุขภาพก็ไม่ดีเช่นนี้…ดูไปแล้วแทบไม่มีความสามารถจะแข่งขันใดๆ เลย
ในบรรดาผู้ติดตามทั้งหมด เฉาเฉียนองครักษ์ของจวินมั่วหานมีปฏิกิริยาไวที่สุด เขารีบวิ่งเข้ามา ประคององค์ชายเจ็ดที่นอนหงายขาชี้ฟ้าขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
ใบหน้าของจวินมั่วหานที่ถูกพยุงขึ้นดำคล้ำจนแทบสะท้อนแสงได้
ทั้งหมดเป็เพราะการถีบที่เกินความคาดหมายของเสิ่นม่านซู เขาถึงกับลืมไปชั่วขณะว่าตนเองก็เป็ผู้ฝึกยุทธ์เช่นกัน!
จวินมั่วหานกัดฟันแน่น กำลังจะเอ่ยปาก ทว่าจู่ๆ ก็ได้ยินเสียงะโดังขึ้นจากด้านหลัง
“ม่านซู เ้าไม่เป็อะไรใช่หรือไม่!”
ร่างกำยำของแม่ทัพเสิ่นพุ่งผ่านจวินมั่วหานตรงไปยังรถม้าราวกับลมพายุ
คำพูดนั้นทำให้จวินมั่วหานที่เพิ่งถูกพยุงขึ้นมารู้สึกเหมือนถูกถีบซ้ำที่กลางอก
คนที่าเ็คือเขาไม่ใช่หรือ!
เสิ่นม่านซูที่อยู่บนรถม้ายังคงสีหน้าสงบนิ่ง ขณะที่ป้านเซี่ยซึ่งอยู่ข้างกายกลับตัวสั่นเทา
ถึงแม้น้ำตาจะคลอเบ้า แต่ก็ยังฝืนพูด “หะ…หากพวกเขาถาม บ่าว…บ่าวจะบอกว่าบ่าวเป็คนถีบเองเ้าค่ะ!”
หัวใจของเสิ่นม่านซูอุ่นวาบขึ้นเล็กน้อย นางยกยิ้มมุมปากก่อนจะเอ่ยเสียงแ่เบา “ไม่ต้อง”
ในเวลานั้นเอง นางก็ได้ยินเสียงบิดาดังมาจากด้านนอก
เสิ่นม่านซูไม่ได้เปิดม่านรถม้า แต่กลับเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก
“ท่านพ่อ? ท่านอยู่ด้านนอกหรือ พวกโจรไปแล้วหรือไม่เ้าคะ”
โจรที่ไหนกัน?
ผู้คนรอบข้างต่างพากันงุนงง
สารถีหนุ่มถึงกับชะงัก ก่อนจะมีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา เขาเอียงคอแล้วปล่อยตัวล้มลงจากรถม้าในทันที
ศีรษะกระแทกพื้นเบาๆ แล้วก็ ‘สลบ’ ไปตามน้ำ
ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วเกินไป ทว่าเสิ่นเจิ้นกวงกะพริบตาเพียงครั้งเดียวก็เข้าใจทันที ก่อนจะะโเสียงดัง
“ม่านซู อย่ากลัว พ่อมาแล้ว!”
มุมปากของจวินมั่วหานกระตุกไม่หยุดจนแทบจะเป็ตะคริว
ครอบครัวแม่ทัพนี่มันเป็แบบใดกัน!
ทว่าเมื่อเสิ่นเจิ้นกวงปลอบบุตรสาวเรียบร้อยแล้ว ก็หันกลับมาถามจวินมั่วหานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“องค์ชายเจ็ด ท่านเห็นว่าโจรหนีไปทางใดหรือไม่ บังอาจยิ่งนัก กลางวันแสกๆ ต่อหน้าฟ้าดิน อยู่ใต้พระบารมีแท้ๆ แต่กลับมีโจรออกอาละวาด!”
จวินมั่วหานแทบจะฝืนกลั้นเืที่พุ่งขึ้นลำคอเอาไว้ไม่อยู่
ทั้งที่โกรธจนแทบะเิ แต่เมื่อเห็นแววตาจริงจังของเสิ่นเจิ้นกวง รวมถึงผู้คนจากจวนแม่ทัพที่อยู่รอบด้าน…
แม้แต่ม้าของจวนแม่ทัพยังสั่นขา เหมือนกับว่ามีโจรจริงๆ อย่างไรอย่างนั้น!
“องค์ชาย…”
เฉาเฉียนรีบเข้ามาใกล้ก่อนก้มกระซิบเสียงต่ำ
“รอบด้านยังมีผู้อื่นอยู่”
ที่นี่คือหน้าจวนของไป๋ซิวจิ่น ย่อมมีผู้คนที่้าผูกไมตรีกับเขาส่งคนมาคอยจับตาดู
จวินมั่วหานจึงรีบสงบอารมณ์อย่างรวดเร็ว เก็บงำความดุดันทั้งหมดไว้ในดวงตา แล้วเอ่ยเสียงเรียบ “อาจจะหนีไปทางทิศตะวันตก”
“พวกมันหนีไปเร็วยิ่งนัก!”
เสิ่นเจิ้นกวงสบถด่าอย่างสมจริง ก่อนจะหันกลับไปพยักหน้าให้ไป๋จื่อที่ไม่รู้ว่ามายืนอยู่หน้าจวนั้แ่เมื่อใด
“ฝากบอกเ้านายเ้าด้วย ไว้ข้าจะมาหาใหม่ ลูกสาวข้าใมาก ข้าต้องรีบพานางกลับจวน”
ชายหนุ่มท่าทางสุภาพอ่อนโยนพยักหน้าเบาๆ
ไม่นานรถม้าของจวนแม่ทัพก็เคลื่อนออกไป โดยไม่ลืมพยุงสารถีที่ ‘สลบ’ ขึ้นรถม้ามาด้วย
ส่วนจวินมั่วหานก็หมดอารมณ์จะเข้าไปคารวะไป๋ซิวจิ่น ใบหน้าหล่อเหลาเผยสีหน้าไม่สบอารมณ์อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะจากไป
บรรดากลุ่มอำนาจต่างๆ ก็พากันซ่อนตัวอย่างเงียบงัน
ไป๋จื่อยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างสงบนิ่ง จากนั้นก็หันหลังกลับไปรายงานให้ไป๋ซิวจิ่นทราบ
ทันทีที่เขาก้าวเข้ามาในโถงใหญ่ ก็เห็นไป๋จี๋กำลังทำหน้าตาอ้อนวอน ยิ้มประจบพลางกล่าว
“นายท่าน ขนมมีตั้งเยอะ ให้บ่าวได้ลองชิมสักหน่อยนะขอรับ”
เห็นๆ อยู่ว่ามีขนมตั้งยี่สิบกว่าชิ้น แต่เพียงชั่วพริบตานายท่านกลับกินไปเกินครึ่งแล้ว!
ไป๋ซิวจิ่นจิบชาสองสามอึก สายตายังอดเหลือบมองกล่องอาหารไม่ได้ จากนั้นจึงกล่าวกับไป๋จี๋ว่า “เอาไป”
“ขอรับ!”
เห็นนายท่านกินไปตั้งมาก ขนมต้องอร่อยมากแน่ๆ
ไป๋จี๋คิดอย่างมีความสุข
ไป๋ซิวจิ่นเช็ดมุมปากอย่างสง่างามแล้วกล่าวต่อ “เอาไปวางไว้ในครัวตรงที่อากาศถ่ายเท ใส่น้ำแข็งไว้ข้างๆ อย่าให้เสีย”
ไป๋จี๋ชะงักก่อนจะทำหน้าหงอยน้ำตาคลอ
นายท่านขี้เหนียวจริงๆ!
ไป๋จื่อมองไป๋จี๋ที่เดินออกไปพร้อมสีหน้าหดหู่ ก่อนจะก้มตัวลงเล็กน้อย แล้วรายงาน “นายท่าน ทุกคนกลับไปหมดแล้วขอรับ”
“เสียเปรียบหรือ” ไป๋ซิวจิ่นรินชาให้ตนเองอีกถ้วย
หลังจากกินขนมหวานเข้าไป อารมณ์ก็ดีขึ้นไม่น้อยจริงๆ
ไป๋จื่อยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย
“ตระกูลเสิ่นไม่ได้เสียเปรียบ คุณหนูเสิ่นถีบองค์ชายเจ็ดจนหงายหลังเลยขอรับ”
คิ้วงามของไป๋ซิวจิ่นขมวดเล็กน้อย เขาเงยหน้ามองไป๋จื่อ
ไป๋จื่อจึงเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดโดยละเอียด ก่อนจะยิ้มกล่าวในตอนท้าย “ตอนนั้นมีคนมากมายมุงอยู่รอบด้าน องค์ชายเจ็ดจำต้องลงตามทางที่แม่ทัพเสิ่นปูไว้ ถึงอย่างไรก็ต้องกลืนความอัปยศนี้ลงไป จากท่าทีนี้ ดูเหมือนคุณหนูสามจะตัดใจจากองค์ชายเจ็ดแล้วนะขอรับ”
ไป๋ซิวจิ่นเพียงตอบรับในลำคอเบาๆ
เขาเงยหน้ามองไปยังตำแหน่งที่วางกล่องอาหารก่อนหน้านี้ แล้วเอ่ยช้าๆ “ดีแล้วที่ยังไม่โง่”
ไป๋จื่อยิ้มบาง
วันนั้นที่ไปช่วยคนในจวนแม่ทัพ เขาก็อยู่ข้างกายนายท่าน ย่อมรู้ดีว่าคุณหนูสามถึงขั้นก่อเื่กลืนทองฆ่าตัวตาย เพียงเพราะอยากแต่งงานกับองค์ชายเจ็ด
บัดนี้นางสามารถตัดใจ เข้าใจความหวังดีของบิดามารดา ก็ถือเป็เื่น่ายินดี
ไป๋ซิวจิ่นลุกขึ้นยืน ชายเสื้อพลิ้วไหว ลายเงินบนอาภรณ์สะท้อนแสงวาว เขาเอ่ยเสียงแ่เบา “จับตาดูพวกแมลงวันหน้าจวนให้ดี”
“ขอรับ”
อีกด้านหนึ่ง ระหว่างทางกลับจวนแม่ทัพ เสิ่นเจิ้นกวงยังไม่วางใจ เขามองบุตรสาวั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า จนแน่ใจว่านางปลอดภัยดี จึงค่อยถอนหายใจโล่งอก
เขาบ่นอย่างไม่สบอารมณ์ “ทำไมต้องบังเอิญเจอองค์ชายเจ็ดด้วยนะ!”
เสิ่นม่านซูย่อมเข้าใจแรงดึงดูดระหว่างคู่พระนางตามนิยายต้นฉบับดี นางจึงค่อนข้างสงบนิ่ง
“ท่านพ่อ ไม่เป็ไรเ้าค่ะ อย่างไรเสียลูกก็ไม่เสียเปรียบ เพียงแต่ท่านหมอเทวดาไป๋ได้ชิมขนมที่ลูกส่งไปหรือไม่เ้าคะ”
นี่ต่างหากคือเื่สำคัญ
แม่ทัพเสิ่นเงียบไปครู่หนึ่ง เขากะพริบตาปริบๆ มองสายตาจริงจังของบุตรสาว แล้วเอ่ยอย่างลำบากใจ “พ่อ…ไม่รู้เลย”
ตอนนั้นพอได้ยินว่าองค์ชายเจ็ดมารังควานบุตรสาว เขาก็เดือดดาลไปแล้ว กระทั่งมีใบชาจากการพ่นติดอยู่ที่เคราก็ยังไม่รู้ตัว จะมีเวลาไปสนใจว่าไป๋ซิวจิ่นกินขนมหรือไม่ได้อย่างไร!
เสิ่นม่านซูเข้าใจในทันที ใจพลันรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
ชูครีมเมื่อเย็นแล้ว ย่อมกระทบกับรสัั
ล้วนเป็ความผิดขององค์ชายเจ็ด!
ในเวลาเดียวกัน เมื่อเสิ่นเจิ้นกวงเห็นสีหน้าหม่นหมองของบุตรสาวก็คิดในใจเช่นกัน
ลูกสาวไม่สบายใจเช่นนี้ ทั้งหมดล้วนเป็ความผิดขององค์ชายเจ็ด!
ไม่นานสองพ่อลูกก็มาถึงหน้าจวนแม่ทัพ
ก่อนจะก้าวเข้าไป เสิ่นม่านซูก็หันไปถามสารถีหนุ่มที่ ‘ฟื้น’ แล้วว่า “เ้าชื่ออะไร”