น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาอย่างราบเรียบไร้ซึ่งความเกรี้ยวกราด
"แม้แต่สัตว์เดรัจฉานยังถูกโยนให้มารับบาปจากการแก่งแย่งชิงอำนาจของพวกมนุษย์ น่าตลกใช่ไหมทั้งทั้งที่คนส่วนใหญ่ในวังต่างรู้ว่าใครลงมือทำเื่ชั่วอะไร แต่องค์ฮ่องเต้ดันมองไม่เห็นเสียได้"
เขาส่ายหัวเบาๆ พลางแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ
"ช่างน่าตลกสิ้นดีที่ข้าต้องมายืนระบายความในใจกับห่านอย่างเ้า แต่เ้ารอดมาได้ก็ดีแล้วเ้าห่านอ้วน"
ลมเย็นเริ่มพัดโชยมาพาให้ขนสีขาวที่เปรอะเปื้อนเืหมูแห้งกรังปลิวไสว
เจียงลี่หยูละความสนใจจากรอยยิ้มหายาก แล้วตระหนักได้ว่าคนปกติที่ไหนเขาจะพกเืหมูติดตัวทุกวันก่อนจะกวาดสายตามองออกไปรอบด้าน
สถานที่แห่งนี้กว้างขวางและมีเค้าโครงของความหรูหราทว่าสภาพในตอนนี้กลับดูทรุดโทรมยิ่งนัก
เศษใบไม้แห้งกองสุม หญ้าขึ้นรกชันตามซอกหินประหนึ่งบ้านเศรษฐีตกยากที่ถูกปล่อยทิ้งร้างมานานปี
เหนือประตูทางเข้า ปรากฏป้ายไม้สลักตัวอักษรเอาไว้ว่า 'ตำหนักหยางซิ่น'
มุมขวาล่างของแผ่นไม้มีรอยตราประจำตัวขององค์ชายห้าประทับอยู่อย่างเป็ทางการ
ตีนผังผืดสีส้มขยับก้าวเดินเตาะแตะไปข้างหน้าเพื่อสำรวจลานดินกว้าง ั์ตาไล่มองไปรอบๆ ด้วยอาการตื่นเต้นเล็กน้อย
บริเวณลานหน้าตำหนักซอมซ่อแห่งนี้ไม่ได้เงียบเหงาอย่างที่ตาเห็นในคราแรก
ตามใต้ร่มไม้และเพิงพักชั่วคราว เต็มไปด้วยฝูงสัตว์น้อยใหญ่ที่กำลังยืนเคี้ยวหญ้าและเดินขวักไขว่ไปมา
ทั้งม้าแก่ วัวผอมแห้ง กวางป่า และฝูงไก่
แล้วั์ตากลมบล็อกก็พลันสะดุดเข้ากับสิ่งมีชีวิตมีขนและเดือยแหลมที่กำลังคุ้ยเขี่ยดินหาไส้เดือนอยู่ใต้ต้นท้อ
หงอนสีแดงสดและขนหางที่ดูคุ้นตา ทำเอาสตรีในร่างนกน้ำต้องอ้าจะงอยปากค้าง
'เดี๋ยวนะ...นั่นมันไก่โต้งเ้าถิ่นที่ไปมีเื่กับนกยูงจอมมารยานี่หว่า!'
หญิงสาวในร่างห่านรีบวิเคราะห์อย่างรวดเร็ว
'ตอนนั้นมันถูกขันทีจับมัดห้อยหัวไปทางโรงครัวฉันก็นึกว่าป่านนี้มันกลายเป็ไก่สับต้มซีอิ๊วไปแล้วเสียอีก'
สายตาของเธอลอบมองสลับไปมาระหว่างไก่โต้งรอดตายกับแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มที่กำลังยืนเอามือไพล่หลัง
'ที่แท้...อีตาองค์ชายหน้าน้ำแข็งนี่ก็เป็พ่อพระนักบุญแอบสับเปลี่ยนตัวช่วยชีวิตพวกสัตว์รับบาป ออกมาเปิดโรงทานอยู่ที่นี่เองสินะ!'
ั์ตากลมสีดำขลับกวาดมองไปรอบอาณาบริเวณตำหนักหยางซิ่นบ่าวไพร่ที่เดินก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่มีเพียงสองถึงสามคนเท่านั้นอาภรณ์บนร่างของพวกเขามอซอและเต็มไปด้วยรอยปะชุนเสียยิ่งกว่าผ้าขี้ริ้วเช็ดโต๊ะในโรงเตี๊ยมจิ้งหรีด
'ดูทรงแล้ว... อีตาองค์ชายห้าวัยกลัดมันอายุราวๆ ยี่สิบปีคนนี้คงจะเป็ลูกชังที่ถูกตาแก่ฮ่องเต้ถีบส่งมาอยู่ในกรุสมบัติเก่าเก็บแน่ๆ' อดีตพนักงานออฟฟิศวัยยี่สิบเจ็ดปี ประเมินสถานการณ์ในใจอย่างรวดเร็ว'สภาพจวนซอมซ่อขนาดนี้ยุงยังไม่อยากจะบินเข้ามาวางไข่เลยมั้ง'
"ไปสิ ที่นี่คือบ้านใหม่ของเ้าแล้วเ้าห่าน ถึงมันจะดูเก่าคร่ำครึ แต่มันก็ดีกว่าในอุทยานหลวงแน่นอน ข้ารับรอง"
น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นสั้นๆเชื้อพระวงศ์หนุ่มผู้ช่วยชีวิตห่านไม่ได้สนใจจะรอปฏิกิริยาตอบรับจากนกน้ำอวบอ้วนเลยสักนิดเขาสะบัดชายแขนเสื้อที่เปื้อนคราบเืหมูหันหลังเดินตรงเข้าไปยังอาคารไม้กระดานผุพัง ก่อนจะลับตาไปที่ห้องหนึ่งของตำหนักซ่อมซ่อ
ชายชราหลังค่อมผู้เป็หนึ่งในบ่าวรับใช้เดินถือตะกร้าไม้ไผ่สานหลวมๆ ออกมาที่ลานดิน มือเหี่ยวย่นล้วงหยิบเอาเศษผักใบช้ำและหญ้าแห้งโปรยหว่านลงบนพื้นคล้ายกับกำลังทำทานให้เหล่าฝูงสัตว์รับบาปที่ยืนรออยู่
ทว่าสตรีในร่างสัตว์ปีกกลับเมินหน้าหนีอาหารมื้อเย็นนั้นอย่างไม่ไยดีจะงอยปากแบนกว้างสีส้มเชิดขึ้นเล็กน้อยก่อนที่ตีนผังผืดจะเริ่มย่ำเดินเตาะแตะออกสำรวจจวนเน่าๆแห่งนี้ไปตามสัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็น
ก้อนขนสีขาวเดินส่ายก้นผ่านระเบียงทางเดินที่เต็มไปด้วยฝุ่นเขรอะกระทั่งมาหยุดอยู่หน้าห้องหนังสือเล็กๆ ห้องหนึ่งที่ประตูไม้เปิดแง้มไว้หยากไย่เส้นหนาเตอะขึงพาดผ่านกรอบประตูราวกับตาข่ายดักแมลงวัน
เจียงลี่หยูมุดหัวกลมๆ ลอดผ่านใยแมงมุมเข้าไปด้านในสายตาของเธอสะดุดเข้ากับม้วนภาพวาดแผ่นหนึ่งที่แขวนห้อยต่องแต่งอยู่บนผนังไม้เก่าๆ
บนกระดาษแผ่นนั้นวาดรูปหงส์ขาวที่มีขนฟูฟ่องงดงามรอบกายของมันถูกแต่งแต้มด้วยประกายดวงดาวระยิบระยับดูศักดิ์สิทธิ์และสูงส่งราวกับภาพโฆษณาชวนเชื่อของคลินิกเสริมความงาม
ห่านอวบอ้วนเอียงลำคอยาวระหงั์ตากลมบล็อกจ้องมองนกน้ำในภาพวาดอย่างพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง
'สวยก็จริง... แต่... แล้วไงล่ะ' หญิงสาวในร่างห่านครุ่นคิดประมวลผลถึงความคุ้มค่าอย่างรวดเร็วก่อนที่ความสนใจทั้งหมดจะมอดดับลงภายในเวลาไม่ถึงครึ่งจิบน้ำชาเธอสะบัดจะงอยปากหนีภาพวาดไร้ค่า แล้วหันหลังเดินเตาะแตะออกจากห้องหนังสือไป
สองตีนผังผืดก้าวพาร่างตุ้ยนุ้ยมาจนถึงใต้ร่มไม้ใหญ่ริมกำแพงจวนเบื้องล่างมีกองฟางแห้งสะอาดที่ถูกสุมรวมกันไว้อย่างพอเหมาะพอเจาะคล้ายกับเตียงนอนไซส์พิเศษที่รอคอยการมาเยือนของเ้าห่านอ้วน
พรึ่บ! พรึ่บ!
ปีกสีขาวสะอาดตากระพือตีอากาศด้วยความดีใจก้อนขนอวบอ้วนทิ้งตัวลงเกลือกกลิ้งบนฟางนุ่มๆ ทันที
เจียงลี่หยูขดลำคอยาวๆ ซุกซ่อนเข้าไปใต้ปีกอย่างมิดชิดปล่อยให้ความนุ่มนวลของฟางข้าวโอบกอดร่างกายที่เหนื่อยล้าสตรีทะลุมิติหลับตาลงอย่างสงบหวังเพียงจะทิ้งเื่ราวเฉียดตายอันเลวร้ายของวันนี้ให้กลายเป็เพียงเศษฝุ่นที่ถูกกวาดทิ้งไปกับสายลมแห่งรัตติกาล
และแล้วเช้าวันใหม่ก็มาถึง...
ท้องนภาเบื้องบนยังคงปกคลุมเต็มไปด้วยกลุ่มเมฆฝนสีเทาหม่นดูมืดครึ้มราวกับก้นกระทะเหล็กเปื้อนเขม่าที่ไม่ได้ล้างมาสามเดือนแสงตะวันยามเช้าจึงสาดส่องลงมาถึงพื้นดินเพียงรำไรเท่านั้น
เจียงลี่หยูงัวเงียตื่นขึ้นมาจากกองฟางนุ่มๆั์ตากลมสีดำขลับกะพริบปริบๆ สองสามครั้ง
ห่านสาวมองสภาพแวดล้อมรอบตัวก่อนจะตระหนักได้ว่าสถานที่แห่งนี้คือลานดินซอมซ่อของตำหนักหยางซิ่นหาใช่อุทยานหลวงอันกว้างขวางและวุ่นวายอีกต่อไป
บริเวณลานหน้าจวนมีแขกไม่ได้รับเชิญปรากฏตัวขึ้นั้แ่ไก่โต้งตัวที่รอดตายยังไม่ทันได้โก่งคอขัน
สวบ...
ตีนผังผืดสีส้มรีบก้าวเตาะแตะออกจากใต้ร่มเงาไม้มุ่งหน้าไปยังจุดที่มีคนยืนคุยกันอยู่ ความอยากรู้อยากเห็นก็เป็นิสัยส่วนหนึ่งที่ติดตัวตามมาจากชาติที่แล้ว
ชายแปลกหน้าผู้หนึ่งสวมชุดคลุมสีดำสนิทปกปิดมิดชิดั้แ่หัวจรดเท้ากำลังยืนสนทนาอยู่กับบุรุษหนุ่มรูปงามผู้เป็เ้าของตำหนัก
ใบหน้าของคนทั้งสองนั้นตึงเครียดและดำมืดประหนึ่งพ่อค้าข้าวสารที่เพิ่งถูกขโมยข้าวไปจนหมดยุ้งฉาง
ความอยากรู้อยากเห็นที่เป็สัญชาตญาณติดตัวมาั้แ่ตอนยังเป็พนักงานออฟฟิศเริ่มปะทุจนไปกระตุ้นต่อมสมองให้สั่งการสตรีในร่างห่าน ค่อยๆย่องส่ายก้นเข้าไปใกล้บทสนทนานั้นให้มากที่สุด
ก้อนขนสีขาวขยับเข้าไปใกล้... ใกล้มากขึ้น จนห่างจากรองเท้าของพวกเขาเพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้น
ชายชุดคลุมดำ และองค์ชายห้าชะงักคำพูดเล็กน้อย แล้วหันมาปรายตามองสิ่งมีชีวิตอวบอ้วนบนพื้นดินพร้อมกันเพียงชั่วครู่
ทว่าเมื่อเห็นว่าเป็เพียงนกน้ำหน้าโง่ตัวหนึ่งพวกเขาก็เลิกใส่ใจและหันกลับไปสนทนากันต่ออย่างรวดเร็ว
"ดูเหมือนว่าแคว้นิจะทำพิธีบูชาดินศักดิ์สิทธิ์จนบังเกิดเป็พยัคฆ์ขาวสำเร็จแล้วและแคว้นอี้ก็ทำการผูกจิตกับนางพญาเต่าดำแห่งธาตุน้ำเรียบร้อยดีพ่ะย่ะค่ะ"
น้ำเสียงของบุรุษลึกลับเอ่ยรายงานด้วยความตึงเครียด
คิ้วกระบี่ของเชื้อพระวงศ์หนุ่มยิ่งขมวดเข้าหากันแน่นกว่าเดิมจนแทบจะกลายเป็ปมเชือกตาย
"เช่นนั้นก็หมายความว่า พรของเทพกุนแห่งสิบสองนักษัตรคงจะสัมฤทธิผลแล้วกระมัง"
"เทพทั้งสิบสององค์ล้วนมีแคว้นประจำถิ่นของตนการประทานพรเพื่อให้ถือกำเนิดสัตว์เทพจากการบูชาธาตุนั้นดำเนินไปด้วยดีและสองในสามแคว้นก็เป็ศัตรูของต้าเฉียนของเรา"
ผู้มาเยือนในชุดดำทอดถอนใจยาว ก่อนจะกล่าวประโยคถัดมา
"แต่องค์ชายไม่ทรงสังเกตบ้างหรือพ่ะย่ะค่ะ เทพขาล เทพมะโรง เทพมะเมียและเทพระกานั้นไม่เคยประทานพรให้เกิดสัตว์เทพตัวใดมาเป็เวลาร่วมสองร้อยปีแล้ว"
ชายหนุ่มรูปงามยืนนิ่งเงียบ รับฟังข้อมูลอย่างตั้งใจ
"ที่เห็นปรากฏในรอบนี้ก็มีเพียงเทพกุน เทพจอ และเทพมะเส็งเท่านั้น ที่ประทานพรให้เกิดสี่สัตว์เทพอย่างวิหคเพลิง พยัคฆ์ขาว เต่าดำ และัเขียว"
กร้วม!
จะงอยปากแบนกว้างสีส้มจิกเอาเศษผักกาดใบช้ำที่ร่วงหล่นอยู่บนพื้นดินขึ้นมาเคี้ยวตุ้ยๆ
หูที่ซ่อนอยู่ใต้ขนสีขาวของเจียงลี่หยูผึ่งรับฟังทุกถ้อยคำทว่าในหัวกลับมีแต่ความว่างเปล่าราวกับไหสุราที่ถูกเททิ้งจนเหือดแห้ง
ดวงตากลมบล็อกกะพริบปริบๆสลับมองชายสองคนตรงหน้าด้วยความงุนงงสุดขีด
'คุยเื่บ้าอะไรกันเนี่ย เทพหมู เทพหมาเทพไก่ แล้วยังจะมีเต่าดำ เสือขาว ัเขียวกับนกไฟอะไรนั่นอีก'
ผู้ที่ทะลุมิติมาอยู่ในร่างสัตว์ปีกบ่นอุบอิบในใจพลางกลืนก้อนผักกาดลงลำคอยาวระหง
'ศัพท์เทคนิคเฉพาะทางพวกนี้มันเกินโควตาความเข้าใจของสมองห่านไปแล้วและมันก็ไม่เกี่ยวกับเื่ปากท้องของฉันตรงไหน'
อดีตมนุษย์เงินเดือนพ่นลมหายใจออกทางจมูกบนจะงอยปากก่อนจะก้มหน้าก้มตาจิกกินเศษผักบนพื้นต่ออย่างเบิกบานใจ ปล่อยให้พวกชนชั้นสูงถกปัญหาบ้านเมืองระดับมหภาคกันต่อไปโดยไม่คิดจะเก็บมาใส่ใจแม้แต่น้อย