มู่เฉินมักจะไปๆ มาๆ อยู่เสมอดังนั้นโซฟี เรนเนอร์จึงไม่แปลกใจกับการปรากฏตัวของเขา
มู่เฉินสังเกตเห็นัน้อยบาฮามุท ตอนนี้ร่างกายของมันก็เหมือนกับตอนที่เพิ่งออกจากไข่ คล้ายกับลูกสุนัข และดูเหมือนว่าจะสนิทสนมกับโซฟีมาก ราวกับเธอเป็คนที่คลอดมันออกมาจริงๆ
“โซฟีผมกำลังจะเดินทางออกจากเมืองปิงอัน คุณเตรียมตัวใว้ให้ดีๆ นะ” มู่เฉินเลือกจะบอกเธอั้แ่เนิ่นๆ เพราะหลังจากที่เขาได้รับเงินทั้งหมดในธนาคารก็จะเดินทางออกไปทันที
“แล้วคุณจะไปไหน อยู่ที่นี่ต่อไปไม่ดีเหรอ” โซฟี เรนเนอร์เป็กังวล เพราะสำหรับเธอตอนนี้โรงแรมไม่ต่างจากบ้าน นอกจากนั้นยังไม่เคยอดอยากกับอาหาร แม้ว่าตอนนี้จะไม่มีไฟฟ้าหรือน้ำไว้อาบ นอกจากต้องเช็ดตัวด้วยน้ำแร่ในขวด แต่มันคงดีกว่าต้องไประหกระเหินเดินทางไปทั่วโดยไม่มีจุดหมาย นี่คือสิ่งที่เธอกังวล
“ไม่ขอปิดบังผมพัฒนาตัวเองด้วยเงิน ความแข็งแกร่งของผมทั้งหมดมาจากเงินดังนั้นผมจึงต้องออกไปปล้นธนาคาร และธนาคารในเมืองปิงอันเกือบทั้งหมดก็ถูกผมเก็บเกี่ยว ทีนี้คุณเข้าใจแล้วใช่ไหมว่าทำไมผมถึงต้องย้ายไปเมืองอื่น”
“นั่นเพราะธนาคารที่นั่นยังไม่ถูกปล้น”
“ใช่ หรือมันอาจจะถูกปล้นไปแล้วแต่มันก็ไม่สำคัญ เพราะสิ่งเ่าั้ต้องตกเป็ของผมอยู่ดี”
“ดูอย่างกับตัวร้ายในภาพยนตร์”
“หรือว่าคุณไม่ชอบ?”
“ชอบสิ ในวันโลกาวินาศแต่ละคนต่างก็เห็นแก่ตัวกันทั้งนั้น พอฉันเข้าใจว่าคุณ้าเงินเพื่อพัฒนาตัวเองก็รู้สึกว่าสิ่งที่คุณทำนั้นถูกต้อง” โซฟี เรนเนอร์จับใบหน้าของเขาไว้ ดวงตาของเธอค่อนข้างซื่อตรง แต่ติดตรงที่ว่ามีัน้อยมองอยู่จึงยังไม่มีเซ็กส์กันจนถึงเวลานี้ เรียกได้ว่าเ้าตัวเล็กค่อนข้างน่ารำคาญ
พฤติกรรมของโซฟี เรนเนอร์เขาไม่ได้รังเกียจ ที่เธอสามารถยอมรับได้ง่ายๆ ก็เพราะต้องคอยพึ่งพามู่เฉิน แต่ถ้าหากเป็ศัตรูแล้วมาปล้นความมั่งคั่ง เธอคงจะโกรธและอยากจะฆ่าให้ตาย
“ขอโทษนะฉันไม่สามารถช่วยคุณได้เลย ถ้าหากอินเตอร์เน็ตยังใช้ได้ล่ะก็ ฉันจะโอนเงินทั้งหมดให้คุณ” โซฟีเอาหน้าซุกลงบนอกเขา น้ำเสียงของเธอค่อนข้างเศร้า มู่เฉินเองก็รู้สึกไม่ต่าง ตอนนี้สัญญาณทั่วโลกไม่สามารถใช้งานได้ การสื่อสารทั้งหมดถูกตัดขาดด้วยสนามแม่เหล็กซึ่งเป็การเปลี่ยนแปลงของโลก
มู่เฉินรู้ว่าสนามแม่เหล็กนี้หมายถึงอะไร มันคือแผ่นเปลือกโลกที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวผ่านรอยแยกที่ปิดสนิทเมื่อหลายล้านปี ก่อนจะเกิดหมอกมรณะรุกรานทั่วโลก เหตุการณ์ในอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้นมีความอันตรายมากกว่าซอมบี้
........
หลังจากคุยกับโซฟี เรนเนอร์อีกหลายชั่วโมงมู่เฉินก็ขอตัวกลับ
โดยบอกว่าจะไปหารถก่อนการเดินทาง หากไม่มีอะไรผิดพลาดพรุ่งนี้จะมารับ ทว่าที่จริงแล้วเขาได้ข้อมูลจากฟอลคอนผ่านเครื่องส่งสัญญาณ ดังนั้นจึงรีบลงมายังชั้นล่างของโรงแรม
“มาสเตอร์ พวกเราไม่ได้ไปตามพิกัดที่ฟอลคอนกำหนด ธนาคารหลายแห่งถูกปล้นเกือบหมดแล้ว เราได้เงินมาเพียง 100 ล้านหยวนเท่านั้น” บับเบิ้ลกัมรายงาน พร้อมกับวางกระเป๋าใส่เงินไว้ตรงหน้า
มู่เฉินเปิดกระเป๋าแล้วเริ่มให้ระบบดำเนินการ หลังจากนั้นเงินทั้งหมดก็หายไป หลังจากที่เขาวิ่งวุ่นไปเกือบเดือนธนาคารทั้งหมดก็ถูกกวาดล้าง เงินในระบบตกปลาที่มีอยู่ตอนนี้คือ 600 ล้านหยวน ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับเศรษฐีตัวจริง ดังนั้นจึงทำให้มู่เฉินคิดว่านอกจากธนาคารแล้วเขาน่าจะไปปล้นบ้านของมหาเศรษฐี คนเ่าั้ใช่ว่าจะนำเงินทั้งหมดใส่ไว้ในตู้เซฟธนาคาร บ้างก็เอาไว้ที่บ้าน โดยสร้างห้องนิรภัยส่วนตัว แต่คนรวยพวกนั้นซ่อนตัวอยู่ลึกมาก ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีชื่ออยู่บนอินเทอร์เน็ตดังนั้นจึงยากที่จะหาบ้านเจอ
“เอาล่ะทำได้ดีมาก ตอนนี้กลับไปที่หลุมหลบภัยกันก่อน พรุ่งนี้เตรียมตัวออกเดินทาง”
.......
กลับมาถึงหลุมหลบภัยมู่เฉินก็ได้รับการกอดจากสกาเล็ต คอนเนลลี่ หลังแยกออกจากกันมู่เฉินก็พาเธอขึ้นไปข้างบน เพื่อทำอาหารในบ้าน ระหว่างทานอาหารมู่เฉินกล่าวถึงการย้ายถิ่นฐาน รวมถึงสาเหตุหลักๆ ที่้าเงิน
“ที่รักฉันขอโทษ ตอนนั้นฉันไม่รู้ว่าโลกจะมาถึงจุดจบ ไม่งั้นเงินทั้งหมดของฉันคงโอนให้คุณในตอนนั้นแล้ว” สกาเล็ต คอนเนลลี่ตำหนิตัวเอง เพื่อช่วยเธอออกมาจากธนาคารหล่อนได้เสนอเงินให้เขาเป็ค่าเช่า ตอนนั้นคิดว่าสถานการณ์คงไม่ร้ายแรงมากอย่างไรซะอเมริกาก็ทรงพลัง แต่หลังจากดูข่าวไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสัญญาณทั้งหมดใช้งานไม่ได้ เธอจึงรู้ว่าโลกตกอยู่ในความมืด เงินไม่สามารถใช้งานได้ ทุกคนต้องเอาตัวรอดด้วยความแข็งแกร่งของตัวเอง
“มันไม่ใช่ความผิดของคุณ ตอนนั้นหากเป็ผมเองก็คงทำอย่างคุณ” มู่เฉินไม่คิดตำหนิ คงไม่มีใครหรอกกล้าให้เงินที่หามาทั้งชีวิตกับชายคนหนึ่ง ทว่าไม่ใช่ว่าเขาไม่ได้อะไรเลย อย่างน้อยก็ได้เงิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากเธอ
ถึงจะได้ยินคำพูดปลอบใจของเขาแต่สกาเล็ต คอนเนลลี่ยังไม่รู้สึกดีขึ้น มู่เฉินจึงพาเธอเปลี่ยนอารมณ์ไปที่รถบ้านและมอเตอร์ไซค์คันสีแดง
“นี่คือรถที่เราจะขับไปเมืองซวนซวน ลองเข้าไปดูสิ ผมว่าคุณต้องชอบ”
สกาเล็ต คอนเนลลี่พยักหน้าจากนั้นทั้งสองคนเข้าไปข้างใน ที่นี่ดูไม่ต่างจากหลุมหลบภัยแต่เล็กกว่ามาก แต่อย่างน้อยมันก็ดีกว่ารถทั่วไปซึ่งมีขนาดแคบกว่า
“ที่รักเราไม่ได้ไปปิ๊กนิคกันนะ ฉันกลัวว่าหากเผชิญหน้ากับซอมบี้เราอาจต้องเปลี่ยนรถคันใหม่” สกาเล็ต คอนเนลลี่กังวล
มู่เฉินหัวเราะเล็กน้อยแล้วพาเธอเดินออกมาจากรถบ้าน
“คุณหัวเราะอะไร”
“ผมเข้าใจว่าคุณกังวลเื่อะไรแต่ไม่ต้องห่วง รถของผมไม่ใช่รถธรรมดาแต่มันเป็รถที่สามารถแปลงร่างได้”
“แปลงร่างได้ อย่าบอกนะว่า...” คำพูดยังไม่ทันจบรถสีชมพูตรงหน้ากับมอเตอร์ไซค์ก็เริ่มเปลี่ยนรูปแบบ เสียงเสียดสีของโลหะดังขึ้น สิ่งมีชีวิตเชิงกลที่สูงหลายเมตรยืนอยู่ตรงหน้า ในฐานะนักแสดงฮอลลีวูดสกาเล็ต คอนเนลลี่คุ้นเคยกับสิ่งนี้
“ทรานฟอร์ม...โอ้พระเ้า พวกเขาเป็ต่างดาวใช่ไหมเนี่ย คงไม่ได้มายึดโลกหรอกนะ ดูตาของพวกเขาสิเป็สีแดง นี่มันตัวร้ายชัดๆ”
“มนุษย์คนนี้ตลกจริงๆ ยิงทิ้งเลยดีไหมนะ” บับเบิ้ลกัมยกปืนพลังงานเล็งมาที่สกาเล็ต คอนเนลลี่ หญิงสาวใรีบเข้ามาหลบข้างหลังมู่เฉิน
“เฮ้พวกใจเย็นๆ ไม่เห็นหรือไงว่าเธอเป็ผู้หญิงของมาสเตอร์” เรดซิ่งรีบเข้ามาห้าม
“รู้แล้วน่า แค่ล้อเล่นเฉยๆ หรอก” กล่าวพลางเก็บปืนลง
มู่เฉินจับไหล่ของเธอที่กำลังสั่นแล้วบอกว่าไม่เป็ไร “ผมเป็ผู้สร้างพวกเขา ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับต่างดาวคุณไม่ต้องกังวล และด้วยพลังของบับเบิ้ลกัมและเรดซิ่งมันจะเป็เื่ง่ายที่เราจะไปยังอีกเมือง”
สกาเล็ต คอนเนลลี่พยักหน้า ดวงตาของเธอมองพวกมันด้วยความรู้สึกที่ต่างออกไป เพราะเธอเคยเห็นในภาพยนตร์แล้วว่าหุ่นยนต์เหล่านี้ไร้เทียมทานมาก ทางกองทัพต้องระดมอาวุธหนักถึงจะเจาะเกราะเข้า ดังนั้นเมื่อเผชิญหน้ากับซอมบี้จึงไม่น่าต่างจากการบดขยี้เพียงฝ่ายเดียว
.....
ตื่นขึ้นมาอีกวันสกาเลต คอนเนลลี่และมู่เฉินรีบเก็บของออกจากบ้านและหลุมหลับภัย เขาใช้ปืนเปลี่ยนขนาดสิ่งของให้เล็กลง จากนั้นกดบนแป้นพิมพ์หน้าหลุมหลบภัย ขนาดของมันค่อยๆ หดทีละนิด กลายเป็แมงมุมเหล็กตัวหนึ่งวางอยู่บนพื้น
“นี่มัน...” สกาเล็ต คอนเนลลี่ใกับภาพที่เห็น
“หลุมหลบภัยของผม ตอนนี้มันอยู่ในสภาพนอนหลับ ผมสามารถวางมันลงที่ไหนก็ได้ สะดวกและง่ายใช่ไหมล่ะ” มู่เฉินอธิบายสั้นๆ ให้เธอเข้าใจ
“วิเศษมาก แบบนี้ไม่ต้องกังวลเลยว่าจะไม่มีที่อยู่ในอนาคต” สกาเล็ต คอนเนลลี่รู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่ในหลุมหลบภัย สำหรับเธอตอนนี้มันไม่ต่างจากบ้าน
“เอาล่ะไปกันเถอะ แต่ก่อนหน้าที่จะไปเมืองซวนซวนผมต้องไปรับอีกคนก่อน” หลังจากเก็บของเรียบร้อยมู่เฉินก็ขึ้นรถบับเบิ้ลกัม สกาเล็ต คอนเนลลี่ไม่ได้ถามว่าเขาจะไปรับใคร ตอนนี้เธอนั่งอยู่บนเบาะหน้า มองดูถนนหนทางในเมืองที่เต็มไปด้วยซากศพและซอมบี้เดินเตร่ สภาพแวดล้อมเหล่านี้แย่มากและมันทำให้เธอกลัว
มีซอมบี้ไม่มากนัก หรือหากมันโผล่ออกมาก็จะโดนเรดซิ่งใช้ปืนพลังงานเป่าสมอง ซอมบี้ระดับ 3 ไม่สามารถต่อสู้ได้ นับประสาอะไรกับซอมบี้ระดับหนึ่ง
“โรงแรมนี้มัน...” สกาเล็ต คอนเลลี่จำโรงแรมที่เคยพักได้ เธอไม่ได้ถามว่ามู่เฉินมารับใครที่นี่เพราะเขาได้ลงจากรถไปแล้ว เธอทำได้เพียงรอเงียบๆ ในรถ กระทั่งเห็นคนที่เดินออกมาด้วยกันกับเขา
“นั่นมันโซฟีไม่ใช่เหรอ เธอรู้จักมู่เฉินได้ยังไง” สกาเล็ต คอนเนลลี่ลงจากรถ เธอไม่ได้สนิทกับอีกฝ่ายมากนักเพราะยังไม่เคยมีผลงานร่วมกันมาก่อน ดังนั้นจึงไม่ต่างจากคนแปลกหน้า แต่ใช่ว่าจะไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับเธอ
“สกาเล็ต...” เช่นเดียวกับอีกฝ่าย โซฟีก็จดจำหล่อนได้เช่นกัน
“เอาล่ะสาวๆ ขึ้นรถก่อน หลังจากนี้มีอะไรค่อยพูดคุยกัน” มู่เฉินตีก้นทั้งสองคน จากสิ่งที่เขาแสดงมันทำให้พวกเธอเข้าใจได้ไม่ยากว่าเกิดอะไรขึ้น ดังนั้นหลังจากมองตากันและกันจึงเข้าไปพูดคุยกันในรถ