เฉินอี้ได้เดินทางมาถึงเมืองที่มีชื่อเรียกว่า ‘เฉิงเทียน’ ซึ่งเป็เมืองแห่งการค้าธรรมดาทั่วไปที่ผู้คนมักจะมาทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน...และด้วยสภาพของเฉินอี้ในตอนนี้ที่เนื้อตัวมอมแมม เสื้อผ้าสกปรกเละเทะไม่มีชิ้นดีอีกทั้งยังมีศพตะขาบั์พาดไว้ที่ไหล่กำลังเดินอยู่ท่ามกลางท้องถนนที่มีคนพลุกพล่าน ก็ทำให้กลายเป็จุดสนใจต่อสายตาของผู้ที่พบเห็นอย่างช่วยไม่ได้
“เฮ้ย ! ดูเ้าคนอนาถานั่นสิ สะพายตัวอะไรไว้ที่ไหล่ด้วย!”
“จริงด้วย แต่เดี๋ยวนะ!... นั่นมันตะขาบสายฟ้าไม่ใช่หรอกรึ?! มันเป็อสูรแมลงที่มีพิษอันตรายถึงตายเลยนา”
“โหว! งั้นแสดงว่าเ้าเด็กที่แทบจะดูเหมือนขอทานนั่นก็เป็คนล่ามันมาได้งั้นรึ?ไม่ธรรมดาจริงๆ”
“เราอย่าเข้าไปใกล้เ้านั่นดีกว่า” สุ้มเสียงพูดคุยดังเอะอะเซ็งแซ่ สลับกันอย่างจ้อกแจ้กจอแจของผู้คนได้ยินมาแต่ไกล
การเดินอาดๆ กลางถนนผ่านทางละแวกร้านค้าของเฉินอี้ในครั้งนี้ได้กลายมาเป็ประเด็นการสนทนาของกลุ่มคนที่สัญจรไปมาอยู่แถวนั้นไปเสียแล้ว
ตัวเฉินอี้ไม่ได้มีความคิดที่จะสนใจแม้แต่น้อย เขายังมุ่งหน้าเดินไปทางสมาคมการค้าแห่งหนึ่งในเมืองเฉิงเทียนเพื่อจะเอาตะขาบสายฟ้ามาขายแลกเปลี่ยนเป็เงิน พร้อมกับรีดเอาพิษของมันออกมา
“ที่นี่สินะ สมาคมการค้าจันทร์เสี้ยว...”
เฉินอี้ได้มาหยุดแหงนมองอยู่ตรงด้านหน้าทางเข้าร้านที่มีป้ายเป็รูปทรงพระจันทร์เสี้ยวขนาดใหญ่ประดับอยู่บนยอดตัวอาคารสูงหลายชั้น
ตามความรู้ที่ได้มาจากความทรงจำเฉินอี้คนเก่านั้นสมาคมการค้าจันทร์เสี้ยวแห่งนี้ ถือว่าเป็สมาคมการค้าที่ใหญ่ที่สุดที่แทบจะมีสาขาตั้งอยู่ทั่วทุกแห่งหนในแต่ละเมืองเลยทีเดียว
ขณะที่เขากำลังจะย่างเท้าเดินผ่านเข้าไปในประตู ก็ได้มีเสียงของพนักงานหญิงสาวผมยาวชุดขาวรูปร่างหน้าตาดีคนหนึ่ง เอ่ยเปล่งวาจาออกมาด้วยใบหน้ายิ้มหวาน อยู่ฝั่งทางเข้าด้านในประตูว่า
“ยินดีต้อนรับเ้าค่ะ มีอะไรให้ช่วยไหมคะ?”
พนักงานหญิงชุดขาวยืนไขว้มือสองข้างไว้ด้านหน้าพลางใช้สายตาลอบมองสำรวจดูเฉินอี้ที่เนื้อตัวเปรอะเปื้อนฝุ่นเสื้อผ้าฉีกขาด ั้แ่หัวจรดเท้าด้วยความรู้สึกแปลกๆ นิดหน่อย พลางคิดในใจว่า ‘เด็กหนุ่มสภาพเกือบจะดูไม่ได้คนนี้น่าจะเป็ผู้ฝึกตนพเนจร หาใช่ขอทานกระมัง? แถมยังตะขาบั์บนไหล่นั่นอีก...’ นางมีท่าทีฉงนต่อรูปลักษณ์ภายนอกของเขาเล็กน้อย
“ข้า้าจะขายเ้านี่” เฉินอี้บอกพลางตบไปยังหัวตะขาบที่ห้อยต่องแต่งลงมาตรงเอว
พนักงานหญิงสาวหลับตาค้อมศีรษะตอบกลับไปเมื่อได้ยินเช่นนั้น “ทราบแล้วเ้าค่ะ เชิญเข้ามาด้านในได้เลยค่ะ” พอพูดจบนางก็พาเฉินอี้ไปพบกับพนักงานชายรูปร่างผอมสูงในชุดสีกรม สวมหมวกผ้าทรงเหลี่ยม สัดส่วนใบหน้าจืดชืดดวงตาเล็กตี่ที่กำลังจดจ่อกับการนั่งปัดกระดานลูกคิดอยู่บนโต๊ะทำงานส่วนตัวขนาดใหญ่คั่นกลางระหว่างร้าน...
ดูเหมือนว่าเขาจะเป็คนบริการทางด้านนี้โดยตรง
พนักงานชายดีดลูกคิดดังป๊อกแป๊กพลางช้อนขีดดวงตาแหลมเล็กขึ้นมามองผ่านๆแวบเดียวก่อนเอ่ยปากถามออกไปอย่างลวกๆ เมื่อได้เห็นสภาพเยินโทรมยากไร้ของเฉินอี้
“มีอะไรให้ข้ารับใช้รึ?”
ตุบ! เฉินอี้วางศพตะขาบลงบนโต๊ะแสดงสินค้าแล้วกล่าวทันที
“ข้า้าขายเ้าสิ่งนี้แล้วแยกพิษของมันมาให้กับข้าด้วย”
พนักงานชายยื่นใบหน้าซูบผอมของตนเข้าไปมองดูใกล้ๆ พร้อมกับค่อยๆเบิกดวงตาเล็กตี่ทั้งสองข้างกว้างขึ้น...
‘นี่มัน... อสูรตะขาบสายฟ้านี่แถมสภาพมันยังดีอยู่ซะด้วย!’
ตัวของอสูรตะขาบสายฟ้านั้นสามารถนำเอาไปทำเป็ชุดเกราะ และประโยชน์อย่างอื่นได้อีกหลายอย่าง... นับเป็ส่วนประกอบวัตถุดิบอันมีค่านัก!
พนักงานชายรับร่างไร้ิญญาของตะขาบสายฟ้าไปพร้อมโน้มตัวเอ่ยด้วยกิริยาที่สุภาพอ่อนน้อมกว่าเดิมว่า
“โปรดกรุณารอตรงนี้สักครู่นะขอรับคุณชาย” จู่ๆ ท่าทีของพนักงานชายที่มีต่อเฉินอี้ก็เปลี่ยนไปเป็คนละคน
เขาหายหน้าหายตาไปหลังร้านสักพักแล้วโผล่ออกมาพร้อมกับถาดที่มีแหวนมิติและขวดหนึ่งใบเดินตรงมาเฉินอี้คิดว่าผู้ชายคนนี้ค่อนข้างจะทำงานได้ไวดีทีเดียวก็สมแล้วล่ะที่เป็สมาคมการค้าขนาดใหญ่
พนักงานชายทำหน้าตายิ้มแป้นพลางเอ่ยบอกรายละเอียดกับเฉินอี้ไปว่า “อสูรตะขาบสายฟ้าตัวนี้มีสภาพที่ดีมากนักทั้งยังอยู่ในระดับก่อตั้งลมปราณขั้นที่สี่”
“เพราะฉะนั้นสิ่งที่คุณชายจะได้รับเป็การแลกเปลี่ยนก็คือเงินสดจำนวนทั้งหมดสิบสองเหรียญทองอยู่ภายในแหวนมิติวงนี้ ที่ทางเราขอมอบให้เป็ของสมนาคุณจากทางร้านและยังมีขวดที่ใส่พิษของมันเอาไว้ตามที่คุณชายได้ขอมา...” พนักงานชายถกปลายแขนเสื้อ หงายฝ่ามือชี้ออกไปตามลำดับจนถึงสุดท้าย
สายตาเฉินอี้ตรวจดูของที่ได้รับมาแล้วพยักสีหน้าเรียบๆจากนั้นยื่นมือไปหยิบแหวนมิติขึ้นมาสวม นำเอาขวดพิษหายวับเข้าไปในช่องว่างแหวนมิติและพูดกับพนักงานชายต่อว่า “ข้า้าเสื้อผ้าชุดใหม่พร้อมกับหม้อปรุงยาและสมุนไพรทั้งหมดตามนี้” เขาเอ่ยบอกสิ่งที่้ากับพนักงานพร้อมยื่นแผ่นกระดาษที่จดชื่อสมุนไพรวางลงบนโต๊ะด้านหน้า
พนักงานชายตาตี่คนเดิมรับเอาแผ่นกระดาษที่เฉินอี้ใช้เวลาว่างระหว่างรอเขียนขึ้นหยิบเข้ามามองดูใกล้ๆทันใดนั้นทั้งสีหน้าและแววตาเล็กตี่ของเขาพลันแสดงออกถึงความประหลาดใจจนต้องกล่าวถามกับเฉินอี้อย่างรู้สึกสงสัยไปว่า
“คุณชายท่านเป็นักปรุงยาอย่างงั้นรึ?”
เฉินอี้ยักไหล่ตอบไปอย่างไร้อารมณ์ “ก็ประมาณนั้นแหละ แล้วเ้าสามารถจัดของตามที่ข้าสั่งไปได้ไหม?”
“ดะ-ได้ๆ คุณชายโปรดรอสักครู่!”พนักงานชายพลันลุกลี้ลุกลนพยักหน้าตอบกลับเมื่อได้ยินแบบนั้น
เขาหันหลังหายจากไปอีกครั้งสักพักใหญ่แล้วกลับมาพร้อมกับมีคนช่วยแบกของที่สั่งมาด้วย
พนักงานชายผายมือกล่าวอธิบายสิ่งของที่วางเรียงรายอยู่ตรงเบื้องหน้าอีกรอบว่า “เรามีหม้อปรุงยาใบใหม่ที่ทางสมาคมการค้าเพิ่งจะได้รับมาสนนราคาอยู่ที่ประมาณสองเหรียญทอง และจำนวนสมุนไพรตามที่คุณชายสั่งไว้ รวมไปถึงเสื้อผ้าชุดใหม่นับรวมทั้งหมดนี้แล้วคิดเป็ราคาหกเหรียญทองขอรับ...”
เฉินอี้ลองตรวจดูสภาพหม้อใบนี้คร่าวๆ แล้วพอเห็นว่าจัดเป็ของที่พอใช้การได้ดีอยู่จึงจ่ายเงินไป และกวาดเอาของทั้งหมดเข้าไปในแหวนมิติ
เพียงเท่านี้เขาก็ได้ของที่้ามาครบเรียบร้อยแล้ว
ในชั่วขณะที่กำลังจะเสร็จธุระ... ดวงตาคู่เล็กเหมือนขีดเส้นของพนักงานชายยังคงจับจ้องมาที่เฉินอี้ซึ่งอยู่อีกฝั่งของโต๊ะสักพักแล้วพลันมุ่นคิ้วขมวดลงเผยสีหน้าจริงจัง เปิดปากกล่าวถามเพื่อความแน่ใจไปอีกครั้งหนึ่งว่า “คุณชาย... ท่านเป็นักปรุงยาจริงๆ อย่างนั้นรึ?” ที่เขายังแอบรู้สึกข้องใจอยู่นั่นเป็เพราะตัวเขายังไม่เคยพบเห็นนักปรุงยาที่ดูอายุน้อยขนาดนี้มาก่อนยิ่งไม่ต้องพูดถึงรัศมีอื่นรอบกายที่เขาััได้... เว้นเสียแต่ว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะอยู่แค่ระดับเรียนรู้ทฤษฎีการปรุงยาเท่านั้น
เฉินอี้ที่กำลังหมุนตัวหันหลัง ชักเริ่มที่จะรู้สึกรำคาญผู้ชายคนนี้เขาจึงเพียงผินหน้าใช้หางตามองไปทางพนักงานคนนั้น พลางกล่าวทิ้งท้ายด้วยท่าทีเฉยเมยว่า
“เดี๋ยวเ้าก็ได้รู้เอง”
หลังจากเอ่ยคำกล่าวสั้นๆ เสร็จเขาก็เผยให้เห็นเพียงแผ่นหลังที่ค่อยๆเคลื่อนตัวห่างออกไปจากร้าน... ปล่อยให้พนักงานชายผอมตาตี่ยืนทำหน้าตางุนงงอยู่อย่างนั้น
...........................
เฉินอี้หาที่ลับตาคนเพื่อผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ทำให้ตัวเด็กหนุ่มมีรูปลักษณ์ภายนอกดูดีขึ้นกว่าเดิมแล้วจากนั้นเขาก็ได้คิดตัดสินใจมองหาสถานที่ส่วนตัวสำหรับการปรุงยาเพิ่มพูนระดับพลังลมปราณของตนเองถึงแม้เขาจะสามารถกินพิษของอสูรตะขาบสายฟ้าที่ได้มาในทันทีแต่ถ้าหากเลือกเอามาผสานปรุงแต่งพร้อมกันกับตัวยาสมุนไพรที่เพิ่งได้มาแล้วล่ะก็มันจะสามารถเพิ่มประสิทธิผลในการยกระดับพลังได้ดีมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมนั่นเอง
ย้อนไปในอดีตชาติก่อนเฉินอี้ผู้เคยเป็ถึงเทพโอสถที่สามารถทำการปรุงยาทุกชนิดให้ได้ผลลัพธ์อยู่ในระดับเต็มสิบส่วน ซึ่งเป็ระดับสูงสุดทุกครั้งอาจเรียกได้ว่าไม่มีใครที่จะมีความสามารถเก่งกาจไปกว่าเขาอีกแล้ว
“ก่อนอื่นคืนนี้ข้าต้องหาที่พัก” เฉินอี้ยืนอยู่บนถนน ตั้งใจว่าจะลงมือปรุงยาเพิ่มระดับการฝึกตนภายในโรงเตี๊ยมสักแห่งหนึ่ง
“อ้าว! นั่นไม่ใช่สหายเฉินอี้หรอกรึนี่!” พลันมีเสียงเรียกของใครบางคนทักดังขึ้นจากทางด้านข้าง
เฉินอี้ได้ยินเช่นนั้นจึงหันหน้าไปมองตามเสียง ก็พบเห็นเด็กหนุ่มผมยาวทรงหางม้าลักษณะหน้าตาสดใสเกลี้ยงเกลาในชุดคลุมยาวสีเหลืองทับเสื้อแขนยาวสีขาว รูปร่างส่วนสูงพอๆกับเขา แลดูเป็คนบุคลิกท่าทางอัธยาศัยดีคนหนึ่ง กำลังโบกไม้โบกมือมาให้ พลางขยับฝีเท้าก้าวเข้ามาหาตนใกล้ขึ้นเรื่อยๆ...ชายผู้นี้ก็คือสหายของเฉินอี้คนก่อนนามว่า ‘หลิวเย่’ นั่นเอง
หลิวเย่ผู้มีใบหน้าแจ่มใสสาวเท้าก้าวมาหยุดตรงเบื้องหน้าของเฉินอี้แล้ววางมือเท้าสะเอวพลางขมวดคิ้วกล่าวถาม เปลี่ยนสีหน้าเป็เคร่งขรึมจริงจัง
“เฉินอี้เ้าหายไปอยู่ที่ไหนมาตั้งหลายวัน พวกข้าออกตามหาเ้ากันไปให้ทั่วจนกระทั่งมีข่าวลือว่าเ้าได้ตายไปแล้วอีกด้วยแน่ะ...”ฟังหลิวเย่ผู้เป็สหายสนิทของเฉินอี้คนเก่าพูดจาเป็ห่วงตนขนาดนี้ ก็ทำให้ััถึงมิตรภาพของเพื่อนที่ดีต่อกันจริงๆเฉินอี้คิดว่าชายที่ชื่อหลิวเย่คนนี้ไว้ใจได้
“ข้าแค่รู้สึกเบื่อเลยออกไปท่องเที่ยวยุทธภพมาก็เท่านั้น...” เฉินอี้เอ่ยตอบคำถามของหลิวเย่ด้วยท่าทางสบายๆ แสร้งพูดคำโกหกหน้าตายออกมาอย่างเป็ธรรมชาติ เพราะยังไม่ถึงเวลาจะบอกความจริง และเขายังจำเป็ต้องสืบหาผู้ที่วางยาพิษเฉินอี้คนก่อนแล้วนำร่างของมันโยนลงหุบเหวลึกอีก...
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขาไม่อาจบอกได้ว่าตนเองไม่ใช่เฉินอี้คนเดิมที่อีกฝ่ายรู้จักด้วยจึงไม่อาจจะพูดอะไรได้มากนัก
“อ่อ เ้าแค่ออกไปเที่ยวเล่นมางั้นสินะ อืมๆ เป็อย่างนี้นี่เอง ” หลิวเย่หลับตาผงกศีรษะหงึกๆ ให้กับคำอธิบายนี้... เพราะรู้ว่าเดิมทีนิสัยของเฉินอี้นั้นก็เป็พวกชอบเล่นสนุกอยู่แล้ว
เฉินอี้มองดูปฏิกิริยาตอบสนองของหลิวเย่แล้วก็คาดว่าความคงจะยังไม่แตกสินะ
“เ้าปลอดภัยก็ดีแล้วล่ะ” หลิวเย่แย้มยิ้มพลางตบบ่าเฉินอี้เบาๆจากนั้นพลันทำหนังตาตกลง เผยสีหน้าปรากฎความเป็กังวลเล็กน้อย
“อันที่จริง...มันมีเื่ที่ใหญ่กว่าเกิดขึ้นระหว่างที่เ้าหายตัวไปด้วยน่ะสิ”
เฉินอี้ฟังสหายผู้นี้เล่าแล้วดูเหมือนมันจะเป็เื่ที่สำคัญมาก จึงลองเอ่ยถามดู
“มีเื่อะไรเกิดขึ้นรึ?”
หลิวเย่พูดอธิบายสถานการณ์ต่อ “ก็พ่อของเ้าท่านเ้าเมืองเฉินเหว่ยหงน่ะสิได้สั่งคนออกตามหาตัวเ้าให้ทั่วไปหมดเพราะมีข่าวลือว่าเ้าตายไปแล้วแต่ท่านเ้าเมืองเฉินไม่เชื่อเื่ไร้สาระพวกนี้เลยสั่งคนออกตามหาเ้ากันให้วุ่นแน่ะ”
ในทันทีที่ได้ยิน เฉินอี้ก็เกิดนึกขึ้นได้จากความทรงจำในตัวอดีตเ้าของร่างนี้ว่าเขานั้นเป็บุตรของเ้าเมืองแห่งหนึ่งซึ่งมีนามว่าเมือง ‘เซียงหนาน’ ...กระแสธารความคิดสายหนึ่งพลันผุดขึ้นมาภายในใจของเฉินอี้ว่า
‘...ชาตินี้ข้ามีบิดาและคนในตระกูลที่คอยเป็ห่วงข้าอยู่สินะ’
ตัวตนในภพชาติก่อนของเฉินอี้เป็เพียงเด็กกำพร้าที่ไม่มีผู้ใดคอยเป็ห่วง...การได้กลับมามีชีวิตใหม่ครั้งนี้จึงเป็ครั้งแรกที่เขาได้ััถึงความห่วงใยของคนในครอบครัวทำให้ตัวเขารู้สึกถึงความอบอุ่นที่เกิดขึ้นมาภายในหัวใจได้ไม่น้อยนัก
“ถ้าเช่นนั้นข้าขอฝากให้เ้าไปบอกท่านพ่อแทนข้าหน่อยว่าตัวข้าเฉินอี้ยังสบายดีไม่มีอะไรต้องเป็ห่วง รอหลังจากข้าทำธุระเสร็จแล้วจึงจะกลับไป” เพราะข้ายังมีหนี้แค้นที่ต้องสะสางให้ได้อยู่
หลิวเย่ฟังจบแล้วพลันต้องขมวดคิ้วขึ้นกล่าวอย่างจริงจังว่า “ข้าว่าเ้ารีบกลับไปที่เมืองเซียงหนานก่อนจะดีกว่านะ เพราะมันยังมีเื่ใหญ่ที่เกิดขึ้นอีกก็คือเื่ของคู่หมั้นเ้าแม่นางหลินฉีหนิงนั่นแหละ นางตั้งใจจะไปถอนหมั้นเ้าที่ตระกูลเฉินเนื่องจากมีข่าวลือที่ว่าเ้านั้นได้เสียชีวิตไปแล้วคนตระกูลหลินจึงคิดจะใช้มันเป็ข้ออ้างในการถอนหมั้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้เอง”
พอหลังจากที่เฉินอี้ได้ฟังเื่ทั้งหมดก็เข้าใจ... เหมือนว่าเขาจะเจอเบาะแสผู้ที่ลงมือวางยาพิษสังหารเฉินอี้คนเก่าและโยนร่างของมันลงไปในหุบเหวแล้ว
เฉินอี้กล่าวสอบถามเพิ่มเติมเพื่อยืนยันข้อสันนิษฐานของตนเองกับหลิวเย่ดู “แล้วผู้ใดกันที่เป็คนปล่อยข่าวลือว่าข้านั้นได้ตายไปแล้วรึ?”
“อืม...” หลิวเย่หลับตาเอามือกอดอกเอียงคอแสดงสีหน้าท่าทางครุ่นคิด พลางกล่าวตอบทันที “ข้าว่าน่าจะเป็คนตระกูลโจวรู้สึกจะเป็พวกลูกน้องของเ้าโจวอี้หาน ทั้งข้าและคนอื่นๆ ต่างก็ได้ยินข่าวลือมาจากพวกมันนี่แหละ”
เฉินอี้ยืนเอามือจับคาง ก้มศีรษะลงทำสีหน้าขบคิดพิจารณาในใจ …โจวอี้หานเป็มันนั่นเอง! จากความทรงจำที่ค้นเจอในสมองเฉินอี้คนก่อน... เ้าโจวอี้หานผู้นี้ถือได้ว่าเป็เด็กหนุ่มอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่สามารถเข้าสู่ระดับหลอมลมปรานขั้นที่ห้าได้ั้แ่อายุเพียงสิบสี่ปี... ซึ่งมีอายุเท่ากับตัวอดีตเ้าของร่างนี้ แต่กลับมีพร์ต่างกันลิบลับ
และดูเหมือนว่าเ้าโจวอี้หาน จะชื่นชอบแม่นางหลินฉีหนิงอยู่เสียด้วยเพราะเหตุนี้... มันจึงคิดที่จะกำจัดข้าไป เพื่อไม่ให้กลายมาเป็ก้างขวางคอในฐานะที่ข้าคือคู่หมั้นของนางอย่างนั้นสินะเป็แบบนี้นี่เอง!