18 : ท้าดวล
ยิ่งเวลาผ่านไป ความสัมพันธ์ระหว่างเนียร์กับเอลก็ยิ่งเลวร้ายลง จนตอนนี้ถึงขั้นว่าพยายามหลบหน้าไม่เจอกันทั้งคู่แล้ว ทำให้บรรยากาศเวลานั่งเรียนดูอึดอัดขึ้นมาทันที เพราะตามปกติเนียร์จะนั่งคู่กับเอล แต่พอเกิดเื่ เอลกลับขอเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างหน้าแลกที่กัน
ส่วนเนียร์ก็รู้สึกแย่ไม่แพ้กัน จึงขอย้ายที่กับคนนั่งหลังสุด กลายเป็ว่าอยู่คนละฟากกันเลย
บางอย่าง...กระซิบบอกเนียร์ว่า ต้องไม่ใช่แค่เื่ตัวเองกับทินอย่างที่สองคนนั้นคิดแน่ และถึงรุ่นพี่หัวส้มคนนั้นจะบอกว่าเอลไม่ได้มีพลังอะไรทั้งนั้นก็เถอะ...แต่เธอก็ยังแอบคิดอยู่ดีว่าเป็อย่างนั้นจริงหรือ
เมื่อถึงเวลาเลิกเรียน เนียร์ก็รีบตรงกลับบ้านก่อนเพื่อนโดยไม่บอกลาใครเลยสักคน ทำให้เอลยอมไปหาพวกเพียว แต่กระนั้น...ทั้งสองคนก็ไม่กล้าพูดหรือถามอะไรเกี่ยวกับเื่ที่เกิดขึ้น
ทั้งสามไปนั่งเล่นกันตรงที่โต๊ะม้าหินอ่อนที่นั่งกันตอนเช้า เพียงแต่คนแถวนั้นมีประปรายไม่มากเท่า่เช้า
เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก เพียวกับโมก็แยกตัวกลับบ้านไปก่อน จนเหลือแต่เอลที่ไม่รีบร้อนอยากกลับ ทว่า...ไม่นานนัก ได้มีใครบางคนมาทรุดนั่งตรงเก้าอี้ด้านซ้ายของเอลโดยไม่มีแม้แต่คำขออนุญาต
เอลหันมองคนไร้มารยาทนั่น พูดเสียงเรียบ “ขอโทษนะ ตอนนี้ฉันอยากนั่งคนเดียวน่ะ”
คนถือวิสาสะมานั่งไม่คิดสนใจคำพูดของอีกฝ่าย พูดเข้าเื่ทันที “จะทำตัวแปลกแยกไปถึงไหนกัน อนิลสายลมล่องลอย”
เอลอึ้งกับสิ่งที่เด็กสาวตรงหน้าพูดต่อท้ายชื่อเธอ
วนาลี วัจนศิลป์ คนที่โดนเพียวตราหน้าไว้ เอลมักจะเห็นวาลนั่งอยู่คนเดียวเพื่ออ่านนิยายอยู่เสมอ
คิดในใจอย่างขำๆ ว่าเพราะงั้นสิ ถึงได้แปลชื่อเธอซะเพราะเชียว แต่เมื่อนึกถึงสิ่งที่อีกฝ่ายพูด เธอก็กลับมานิ่งเฉยแล้วตอบกลับ
“เื่ที่ฉันทำ มันเกี่ยวข้องอะไรกับเธอด้วยหรือไงกัน วาล”
“ไม่เกี่ยวก็เหมือนเกี่ยว” วาลตอบเสียงเรียบ “เพราะพวกเธอคือผู้มีพลังจากธรรมชาติห้าคน รวมตัวฉันด้วยที่อยู่ในละแวกนี้...และคนเหมือนกันอยู่ในถิ่นเดียวกัน ก็สมควรรวมกลุ่มกันไม่ใช่หรือไง”
เด็กสาวฟังแล้วอึ้งอีกรอบ ที่จู่ๆอีกฝ่ายก็มาประกาศตัวอย่างโจ่งแจ้งว่าเป็ผู้มีพลัง
“ฉัน้าให้เธอกับเนียร์ กลับมาเป็เหมือนเดิมเสียที”
“ทำไมฉันจะต้องคืนดีกับเนียร์ด้วย” เสียงหวานตะคอกกลับ “ฉันต้องทนทุกข์คนเดียวมากขนาดไหนที่ไม่มีใครมาเข้าใจกับพลังนี้ แต่เนียร์ที่มีเหมือนกันกลับไม่ยอมบอกฉัน ไม่แม้แต่จะพูดถึง ในเมื่อเนียร์ไม่ไว้ใจฉันที่เป็เพื่อน แล้วทำไมฉันจะต้องเห็นเนียร์เป็เพื่อนด้วย!” ดวงตาสั่นระริกราวกับจะร้องไห้ออกมา
สาวมาดขรึมได้ยินคำระบายก็เข้าใจเื่ทุกอย่าง เธอถอนหายใจยาวก่อนพูด “แล้วมันต่างกับที่เธอทำอยู่ตรงไหน”
เอลชะงักกึกเมื่อโดนถามกลับ พยายามจะเถียงว่าต่างสิ แต่อีกฝ่ายไม่เปิดทาง
“เนียร์ไม่ยอมพูดเื่ที่ตัวเองมีพลัง ตัวเธอก็เหมือนกันไม่ใช่หรือไง ไม่คิดจะบอกใครแม้แต่เพื่อน ปกปิดมันเอาไว้กับตัวเองคนเดียว...ฉันไม่เห็นความแตกต่างของสิ่งที่เธอกับเนียร์ทำเลยสักนิดเดียว นั่นก็หมายความว่าเธอเอง...ก็ไม่ไว้ใจเพื่อนเหมือนกันนั่นแหละ” แววตาเรียบเฉยมองเข้าไปยังดวงตาของอีกฝ่ายอย่าง้าตอกย้ำสิ่งที่พูด
วาลเห็นเอลก้มหน้านิ่งไป ได้ยินอีกฝ่ายพึมพำว่า ‘ฉัน’ กับ ‘ไม่’
เป็ธรรมดาที่คนเราจะสับสน เมื่อพบว่าตัวเองก็กำลังทำสิ่งที่ตนเกลียดเหมือนคนอื่น หากเป็คนอื่นคงทิฐิสูงจนไม่ยอมรับว่าตัวเองทำผิด แต่วาลเชื่อว่าเอลต้องไม่เป็แบบนั้นแน่ ไม่งั้นคงไม่ยอมเสียเวลามาพูดด้วย
วาลถือโอกาสที่เอลนิ่งไปกล่าวต่อ “ฉันแค่อยากให้เธอรู้ว่า ตอนนี้เนียร์กลัวการใช้พลังของตัวเอง และไม่ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็ หากเป็แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆมันจะไม่เป็ผลดีต่อตัวเองเลยสักนิด...ฉันอยากบอกให้รู้แค่นี้แหละ”
เมื่อหมดธุระ วาลก็ทิ้งให้เอลจมอยู่กับความคิดของตัวเอง
ตัวเธอเองก็ไม่ไว้ใจเพื่อนหรือ...
เอลพยายามหาข้อโต้แย้ง แต่ไม่ว่าจะคิดเท่าไหร่ มันล้วนตอกย้ำว่าสิ่งที่วาลพูดเป็ความจริงมากยิ่งขึ้น แต่เธอตัดสินใจไปแล้วว่าจะไม่กลับไปหาเนียร์อีกตราบใดที่เนียร์ยังไม่บอกความจริง และมันก็ไม่ใช่แค่เื่ที่พูดว่า ‘ขอโทษ’คำเดียวแล้วจบ ที่สำคัญ...ใช่ว่าเธอจะหายโกรธง่ายๆ ซะที่ไหน
เอลกำมือแน่น คิดอย่างหมายมั่น ในเมื่อเื่นี้เธอเป็คนเริ่ม ก็ควรเป็คนจบเื่นี้เอง
ฟิวส์กับโชลยืนรอเด็กสาวที่เรียกตัวมากะทันหัน ฟิวส์ดูหงุดหงิด ในขณะที่โชลมีสีหน้ายิ้มแย้มพร้อมให้การช่วยเหลือเต็มที่
“เฮ้ เธอมีเื่อะไรก็รีบพูดมา” ฟิวส์พูดด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง ตอนแรกเขากะจะไม่มาแล้ว ถ้าไม่ถูกคนหัวน้ำตาลข้างตัวส่งสายตาขู่ให้มาด้วย
“ฉันอยากให้พวกนายสอนฉันใช้พลังน่ะ” เอลตอบด้วยแววตามุ่งมั่น เธอคิดดีแล้ว...และจะไม่มาเสียใจภายหลังเด็ดขาด
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นภายในบ้านรัตนากุล มีเนียร์รีบเข้าไปรับสายด้วยเสียงปกติ แต่ทันทีที่อีกฝ่ายตอบกลับมา เสียงของเธอก็เหมือนจะถูกกลืนหายไป
[ เนียร์ใช่มั้ย ]
นั่นเป็เสียงของเอลอย่างไม่ต้องสงสัย แต่เพราะอะไรกันที่คนที่จงใจหลีกเลี่ยงไม่คุยด้วยได้ติดต่อมาแบบนี้
เมื่อเอลเห็นว่าทางนั้นไม่ตอบกลับมา จึงพูดต่อ [เธอคงอยากให้เื่ของพวกเรามันจบลงสักทีสินะ ]
เนียร์กลืนน้ำลาย รู้สึกว่าการเปล่งเสียงพูดออกไปนั้นช่างทำได้ยากเหลือเกิน “เอล มันไม่ใช่อย่างที่เธอคิดหรอกนะ” เนียร์ได้ยินเสียง หึ จากปลายสาย
[ มาถึงตอนนี้แล้วยังจะคิดมาปกปิดกันอีกรึไง ไม่จำเป็แล้วล่ะ ถ้าเธออยากจบ พรุ่งนี้สิบโมงเช้าเจอกันที่โรงเรียน ]
“แต่ฉันกับทินไม่ได้เป็อะไรกันจริงๆ นะ”
แน่นอนว่าเสียงของเนียร์ส่งไปไม่ถึงเอลที่วางหูโทรศัพท์ไปก่อน จึงทำให้เนียร์ถือสายค้างไว้แบบนั้น ก่อนจะค่อยๆ วางหูโทรศัพท์ด้วยความหนักใจ
ก็พอจะรู้อยู่แล้วว่าต่อให้อธิบายทางโทรศัพท์ อีกฝ่ายก็คงไม่ยอมรับ ไม่ใช่แค่เอลหรอก แต่รวมไปถึงทุกคนในกลุ่ม รวมทั้งตัวเธอก็เช่นกัน ที่หากมีเื่แล้วต้องมาเคลียร์กันซึ่งๆหน้าเท่านั้นถึงจะจบเื่
เนียร์ถอนหายใจ หมายความว่าพรุ่งนี้ต้องไปหาเอลที่โรงเรียนสินะ...เยี่ยมไปเลย แล้วโรงเรียนเธอมันจะเปิดไว้ไหมล่ะ ยิ่งไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านชาวช่องอยู่ด้วย
แก็งค์!
ปิดจริงด้วยแฮะ...
เนียร์ยืนกุมขมับอยู่ตรงหน้าประตูโรงเรียนวันเสาร์ที่ปิดอยู่พร้อมล็อกไว้ด้วยแม่กุญแจลูกเบ้อเริ่ม เป็อันหมดสิทธิ์เข้าไปได้
โธ่...ถ้าลุงยามอยู่นะ คงเข้าไปได้สบายๆ อยู่แล้ว แต่นี่โรงเรียนหยุด ลุงยามก็หยุดทำงานไปด้วย ให้ตายสิ วันเสาร์ไม่น่ามาปิดกันเลยนะ
แล้ว...
เนียร์จับลูกกรงประตูยื่นหน้าเข้าไปจนใบหน้าแนบชิด มองซ้ายขวา
เอลจะนัดเธอมาที่นี่ทำไมกันนะ ทั้งๆ ที่ก็น่าจะรู้ว่ามันปิด
“มาแล้วสินะเนียร์”
เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้น
เนียร์เห็นเอลยืนอยู่อีกฟากหนึ่งของประตูด้วยความทึ่งสุดขีด ว่าเอลเข้าไปได้อย่างไร จะให้ปีนข้ามไปก็คงไม่ใช่ เมื่ออีกฝ่ายใส่กระโปรงบานพลิ้วที่ไม่เหมาะจะทำกิจกรรมปีนป่ายเลยสักนิด
เอลเห็นดวงตาฉายแววสงสัยของอีกฝ่ายจ้องมองมา รู้ตัวดีว่าเนียร์จะสงสัยเื่อะไร
นั่นสินะ ตัวเธอที่เป็เพียงคนธรรมดาในสายตาของเนียร์ จะข้ามรั้วเข้ามาได้อย่างไร น่าเสียดายนะ ที่เธอไม่ใช่คนธรรมดาแบบนั้น
“ระดับเธอคงข้ามมาได้อยู่แล้ว ฉันจะไปรอเธอตรงสนามฟุตบอลละกัน” เอลว่าพลางหันหลังให้
....เอล เนียร์เรียกอีกฝ่ายในใจอย่างเศร้าสร้อย ท่าทีเ็าไม่สนใจเธอเมื่อกี้ยิ่งทำให้เธอรู้สึกแย่ลงไปอีก
เนียร์ระบายหายใจ “เข้าไปข้างในก่อน เื่อื่นค่อยว่ากัน”
เด็กสาวหันซ้ายหันขวา เผื่อจะเจอรูพอให้ลอดเข้าไปได้...แต่ก็ไม่มี ประตูรั้วนี่ก็สูงเกินกว่าจะปีนไหว...สำหรับคนธรรมดาน่ะนะ
เนียร์ถอยหลังเว้น่พอประมาณ หันมองรอบตัวเพื่อมั่นใจว่าไม่มีใครอยู่แถวนี้ เมื่อแน่ใจแล้วจึงวิ่งเข้าหารั้วเต็มแรง เมื่อถึงจุดหนึ่งก็ะโข้ามรั้วนั้นอย่างง่ายดาย
เนียร์เดินไปที่สนามฟุตบอลตามคำบอก แต่แล้วก็พบกับคนที่เธอไม่คิดว่าจะได้พบที่นี่
เด็กหนุ่มสองคนที่มีสีผมเป็สีส้มและน้ำตาลยืนอยู่คู่กัน ทั้งคู่หันมามองเนียร์ที่เพิ่งมาถึง
“พวกนาย...” เนียร์แปลกใจ เมื่อทั้งสองคนที่มีพลังจากธรรมชาติเช่นเดียวกับเธอมาอยู่ที่นี่ด้วย ยังไม่ทันได้เอ่ยปากถาม ก็มีอีกเสียงขัดเสียก่อน
“ไม่ต้องไปสนใจสองคนนั้นหรอกเนียร์”
เนียร์หันตามเสียงที่คุ้นเคย พบว่าคนที่เรียกเธอมาไปยืนอยู่ตรงกลางสนามฟุตบอลคนเดียวด้วยสีหน้าเ็า “วันนี้เราต้องจบเื่ทุกอย่างซะที”
เนียร์รีบวิ่งเข้าไปหาพร้อมร้องจะอธิบาย “เดี๋ยว! แต่ว่าฉันกับทินไม่ได้...โอ๊ย!”
ฝีเท้าหยุดชะงัก มือบางรีบกุมข้างแก้มที่เจ็บแปลบโดยไม่มีสาเหตุด้วยความสงสัย พอลดมือลงก็พบว่ามีเืติดมาด้วย! ทั้งๆที่เธอไม่ได้ไปโดนอะไรมาเลย ยกเว้น...
ความเย็นชั่ววูบที่ััได้เมื่อครู่นี้
ร่างกายหนาววูบ สังหรณ์ใจไม่ดีเลยสักนิด ไม่อยากเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายเหมือนกลัวจะรู้ความจริงเข้า ความจริงที่เธอไม่้าให้เป็จริง!
เนียร์เงยหน้ามองเพื่อนสาว ที่บัดนี้รอบกายเอลเหมือนมีลมพัดอยู่ตลอดเวลา ทั้งเส้นผมและกระโปรงสะบัดพลิ้ว ทั้งๆ ที่เนียร์ไม่รู้สึกถึงลมเลยสักนิด...เธอตัวสั่นโดยไม่ได้ตั้งใจ จนกระทั่งเอลพูดออกมา
“ฉัน...อนิล ผู้ควบคุมสายลม ขอท้าเธอสู้ในฐานะผู้มีพลัง” แววตายามพูดนั้นดูเ็าและเอาจริง ในขณะที่อีกคนยังเต็มไปด้วยความสับสนกับเื่ที่เกิดขึ้น
มันหมายความว่าไงกัน...
ถึงเื่ที่เอลมีพลังจากธรรมชาติ เนียร์พอจะเดาได้อยู่แล้ว หากยามถึงคราวรู้ว่ามันเป็เื่จริงก็ยังอดช็อกไม่ได้ และไหนยังจะมาท้าเธอสู้อีก
เอลยืนมองอีกฝ่ายที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะตั้งท่าสู้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะยอมปล่อย ไม่จำเป็ต้องสงสาร...ถ้าเพื่อทำแผนที่คิดไว้ให้สำเร็จ ก็ไม่ควรต้องเห็นใจ!
“ถ้าเธอไม่สู้ ฉันขอบุกก่อนล่ะ!”
เนียร์ที่ได้สติ หันมองเอลซึ่งหายตัวไปแล้วมาปรากฏตรงหน้าเธออย่างรวดเร็ว พร้อมกันนั้นฝ่ามือบางก็พุ่งตรงเข้ามาที่อก
เพียงครู่เดียวที่แรงอัดกระแทกลงไปกลางอก พัดร่างเนียร์ไปกระแทกกับต้นไม้อย่างแรง จนเธอถึงกับกระอักเืออกมา ล้มไปกองกับพื้น สำลักไอออกมาอีกหลายรอบ
ความเ็ปที่เกิดขึ้น ยังไม่เจ็บเท่ากับที่รู้ว่าคนที่ทำร้ายคือเพื่อนสนิทของตัวเอง
เนียร์ค่อยๆ ยันพื้นลุกขึ้นมา ก่อนััได้ทันทีว่ามีบางอย่างพุ่งตรงมาที่เธอจึงรีบเบี่ยงตัวหลบ หากยังช้าเกินไป ทำให้บางอย่างแทงเข้าที่บ่าซ้าย
เนียร์ร้องด้วยความเจ็บ ไม่รู้ว่ามันคืออะไรเพราะมันไม่มีรูปร่างให้เห็น แต่สิ่งไร้รูปร่างนั้นกลับทำให้บ่าเธอมีเืไหลออกมาไม่ขาดสาย...ยังดีที่วันนี้เนียร์ใส่เสื้อสีเข้ม ทำให้เืบนเสื้อมองเห็นไม่ชัดว่าเป็สีแดง
“ถ้าเธอยังไม่คิดสู้ละก็ คราวหน้าฉันจะเล็งที่หัวเธอแน่” เอลพูดเสียงลอดไรฟัน ราวกับกำลังโกรธที่อีกฝ่ายยังไม่ยอมสู้ด้วยซะที
“...ทำไม” เนียร์ถามเสียงเบา ลุกขึ้นยืนพลางจับบ่าที่เจ็บ ดวงตาสีดำมองอีกฝ่ายด้วยความไม่เข้าใจ “ทำไมเธอต้องทำแบบนี้ด้วยเอล ฉันทำอะไรให้เธองั้นเหรอ ถึงได้อยากจะฆ่าฉันมากขนาดนี้”
เอลเหยียดยิ้ม แค่นหัวเราะออกมาราวกับจะบอกว่า ‘ไม่น่าถามเลยนะ’ ก่อนจะตอบ “ที่เธอไม่ยอมบอกฉันเื่ที่ตัวเองก็มีพลังจากธรรมชาติไงล่ะ แค่เื่นี้ยังโกหก ก็เท่ากับว่าเธอไม่ไว้ใจฉันที่เป็เพื่อนไม่ใช่รึไง ดังนั้น...ฉันถึงโกรธจนแทบจะฆ่าเธอได้เลยล่ะ”
ว่าแล้วเอลก็เหยียดแขนออกไปด้านข้างขนานกับพื้น รวบรวมลมไว้ที่ปลายนิ้ว แล้วสะบัดขว้างไปที่เนียร์อย่างเร็ว
เสี้ยวลมที่กลายเป็คมมีด ดังหวีดบาดอากาศแทงเข้าไปที่แขนซ้ายของเนียร์ที่ทนรับเอาไว้ ราวกับไม่มีแรงจะหนีอีกต่อไป
เมื่อเห็นว่าหนึ่งในนั้นหมดแรงใจ ทางด้านสองหนุ่มที่คอยเฝ้าดูอยู่ก็แทบตัดสินผลได้แล้ว
“ดูก็รู้ ยัยนั่นแพ้ชัวร์” ฟิวส์ตัดสินอย่างไม่คิดลุ้นอีก รู้สึกเบื่อกับการที่ต้องมาดูผู้หญิงสองคนมาต่อสู้กัน ด้วยเหตุผลที่เขาคิดว่างี่เง่าไร้สาระสิ้นดี
ทว่า...หนุ่มหัวน้ำตาลกลับไม่คิดเช่นนั้น ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ ผลแพ้ชนะก็ยังคงไม่เข้าข้างใคร แล้วจ้องไปที่เนียร์ที่มีสีหน้าเหมือนกับไม่อยากจะรับรู้อะไรอีกแล้ว
ไม่...ไว้ใจ? เธอไม่ไว้ใจเพื่อน ไม่ไว้ใจเอลหรือ...ไม่ใช่นะ! เธอแค่ไม่อยากให้เพื่อนต้องมากลัวกับพลังนี้ก็เท่านั้นเอง แต่...
เนียร์กำมือแน่น เมื่อคิดว่าหากตัวเองโดนเพื่อนทำแบบนั้นบ้างจะรู้สึกอย่างไร...โกรธสิ โกรธมากเลยด้วยที่เพื่อนไม่ยอมบอกกัน...คงจะเหมือนกับที่เอลรู้สึกอยู่ตอนนี้สินะ
เธอโกรธฉันมากสินะ ที่ไม่ยอมบอกเื่พลังนี้ให้เธอรู้ เธอคงรู้สึกโดดเดี่ยว ไม่มีใครมาเข้าใจเลยสินะ ฉันรู้ เพราะฉันก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน
เธอคงอยากฆ่าฉันให้ตายคามือเลยสินะ...ไม่เป็ไร ฉันไม่เป็ไรหรอก ถ้ามันสามารถทำให้เธอมีความสุขได้ ถ้าอยากให้ฉันตาย...ฉันก็จะตาย...
เอลมองอีกฝ่ายที่มีสีหน้าว่างเปล่าราวกับจะถอดใจไปแล้ว พลางคิด มาได้แค่นี้เองเหรอ...ก่อนจะสะบัดมือไปทางเนียร์อีกครั้งเป็ครั้งสุดท้าย...
ลาก่อน...เนียร์...
“อ๊ะ!?” เอลเบิกตากว้าง เมื่อพบว่าจู่ๆร่างที่เคยอยู่ตรงนั้นกลับหายไปเฉยๆ
แต่ผิดด้วยเหรอที่ฉันจะโกหก ในเมื่อเธอเองก็โกหกฉันเหมือนกัน ถ้าหากอยากฆ่าฉันให้ตายนักละก็...
ฉันนี่แหละ...
จะเป็ฝ่ายฆ่าเธอก่อน
“อนิล ผู้ควบคุมสายลม”
เสียงจากทางด้านหลัง ทำให้เอลรู้ว่าคนที่หายไปนั้นมายืนอยู่ข้างหลังเธอั้แ่เมื่อไหร่ไม่รู้ และยื่นปลายนิ้วจ่อคอเธออย่างหมายมั่น
ริมฝีปากบางกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ หากเย็นจับใจว่า
“ฉัน นิศาชล ผู้ใช้สายน้ำ ตกลงรับคำท้า”