Silver Dust : Merlin

    ตอนที่ 67 ทะลวงพลัง

    ตอนที่ 67 ทะลวงพลัง

     

    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****

     



    ต้องรู้ไว้ว่าแม้ชิม่อนผู้เป็นหลานชายนายกเทศมนตรีนายาฟจะเป็นนักเวทสองวงเวทตั้งแต่อายุสิบสองปี แต่เด็กคนนั้นก็เริ่มการบ่มเพาะมาตั้งแต่แปดขวบ 


    เก้าขวบก็ประสบความสำเร็จการสร้างวงเวทแรก และอีกสามปีต่อมาก็สร้างวงเวทที่สอง ซึ่งเป็นความเร็วในการบ่มเพาะที่เร็วมาก


    คนทั่วไปกว่าจะมีคุณสมบัติสร้างวงเวทที่สองได้ก็ต้องใช้เวลาบ่มเพาะห้าหรือแปดปีเลยทีเดียว


    การที่มหาวิทยาลัยเวทมนตร์ตั้งกฎว่าผู้ที่จะจบการศึกษาในระดับปริญญาแพตตินั่มได้ต้องเป็นนักเวทสี่วงเวท นั่นหมายความว่าคนเหล่านั้นต้องอดทนเล่าเรียนจนอายุห้าสิบหกสิบปีเลยทีเดียว


    อย่างไรก็ตามนักเวทที่อายุห้าสิบหกสิบปีนั้นยังถือว่าอายุไม่มาก เพราะยังไงการเพิ่มระดับวงเวทให้กับตนเองก็ทำให้พวกเขามีอายุขัยยืนยาวมากกว่าเดิมอยู่แล้ว


    ตามการวิจัยพบว่านักเวทสี่วงเวทนั้นจะมีอายุขัยยาวนานถึงสามร้อยปี ดังนั้นอายุห้าสิบปีจึงไม่ได้มากแต่อย่างใด


    หากสามารถสร้างวงเวทได้เร็ว นักเวทคนนั้นก็ยิ่งสามารถคงความเยาว์วัยได้มากขึ้น ดังนั้นนักเวทที่เยาว์วัยและบ่มเพาะพลังเวทสูง พวกเขาย่อมเป็นอัจฉริยะขั้นปีศาจและได้รับการยอมรับจากผู้คน


    อย่างชิม่อนเอง ในอนาคตเด็กคนนี้ก็ย่อมมีโอกาสเป็นนักเวทอัจฉริยะและยังรักษาความเยาว์วัยได้เช่นกัน


    เมอร์ลินมองแท่นผลึกสีดำที่สะท้อนวงเวทของตนเองเบื้องหน้า เขามองขุมพลังเวทสองจุด และอีกจุดหนึ่งที่เป็นแสงกระจายไม่ได้กลายเป็นขุมพลังอย่างแท้จริง


    หัวคิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน


    ‘เห็นๆ อยู่ว่าอีกเพียงนิดเดียวก็จะรวบรวมจุดที่สามได้แล้ว’ 


    เมอร์ลินไม่ชอบใจสภาวะของตนเองในตอนนี้เลย


    ตอนนั้นเองเขาก็ทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด สัมผัสทั้งหมดรอบกายพลันถูกตัดขาดจากโลกภายนอก พลังสมาธิที่แข็งแกร่งพุ่งไปที่ภายในร่างกายของตนเองเป็นจุดเดียว


    เมื่อมีแท่นผลึกสีดำที่สะท้อนภาพวงเวทของตนเองออกมา นั่นก็ยิ่งทำให้เมอร์ลินบังเกิดจินตนาการมากยิ่งขึ้น


    เมอร์ลินทำการโคจรเคล็ดวิชาพลังสมาธิของออสติน


    เดิมทีเคล็ดวิชานี้เป็นเคล็ดวิชาระดับสูง แม้ออสตินจะเป็นผู้คิดค้นมันขึ้นมาแต่ก็ไม่นึกว่าเมอร์ลินจะสามารถฝึกฝนมันได้อย่างสมบูรณ์ เพราะความลึกล้ำของมันย่อมเกินความสามารถของนักเวทมือใหม่อย่างแน่นอน


    แต่ใครจะคิดเล่าว่าการมีอยู่ของดวงเนตรสีเงินจะทำให้เมอร์ลินสามารถทำความเข้าใจเคล็ดวิชาระดับสูงนี้อย่างไม่มีติดขัด


    ไม่เพียงแค่นั้นเขายังสามารถควบคุมมันได้ดีอีกด้วย


    ใช่แล้ว การควบคุม!


    ในตอนที่เมอร์ลินใช้เคล็ดวิชานี้ในคราแรกเขาเกือบจะทำร้ายตัวเอง เพราะควบคุมการดูดซับพลังเวทไว้ไม่ได้ แต่หลังจากที่เขาฝึกฝนเคล็ดวิชานี้มาเป็นปี ความเชี่ยวชาญของเขาก็เพิ่มขึ้น กระทั่งทำให้มันกลายเป็นสิ่งของที่วางอยู่บนฝ่ามือของตนเอง


    ความจริงแล้วหากเมอร์ลินเอาจริงเอาจังกับการฝึกฝนพลังเวทเพียงอย่างเดียว ไม่แน่ว่าเขาอาจจะมีคุณสมบัติทะลวงสองวงเวทได้ภายในหนึ่งปีนี้ก็ได้ น่าเสียดายที่ความสนใจของเขามุ่งเป้าไปที่การหาความรู้มากกว่า


    มีเพียงในตอนนี้ที่เขาต้องการที่จะทะลวงขุมพลังจุดที่สามที่ใกล้จะสำเร็จนี้ด้วย จึงกระทำโดยพลการเช่นนี้


    “หืม?” ธีออนมองอย่างสนใจ


    “เด็กคนนี้กำลังจะยกระดับพลังเวทที่นี่หรอ?” หนึ่งในผู้ติดตามของธีออนกล่าวออกมาอย่างตกใจ เขาไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน


    โดยปกติแล้วการทดสอบพลังเวทนั้นเป็นขั้นตอนง่ายๆ แท่นผลึกนี้ก็ไม่ได้มีอะไรที่เป็นพิเศษมันเพียงสามารถสะท้อนภาพวงเวทที่บ่มเพาะออกมาเท่านั้น ไม่ได้มีส่วนช่วยเสริมการบ่มเพาะหรือเพิ่มพลังเวทอะไรแต่อย่างใด


    “นี่แหละลูกชายฉัน” ออสตินกล่าวออกมาอย่างภาคภูมิใจ


    ธีออนนั้นอดที่จะส่ายศีรษะไปมาไม่ได้


    “ดูเหมือนว่าเขาจะสืบทอดความหัวรั้นไม่สนใครของคุณออกมา”


    “ใช่แล้วเขาเหมือนฉันมาก” ออสตินไม่สนคำเหน็บแนมแต่กลับยืดอกรับอย่างภาคภูมิใจ


    ผู้คนที่อยู่ที่นี่ต่างสังเกตได้ว่าเคล็ดวิชาพลังสมาธิที่เมอร์ลินกำลังโคจรนั้นไม่ใช่เคล็ดวิชาพื้นฐานที่หาได้ทั่วไป บางคนในกลุ่มถึงกับลอบอิจฉาอยู่ในใจ


    นี่มันเป็นความได้เปรียบของชนชั้นสูง


    หากมีทรัพยากรที่ยอดเยี่ยมแบบนี้ต่อให้เป็นก้อนหินก็สามารถเจียระไนให้กลายเป็นเพชรได้


    ทางด้านเมอร์ลินไม่ได้รับรู้เรื่องที่เกิดขึ้นโลกภายนอกเลยแม้แต่น้อย เขายังคงจมจ่อมอยู่กับการโคจรพลังสมาธิ รวบรวมพลังเวทรอบกายเข้าสู่พื้นที่ขุมพลังที่กระจัดกระจาย


    แม้เขาจะไม่ได้ตั้งใจฝึกฝนพลังเวทมากนัก แต่ในทุกๆ คืนกลับชื่นชอบการโคจรพลังเวทแบบนี้มากกว่าการนอนพักผ่อน มิหนำซ้ำการโคจรพลังเวทยังช่วยทำให้เขารู้สึกสดชื่นในตอนเช้าเลยด้วยซ้ำ


    เพราะเหตุนี้เองจึงทำให้เขามีความเชี่ยวชาญจนกระทั่งสามารถควบคุมเคล็ดวิชาระดับสูงนี้ได้ดั่งใจ


    ก่อนหน้านี้เขาเพียงมองเห็นวงเวทของตนเองภายในภาพจินตนาการเท่านั้น แต่เมื่อแท่นผลึกตรงหน้าสะท้อนภาพวงเวทของตนเองออกมา จนก็ทำให้จินตนาการของเขาแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น


    เวลานั้นเองพลังสมาธิที่แข็งแกร่งก็ควบรวมพลังเวทสะสมได้มากพอและกระจัดกระจายไม่สามารถรวมตัวได้ พวกมันเหล่านั้นถูกพัดพาและควบแน่นในทันใด


    เพียงแค่ไม่กี่ชั่วลมหายใจ บนร่างของเด็กน้อยผู้มีเรือนผมสีเงินก็บังเกิดระลอกคลื่นพลังเวทออกมา


    ครืน ...


    พลังเวทที่พัดออกมาไม่ได้รุนแรงมากนัก แต่นักเวททุกคนที่อยู่ที่นี่ย่อมสัมผัสมันได้อย่างชัดเจน


    “สำเร็จแล้วหรอ?”


    “คิดที่จะทะลวงก็ทะลวงได้เลยหรอ?”


    ผู้คนต่างกล่าวคำพูดที่น่าตกใจออกมา


    แม้ว่าการทะลวงระดับขั้นพลังเวทนี้จะเป็นแค่ขั้นเล็กๆ แต่ก็ไม่มีใครสามารถทำได้ง่ายๆ แบบนี้ได้อยู่ดี 


    ต้องรู้ไว้ว่าเวลาที่เด็กน้อยคนนี้ใช้ทะลวงพลังเวทนี้มันเริ่มต้นขึ้นและจบลงภายในสิบช่วงลมหายใจเท่านั้น!


    เมอร์ลินลืมตาขึ้นมองภาพขุมพลังเวทจุดที่สามก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมา


    เขาหันไปด้านหลังเพื่อมองออสตินและเอ่ยว่า “คุณพ่อ ผมสร้างพลังเวทจุดที่สามได้แล้วล่ะครับ”


    เมื่อเห็นท่าทางดีใจของเด็กน้อยทำให้ออสตินนั้นอดที่จะปลื้มปริ่มในใจไม่ได้


    “เก่งมาก” ชายชราผมเปียยกนิ้วโป้งให้กับเด็กน้อย


    เมอร์ลินพยักหน้าเล็กน้อยตอบรับอย่างดีใจ


    “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ออสตินลูกชายของคุณไม่เลวเลย เขาเหมาะที่จะเป็นอัจฉริยะนักเวทเป็นอย่างมาก โรงเรียนเวทมนตร์จะต้องดูแลเขาเป็นอย่างดีแน่นอน” ธีออนกล่าวชม


    ทว่าออสตินกลับส่ายศีรษะไปมาและเอ่ย “ไม่หรอก เขาไม่ได้สนใจฝึกฝนพลังเวทมากขนาดนั้น เขาตั้งใจที่จะเป็นนักเวทยาศาสตร์ที่ยอดเยี่ยมมากกว่า”


    เมื่อผู้คนได้ยินคำพูดนี้พวกเขาก็กลายเป็นอึ้งไป


    เด็กที่มีพรสวรรค์ในการฝึกฝนเวทมนตร์ขนาดนี้กลับต้องการเป็นนักวิชาการเวทเนี้ยนะ

    คล้ายกับเรื่องSilver Dust : Merlin ที่คุณอ่าน