“หืม?” ฉู่จี้เฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่กลับแฝงไปด้วยความโอหัง “สั่งสอนบุตรสาวของตัวเองไม่ได้ ยังกล้ากล่าวหาว่าข้ารุกล้ำเกินไป? วันนี้หากมิใช่เพราะเห็นแก่เย่ว์เอ๋อร์ เจ้าคิดว่าบุตรสาวของเจ้าจะยังมีชีวิตอยู่หรือ”
ซูเจี้ยนจิ่นไม่มีทางสงสัยในคำพูดของเขา ทำให้รู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาในใจ
เขารีบโบกมือสั่งการ “ยังไม่รีบพาคุณหนูกลับไปอีก!”
ซูเยียนหนิงเริ่มได้สติกลับมา แต่ก็ยังยืนขึ้นเองไม่ได้ เรียกว่าพยุงไปก็ไม่ถูกนัก น่าจะเป็นลากออกไปเสียมากกว่า
“แล้วใต้เท้าซูคิดจะชดใช้เท่าไหร่” ฉู่จี้เฟิงถามขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ซูเจี้ยนจิ่นอยากจะตะโกนด่าดังๆ แต่กลับถูกอำนาจของฉู่จี้เฟิงกดดันไว้จนพูดไม่ออก เหงื่อเริ่มซึมออกมาจากหน้าผาก “ซื่อจื่อ ข้ายินดีขอโทษ…”
“ขอโทษมีประโยชน์อะไร ชดใช้เป็นเงินถึงจะมีค่า” ฉู่จี้เฟิงกล่าวอย่างเย็นชา
ซูอิ่นเย่ว์เห็นด้วยกับคำพูดนี้มาก นางพยักหน้าเล็กน้อย
หางตาของซูเจี้ยนจิ่นเหลือบไปเห็นกิริยานั้นของนาง ทำให้โทสะพุ่งสูงขึ้น
เขาไม่เคยชอบซูอิ่นเย่ว์เลย ถึงได้บังคับให้นางแต่งแทนพี่สาว ต่อให้นางตายไปเขาก็ไม่สนใจ ใครจะคิดว่าตอนนี้ฉู่จี้เฟิงกลับให้ความสำคัญกับนาง มิหนำซ้ำทั้งคู่ยังประสานกันอย่างสามีภรรยาอีก!
“เจ้า…” ซูเจี้ยนจิ่นชี้หน้านาง พลางตวาด “เจ้าเป็นลูกสาวของข้า! ไม่คิดจะช่วยพูดกับสามีของเจ้าบ้างหรือ กลับมาสุมไฟให้แรงขึ้นอีก!”
ซูอิ่นเย่ว์หัวเราะเย็นชา “ท่านพ่ออย่าเป็นเช่นนี้ ข้ายังมิได้พูดอะไรเลย หากท่านมีโทสะ ก็มิอาจระบายใส่ข้าได้ ดังคำกล่าวว่า ‘ลูกสาวที่แต่งออกไปแล้วก็เหมือนน้ำที่สาดทิ้งไป’ ข้าย่อมต้องช่วยเหลือสามีของข้าอยู่แล้ว”
ซูเจี้ยนจิ่นโกรธจนโลหิตแล่นพลุ่งพล่านในอก
นี่คือลูกสาวที่เคยขี้ขลาดและอ่อนแอผู้นั้นหรือ!
แต่เมื่อมีฉู่จี้เฟิงอยู่ เขาไม่กล้าลงมือ
ฉู่จี้เฟิงใช้มือเท้าคางมองนาง ก่อนหัวเราะออกมา “พระชายาข้าช่างดีจริงๆ”
เขาเพียงแค่ยิ้ม ริมฝีปากก็โค้งราวพระจันทร์เสี้ยว ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน งดงามเหลือเกิน
ซูอิ่นเย่ว์อดไม่ได้ที่จะขนลุก รู้สึกว่าเขาช่างแปลกนัก
ซูเจี้ยนจิ่นเห็นเช่นนั้น แววตายิ่งลึกล้ำ
ในเมื่อฉู่จี้เฟิงยังไม่ตาย และดูเหมือนจะชอบซูอิ่นเย่ว์ เช่นนั้นเขาควรใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้ ย่อมดีกว่าตั้งตัวเป็นศัตรูแล้วพ่ายแพ้
คิดได้ดังนั้น เขาจึงเรียกซูอิ่นเย่ว์ “เย่ว์เอ๋อร์ ไปดูอาการแม่ของเจ้ากับข้าหน่อย”
ซูอิ่นเย่ว์ขมวดคิ้ว แน่นอนว่านางไม่อยากไป แต่เมื่อเห็นแววตาของซูเจี้ยนจิ่นที่มีประกายบางอย่าง นางจึงคิดว่าควรไปดูว่าเขากำลังวางแผนอะไรอยู่
ทั้งสองออกจากห้องโถง มุ่งหน้าไปยังเรือนของหยางซื่อ
ซูเจี้ยนจิ่นเอ่ยขึ้นอย่างไม่รอช้า “เย่ว์เอ๋อร์ ข้ารู้ว่าที่ผ่านมาทำให้เจ้าลำบาก เจ้าโกรธข้าก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่เจ้าคิดดู หากซื่อจื่อไม่ได้เห็นแก่ตระกูลซู เขาจะปฏิบัติต่อเจ้าเช่นนี้หรือ”
ซูอิ่นเย่ว์ไม่รีบร้อนตอบ “ท่านพ่อเคยเห็นหรือว่าซื่อจื่อเคยเห็นแก่หน้าคนอื่น?”
ซูเจี้ยนจิ่นแค่นเสียง “เจ้ากลับมาจากหมู่บ้านเป่ยเหอแล้วฉลาดขึ้นไม่น้อย เช่นนั้นก็ควรรู้ว่าซื่อจื่อเป็นคนเช่นไร ถึงเวลาที่เจ้าถูกกดขี่ ยังมีเพียงตระกูลของเจ้าที่จะช่วยเจ้าได้! เย่ว์เอ๋อร์ ข้าขอเตือนเจ้าสักคำ เจ้าตัดขาดจากตระกูลซูไม่ได้ ดูแลความสัมพันธ์ไว้ให้ดีจึงจะเป็นหนทางที่ถูกต้อง”
ซูอิ่นเย่ว์สีหน้าลึกซึ้ง
ต้องยอมรับว่าซูเจี้ยนจิ่นมีเล่ห์เหลี่ยมไม่น้อย หากหญิงสาวคนใดได้ยินคำพูดเช่นนี้ คงต้องครุ่นคิดอยู่บ้าง ไม่อยากแตกหักกับครอบครัวเพื่อไม่ให้ตนเองขาดที่พึ่งพาในอนาคต
แต่สำหรับนางไม่เหมือนกัน ฉู่จี้เฟิงให้ความสำคัญกับนางก็เพราะนางมีวิชาแพทย์ มิได้เกี่ยวอันใดกับตระกูลซูเลย
“คำพูดของท่านพ่อช่างน่าขันนัก หากท่านให้เกียรติข้า ข้าย่อมให้เกียรติท่านเป็นเท่าตัว แต่วันนี้ท่านให้ซูลั่วฝูนำหีบสินเดิมที่เต็มไปด้วยก้อนหินมาให้ข้า นี่มิใช่การตัดขาดกันก่อนหรือ” ซูอิ่นเย่ว์กล่าว แววตาเยียบเย็น
ซูเจี้ยนจิ่นพยายามระงับอารมณ์ “เจ้าสั่งให้ซื่อจื่อนำองครักษ์ชื่อหลงออกจากจวนสกุลซูก่อน แล้วข้าจะส่งสินเดิมที่ควรเป็นของเจ้าไปยังจวนหลิงอ๋อง! เจ้าคือบุตรสาวของข้าซูเจี้ยนจิ่น ข้าไม่มีวันทอดทิ้งเจ้าแน่นอน!”
ซูอิ่นเย่ว์หยุดเดิน มองตรงไปยังเขา “วันนี้ซื่อจื่อจะต้องช่วยข้าทวงคืนสินเดิม ข้าจะเอาตัวเข้าไปยุ่งให้เป็นศัตรูกับซื่อจื่อไปเพื่ออะไร”
ซูเจี้ยนจิ่นเห็นว่านางไม่ยอมอ่อนข้อ โกรธจนสะบัดแขนเสื้อ “เจ้าคิดพึ่งพาเขาไปได้ไม่นานหรอก!”
“แล้วเมื่อซื่อจื่อไม่เห็นค่าข้าอีก ท่านก็จะทอดทิ้งข้าอีกครั้งไม่ใช่หรือ”
ซูเจี้ยนจิ่นไม่คิดว่านางจะมองทะลุถึงเพียงนี้ จนไม่รู้จะตอบโต้เช่นไร
ซูอิ่นเย่ว์ไม่อยากฟังอีกต่อไป นางหมุนตัวเดินจากไปทันที
“ลั่วฝูใกล้ชิดกับเจ้าที่สุด เจ้ายังจะทอดทิ้งน้องสาวผู้นี้ด้วยหรือ” ซูเจี้ยนจิ่นกล่าวด้วยความโกรธ
อับจนหนทาง ซูเจี้ยนจิ่นจึงเอ่ยข่มขู่
ซูอิ่นเย่ว์หยุดเดิน หันกลับมาเล็กน้อย แผ่นหลังตรงราวกับไผ่หยก “หากพวกท่านกล้าแตะต้องน้องสี่แม้แต่น้อย ก็อย่าหวังว่ามันจะจบเพียงแค่สิบแส้”
ซูเจี้ยนจิ่นพลันรู้สึกว่าบาดแผลที่หลังของตนปวดแสบขึ้นมาทันที เขาโกรธจนอยากเอ่ยปากแต่ไม่กล้า
มองดูแผ่นหลังของซูอิ่นเย่ว์ เขาถึงกับกระทืบเท้าด้วยความเดือดดาล
ขณะนั้น พ่อบ้านหูแห่งจวนสกุลซูเดินเข้ามาหาซูเจี้ยนจิ่นอย่างร้อนรน รายงานว่า “นายท่าน องครักษ์ชื่อหลงพบห้องลับแล้ว!”
ซูเจี้ยนจิ่นคาดไว้อยู่แล้ว องครักษ์ชื่อหลงแต่ละคนล้วนเป็นยอดฝีมือ ห้องลับเพียงนี้ย่อมไม่อาจซ่อนเร้นจากพวกเขา
“ฉู่จี้เฟิงบอกว่ากำลังค้นหาโจรลักทรัพย์ หากเขากล้าขนทรัพย์สินออกจากจวนเสนาบดีเจ้ากรมกลาโหม ข้าอยากรู้ว่าเขาจะไปอธิบายต่อฝ่าบาทอย่างไร!” ซูเจี้ยนจิ่นแค่นเสียงเย็นชา
ไม่รู้จักรับไมตรีก็ควรรับโทษ ฮ่องเต้ระแวงฉู่จี้เฟิงมานาน เพียงแต่ยังไม่มีข้ออ้าง บัดนี้ตนจะเป็นฝ่ายเปิดทางเสียเอง ให้ฉู่จี้เฟิงไม่มีโอกาสโอหังอีกต่อไป
พ่อบ้านหูกล่าวด้วยความกังวล “แต่องครักษ์ชื่อหลงนำหีบที่บรรจุหินกลับมาเปลี่ยนแล้ว หากนายท่านนำเรื่องนี้ขึ้นกราบทูลฝ่าบาท ก็เท่ากับรับว่าพวกเราสับเปลี่ยนสินเดิมจริงหรือไม่”
ซูเจี้ยนจิ่นยิ้มเจ้าเล่ห์ “ข้ายังไม่โง่ถึงเพียงนั้น ในหีบสินเดิมเหล่านั้น มีของที่ไม่ตรงกับบัญชีอยู่”
เมื่อซูอิ่นเย่ว์กลับมาถึงห้องโถงใหญ่ ฉู่จี้เฟิงกำลังสั่งให้องครักษ์ชื่อหลงถอนกำลังออกไปพอดี
“เรียบร้อยแล้วหรือ” ซูอิ่นเย่ว์ถาม “ตรวจสอบสินเดิมเทียบกับบัญชีหรือยัง”
ฉู่จี้เฟิงไม่ใส่ใจ “เจ้ากลับไปนับใหม่ให้แน่ใจก็แล้วกัน วันนี้ข้าเหนื่อยแล้ว”
ซูอิ่นเย่ว์รู้สึกไม่มั่นใจนัก แต่เห็นสีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความอ่อนล้า จึงพยักหน้าเล็กน้อย
ด้วยความเหนื่อยล้า ฉู่จี้เฟิงจึงไม่ได้ต่อปากต่อคำกับซูเจี้ยนจิ่นเรื่องค่าชดใช้ พวกเขาจึงพากันเดินทางกลับพร้อมหีบสมบัติ
ตอนมานางมากับรถม้าของซูลั่วฝู แต่เมื่อต้องกลับไปยังจวนหลิงอ๋อง นางจึงต้องนั่งร่วมรถกับฉู่จี้เฟิง
เขาดูเหนื่อยล้ามากจริงๆ เอนตัวพิงหมอนนุ่มแล้วหลับตาพักผ่อน เขาไอแห้งๆ เป็นระยะ ริมฝีปากยิ่งซีดขาว
“เจ้าคนไร้หัวใจ” ฉู่จี้เฟิงลืมตาขึ้น มองนางอย่างไม่พอใจ “ไม่เห็นหรือว่าข้ากำลังลำบาก”
ซูอิ่นเย่ว์ยกมือขึ้นอย่างจนปัญญา “แต่ข้าไม่ได้พกล่วมยา อีกอย่างอยู่บนรถม้าก็ฝังเข็มไม่ได้”
“เช่นนั้นเจ้าช่วยนวดให้ข้าหน่อย บรรเทาอาการก็ยังดี”
เรื่องนี้ไม่ยาก ซูอิ่นเย่ว์ขยับเข้าไปใกล้ เลิกแขนเสื้อเขาขึ้นก่อนเริ่มนวดตามจุดสำคัญ
นางคิดว่าต่อไปคงต้องพกชุดเข็มฝังและยาลูกกลอนติดตัวไว้ จะได้ไม่ลำบากเช่นนี้อีก
เมื่อต้องตรวจคนไข้เป็นประจำ นางเคยชินกับการพูดไปด้วยระหว่างรักษา “ร่างกายของท่านต้องได้รับการพักฟื้นอย่างดี ไม่ควรโหมงานหนักเกินไป ไม่เช่นนั้น แม้จะล้างพิษออกหมดแล้ว ก็ยังส่งผลกระทบต่ออวัยวะภายใน”
ฉู่จี้เฟิงก้มตาลง สายตายากจะคาดเดา
“เดี๋ยวข้ามีธุระ ต้องออกไปสักหน่อย”
“ว่าอะไรนะ” ซูอิ่นเย่ว์ขมวดคิ้ว ใบหน้าเต็มไปด้วยความหงุดหงิด “เหตุใดท่านชอบขัดข้าไปเสียทุกเรื่อง”