องค์ชายสิบห้ามองชายหนุ่มตรงหน้าประเมินแล้วอายุไม่น่าจะเกินสิบหกปีรูปร่างผอมบางอย่างบัณฑิต ผิวพรรณขาวใสอย่างบุตรผู้มีอันจะกิน
“อ้อ! เ้านี่เอง”ิเฉิงอวี่เคยเห็นชายหนุ่มคนนี้สองครั้งเขาจะมักจะยืนอยู่ข้างหลังจากจากใต้เท้าจั๋วนายอำเภอเฉินห่างออกไปด้านหลังพอสมควร
“หม่อมฉันเป็เ้าของเหลาสุราแห่งนี้พะยะค่ะครั้งก่อนหลงจู๊ที่ร้านบอกว่าองค์ชายเสด็จมาแต่หม่อมฉันมิได้อยู่ต้อนรับขอทรงโปรดประทานอภัย”
“ที่นี่เป็ของเ้าหรือ?ตกแต่งได้สวยงามนัก แม้จะมีขนาดเล็กแต่น่านั่งคราวก่อนเปิ่นหวางผ่านมาเห็นว่าน่าสนใจจึงได้พาองครักษ์เข้ามาลองดู”
“ครั้งนี้หม่อมฉันขอถวายสุราที่ดีที่สุดในร้านให้องค์ชายทรงลองเสวยสักกา พะยะค่ะ” คุณชายน้อยจั๋วหันไปสั่งเสี่ยวเอ้อที่ยืนข้างๆ“สุราชิมจันทร์เป็สูตรเฉพาะของอำเภอเฉินซึ่งใช้เวลาหมักหนึ่งปีพะยะค่ะ”
ิเฉิงอวี่พยักหน้าองครักษ์กัวรับสุรามาแล้วก็เทลงจอกก่อนจะทดสอบด้วยเข็มเงินแล้วยกขึ้นชิมเมื่อทดสอบความปลอดภัยแล้วก็เลื่อนไปตรงหน้าให้องค์ชาย สิบห้าทรงเอ่ยอนุญาตให้จั๋วเหรินหาวนั่งลงร่วมโต๊ะก่อนจะยกจอกสุราขึ้นดมแล้วจิบเล็กน้อยปล่อยให้รสชาติกลั้วไปตามลิ้นจนทั่วจึงกลืนลงไป
“กลิ่นละมุนละไมรสชาตินุ่มลิ้น นับว่าเป็รสชาติที่แปลกใหม่สำหรับ เปิ่นหวาง”
“ขอบพระทัยที่ทรงชมพะยะค่ะ”
“บิดาของเ้าใช่้าให้บุตรทุกคนเป็ขุนนางดอกหรือ?”
“หม่อมฉันก็คงต้องทำตามที่บิดา้าพะยะค่ะเพียงแต่ขอทำกิจการเหลาสุราเพิ่มเติมด้วยอาชีพการหมักสุราเป็อาชีพดั้งเดิมของมารดากระหม่อมพะยะค่ะ”
“อ้อ! เป็เช่นนั้นเ้าคงจะเข้ากรมมหาดไทยเช่นเดียวกับบิดากระมัง?”
“หม่อมฉันมิได้อยากเป็นายอำเภอพะยะค่ะหม่อมฉันอยากเป็มือปราบเมืองหลวงต่างหาก ทว่าบิดาก็คอยคัดค้านมาตลอด”
“ที่เ้ามาดักรอเปิ่นหวางก็คงมีวัตถุประสงค์ใช่หรือไม่?”ร่างสูงโปร่งที่ยกจอกสุราขึ้นกระดกเป็ครั้งที่สองปรายตามองคุณชายน้อยสกุลจั๋วอย่างจับผิด
“ทรงพระปรีชายิ่งเป็เช่นนั้นจริงพะยะค่ะ”
“เ้า้าสิ่งใด?”
จั๋วเหรินหาวอึกอักอยู่ครู่หนึ่งเมื่อเห็นสายพระเนตรแน่วนิ่งขององค์ชายสิบห้าที่ดูน่าเกรงขามก็จำต้องเอ่ยออกมา“หม่อมฉันอยากให้พระองค์ช่วยบอกบิดาของหม่อมฉันให้ปล่อยหม่อมฉันไปสมัครเป็มือปราบที่เมืองหลวงพะยะค่ะ”
“หากเ้า้าเช่นนั้นเปิ่นหวางขอทดสอบฝีมือของเ้าสักหน่อย” องค์ชายสิบห้าถือกาและจอกสุราเดินออกไปยังระเบียงด้านข้างร้านที่มีลานกว้างอยู่เลยออกไป
“องครักษ์จงเ้าจงทดสอบฝีมือของคุณชายน้อยที”
“พะยะค่ะ”
จั๋วเหรินหาวคว้ากระบี่ออกมาจากร้านด้วยลงไปยืนจังก้ารอคอยอยู่ไม่นานนักจงเหยียนก็กระโจนตามมาประจันหน้า
“คุณชายจั๋วท่านพร้อมหรือยังขอรับ?”
“ข้าพร้อมแล้ว!”
องค์ชายสิบห้าจิบสุราดูการประลองของทั้งคู่ด้วยความสนใจในหมู่องครักษ์เสื้อแพรแห่งวังหลวง กัวเฉินกับจงเหยียนนับว่าฝีมืออยู่ในลำดับต้นๆิฮ่องเต้เป็ผู้คัดเลือกด้วยตนเองเพื่อมอบให้มาอารักขาพระอนุชาิเฉิงอวี่พร้อมทั้งองครักษ์ฝีมือระดับรองลงไปอีกแปดนายส่วนองครักษ์ทั่วไปนั้นมีอีกกว่าสามสิบนายแต่เพราะองค์ชายสิบห้าไม่ชอบความเอิกเกริกในยามเดินทางจึงนำองครักษ์มาเพียงสิบคนที่เป็ยอดฝีมือเท่านั้น
ผ่านไปถึงสามสิบกระบวนเพลงคุณชายจั๋วจึงได้ดูอ่อนแรงลงกระทั่งชัยชนะตกเป็ขององครักษ์จงจั๋วเหรินหาวตวัดกระบี่หักพับอยู่แนบแขนก่อนจะแสดงความเคารพผู้ชนะ
“ขอบคุณองครักษ์จงที่ชี้แนะ”
“คุณชายนับว่ามีฝีมือดีเยี่ยมเทียวขอรับ”
เสียงปรบมือขององค์ชายสิบห้าที่อยู่บนระเบียงทำให้ชายหนุ่มที่ถือกระบี่ทั้งคู่หันไปมองทั้งสองจึงใช้วิชาตัวเบากระโจนขึ้นมาบนระเบียง
“หม่อมฉันทำขายหน้าองค์ชายแล้วพะยะค่ะ”
“มิได้ๆเปิ่นหวางเห็นว่าฝีมือของเ้ายังพัฒนาได้อีกมากเพราะมีพื้นฐานที่ดีคนผู้ใดเป็อาจารย์ของเ้า”
“หม่อมฉันได้รับการชี้แนะจากหัวหน้ามือปราบหลิวพะยะค่ะแต่เดิมบิดาของหม่อมฉันให้ฝึกเพื่อสุขภาพทว่าภายหลังหม่อมฉันแอบขอให้มือปราบหลิวสอนเพิ่มเติม”
“วิทยายุทธ์ของเ้าหากจะบอกว่าสอนโดยมือปราบข้าจะเชื่อครึ่งหนึ่งแต่ครึ่งหลังย่อมมิใช่?” ดวงตายาวรีคมปลาบขององค์ชายราวกับล้วงลึกเข้าไปในใจ
จั๋วเหรินหาวถอนหายใจยาว“หม่อมฉันไม่อาจปิดบังองค์ชายได้จริงๆวิชากว่าครึ่งหนึ่งหม่อมฉันได้มาจากจอมยุทธ์ที่อยู่ชานเมืองพะยะค่ะคนผู้นี้ไม่้าเปิดเผยชื่อแซ่ทุกครั้งที่มาสอนหม่อมฉันก็จะปกปิดใบหน้าแต่เห็นแก่ที่หม่อมฉันตั้งใจกราบเป็อาจารย์จึงยอมสอนอยู่พักใหญ่พะยะค่ะ”
“อืม...นับว่าเ้าหาอาจารย์ได้ไม่เลวเลยเทียวคนผู้นี้ทำให้พื้นฐานวรยุทธ์ของเ้าแข็งแรงนักเหมาะที่จะเรียนรู้ในระดับสูงขึ้นไป”
“องค์ชายกล่าวเช่นนี้.....”
ิเฉิงอวี่ลดจอกสุราในมือลงสบสายพระเนตรกับคุณชายน้อยจั๋ว“ข้าจะขอตัวเ้าให้ตามข้ากลับเมืองหลวงหลังจากงานวาดผนังวิหารเก้าเทพเสร็จสิ้นลง”
จั๋วเหรินหาวรีบคุกเข่าโขกศีรษะขอบพระทัยความหวังที่จะได้เป็ยอดมือปราบแห่งเมืองหลวงนับว่าอยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้ว
เผยมู่ซีรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาจวนแดดจะหมดจากฟ้ามารดากับสาวใช้คนขยันกำลังช่วยกันรีดผ้าอยู่ในห้องปักเย็บ ยาสามถ้วยที่นางดื่มก่อนนอนช่วยให้หลับสบายยิ่งนักนางหลับไปเกือบสองชั่วยามและเมื่อตื่นขึ้นมาก็รู้สึกสดชื่นกว่าวันก่อนนัก... เห็นทีจากนี้ไปควรจะดื่มยาก่อนนอนจะดีกว่า
ร่างกายของนางค่อยๆเติมเต็มขึ้นมาทีละส่วน เผยมู่ซีจำได้ว่าตอนที่นางฟื้นขึ้นมาแล้วก้มมองแขนขาตัวเองวันแรกยังรู้สึกใที่คนผู้นี้ราวกับโครงกระดูกเดินได้ผ่านมาถึงวันนี้เนื้อเหลวๆ ที่แทบจะหย่อนอยู่บนโครงกระดูกกลายเป็เนื้อนิ่มๆขึ้นมาแล้ว....เผยมู่ซีคิดถึงวิทยายุทธ์ที่นางเคยฝึกฝน ชิงหลานผู้นี้อย่าว่าแต่จะถือกระบี่เลยแค่เพียงถือพู่กันนานๆก็ยังต้องหยุดพักมือพักแขน เมื่อไหร่กันนางจึงจะได้กลับไปขี่ม้า ยิงธนูฟันดาบและรำทวนอีก?
เหล่าลู่เห็นคุณหนูของตนนั่งเหม่อมองท้องฟ้าอยู่ระเบียงทางเดินจึงขยับเข้าไปใกล้ครั้นเห็นว่าร่างผอมบางถอนหายใจเฮือกแล้วเฮือกเล่าจึงเอ่ยขึ้น
“คุณหนูขอรับมีอันใดหนักใจหรือ?”
นางผินหน้ากลับมามอง“เหล่าลู่...ข้าเบื่อร่างกายที่อ่อนแอนี้นัก อยากแข็งแรงเร็วๆ อยากฝึกวิทยายุทธ์”
“ไอหยา! อย่างคุณหนูน่ะหรือขอรับ?คิดอยากจะฝึกวิทยายุทธ์” ใบหน้าของเหล่าลู่ดูเหมือนได้ฟังเื่เหลือเชื่อ”
“ก็ใช่น่ะสิ! อยากจะมีวิชาตัวเบากระโจนไปบนกำแพงกระโจนขึ้นบนหลังคาบ้าง คงจะสนุกมิใช่น้อย”
เหล่าลู่หัวเราะเบาๆ“เอาไว้ให้คุณหนูมีเนื้อมีหนังมากกว่านี้ก่อนเถอะขอรับแล้วค่อยคิดเื่ฝึกวิทยายุทธ์”
“ในอำเภอเฉินมีจอมยุทธ์อยู่หรือไม่?”
“คนมีวิทยายุทธ์ก็หัวหน้ามือปราบหลิวอย่างไรเล่าขอรับ?”
“แล้วเขาจะยอมสอนเด็กอย่างข้าหรือ?”
“ยังมีจอมยุทธ์อีกผู้หนึ่งซ่อนกายอยู่ป่าหลังอำเภอข้าเคยเจอครั้งหนึ่งหากว่าคุณหนูร่างกายแข็งแรงแล้วข้าจะพาท่านไปฝากตัวเป็ศิษย์คนผู้นั้นดีหรือไม่ขอรับ?”
**********************

