เช้าวันที่สองของการทำงานควรจะเป็วันที่แพรพิมรู้สึกผ่อนคลายกว่าวันแรก เพราะอย่างน้อยเธอก็รู้แล้วว่าต้องขึ้นลิฟต์ชั้นไหน โต๊ะทำงานอยู่ตรงไหน ห้องน้ำไปทางไหน และร้านกาแฟด้านล่างมีเมนูอะไรที่พอจะช่วยให้มนุษย์คนหนึ่งตื่นได้ก่อนเก้าโมงเช้า แต่ปัญหาคือเมื่อคืนเธอกลับไม่ได้ใช้เวลาคิดเื่งานใหม่มากเท่าที่ควร เพราะภาพเหตุการณ์ที่ตัวเองยืนเถียงกับคินธารกลางทางเดินยังวนอยู่ในหัวเหมือนคลิปสั้นที่สมองตั้งค่าเล่นซ้ำโดยไม่ได้ขออนุญาต ยิ่งนึกถึงประโยคที่ตัวเองถามเขาว่าพนักงานเก่าไม่มีใครกล้าพูดกับคุณแบบนี้หรือไง เธอก็ยิ่งอยากเอาหมอนมาปิดหน้าตัวเองแล้วแกล้งลืมว่าทุกอย่างเคยเกิดขึ้นจริง
ตอนกินอาหารเช้า แม่สังเกตเห็นว่าลูกสาวดูเงียบกว่าปกติจึงถามขึ้นมาด้วยความสงสัยว่า “เป็อะไรหรือเปล่า เมื่อวานวันแรกไม่โอเคเหรอลูก หรือเจอหัวหน้าดุอย่างที่กลัวเอาไว้”
แพรพิมหยุดมือที่กำลังตักข้าวแล้วเงยหน้ามองแม่ด้วยสีหน้าซึ่งเหมือนกำลังคิดว่าควรเล่าเื่ทั้งหมดดีหรือไม่ ก่อนจะตอบว่า “ถ้าหนูบอกว่าวันแรกหนูไปเถียงกับกรรมการบริหารของบริษัทมา แม่จะยังให้หนูไปทำงานต่อไหมคะ”
แม่ชะงักไปเล็กน้อย ส่วนพ่อซึ่งกำลังดื่มกาแฟอยู่ถึงกับวางแก้วลงบนโต๊ะแล้วมองลูกสาวทันที แพรพิมจึงรีบยกมือขึ้นเหมือนกำลังขอเวลาชี้แจงก่อนที่ใครจะเข้าใจว่าเธอไปเปิดศึกกลางบริษัทมาแล้วจริง ๆ
“มันไม่ได้หนักขนาดนั้นนะคะ หนูแค่เดินชนเขาแล้วเขาพูดเหมือนกำลังอบรมหนู หนูก็เลยตอบกลับไปนิดเดียวเอง ตอนนั้นหนูไม่รู้ด้วยว่าเขาเป็ใคร ถ้ารู้ก่อนหนูคงยิ้มแล้วขอโทษอย่างเดียวไปแล้ว”
พ่อมองลูกสาวอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงเรียบว่า “แล้วเขาว่ายังไง”
“ก็ไม่ได้ว่าอะไรค่ะ เขาแค่ถามว่าหนูเพิ่งมาทำงานวันแรกหรือเปล่า แล้วก็บอกทางไปห้องประชุมให้ หลังจากนั้นหนูถึงมารู้ว่าเขาเป็ผู้บริหาร”
แม่พยายามกลั้นหัวเราะแต่สุดท้ายก็หลุดออกมาจนแพรพิมต้องทำหน้ามุ่ย เพราะแทนที่จะได้รับกำลังใจกลับกลายเป็ว่าคนในบ้านดูสนุกกับความซวยของเธอเสียอย่างนั้น
“แม่อย่าหัวเราะสิคะ หนูกำลังเครียดนะ เมื่อคืนยังคิดอยู่เลยว่าถ้าวันนี้เขาเรียกไปถามว่าทำไมพนักงานใหม่ถึงเถียงผู้บริหาร หนูควรตอบว่าอะไร”
แม่ยื่นมือมาตบแขนลูกสาวเบา ๆ ก่อนจะบอกว่า “ก็ทำงานของเราให้ดีไปก่อน ถ้าเขาเป็ผู้ใหญ่จริงก็คงไม่เอาเื่เล็กแค่นี้มาคิดมากหรอก แล้วลูกเองก็ไม่ได้รู้ว่าเขาเป็ใครตอนพูดด้วย แบบนั้นอย่างน้อยเขาก็ได้เห็นนิสัยจริงของลูกั้แ่วันแรกเลยไง”
แพรพิมถอนหายใจยาวแล้วพึมพำว่า “นั่นแหละค่ะที่หนูกลัว เพราะนิสัยจริงหนูมันชอบเถียงนี่แหละ”
เมื่อเดินทางมาถึงบริษัท แพรพิมตั้งใจแน่วแน่ว่าวันนี้จะใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบที่สุด เธอจะนั่งทำงานที่โต๊ะ จะไม่เดินถือโทรศัพท์ จะไม่ไปไหนโดยไม่จำเป็ และที่สำคัญคือถ้าเห็นคินธารอยู่ห่างออกไปเกินสิบเมตร เธอจะเลือกเดินอีกทางทันทีโดยไม่สนใจว่าต้องอ้อมไกลแค่ไหน เพราะเป้าหมายของวันนี้ไม่ใช่การสร้างความประทับใจให้ใคร แต่คือการทำให้ผู้บริหารคนหนึ่งลืมว่าเธอมีตัวตนอยู่ในบริษัทให้เร็วที่สุด
แต่ชีวิตดูเหมือนจะไม่ได้อ่านแผนที่เธอวางเอาไว้เลย เพราะทันทีที่แพรพิมวางกระเป๋าลงบนโต๊ะ มิ้นท์ก็หมุนเก้าอี้มาหาพร้อมสีหน้าซึ่งดูมีอะไรบางอย่างอยากบอก และแค่เห็นรอยยิ้มของรุ่นพี่ เธอก็เริ่มรู้สึกถึงลางไม่ดีั้แ่ยังไม่ได้เปิดคอมพิวเตอร์ด้วยซ้ำ
“แพร พี่มีข่าวดีจะบอก”
แพรพิมหรี่ตามองอีกฝ่ายแล้วตอบทันทีว่า “ถ้าพี่มิ้นท์ยิ้มแบบนี้ หนูรู้สึกว่ามันไม่น่าใช่ข่าวดีสำหรับหนูนะคะ”
มิ้นท์หัวเราะก่อนจะเลื่อนตารางงานบนหน้าจอให้ดูแล้วพูดว่า “สิบโมงมีประชุมโครงการใหม่ แล้วหัวหน้าบอกให้แพรเข้าไปด้วย เพราะต่อจากนี้แพรจะช่วยดูข้อมูลกับเอกสารของโครงการนี้”
แพรพิมพยักหน้าอย่างยังไม่รู้สึกอะไร ก่อนสายตาจะเลื่อนไปเห็นชื่อประธานการประชุมซึ่งปรากฏอยู่้าของตาราง และทันทีที่อ่านคำว่า คินธาร สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
“พี่มิ้นท์คะ หนูขอลาป่วยตอนเก้าโมงห้าสิบห้าได้ไหม”
“ไม่ได้”
“งั้นหนูขอเปลี่ยนโครงการได้ไหมคะ”
“ก็ไม่ได้อีก”
แพรพิมมองรุ่นพี่เหมือนกำลังรอคำตอบที่ช่วยชีวิตได้มากกว่านี้ ก่อนจะถอนหายใจแล้วบ่นว่า “เมื่อวานหนูยังคิดอยู่ว่าบริษัทใหญ่ขนาดนี้คงไม่ได้เจอเขาบ่อย ๆ สรุปวันนี้ต้องเข้าไปนั่งประชุมกับเขาเลย ชีวิตจะรีบขนาดนี้ทำไมเนี่ย”
มิ้นท์หัวเราะแล้วตบบ่าเธอเบา ๆ ก่อนจะบอกว่า “ไม่ต้องคิดมาก คุณคินธารเขาแยกเื่งานกับเื่ส่วนตัวออกจากกันชัดมาก ถ้าแพรทำงานดี เขาไม่มานั่งจำหรอกว่าเมื่อวานเถียงอะไรกัน แล้วพี่ว่าจริง ๆ เขาก็ไม่ได้โกรธด้วยนะ ถ้าโกรธจริง เมื่อวานคงมีอะไรตามมาแล้ว”
แม้คำปลอบนั้นจะช่วยให้สบายใจขึ้นเล็กน้อย แต่แพรพิมก็ยังใช้เวลา่เช้าตรวจเอกสารสำหรับประชุมซ้ำไปซ้ำมาจนมิ้นท์ต้องถามว่ากำลังตรวจงานหรือกำลังหาความลับของจักรวาลอยู่ในตัวเลขกันแน่ เธอไม่อยากให้เกิดข้อผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว เพราะถ้าวันแรกเถียงกับผู้บริหารแล้ววันที่สองยังเอางานผิดเข้าไปประชุมอีก ประวัติการทำงานของเธออาจสั้นจนเขียนลงเรซูเม่แทบไม่ทัน
ก่อนสิบโมงไม่กี่นาที สมาชิกในทีมทยอยเดินเข้าไปในห้องประชุม แพรพิมเลือกนั่งเกือบสุดโต๊ะโดยตั้งใจว่าตำแหน่งนี้น่าจะปลอดภัยที่สุด เธอเปิดโน้ตบุ๊ก เตรียมสมุด และพยายามทำหน้าเหมือนสนใจเอกสารมากจนไม่มีเวลามองใคร กระทั่งประตูห้องประชุมเปิดออกและเสียงพูดคุยรอบตัวค่อย ๆ เงียบลง เธอก็รู้โดยไม่ต้องเงยหน้าว่าคนซึ่งพยายามหลบมาตลอดเช้าเดินเข้ามาแล้ว
คินธารเข้ามาพร้อมเอกสารไม่กี่ชุดและนั่งลงบริเวณหัวโต๊ะ ก่อนจะเริ่มประชุมด้วยน้ำเสียงเรียบและเป็ธรรมชาติอย่างคนซึ่งคุ้นเคยกับการนำทีม เขาไม่ได้มองหาแพรพิมทันทีอย่างที่เธอกังวล และนั่นทำให้หญิงสาวแอบโล่งใจจนคิดว่าบางทีเขาอาจลืมเื่เมื่อวานไปแล้วจริง ๆ
การประชุมดำเนินไปประมาณยี่สิบนาที แพรพิมเริ่มสนใจเนื้อหามากขึ้นจนความกังวลลดลง เพราะโครงการที่กำลังพูดถึงเกี่ยวข้องกับการพัฒนาบริการใหม่ของบริษัทและจำเป็ต้องรวบรวมความคิดเห็นจากลูกค้าหลายกลุ่ม เธอมีพื้นฐานด้านการวิเคราะห์ข้อมูลและเคยทำงานลักษณะใกล้เคียงกันมาก่อน จึงเริ่มจดประเด็นบางอย่างซึ่งรู้สึกว่าน่าสนใจลงในสมุดโดยลืมไปชั่วคราวว่าคนที่กำลังพูดอยู่ด้านหน้าคือผู้ชายคนเดียวกับที่เธออยากหลบหน้ามาตลอดเช้า
จนกระทั่งคินธารเปิดเอกสารหน้าหนึ่งและถามขึ้นมาว่า “จากข้อมูลชุดนี้ ทีมคิดว่าเราควรใช้กลุ่มลูกค้าเดิมเป็ฐานหลักต่อไป หรือควรเพิ่มกลุ่มคนอายุน้อยเข้ามาในการทดลองรอบแรกด้วย”
คนในห้องเงียบไปชั่วครู่ เพราะข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่มากพอจะตอบได้ชัดเจน แพรพิมมองตัวเลขบนหน้าจอแล้วมีความคิดบางอย่างขึ้นมา แต่ด้วยสถานะพนักงานใหม่ เธอจึงเลือกก้มหน้าจดต่อแทนที่จะพูดออกไป กระทั่งเสียงของคินธารดังขึ้นอีกครั้ง
“คุณแพรพิมคิดว่ายังไงครับ”
ปลายปากกาของเธอหยุดทันที และคนรอบโต๊ะหลายคนหันมามองพร้อมกันจนแพรพิมอยากถามจริง ๆ ว่าในห้องมีคนตั้งเยอะทำไมต้องเลือกคนซึ่งเพิ่งมาทำงานได้สองวัน แต่ในเมื่อถูกเรียกชื่อแล้ว การแกล้งไม่ได้ยินคงไม่ใช่ทางเลือกที่ฉลาดนัก
เธอเงยหน้าขึ้นแล้วตอบอย่างระมัดระวังว่า “ถ้าดูจากข้อมูลตอนนี้อย่างเดียว หนูคิดว่าใช้กลุ่มเดิมจะปลอดภัยกว่าค่ะ แต่ถ้าเป้าหมายของโครงการคืออยากขยายตลาดในระยะยาว หนูว่าควรเพิ่มกลุ่มอายุน้อยเข้ามาทดลองด้วย ถึงผลรอบแรกอาจไม่ได้สวยมาก แต่เราน่าจะได้ข้อมูลที่ใช้ต่อยอดได้มากกว่า”
คินธารมองเธอแล้วถามต่อว่า “ทำไมถึงคิดว่าผลรอบแรกอาจไม่ดี”
แพรพิมเริ่มรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังสอบปากเปล่ามากกว่าประชุม แต่เมื่อมองข้อมูลอีกครั้งก็เลือกตอบตามที่คิดจริง ๆ ว่า “เพราะพฤติกรรมของกลุ่มอายุน้อยเปลี่ยนเร็วค่ะ ถ้าเราใช้วิธีเดิมที่เคยได้ผลกับลูกค้าปัจจุบันทั้งหมด ผลตอบรับอาจไม่เหมือนกัน แต่หนูคิดว่าต่อให้ผลไม่ดี เราก็จะรู้ว่าต้องเปลี่ยนตรงไหน ดีกว่าตัดกลุ่มนี้ออกั้แ่ยังไม่ได้ลอง”
ในห้องเงียบไปเล็กน้อยก่อนคินธารจะพยักหน้าแล้วหันไปหาทีมวิเคราะห์ข้อมูล “เพิ่มกลุ่มทดลองตามที่คุณแพรพิมเสนอครับ แต่แยกผลออกจากฐานเดิมให้ชัด เราจะได้เห็นว่าความแตกต่างเกิดตรงไหน”
แพรพิมกะพริบตาอย่างแปลกใจ เพราะเธอคิดว่าอย่างน้อยเขาคงถามต่ออีกหลายคำถามหรือไม่ก็หาจุดซึ่งเธอตอบไม่ครบ แต่คินธารกลับรับความคิดเห็นไปใช้โดยไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับสถานะพนักงานใหม่ของเธอเลย ความรู้สึกบางอย่างจึงเริ่มเปลี่ยนไปเล็กน้อย เพราะอย่างน้อยผู้ชายคนนี้ก็ดูเป็คนที่ฟังเหตุผลมากกว่าตำแหน่งของคนพูด
หลังประชุมจบ สมาชิกในทีมเริ่มเก็บของและทยอยออกจากห้อง แพรพิมรีบปิดโน้ตบุ๊กพร้อมคิดว่าภารกิจวันนี้น่าจะผ่านไปได้ด้วยดี เธอไม่ได้เถียงเขา ไม่ได้ตอบอะไรผิด และยังเสนอความเห็นซึ่งถูกนำไปใช้เสียด้วย หากออกจากห้องตอนนี้ได้โดยไม่มีเหตุการณ์เพิ่มเติม วันที่สองก็นับว่าประสบความสำเร็จเกินคาดแล้ว
แต่ก่อนจะเดินถึงประตู เสียงของคินธารกลับดังขึ้นจากด้านหลังเสียก่อน
“คุณแพรพิมครับ ขอคุยด้วยสักครู่ได้ไหม”
เธอหยุดเดินทันที ก่อนจะหันไปมองมิ้นท์ซึ่งกำลังเดินอยู่ข้างกันด้วยสายตาที่เหมือนกำลังส่งข้อความว่าอย่าทิ้งกันตรงนี้ แต่รุ่นพี่กลับยิ้มให้แบบให้กำลังใจแล้วเดินออกจากห้องไปพร้อมคนอื่นอย่างรวดเร็ว
แพรพิมจึงจำใจหันกลับมาแล้วเดินไปหยุดตรงหน้าโต๊ะประชุม ก่อนจะถามว่า “มีอะไรหรือเปล่าคะ ถ้าเป็เื่เมื่อวาน หนูขอโทษอีกครั้งก็ได้นะคะ ตอนนั้นหนูไม่รู้จริง ๆ ว่าคุณเป็ผู้บริหาร”
คินธารวางปากกาในมือลงแล้วมองเธอด้วยสีหน้าซึ่งไม่ได้ดูโกรธแม้แต่น้อย ก่อนจะตอบว่า “ถ้าคุณรู้ว่าผมเป็ใคร คุณจะไม่พูดแบบนั้นเหรอครับ”
คำถามนั้นทำให้แพรพิมนิ่งไปครู่หนึ่ง เพราะถ้าตอบตามมารยาทก็ควรบอกว่าใช่ แต่ถ้าตอบตามความจริง เธอรู้ดีว่าต่อให้รู้ว่าเขาเป็ใคร ถ้ารู้สึกว่าอีกฝ่ายพูดเหมือนกำลังตำหนิเกินเหตุ เธอก็คงยังอยากตอบกลับอยู่ดี เพียงแต่อาจเลือกคำให้สุภาพกว่านั้นสักหน่อย
“ก็คงพูดค่ะ แต่คงพูดเบากว่าเดิมประมาณครึ่งหนึ่ง” เธอตอบพร้อมยิ้มแห้ง ๆ “อย่างน้อยหนูก็น่าจะนึกถึงเงินเดือนก่อนตอบบ้าง”
คินธารเงียบไปหนึ่งวินาทีก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ และนั่นเป็ครั้งแรกที่แพรพิมเห็นสีหน้าของเขาแตกต่างจากความนิ่งจริงจังซึ่งเคยเห็นมาตลอดสองวัน จนเธอเผลอมองอยู่ครู่หนึ่งเพราะไม่คิดว่าผู้ชายซึ่งดูเหมือนประชุมได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงจะหัวเราะเป็เหมือนคนทั่วไปด้วย
“ผมไม่ได้เรียกคุณไว้เพื่อคุยเื่เมื่อวานครับ” เขาพูดหลังจากกลับมามีสีหน้าปกติ “ผมแค่อยากบอกว่าความเห็นในที่ประชุมเมื่อกี้น่าสนใจ ถ้าคุณเห็นอะไรในข้อมูลที่ทีมอาจมองข้าม คุณพูดได้เลย ไม่ต้องรอให้ผมถามทุกครั้ง”
แพรพิมมองเขาด้วยความแปลกใจแล้วตอบว่า “แต่หนูเพิ่งเข้ามาทำงานได้สองวันเองนะคะ บางเื่หนูอาจยังไม่เข้าใจระบบของบริษัททั้งหมด”
“เพราะเพิ่งเข้ามานี่แหละครับ บางทีคุณอาจเห็นสิ่งที่คนซึ่งอยู่มานานมองข้ามไปแล้วก็ได้ แต่ถ้าไม่แน่ใจก็บอกว่าไม่แน่ใจ ไม่จำเป็ต้องทำเหมือนรู้ทุกอย่าง”
คำพูดนั้นทำให้ภาพของคินธารในหัวแพรพิมขยับไปจากเดิมอีกนิด เพราะจากที่คิดว่าเขาน่าจะเป็ผู้บริหารประเภท้าให้ทุกคนทำตามอย่างเดียว กลับกลายเป็ว่าเขาดูเปิดรับความคิดเห็นมากกว่าที่เธอคาดไว้ เพียงแต่สีหน้าและวิธีพูดของเขาอาจทำให้คนรอบตัวเกร็งจนไม่ค่อยกล้าแสดงความคิดเห็นเท่านั้นเอง
เธอจึงพยักหน้าแล้วตอบว่า “เข้าใจแล้วค่ะ งั้นถ้าคราวหน้าหนูพูดอะไรตรงเกินไป คุณก็อย่าเพิ่งไล่หนูออกนะคะ ถือว่าคุณอนุญาตเองแล้ว”
คินธารเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะตอบว่า “ผมบอกให้แสดงความคิดเห็นครับ ไม่ได้บอกว่าอนุญาตให้เถียงทุกเื่”
“ต่างกันตรงไหนคะ ถ้าความคิดเห็นหนูไม่เหมือนคุณ มันก็กลายเป็เถียงอยู่ดี”
“ต่างกันตรงเหตุผลครับ ถ้าคุณมีเหตุผล ผมฟัง แต่ถ้าเถียงเพราะอยากชนะ ผมคงไม่เสียเวลาฟังนาน”
แพรพิมมองเขาแล้วเผลอยิ้มออกมา เพราะคำตอบนั้นทำให้รู้สึกเหมือนถูกท้าทายแบบแปลก ๆ มากกว่าถูกตำหนิ และเธอก็เริ่มเข้าใจว่าทำไมคนในบริษัทถึงทั้งเกรงและยอมรับเขาในเวลาเดียวกัน คินธารอาจจริงจังจนบางครั้งดูเข้าถึงยาก แต่ไม่ได้ใช้อำนาจเพียงเพราะตัวเองอยู่สูงกว่าใคร
“โอเคค่ะ งั้นคราวหน้าหนูจะเตรียมเหตุผลมาด้วยเยอะ ๆ จะได้เถียงอย่างมีคุณภาพ”
คินธารส่ายหน้าเบา ๆ พร้อมรอยยิ้มบางก่อนจะบอกว่า “กลับไปทำงานได้แล้วครับ เดี๋ยวหัวหน้าคุณจะคิดว่าผมเรียกพนักงานใหม่มาคุยนานเกินไป”
แพรพิมพยักหน้าแล้วเดินออกจากห้องประชุม แต่พอประตูปิดลง เธอกลับพบว่ามิ้นท์ยืนรออยู่ไม่ไกลพร้อมสีหน้าซึ่งดูอยากรู้อยากเห็นจนแทบไม่ต้องถามอะไรเลย
“เป็ไง โดนเรียกไปเื่อะไร”
แพรพิมเดินเข้าไปหาแล้วตอบว่า “ไม่มีอะไรค่ะ เขาแค่บอกว่าถ้ามีความคิดเห็นก็พูดได้ ไม่ต้องกลัวว่าเป็พนักงานใหม่”
มิ้นท์ทำตาโตแล้วถามต่อว่า “แค่นั้นจริงเหรอ”
“จริงสิคะ พี่คิดว่าจะมีอะไร เขาจะเรียกหนูไปเขียนใบลาออกหรือไง”
“เปล่า พี่แค่แปลกใจ เพราะปกติคุณคินธารไม่ค่อยเรียกพนักงานใหม่คุยเองเท่าไร ถ้าเป็เื่งานทั่วไปเขาจะคุยผ่านหัวหน้าทีมมากกว่า”
แพรพิมหยุดเดินไปนิดหนึ่งก่อนจะรีบตอบว่า “คงเพราะเมื่อวานหนูสร้างวีรกรรมไว้ เขาเลยจำได้มั้งคะ อย่าคิดอะไรแปลก ๆ เลยพี่ หนูเพิ่งทำงานวันที่สองเองนะ”
มิ้นท์หัวเราะแล้วเดินกลับโต๊ะไปพร้อมกัน แต่คำพูดนั้นกลับติดอยู่ในหัวแพรพิมอยู่เล็กน้อย แม้เธอจะพยายามบอกตัวเองว่าไม่มีอะไรน่าสนใจ เพราะคินธารก็เพียงพูดเื่งานและให้คำแนะนำตามหน้าที่เท่านั้น แต่ความรู้สึกที่มีต่อเขากลับไม่เหมือนตอนเช้าเสียทีเดียว จากผู้ชายหน้านิ่งที่เธออยากหลบให้ไกลที่สุด ตอนนี้อย่างน้อยเขาก็กลายเป็ผู้ชายหน้านิ่งที่ดูเหมือนจะคุยด้วยรู้เื่มากกว่าที่คิด
่บ่าย แพรพิมได้รับข้อมูลเพิ่มเติมจากทีมวิเคราะห์และเริ่มทำงานตามสิ่งที่คุยกันในที่ประชุม เธอใช้เวลาเกือบทั้งหมดจมอยู่กับตารางตัวเลขจนลืมเื่คินธารไปพักใหญ่ กระทั่ง่ใกล้เลิกงานมีอีเมลฉบับหนึ่งเข้ามาในกล่องข้อความ และชื่อผู้ส่งทำให้เธอหยุดมือทันที
Kinnathan — Project Director
เธอเปิดอีเมลด้วยความระแวงเล็กน้อย ก่อนจะพบว่าข้างในมีเพียงไฟล์ข้อมูลเพิ่มเติมกับข้อความสั้น ๆ ขอให้ทีมใช้ประกอบการวิเคราะห์ และท้ายข้อความยังระบุว่าให้แพรพิมลองดูข้อมูลกลุ่มลูกค้าใหม่เพิ่มเติมตามแิซึ่งเสนอในที่ประชุมด้วย
แพรพิมอ่านอยู่สองรอบก่อนจะพึมพำกับตัวเองว่า “เอาจริงดิ วันที่สองก็มีงานตรงจากผู้บริหารแล้วเหรอ ชีวิตฉันจะได้กลับบ้านตรงเวลาอีกไหมเนี่ย”
มิ้นท์ซึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ ได้ยินจึงหันมาถาม และเมื่อเห็นอีเมลก็หัวเราะพร้อมบอกว่า “ยินดีด้วยจ้ะ จากคนที่อยากให้เขาลืมชื่อ ตอนนี้เขาจำชื่อได้แน่นอนแล้ว”
แพรพิมหันไปทำหน้ามุ่ยใส่รุ่นพี่ก่อนจะตอบว่า “หนูไม่ได้อยากให้จำแบบมีงานเพิ่มนะพี่ แบบนี้มันไม่โรแมนติกเลย มันคือภาระงานชัด ๆ”
“ใครบอกว่าโรแมนติกก่อน”
“ก็ไม่มีค่ะ หนูพูดดักไว้เฉย ๆ เดี๋ยวพี่เอาไปแซวต่อ”
แม้จะบ่นอย่างนั้น แต่แพรพิมกลับรู้สึกสนุกกับงานมากกว่าที่คิด เพราะข้อมูลซึ่งได้รับมาเปิดให้เธอลองวิเคราะห์ในมุมที่ตัวเองเสนอจริง ๆ และสิ่งนี้ทำให้รู้สึกว่าความคิดเห็นของพนักงานใหม่ไม่ได้ถูกฟังเพียงเพื่อให้ดูดีในห้องประชุม แต่มีโอกาสถูกนำไปใช้จริง เธอจึงนั่งทำต่อจนเกือบถึงเวลาเลิกงานโดยไม่ทันสังเกตว่าคนในทีมเริ่มทยอยเก็บของกันแล้ว
ระหว่างที่กำลังปิดไฟล์ เสียงหนึ่งดังขึ้นใกล้โต๊ะจนแพรพิมเงยหน้าขึ้นและพบคินธารยืนอยู่ไม่ไกล เขาน่าจะเดินผ่านมาจากห้องประชุมอีกฝั่ง แต่พอเห็นเธอยังนั่งทำงานจึงหยุดเล็กน้อย
“ยังไม่กลับอีกเหรอครับ”
แพรพิมมองนาฬิกาบนหน้าจอก่อนจะตอบว่า “กำลังจะกลับค่ะ พอดีมีผู้บริหารบางคนส่งข้อมูลมาเพิ่มตอนใกล้เลิกงาน หนูก็เลยต้องเปิดดูสักหน่อย”
มิ้นท์ซึ่งยังนั่งอยู่โต๊ะข้าง ๆ รีบก้มหน้าทันทีเหมือนพยายามซ่อนรอยยิ้ม ส่วนคินธารมองแพรพิมด้วยสีหน้าเรียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับว่า “ผมส่งให้ดูพรุ่งนี้ก็ได้ครับ ไม่ได้เขียนว่าต้องทำวันนี้”
แพรพิมชะงักแล้วรีบเปิดอีเมลดูอีกครั้ง ก่อนจะพบว่าเขาไม่ได้ระบุเดดไลน์วันนี้จริง ๆ เธอจึงทำหน้าเหมือนเพิ่งรู้ว่าตัวเองนั่งทำงานต่อโดยไม่มีใครบังคับ
“งั้นคราวหน้าช่วยเขียนด้วยได้ไหมคะว่าไม่ต้องรีบ หนูเห็นชื่อผู้ส่งแล้วมันรู้สึกเหมือนมีเดดไลน์ล่องหนตามมาด้วย”
ครั้งนี้คินธารหัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนจะตอบว่า “ได้ครับ คราวหน้าผมจะพยายามทำให้อีเมลดูน่ากลัวน้อยลง”
“ดีมากค่ะ พนักงานใหม่จะได้อายุยืนขึ้น”
“แต่ถ้างานถึงกำหนดจริง ผมก็ยังตามเหมือนเดิมนะครับ”
“เมื่อกี้ถือว่าหนูยังไม่ได้พูดอะไรแล้วกันค่ะ”
บทสนทนาสั้น ๆ ทำให้บรรยากาศบริเวณโต๊ะทำงานดูเบาลงอย่างประหลาด และหลังคินธารเดินจากไป มิ้นท์ก็หันมามองแพรพิมทันทีด้วยสีหน้าซึ่งแทบจะเขียนคำว่าเห็นหมดแล้วอยู่บนหน้าผาก
“อะไรคะพี่ อย่ามองแบบนั้น”
“พี่ยังไม่ได้พูดอะไรเลย”
“แต่หน้าพี่พูดไปหมดแล้วค่ะ”
มิ้นท์หัวเราะแล้วเก็บกระเป๋า ส่วนแพรพิมเองก็รีบปิดคอมพิวเตอร์และเตรียมกลับบ้าน แต่ระหว่างเดินไปที่ลิฟต์ เธอกลับนึกถึงรอยยิ้มของคินธารเมื่อครู่อย่างไม่มีเหตุผล ทั้งที่เมื่อวานผู้ชายคนนี้ยังเป็คนซึ่งเธอคิดว่าน่าหงุดหงิดที่สุดในบริษัท แต่เพียงหนึ่งวันต่อมา เธอกลับเริ่มรู้สึกว่าการได้เถียงกับเขานิด ๆ หน่อย ๆ ก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิด
แพรพิมรีบส่ายหน้าเหมือน้าไล่ความคิดนั้นออกไป ก่อนจะบอกตัวเองเบา ๆ ว่า “ทำงานวันที่สองเองนะ อย่าเพิ่งเพ้อ เขาเป็ผู้บริหาร ส่วนเราเป็พนักงานใหม่ จำไว้เลยแพร งานก็คืองาน”
ประตูลิฟต์เปิดออกและเธอก้าวเข้าไปพร้อมกับมิ้นท์โดยไม่ได้รู้เลยว่า ในชั้นเดียวกันนั้นคินธารกำลังเดินกลับเข้าห้องทำงานพร้อมนึกถึงคำพูดเื่เดดไลน์ล่องหนของเธอแล้วเผลอยิ้มอีกครั้ง เพราะผู้หญิงคนนี้ดูเหมือนจะเป็พนักงานคนแรกในรอบหลายปีที่สามารถบ่นเื่อีเมลของเขาต่อหน้าเ้าตัวได้โดยไม่รู้สึกว่าต้องระวังทุกคำ
วันที่สองจึงจบลงโดยที่แพรพิมไม่ได้หลบคินธารสำเร็จอย่างที่ตั้งใจไว้เลยสักนิด ตรงกันข้าม เธอกลับต้องประชุมกับเขา ถูกเรียกคุยเป็การส่วนตัว ได้รับงานจากเขาโดยตรง และยังยืนแซวเื่อีเมลของเขาก่อนกลับบ้านเสียอีก สิ่งที่เธอยังไม่รู้คือการทำงานร่วมกันครั้งนี้เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น เพราะโครงการใหม่กำลังจะทำให้ทั้งสองต้องใช้เวลาอยู่ใกล้กันมากขึ้นเรื่อย ๆ และเมื่อคนสองคนซึ่งต่างก็พูดตรงในแบบของตัวเองต้องเจอกันแทบทุกวัน เส้นแบ่งระหว่างความหงุดหงิด ความสนิท และความรู้สึกบางอย่างที่ยังไม่มีใครกล้ายอมรับก็กำลังจะค่อย ๆ บางลงโดยไม่มีใครทันสังเกต