บทที่ 20 สิ่งซ่อนแฝงภายใต้ภูพยัคฆ์
เฉินซือหยางยืนหยัดขึ้นจากกองหินและกองดินที่ทับถมร่างจนเป็สุสานของกูตู๋ มันเสียใจมาพอแล้ว มันให้คำมั่นอย่างหนักแน่นแล้ว ถึงคราวที่มันจะก้าวต่อไปยังเบื้องหน้า มันยืนในจุดนี้มันยังเป็เพียงผู้อ่อนแอไร้พลังอำนาจ มันจึงปกป้องสิ่งสำคัญหรือทำอะไรมิได้ซักอย่าง มันต้องแข็งแกร่งมากกว่านี้ ยืนหยัดเป็หนึ่งเหนือใต้หล้า จึงจักไม่มีใครกล้าตอแยกับสิ่งสำคัญของมัน
ั์ตาที่แดงก่ำฉายแววดุดันเด็ดเดี่ยว จะแข็งแกร่งต้องรู้จักเหี้ยมโหดเห็นแก่ตัว โลกภายนอกสอนมันให้เห็นสัจธรรมเช่นนี้
“ในเมื่อโลกคัดสรรกลโกงและความชิงดีชิงเด่น ข้าก็จะร่วมกับการคัดสรรนี้"
ดาบในมือตวัดออก ฟันกองหินและดินเบื้องหน้าอย่างคลุ้มคลั่ง มันติดอยู่ในช่องอุโมงค์ที่แคบเล็กและถูกทับถมไปด้วยกองดินและหินเช่นนี้ หากออกไปไม่ได้ย่อมมิอาจเดินหน้าไปต่ออยู่ดี ติดที่ว่าดาบที่พกมามีเพียงดาบจรดใต้หล้าของท่านตาเพียงเล่มเดียวที่พอจะฟาดฟันหินเบื้องหน้าให้แหลกสลายได้ แต่ดาบเล่มอื่นที่ไร้ชื่อและเป็เพียงดาบธรรมดาทั่วไปเริ่มบิ่นแตก บางเล่มหักครึ่งไปแล้วก็มี ดาบห้าเล่มที่มันถืออยู่ตอนนี้ มีเพียงเล่มเดียวที่พอจะใช้ประโยชน์ได้ ส่วนที่เหลือมิอาจส่งเสริมตัวมันได้เลย
ยิ่งขุดหาทางออกก็ยิ่งรู้สึกถึงความเปล่าประโยชน์ กองหินและดินที่ทับถมยังมีแร่ที่ค่อนข้างแข็งแรงแซมอยู่ ดาบที่ไร้พลังจิติญญาจึงมิอาจจะทำลายออกไปได้ แม้แต่ดาบจรดใต้หล้าก็อาจจะย่ำแย่หากฟาดฟันต่อไป เฉินซือหยางจึงหยุดยั้งสภาวะดาบ เมื่อครู่อารมณ์ความเดือดดาลและคลั่งแค้นมีมากเกินไปจนคนเกิดความฟุ้งซ่าน ตอนนี้พอั์ตาแดงก่ำเริ่มคืนสภาพสีขาวกระจ่างใสเป็ปกติ มันก็เริ่มควบคุมสติให้นิ่งสงบได้ พอเข้าสู่ความนิ่งสงบมันก็เริ่มครุ่นคิดหาวิธีที่จะออกไปจากที่นี่ อาจต้องเค้นปัญญาและความคิดทุกรูปแบบที่จะออกจากการติดอยู่ภายในอุโมงค์แคบเล็กก่อนที่ตัวมันจะขาดอากาศหายใจหรืออดตายไปเสียก่อน
ขณะที่ชายหนุ่มกำลังไตร่ตรองค้นหาวิธี มันก็ได้ยินเสียงสนทนาแ่เบากระทบโสตประสาท เสียงนี้คือเสียงของคนงานเหมืองจากเบื้องนอก คนทั้งสองกำลังวางแผนทำอะไรซักอย่าง
“แบบนี้จะดีหรือ"
“เอาเถอะน่า ่นี้ผู้เฒ่าจงถิงได้นำคนงานไปขุดเหมืองอยู่อีกฟาก วันนี้ยังมีการจุดะเิเปิดหน้าดิน พวกเราก็อาศัยเสียงการะเิเ่าั้กลบการจุดะเิของพวกเรา"
“แต่ที่นี่ผู้เฒ่าได้ห้ามไว้นะ เ้าก็รู้ผู้ใดฝ่าฝืนในกฎเหมืองย่อมได้รับโทษเช่นไร”
“โทษของการฝ่าฝืนกฎกับการใช้ชีวิตตลอดไปในเหมืองภูพยัคฆ์แห่งนี้เ้าว่าอันไหนน่ากลัวกว่ากัน… เ้าคิดดู ที่ผู้เฒ่าจงถิงยังมิให้คนงานขุดเหมืองต่อในที่แห่งนี้เป็เพราะที่นี่เคยขุดพบแร่สำคัญที่มีราคา มันกลัวว่าจะคุมคนงานไม่อยู่ มันจึงปิดเหมืองรอให้ตระกูลใหญ่ส่งยอดฝีมือมาควบคุมงาน พวกเราจึงจะได้มาทำงานที่นี่ต่อ แต่ข้าไม่รอแล้ว หากพวกเราค้นพบแร่หายากมีราคา พวกเราก็จะสามารถหนีออกไปจากที่นี่และมีเงินทองเพื่อใช้กับครอบครัวโดยไม่ต้องลำบากเสี่ยงชีวิตอีก”
“ข้าว่า…”
“เ้าอย่าได้ลังเล เ้าได้ตกกระไดพลอยโจนร่วมกับข้าไปแล้ว เช่นนั้นก็มาไปให้สุดกันเถอะ โอกาสที่ดีเช่นนี้มิได้เกิดขึ้นง่ายๆ อาศัยจังหวะที่ผู้เฒ่าจงถิงคิดว่าพวกเรายังถูกพิษจนไม่สามารถไปทำงานได้ มาร่วมกันขุดแร่มีค่าและหนีจากที่นี่กัน"
นอกจากได้ยินเสียงแล้ว เฉินซือหยางยังได้รับกลิ่นที่เหม็นฉุนของกำมะถันและดินปืนจำนวนมาก นี่จึงเป็โอกาสและวาสนาที่มันจะสามารถออกจากที่แห่งนี้ได้โดยมิต้องเปลืองแรงหรือเปลืองความคิดใด ชายหนุ่มเงี่ยหูฟังการเคลื่อนไหวของคนทั้งสองอย่างใจจดใจจ่อ รับรู้ถึงกลิ่นของดินปืนที่ถูกอัดแน่นบนกองดินและหินเบื้องหน้าตนที่เริ่มหนาแน่นขึ้นมาก มันจึงขยับถอยห่างออกจากกองหินและดินที่ทับถมเบื้องหน้า รอจนััได้ถึงกลิ่นเหม็นไหม้ของควันไฟ กอปรกับมีเสียงะเิเกิดขึ้นจากที่ห่างไกล ทันใดนั้นที่เบื้องหน้ากองดินและหินที่ทับถมก็เกิดการะเิขึ้นอย่างรุนแรง
แรงะเิครานี้ยังไม่สามารถเปิดหน้าดินและหินที่ทับถมจนทะลุปรุโปร่งได้ แต่ก็มากพอทำให้อุโมงค์ขนาดใหญ่สั่นะเือีกครั้ง การสั่นครั้งนี้ดูเหมือนมันจะสั่นสะท้านและผิดแผกไป เพราะมันเป็การสั่นะเืที่ต่อเนื่อง มั่นคง และยาวนาน อีกทั้งยังเป็การสั่นะเืคงที่ไม่ไล่ระดับความรุนแรงเหมือนแรงะเิทั่วไป
การะเิเกิดขึ้นพักใหญ่แล้ว แรงสั่นะเืสมควรจะเงียบสงบลง แต่การสั่นะเืที่คงที่นี้ก็ยังครืนครั่นไปต่อราวกับว่ามันเคลื่อนไหวไปเอง!
แรงสั่นะเืยังคงเกิดขึ้นบนภูพยัคฆ์ ตอนนี้ไม่เพียงแต่เฉินซือหยางที่ััได้ คนงานเหมืองแห่งภูพยัคฆ์ทุกคนก็ล้วนััถึง ทั้งมวลสรรพสัตว์ยังกรีดร้องอย่างตื่นใ นกกาบนฟากฟ้าบินว่อนเหนือภูพยัคฆ์ เหล่าคนงานเหมืองล้วนมองหน้ากัน ก่อนตัดสินใจรีบพากันวิ่งออกจากอุโมงค์ที่ขุดเหมือง ส่วนคนงานเหมืองสองผู้ที่ลอบมาในจุดหวงห้าม พวกมันมองหน้ากันอย่างลังเล สิ่งที่สั่นะเืที่เกิดขึ้นไปไกลนี้ย่อมมิใช่แรงะเิ มิใช่การสั่นไหวของูเาทั่วไป แต่แรงสั่นะเืนี้มันก็ไม่รู้ว่าเป็สิ่งใด
ขณะที่กำลังลังเลสงสัย จู่ๆ ภาพตรงหน้าที่มีแสงสว่างจากคบเพลิงก็กลับกลายเป็ภาพตัดที่ดำมืด พร้อมแรงบีบอัดร่างที่อ่อนหยุนแต่มหาศาล มีสิ่งเหนียวหนืดแสบร้อนกัดผิวกาย โดยไม่ทันรับรู้ว่าเป็อะไร พวกมันก็มิอาจได้มีชีวิตมองเห็นโลกอีกต่อไปแล้ว!
ด้านเฉินซือหยางได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวที่เคลื่อนอยู่อุโมงค์ถ้ำภายนอก หัวคิ้วของมันก็ขมวด แต่จังหวะนั้นมันก็พบว่าอีกฟากหนึ่งของอุโมงค์ที่แคบเล็กซึ่งมันติดอยู่ ได้ปรากฏช่องดินขนาดใหญ่ที่กลมมนทอดยาวไปเบื้องหน้า ช่องว่างดังกล่าวนี้แปลกประหลาด ทั้งมีกลิ่นฉุนเตะจมูก เป็ช่องทางที่คดเคี้ยวทอดยาวมิน่าจะเกิดจากการกระทำของมนุษย์ได้ ในใจของเฉินซือหยางย่อมสงสัย แต่หากัักลิ่นไปตามช่องที่คดเคี้ยวนี้ ท่ามกลางกลิ่นฉุนกลับมีกลิ่นของสายลมภายนอกที่พัดพาเข้ามา นั่นย่อมหมายความว่าช่องแห่งนี้นำพาออกสู่ภายนอกได้
ชายหนุ่มจึงไม่คิดมากความ ไม่ว่าช่องนี้จะเกิดจากสิ่งใด การเคลื่อนไหวและการสั่นะเืนั้นคืออะไร อันดับแรกมันต้องออกจากที่นี่ให้ได้ก่อน ขณะวิ่งทะยานออกไปตามกลิ่นของสายลมเบื้องหน้า จินเยว่ที่เงียบเสียงและไม่สื่อสารกับชายหนุ่มมาตลอดทั้งสัปดาห์ก็พลันถ่ายทอดกระแสเสียงที่แหบพร่า
“บ้าน๊า ที่แท้สิ่งที่ข้าััถึงก็เป็มัน แดนดาราที่ห่างไกลเช่นนี้กลับมีการดำรงอยู่ของมันได้อย่างไร?"
เฉินซือหยางตลอดเวลารู้สึกเป็ห่วงจินเยว่อยู่ไม่น้อย ชายหนุ่มติดต่อนาง แต่นางกลับเงียบหายไม่เปิดปาก วันนี้พอได้ยินเสียงของนางที่ถ่ายทอดมามันก็รู้สึกคลายใจ และมันก็มีความสงสัยในประโยคดังกล่าวร่วมด้วย หลังจากที่นางเงียบไปนาน ประโยคแรกของนางเอ่ยถึงสิ่งนั้น ฟังจากน้ำเสียงที่ถ่ายทอดดูเหมือนสิ่งที่ว่าจะทำให้นางใละคนแปลกใจในคราเดียวได้
“มันที่ท่านเอ่ยถึง คืออะไร"
จินเยว่ไม่ได้ถ่ายทอดประโยคคลายความสงสัยแก่ชายหนุ่ม แต่นางได้กระตุ้นเตือนขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
“ระวัง!”
เพียงประโยคคำว่าระวังเกิดขึ้นแค่เสี้ยววิ ภาพตรงหน้าของเฉินซือหยางก็กลับกลายเป็ดำมืดขึ้นมาทันใด กลิ่นฉุนกระทบโสตประสาทการรับกลิ่นอย่างรุนแรง แต่ที่รุนแรงกว่ากลิ่นก็คือจิตสังหารที่เย็นเยียบกดลึกไปถึงกระดูก นำพาความรู้สึกที่น่าหวาดหวั่นฝังลึกไปถึงจิตใจของผู้คน
ยังไม่ทันได้รู้ว่าภาพอันดำมืดตรงหน้าคือสิ่งใด ร่างกายของชายหนุ่มพลันมีปฏิกิริยาตอบสนอง มันตวัดฟันดาบอย่างยากคาดเดาวิถีและยากคาดเดาเล่มดาบ การฟันดาบของมันเฉียบคมดุดันไร้ปราณี แต่ดาบที่ฟันออกเมื่อกระทบกับสิ่งที่ดำมืดเบื้องหน้า มันรู้สึกราวกับว่าได้ฟันดาบเข้าใส่เหล็กกล้าที่หนักหลายพันชั่งก็มิปาน ดาบสองเล่มที่ฟันออกซึ่งมีรอยปริแตกอยู่แล้วจึงหักสะบั้นแหลกลานเพียงชั่วพริบตา!
ตูมมม
เสียงกระหึ่มราวกับการะเิขนาดใหญ่เกิดขึ้น ร่างของเฉินซือหยางถูกเงาร่างที่ดำมืดเบื้องหน้าเขมือบแลนำพาไปสู่ส่วนลึกของช่องทางที่คดเคี้ยว คมเขี้ยวแหลมคมขนาดใหญ่สองซี่เบื้องหน้าขบลงยังฝ่ามือที่แบกรับของชายหนุ่ม แรงของคมเขี้ยวมีกำลังมหาศาล แต่พลังทางกายภาพของเฉินซือหยางก็เกินขอบเขตความเป็มนุษย์เช่นเดียวกัน มันจึงแบกรับแรงบดขยี้ของคมเขี้ยวทั้งสองได้ และพอมันได้ัักับการโจมตีนี้ ได้เห็นสิ่งที่คล้ายแส้สีแดงสองแฉกตวัดไปมาท่ามกลางคมเขี้ยว มันก็ได้รับรู้แล้วว่าสิ่งที่กำลังเล่นงานมันอยู่คืออสรพิษขนาดมหึมาตัวหนึ่ง!
โครมมมมม!!!
ร่างของเฉินซือหยางถูกแรงเหวี่ยงของคมเขี้ยวและการเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วนี้ซัดกระเด็นจนลอยละลิ่วไปตามช่องว่างที่คดเดี้ยวก่อนร่วงกระแทกสู่ช่องว่างขนาดใหญ่ที่ราวกับเป็โถงแห่งหนึ่ง ช่องว่างนี้มีของเหลวสีม่วงเรืองแสงทั่วทั้งโถง และการเรืองแสงนี้เองที่ทำให้เฉินซือหยางสามารถมองเห็นบริเวณโดยรอบได้
ที่ตรงนี้เต็มไปด้วยกองกระดูกของสัตว์ป่ารวมถึงกระดูกของมนุษย์ มีกลิ่นเหม็นสาปคละคลุ้งพร้อมกับกลิ่นที่ฉุนอย่างรุนแรงที่คลุ้งออกมาจากของเหลวสีม่วงที่เรืองแสง เพียงแรกเห็นเฉินซือหยางก็รู้ได้ นี่คงเป็ที่อยู่ของอสรพิษขนาดมหึมาตัวนั้น
เมื่ออยู่ในโถงของถ้ำซึ่งมีแสงสีม่วงเรืองรอง เฉินซือหยางก็ได้เห็นภาพอันน่าหวาดหวั่น ชั่วชีวิตนี้มันไม่เคยมีความคิดว่าจะได้เห็น สัตว์บนโลกมากมายหลายชนิด ทั้งมีพิษและไม่มีพิษ มีทั้งดุร้ายและเป็มิตร แต่สัตว์เ่าั้ก็มิได้มีความพิเศษหรือจะให้ความรู้สึกที่เหนือธรรมชาติอันใด ทว่าสิ่งที่เห็นตรงหน้ากลับมิใช่
เกล็ดสีดำมะเมื่อมสะท้อนแสงดูมันวาวราวเพชรนิล ลำตัวที่ยาวเลื้อยคดเคี้ยวจนราวกับจะสามารถเกี้ยวพันไปทั้งภูพยัคฆ์ ดวงตาแหลมเล็กแดงก่ำชวนพิศวง คมเขี้ยวหน้าสองซี่แหลมคมดั่งงาช้างเผือก ผสมกับลิ้นสีแดงชาดสองแฉกที่ตวัดไปมาราวกับแส้ที่มีชีวิต มิว่าจะมองอย่างไร มองมุมไหนก็ล้วนเหนือธรรมชาติห่างไกลเกินคำว่าสัตว์โลกไปไกล นี่คงเป็สัตว์ในเื่เล่าปรัมปราที่มันเคยฟังเมื่อครายังเด็กแล้ว
ท่ามกลางความตรึงเครียด เสียงแหบพร่าของจินเยว่ก็ถ่ายทอดข้อมูลออกมาแก่ชายหนุ่ม
“สิ่งที่เ้าเห็นมิใช่สัตว์ธรรมดา แต่มันคือเหล่าสรรพสัตว์ที่มาจากมหานทีแห่งความมืดไร้สิ้นสุด พวกมันอาจถือกำเนิดมาพร้อมสิ่งนั้น มีชีวิตดำรงพันธุ์อยู่แดนดาราที่ดำมืด เป็สัตว์อสูรที่ชั่วร้ายและพร้อมเข่นฆ่าทุกสรรพสิ่ง แต่ในทางเดียวกันก็เป็สิ่งที่สามารถใช้เพิ่มพูนพลังจิติญญาได้ สัตว์อสูรดำรงอยู่ได้ภายใต้สภาวะที่มีพลังจิติญญาอันผิดแผกแรงกล้า ทว่าเหตุใดสัตว์อสูรตัวนี้จึงปรากฏในแดนดาราสุดขอบจักรวาลที่ไร้พลังจิติญญาอันผิดแผกหนุนเสริมทั้งยังไร้ทรัพยากรที่ดีได้”
คำว่าสัตว์อสูรอยู่นอกเหนือขอบเขตความรู้ของคนจากแดนดาราพิภพเป็อย่างมาก ความน่ากลัวที่แท้จริงของมันเฉินซือหยางจึงมิอาจประเมินได้ แต่เพียงดูจากรูปกายภายนอก เกล็ดที่แข็งราวกับเหล็กจนทำให้ดาบสองเล่มของมันหักไป เท่านี้ก็ค่อนข้างมั่นใจว่าสัตว์อสูรคือสัตว์ร้ายที่อาจเรียกได้ว่าเป็มหันตภัยสำหรับแดนดาราแห่งนี้จริงๆ
ชายหนุ่มจึงกำชับดาบจรดใต้หล้าไว้แน่น ส่วนจินเยว่ก็อธิบายต่อ
“สัตว์อสูรประเภทนี้ถูกเรียกว่า อสรพิษม่วงเกล็ดนิล"