คนทั้งหลายในที่นี้ต่างแปลกใจ นามว่าย่ำฟ้านั้นไม่เคยเป็ที่รู้จักมาก่อน แม้แต่ฟันต้านักรบผู้เป็หัวหน้าผู้ดูแลขบวนและยังเป็นักรบกล้าตายที่มีตราสัญลักษณ์ิญญาสีเหลืองอ่อนหนึ่งจุดแต้มก็ยังไม่รู้จักเช่นกัน
หากแต่ความสามารถของบุรุษตรงหน้าก็หาใช่จอมปลอมเป็แน่แท้ ทุกสิ่งประจักษ์ต่อสายตาทุกผู้คนได้เป็อย่างดี
ไม่ช้าเสียงสตรีสดใสก็ดังแววออกมาจากเกี้ยวรถม้า ใบหน้านางกระจ่างใส แววตาเป็ประกาย ริมฝีปากสีชาดกระจ่างตา แม้ไม่งดงามดังเช่นสตรีนาง์ หากแต่ในใต้หล้านี้นั้นหาสตรีเทียบเทียมนางยากเหลือเกิน "บุญคุณของท่านเซียนย่ำฟ้าฟู่เหยียนขอขอบคุณด้วยความจริงใจยิ่ง" เมื่อนางพูดจบนางก็ค่อยๆ ก้าวเดินลงมาจากเกี้ยวรถม้าพร้อมกับจูงมือเด็กชายผู้หนึ่งซึ่งน่าจะเป็บุตรของนาง "ฟู่เฉิงรีบคำนับท่านเซียนย่ำฟ้าเร็ว"
เสียงเด็กน้อยกล่าวคำพร้อมคำนับฉินเทียนที่ใช้นามว่าย่ำฟ้าที่บัดนี้มีรูปกายเป็บุรุษชราผมขาว ณ ตอนนี้อย่างรู้ความ "คำนับท่านเซียนย่ำฟ้า"
เสียงเด็กน้อยกล่าวคำเสียงฟังดูอ่อนน้อมและน่าฟังไม่น้อย ฉินเทียนหัวเราะเหอะๆ สองสามที ทีท่าแสดงความพอใจต่อความนอบน้อมของเด็กน้อย หากแต่ในหัวใจมันนั้นช่างแตกต่าง มันวิ่งวุ่นราวหนูติดจั่น นั่นเพราะตัวมันกำลังคิดหาวิธีให้สตรีผู้งดงามนางนี้อีกทั้งบริวารทั้งหลายนั้นหันมาเคารพบูชาซึ่งตัวมัน
นั่นเพราะในตอนนี้ตัวมันฉินเทียนใคร่ปรารถนาในแต้มบุญยิ่งนัก เพราะแต้มบุญที่ได้มาฟรีหนึ่งหมื่นแต้มนั้นได้ถูกใช้ไปเกือบหมดสิ้นแล้ว
หากแต่การจะได้แต้มบุญมานั้นก็ไม่ง่ายเลย มันมีเงื่อนไขเจาะจงอยู่มากมายไม่น้อยจนตัวมันฉินเทียนี้เีอ่าน เช่น
--------
มีคนหนึ่งคนกราบไหว้แต่ไม่นับถือ 0.001 แต้ม
มีคนหนึ่งคนกราบไหว้บูชานับถือด้วยใจจริง 0.1 แต้มบุญ
มีคนหนึ่งคนกราบไหว้บูชานับถือด้วยใจจริงและปฏิบัติตามคำสอนของท่านไม่ว่างเว้น 1 แต้มบุญ
มีคนหนึ่งคนกราบไหว้บูชาเคารพท่านด้วยชีวิต 10 แต้มบุญต่อวัน
มีคนหนึ่งคนเคารพท่านยิ่งกว่าชีวิตนอกจากกราบไหว้บูชายังปฏิบัติตามคำสอนของท่านด้วยน้ำใสใจจริง ไม่ว่าจะอยู่ต่อหน้าหรือลับหลังท่าน 100 แต้มบุญต่อวัน ... อ่านเพิ่มคลิก
--------
หากแต่การจะหาคนมากราบไหว้บูชาตัวมันเองนั้นก็หาใช่เรียบง่าย แม้ในการช่วยคนครั้งนี้ฉินเทียนจะทำไปเพราะเป็สถานการณ์ซึ่งหน้าก็ตาม และแถมการช่วยเหลือนี้ก็เป็ไปด้วยนิสัยน้ำใสใจจริงของตัวฉินเทียนมันด้วย
หากแต่ถึงอย่างนั้นในเมื่อทำดีแล้ว และตัวมันก็สามารถมีโอกาสได้แต้มบุญไปด้วยตัวมันก็คิดว่าคงจะดีไม่น้อย
และเพราะเช่นนั้นในตอนลงมือ ฉินเทียนจึงลงมืออย่างไม่เก็บออมฝีมือแม้แต่น้อย เรียกว่ามีเท่าไหร่ก็ใส่เท่านั้น ท่าร่างย่างก้าวภูตผี เพลงดาบใบไม้ไหว มหาเคล็ดวิชาวัฏจักรหวนคืน สามในห้าวิชาที่ตัวมันเลือกซื้อมาจากศาลเทพ์โดยการใช้แต้มบุญ ถูกนำมาใช้ในทันทีอย่างไม่เก็บออม โดยเฉพาะมหาเคล็ดวิชาวัฏจักรหวนคืนซึ่งเป็วิชาที่ยิ่งใหญ่ที่เซียนซุนแนะนำ มันซื้อภาคต้นของต้นของต้นของวิชามา เคล็ดวิชานี้ในส่วนแรกสุดๆ ทำให้ตัวมันฉินเทียนสามารถย้อนวัยของตัวเอง หรือเร่งเร้าวัยของตัวมันให้เป็หนุ่มสาว หรือบุรุษแก่ชราได้ ถือเป็หนึ่งในวิชาที่น่าอัศจรรย์ใจที่สุด ที่แม้แต่ขั้นแรกสุดที่ยังไม่สมบูรณ์ก็ยังทำได้ถึงเพียงนี้ หากแต่ข้อเสียก็มีเพียงแค่อย่างเดี่ยวคือราคาแต้มบุญที่ต้องจ่ายนับว่าสูงเทียมฟ้า หากแต่เพราะเคล็ดวิชาที่ฉินเทียนซื้อเป็เพียงเสี้ยวแรกของขั้นแรกที่ต่ำที่สุด ราคาที่ต้องจ่ายจึงเพียงแค่ 1000 แต้มบุญ ส่วนวิชาที่เหลืออื่นๆ ฉินเทียนไม่กล้าเลือกของแพงไปกว่านี้มีแต่ราคาย่อมเยาว์ที่ 50 แต้มบุญ ถึง 100 แต้มบุญ เรียกว่าฉินเทียนเลือกแต่วิชาเพื่อใช้งานในปุจจุบันเท่านั้น โชคดีที่มีเซียนซุนคอยช่วยเหลือทำให้มันเลือกวิชาดีๆ ราคาไม่แพงได้อีก 4 วิชา
และนอกจากนั้นในขณะที่ลงมือ ฉินเทียนก็พยายามรักษาทีท่าสงบเยือกเย็นราวเทพเซียนเช่นนี้ ทั้งหมดทั้งมวลก็เพื่อการนี้
!!!การแสดงตัวเป็ยอดฝีมือระดับเซียน
ตอนนี้ดูเหมือนว่าแผนแรกของฉินเทียนจะผ่านไปได้ด้วยดีทีเดียว
ฉินเทียนเมื่อเห็นสตรีผู้งดงามกับบุตรตัวน้อย พร้อมลูกน้อยมาแสดงความนับถือตัวมัน ฉินเทียนก็แสดงท่าทีเบาสบายประดุจผู้เหนือโลกหล้าไม่เกลือกกลั้วกับธุลีและแดนดิน มันจึงพยักหน้ารับเล็กน้อย แสดงออกเหมือนว่าตัวมันนั้นพอใจกับการแสดงออกของคนทั้งหลาย กับการที่แม่ลูกนอบน้อมต่อตัวมัน จากนั้นมันจึงเอยคำพูดราวกับว่าสิ่งที่ตัวมันทำนั้นช่างเล็กน้อยหาใช่สิ่งยิ่งใหญ่สำคัญอะไรไม่ "เมื่อมีวาสนาจึงได้พานพบกัน ชีวิตคนบางเบา เกิดดับเป็เื่สามัญ คนเ่าั้เป็โจรต่ำช้า สิ่งที่ข้ากระทำช่วยเหลือนั้นก็ถือว่าสมควรแล้ว พวกเ้าไม่ต้องเกรงใจบุรุษชราผู้นี้หรอก" พูดจบฉินเทียนก็หัวเราะเบาๆ ในลำคอสองสามที
ฟู่เหยียนได้ยินดังนั้น หากแต่ตัวนางก็ยังไม่วางใจ เนื่องด้วยในโลกหล้าใบนี้ ต่างก็รู้กันดีว่าการทำดีไม่หวังผลตอบแทนนั้นช่างมีน้อยและหายากนัก นอกจากนี้ในกลุ่มผู้ฝึกตนระดับสูงนั้น หากจะลงมือทำอะไรสักอย่างต่างก็ต้องหมายมั่นผลตอบแทนอะไรสักอย่างกันทั้งนั้น จะต่างกันก็เพียงมากน้อย
การที่ฉินเทียนหรือตัวมันที่เรียกตัวเองว่าย่ำฟ้านั้นเพียงพูดจาลอยๆ เช่นนี้และไม่ได้เรียกร้องอะไรต่อนางและกลุ่มคนของนางเลย สิ่งนี้จึงทำให้ฟู่เหยียนดูจะกังวลใจเป็อย่างยิ่งจนนางถึงกับต้องรีบเอ่ยปากถามด้วยตัวเอง นางเกรงกลัวว่าตัวตนเช่นนี้มีปรารถนาลึกซึ้งซ่อนเร้น "ท่านเซียนย่ำฟ้าหากพวกเราตระกูลฟู่ตั้งป้ายกราบไหวบูชาท่านนับว่าเพียงพอหรือเหมาะสมหรือไม่เ้าค่ะ"
เมื่อฉินเทียนได้ยินดังนี้ในใจก็ตื่นเต้นตูมตามทันที เหตุการณ์ดูเหมือนจะเป็ใจและง่ายกว่าที่ตัวมันนักคิด
หากแต่ที่สตรีผู้งดงามฟู่เหยียนทำเช่นนี้ก็หาได้เป็เื่แปลกอันใดไม่ ว่ากันว่าคนธรรมดาทั่วทุกแดนดินนี้นั้น ต่างต้องมีป้ายกราบไหว้บูชา 7 ปราชญ์บ้าง 4 จักรพรรดิบ้าง 16 าาบ้าง 9 อสูรบ้าง ขึ้นอยู่กับดินแดนว่าเป็ผู้ใดปกครอง
ในวัยเด็กในบ้านของฉินเทียนเองนั้นก็มีป้ายบูชาของหนึ่งในสิบหกาาเช่นกัน ตอนแรกฉินเทียนก็ไม่รู้ว่ามันมีเอาไว้ทำไม หรือมีความหมายอะไรสำคัญของผู้คนในแผ่นดินนี้หรือไม่ จนกระทั่งตัวมันได้มองลึกเข้าไปในห้วงอดีตของนางมารผลึกโลหิตลี่อิ่ง จึงทำให้ตัวมันได้รู้ว่าเหล่า 7 ปราชญ์ 4 จักรพรรดิ 16 าา 9 อสูร ตลอดจนผู้ฝึกตนทั้งหลายนั้นต่างปรารถนาให้มีคนบูชาตัวเองกันทั้งนั้น โดยสาระสำคัญก็เพื่อสร้างหมอกเซียน
ว่ากันว่าวิธีสร้างหมอกเซียนของคนธรรมดานั้นต้องมาจากจิตศรัทธาของผู้คนมากมาย และหมอกเซียนนั้นก็มีความหมายลึกซึ้งต่อผู้ฝึกตนทั้งหลายยิ่งนัก เพราะในหมอกเซียนนั้นจะทำให้เหล่าผู้ฝึกตนสามารถก้าวหน้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้นหลายเท่าตัวนักในยามที่พวกมันฝึกฝน
หากแต่การจะกลั้นหมอกเซียนออกมาได้นั้นก็หาใช่เื่ง่าย อาจจะต้องใช้คนนับล้านในการสร้างและเพราะสิ่งนี้ทำให้เหล่า 7 ปราชญ์ 4 จักรพรรดิ 16 าา จึงมีการแบ่งอาณาเขตดินแดนของพวกมันอย่างชัดเจน เพื่อไม่ต้องแย่งผู้ศรัทธาของกันและกัน และตัดแบ่งโลกของผู้ฝึกตนและโลกของคนธรรมดาออกจากกัน
โดยผู้ฝึกตนั้แ่ระดับตราสัญญาลักษณ์ิญญาสีเหลืองเข้มขึ้นไปนั้น ในดวงจิตของพวกมันนั้นสามารถรับแรงศรัทธาได้แล้ว แม้จะไม่สามารถสร้างหมอกเซียนได้ หากแต่แรงศรัทธานั้นก็สามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็ทรัพย์สินอย่างอื่นได้
โดยในโลกของผู้ฝึกตนดวงแก้วแห่งแรงศรัทธาถือว่าเป็หนึ่งในทรัพย์สินที่เอาไว้ใช้แลกเปลี่ยนราวกับเป็เงินตราของเหล่าผู้ฝึกตน ซึ่ง ณ ตอนนี้ฉินเทียนก็พอมีมันอยู่บ้าง จากการได้มาจากกำไลที่นางมารผลึกโลหิตโยนให้ หลังจากสังหารโหดที่ป่าชายแดน หากแต่ก็มีเพียง 5 ดวงแก้วเท่านั้น
ฉินเทียนหัวเราะเบาๆ และทำทีท่าเบาสบายราวกับไม่สนใจไยดีในเื่นี้ แม้ภายในใจจะร่ำร้องปรารถนาให้พวกนางสร้างป้ายบูชาของตัวมันเองโดยเร็วเป็อย่างยิ่ง เพราะสิ่งนี่ย่อมถือว่ามันทำสำเร็จก้าวแรกแล้ว หากแต่ในใจฉินเทียนมันก็ได้แต่คิด ก้าวแรกของมันควรตกปลาตัวใหญ่ มันจะสนใจเพียงแรงศรัธาหยาบๆ ได้เยี่ยงไร "ฟู่เหยียนเ้ารู้หรือไม่อะไรคือการนับถือบูชา อะไรคือการกราบไหว้ที่ว่างเปล่า" ฉินเทียนกล่าววาจาด้วยน้ำเสียงที่ดูเป็ผู้ทรงภูมิยิ่ง
ฟู่เหยียนได้ยินดังนั้นก็แปลกใจ หากแต่นางก็หาได้เข้าใจไม่
ไม่ช้าฉินเทียนก็ย่างก้าวเบาสบายแล้วกล่าววาจาต่อ "หากมีใจจึงนับเป็การนับถือบูชา หาไม่มีใจการกราบไหว้นั้นก็ว่างเปล่า" ฉินเทียนพูดจบก็มองลึกไปที่ดวงเนตรของสตรีผู้งดงามฟู่เหยียนตัวนางเองราวกับคิดอะไรบางอย่างออก และเข้าใจในคำพูดของฉินเทียนแล้ว
ไม่ช้านางก็พยักหน้าเบาๆ
ฉินเทียนมองสถานการณ์แล้วไม่ช้าตัวมันก็เอ่ยปากอีกครั้ง "หากเ้านับถือเราด้วยใจจริงก็จงตั้งป้ายบูชาเรานามย่ำฟ้า หากไม่นับถือเราด้วยใจจริงป้ายบูชาก็หาได้จำเป็ต่อเราไม่ เราย่ำฟ้ามิเคยใส่ใจต่อสิ่งเหล่านี้ มันว่างเปล่าและไร้ค่าดุจธุลีสำหรับเรา การทำดีและช่วยเหลือผู้คนของเรามิจำเป็ต้องหวังสิ่งตอบแทนใดๆ" ฉินเทียนพูดจบก็หัวเราะเสียงดัง ก่อนที่จะหันกายค่อยๆ ก้าวเดินจากไป ราวกับไม่ใส่ใจไยดีในสิ่งที่พึงเกิดขึ้นแม้แต่น้อย และตัวมันก็ไม่้าให้สตรีผู้งดงามและคนของนางทั้งหลายต้องมาหาสิ่งตอบแทนใดๆ ต่อตัวมันเลยอีกด้วย การกระทำของมันแลคล้ายผู้สูงส่งเหนือโลกที่บริสุทธิ์สะอาดยิ่งนัก
ทีท่าที่สง่างามนี้ของฉินเทียนทำให้ฟู่เหยียนถึงกับหวั่นไหว
ในขณะที่ฉินเทียนก้าวเดินไปได้สามสี่ก้าว ฟู่เหยียนสตรีผู้งดงามก็จับร่างลูกน้อยของตัวเองก่อนจะะโเรียกหาฉินเทียน "ท่านเซียนย่ำฟ้า โปรดช้าก่อน หวังว่าท่านเซียนย่ำฟ้าจะเมตตา หากท่านเซียนย่ำฟ้ามีโอกาสโปรดมาที่จวนของตระกูลฟู่เราซึ่งอยู่ที่เขตเมืองพั์ขาว ฟู่ซีห่าวสามีของข้าเป็แม่ทัพอาศัยอยู่ที่นั่น หวังว่าฟู่เหยียนและบุตรชายผู้นี้จะได้มีโอกาสต้อนรับและตอบแทนความเมตตาของท่านเซียนย่ำฟ้า"
ฉินเทียนได้ยินดังนั้นก็หัวเราะเสียงดังอีกคราว ต่อจากนั้นก็กล่าวหนึ่งประโยค "หากมีวาสนาข้าจะไปเยี่ยมเยียนเ้าแม่ลูก ให้เ้าทั้งสองได้ต้อนรับขับสู้ข้า ฮะฮาฮา"
!!!จากนั้นไม่ช้าสิ่งที่ฉินเทียนทำก็สร้างความตะลึงงันให้กับผู้คนนับร้อยที่ได้เห็นทันที
เมื่อมันก้าวเดินครบสิบ ก้าวย่างของท่านเซียนย่ำฟ้า ท่านเซียนก็หายตัวไปราวกับเป็อากาศว่างเปล่า ค้นหาล่องลอยและสิ่งใดมิได้เลย สิ่งนี้สร้างความครั่นคร้ามและความตะลึงงันให้แก่ผู้พบเห็นโดยทั่วไป ฟู่เหยียนนางก็เช่นกัน นางมิเคยเห็นผู้มีอิทธิฤทธิ์คนใดมีความสามารถเช่นนี้มาก่อนเลยแม้แต่น้อย
มิใช่ว่าตัวนางไม่เคยพวกตัวตนของท่านเซียนที่โบยบินได้ นางเคยพบทั้งตราสัญญาลักษณ์ส้มและแดงที่เมืองหลวงอยู่บ่อยครั้งเวลากลับไปเยี่ยมตระกูล หากแต่ถึงจะเป็เช่นนั้น นางก็ไม่เคยเห็นท่านเซียนคนใดหายตัวไปได้ว่างเปล่าดุจอากาสธาตุเช่นนี้มาก่อนเลย มันแลดูสูงส่งและเหนือล้ำเหลือเกิน
อย่างว่าแต่นางเลย แม้แต่นักรบกล้าตายของนางเอง ฟันไท่ ฟันจิน ฟันต้า ตัวพวกมันก็ไม่เคยเห็นผู้ใช้อิทธิฤทธิ์หรือผู้ฝึกตนผู้ใดที่มีความสามารถหายตัวในที่โล่งแจ้งกว้างใหญ่เช่นนี้ เช่นกัน
ด้วยความแปลกใจฟู่เหยียนจึงรีบถามฟันต้าผู้เป็หัวหน้าผู้ดูแลขบวนรถม้าที่น่าจะเป็ผู้มีประสบการณ์และผ่านโลกมามากที่สุดในทันที "ฟันต้าท่านเซียนย่ำฟ้านั้นอยู่ขอบเขตใดรึ เหตุใดท่านจึงไม่มีตราสัญญาลักษณ์จิติญญาบ่งบอกที่กลางหน้าผากยามใช่อิทธิฤทธิ์เลยแม้แต่น้อย และท่านเซียนย่ำฟ้านั้นหายตัวไปเช่นนั้นได้อย่างไรรึ"
ฟันต้าได้ยินคำถามตัวมันก็ยังมึนงงเช่นกัน จะให้พูดกล่าวสิ่งใดก็กล่าวไม่ออกพูดไม่ถูก เพราะตัวของมันฟันต้าก็ไม่รู้เช่นกัน "ฮูหยินฟันต้าต้องขออภัยขอรับ คำถามของท่านฟันต้าผู้นี้เองก็ไม่สามารถตอบได้เช่นกัน หากแต่สิ่งหนึ่งที่ฟันต้ารู้ก็คือแม้แต่ผู้ฝึกตนที่ถูกเรียกว่าระดับตำนานที่มีตราสัญญาลักษณ์ิญญาสีแดงที่กลางหน้าผา ฟันต้าผู้นี้ก็ไม่เคยเห็นผู้ใดมีความสามารถหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นนี้ มิใช่ฟันต้าผู้นี้ไม่เคยเห็นตราสัญญาลักษณ์ิญญาสีแดงสัปยุทธ์ หากแต่เพราะเห็นมามากต่อมากเพราะรับใช้นายท่าน หากแต่ไม่เคยเห็นผู้ใดทำได้เช่นนี้มาก่อนจริงๆ ขอรับ และเหตุใดที่ท่านเซียนย่ำฟ้าไม่มีตราสัญญาลักษณ์จิติญญาแสดง เหตุผลข้อนี้ก็พอจะปิดซ่อนกันได้บ้าง ว่ากันว่าในระดับผู้ฝึกตนระดับสูงบางท่านมีอิทธิฤทธิ์ในการปิดซ่อนตราสัญญาลักษณ์ิญญาอยู่บ้างขอรับ นอกจากการใช้วิชาปิดซ่อนแล้ว ของวิเศษิญญาบางอย่างก็ทำได้เช่นกันขอรับ" ฟันต้ากล่าวตอบข้อสงสัยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ส่วนคนอื่นๆ ที่ได้ยินได้ฟังก็นับว่าได้รับความรู้จากฟันต้าไม่น้อยเลย
"ถ้าเช่นนั้นข้าก็อยากรู้อีกเื่หนึ่ง ฟันต้าท่านเซียนย่ำฟ้านั้นอยู่ในขอบเขตตราสัญญาลักษณ์ิญญาอะไรรึ" ฟู่เหยียนสตรีผู้งดงามพูดถามโดยที่มือสองข้างของนางโอบกอดบุตรชายของตัวเองไว้แน่นคล้ายว่าในใจมีปรารถนาลึกล้ำบางอย่าง
"ฮูหยินบ่าวขอเรียนตามตรงขอรับ จากการคาดการของบ่าว ความสามารถของท่านเซียนย่ำฟ้านั้นเกรงว่าจะสูงกว่าขอบเขตตำนานหรือตราสัญญาลักษณ์สีแดงขอรับ อาจจะเป็เหนือตำนานเช่นตราสัญลักษณ์ิญญาโลหิตสีแดงเข้มก็ได้ขอรับ"
ั์ตาของฟู่เหยียนเป็ประกายทันที ราวกับว่านางคิดบางสิ่งบางอย่างออก นางกอดบุตรชายของตัวเองแน่น พร้อมกล่าวถามสำทับย่ำและยืนยันกับฟันต้าอีกที "จริงรึฟันต้า เ้าไม่ได้หลอกข้าแน่นะ"
"แม้บ่าวจะไม่รู้ว่าท่านเซียนย่ำฟ้านั้นเก่งกล้าเพียงไหน หากแต่การที่เขาแสดงออกโดยเข่นฆ่าเหล่าโจรร้ายง่ายราวกับเดินในสวนหลังบ้าน และสามารถหายตัวไปได้อย่างไร้ร่องรอยเช่นนี้ แม้ท่านย่ำฟ้าจะไม่ได้แสดงอิทธิฤทธิ์อะไรใหญ่โตพลิกฟ้าพลิกดิน หากแต่บ่าวก็ผ่านโลกนี้มาไม่น้อย บ่าวของเรียนฮูหยินตามตรง ฟันต้าผู้นี้คิดว่าสิ่งที่กล่าวกับฮูหยินไปไม่น่าจะผิดพลาดขอรับฮูหยิน"
เมื่อฟู่เหยียนได้ยินดังนี้ก็ออกปากร้องเรียกบ่าวหญิงสตรีคนสนิทของนางทันที พร้อมบอกกล่าวอะไรบางอย่างที่ราวกับสำคัญยิ่งต่อนาง
จากนั้นไม่นานนางก็กอดบุตรชายของนางแน่นก่อนที่จะพูดบางสิ่งบางอย่างเบาๆ ที่มีเพียงแค่ตัวนางและบุตรชายของนางที่ได้ยิน
"ฟู่เฉิงลูกแม่ เ้ามีโอกาสเป็เช่นเด็กคนอื่นแล้ว"
ฟู่เฉิงได้ยินมารดาพูดดังนั้นั์ตาก็พลันเปล่งประกายแปลกประหลาด
.
.
.
ส่วนฉินเทียนตอนนี้ตัวมันอยู่ที่ใดนะเหรอ?
ก็ต้องเป็ที่ศาลเทพ์นะสิ สิบก้าว สิบลมหายใจและตั้งจิตมาที่ศาลเทพ์ หากไม่มีผู้ใดััและขัดจังหวะให้เสียสมาธิ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลกหล้ามหาจักรวาล ฉินเทียนก็จะมาที่ศาลเทพ์ได้ตลอดเวลาอย่างไรละ