หลินตงไม่ได้รั้งตัวพวกเขาไว้พูดคุยนานนัก สั่งให้คนพาพวกเขาไปพักที่เรือนเดิมที่หลินจงเว่ยเคยอาศัยอยู่
ครั้งนี้มีคนจากหมู่บ้านจิ้งซานกลับมาด้วย10คน มี 2 คนที่เป็ทายาทสกุลหลินวัยเยาว์ และอีก 1 คนเป็คนต่างแซ่ที่ขอมาเข้าร่วมกับสกุลหลิน ทั้งสามคนนั้นถูกนำไปพักที่เรือนรับรอง อีกเจ็ดคนที่เหลือล้วนแยกย้ายกันไปหางานทำที่อื่นภายในเมืองเป่ยถังไม่ได้มาเข้าร่วมกับตระกูลหลินด้วย
“เดินทางกันมาเหน็ดเหนื่อยแล้ววันนี้ก็พักผ่อนกันก่อนเถิดพรุ่งนี้ค่อยไปพบผู้นำตระกูลในตอนเช้า” หลินตงฝากความไว้ก่อนที่จะแยกย้ายกันไป
เรือนเดิมของหลินจงเว่ยที่เคยอาศัยอยู่เมื่อครั้งที่หลินจงหรือท่านปู่สี่ยังไม่ย้ายไปอยู่ที่หมู่บ้านจิ้งซานเป็เรือนขนาดกลางมีห้องพัก 3 ห้องถูกปิดประตูหน้าต่างไว้อย่างแ่า บริเวณรอบๆต้นไม้ใบหญ้าถูกตัดแต่งสะอาดสะอ้านแต่ด้านในยังมีฝุ่นจับตัวหนา
"อาซ่งกับอาสวินไปตักน้ำที่บ่อท้ายเรือนมาช่วยกันทำความสะอาดก่อน"ฟางลี่ชินสั่งบุตรชาย
"ว้าวว ที่นี่กว้างขวางมากเลยเ้าค่ะ ร่มรื่นมากด้วยท่านแม่ข้าชอบที่นี่"
"ชอบก็ดีแล้ว ต่อไปที่นี่จะเป็บ้านของพวกเรา"หลินจงเว่ยลูบหัวบุตรสาวด้วยความรักใคร่
หลังจากที่ทุกคนช่วยกันทำความสะอาดเรือนเสร็จก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน โดยที่เด็กหญิงรีบเข้าไปเลือกห้องที่ตนพอใจก่อนพี่ชายทั้งสองคน
“อา..อา..ได้นอนหลับดีๆ สักที วันนี้ไม่อยากทำอะไรแล้วขอนอนเลยแล้วกัน” หลังจากที่ต้องทนนอนอยู่บนเกวียนบ้างปูผ้านอนกับพื้นดินบ้าง เด็กหญิงรีบก้าวขึ้นเตียงแล้วหลับใหลไปอย่างรวดเร็ว
.........
เช้าวันต่อมาหลังจากอุ่นซาลาเปาที่ซื้อไว้ั้แ่เมื่อวาน กินกันไปคนละลูกครองครัวหลินจงเว่ยทั้งห้าคนก็พร้อมแล้วที่จะไปพบผู้นำตระกูล
“ท่านพ่อ ข้าคิดว่าจะปิดบังเื่น้ำทิพย์ไว้ก่อนเ้าค่ะแต่คงต้องเปิดเผยถึงจี้มิติเก็บของของข้ากับท่านปู่ใหญ่ ผู้อื่นไม่รู้เื่ขั้นตอนการเป็นักหลอมโอสถแต่ท่านปู่ใหญ่รู้อย่างแน่นอนถ้าไม่บอกความจริงข้าก็ไม่อาจให้คำตอบเื่ที่มาของสมุนไพรปราณและตำราโอสถได้"
“พ่อเห็นด้วย ท่านปู่เป็ผู้หลอมโอสถระดับผู้เชี่ยวชาญขั้นสูงแล้วคงปิดบังไม่ได้ เ้าไม่ต้องกังวลท่านปู่ใหญ่เป็คนจิตใจดี ยุติธรรม”
“ข้าเข้าใจแล้วเ้าค่ะ”
หลินจงเว่ยเดินนำพาทุกคนมาตามทางเดินร่มรื่นที่บนพื้นดินปูด้วยหินสีเขียวไม่นานก็พบกับอีกสามคนที่เหลือที่กำลังมุ่งหน้าไปทิศทางเดียวกัน หลินจงเว่ยเคยอยู่ที่นี่มาหลายปีจึงรู้ทางเป็อย่างดีเดินพาพวกเขามาไม่นานก็ถึงโถงหลัก
หลินตงกำลังยืนสั่งความอะไรบางอย่างกับบุรุษและสตรีกลุ่มหนึ่ง เมื่อหันมาเห็นกลุ่มของหลินจงเว่ยก็ตรงมาหาพวกเขา
“มากันแล้ว ๆ เป็อย่างไรเด็กน้อย นอนหลับสบายหรือไม่ ชอบที่นี่หรือไม่”
“ชอบมากๆเลยเ้าค่ะท่านปู่สาม ที่นี่ต้นไม้เยอะและสะอาดมากๆเลย”เด็กหญิงเอื้อนเอ่ยเอาใจ
“ดีๆ เข้าไปข้างในกันเถิดทุกคนคงมาพร้อมกันแล้ว"
เมื่อเข้าไปด้านในห้องโถงหลักของตระกูลหลินด้านในสุดมีบุรุษสูงวัยสามคนนั่งจิบน้ำชาสนทนากันอยู่เบาๆ ทางด้านข้างมีทั้ง บุรุษ สตรี เด็ก อีกหลายคนยืนจับกลุ่มคุยกัน ท่านปู่สามหลินตงเดินไปนั่งลงที่เก้าอี้ที่ว่างอยู่รวมกับบุรุษสูงวัยทั้งสาม
“คารวะผู้นำตระกูล”ผู้ที่มาจากหมู่บ้านจิ้งซานทั้งแปดคนประสานมือคำนับพร้อมกัน
“ไม่ต้องมากพิธีเมื่อกลับมาแล้วที่นี่ก็คือบ้านข้าก็ได้แต่หวังว่าลูกหลานจะไม่ตำหนิข้าที่ไม่อาจดูแลทุกคนได้ทั้งหมด”บุรุษสูงวัยรูปร่างผอม เขามีผมและเครายาวสีขาวทั้งศีรษะ หน้าตาอ่อนโยนแต่มีดวงตาที่เฉียบคมคือหลินลี่หยางผู้นำตระกูล เป็ผู้เอ่ยคำออกมาคนแรกอย่างไม่ถือตัว
“ไม่เลยขอรับ พวกเราได้รับการสั่งสอนและรู้ถึงสถานการณ์ในตระกูลเป็อย่างดีอีกอย่างการออกไปใช้ชีวิตข้างนอกก็นับว่าเป็การฝึกฝนขอรับ”หลินจงเว่ยตอบคำอย่างนอบน้อม
"พวกเ้าได้รับความลำบากแล้ว ต่อไปก็อยู่ที่นี่ให้สบายเถิด"ท่านปู่ห้าหลินกังเย่ว์กล่าวเสริม
และเป็อย่างที่หลินหนิงชินคาดไว้ทุกสายตาต่างจับจ้องมายังเด็กหญิงตัวน้อย พวกเขาได้รับรู้มาแล้วว่าบ้านสายสี่สกุลหลินในหมู่บ้านจิ้งซานได้ถือกำเนิดผู้หลอมโอสถวัยเยาว์มาหนึ่งคน ทั้งยังมีพร์อันน่าอัศจรรย์
เด็กหญิงวัย 7 ปี ผู้นี้สามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองทั้งยังก้าวสู่ผู้หลอมโอสถระดับปฐีขั้นกลางโดยไร้อาจารย์คอยสั่งสอน หากพี่น้องหม่าทั้งห้า กับกู่ฝูและกู่ซางไม่ยืนยันอย่างแข็งขันพวกเขาย่อมไม่มีทางเชื่อ เพียงรวบรวมลมปราณที่มีอยู่อย่างเบาบางมาเพื่อฝึกฝนก็ยากแล้ว เด็กคนนี้ยังรู้จักสมุนไพรและฝึกหลอมโอสถจนสำเร็จได้อีกด้วย แต่…โอ เด็กคนนี้หน้าตางดงามเกินไปหรือไม่….
“ให้หลินตงจัดการเื่หน้าที่และแจ้งกฎกับพวกเขาก่อนเถิดแล้วค่อยแนะนำพวกญาติๆให้เขาได้รู้จักกัน” ท่านปู่รองหลินโจวิ่ตัดการสนทนามาเข้าเื่เป็การเป็งาน
หลังจากที่ชายชราทั้งสี่คนพูดคุยกันสักพักหลินตงก็ได้ประกาศความว่า
“หลินจงเว่ย อายุ 35 ปี และเลี่ยงเฟิ่ง อายุ 28ปี ขอบเขตผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสูง ให้เป็องครักษ์คุ้มครองการค้าข้าวปราณต่างเมืองรับเบี้ยหวัด700 เหรียญทองแดงและโอสถเดือนละ 1 เม็ด"
“หลินซ่งสวิน อายุ 16 ปี ขอบเขตผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสูง ให้เป็องครักษ์ขบวนแลกเปลี่ยนสินค้ารับเบี้ยหวัด 700 เหรียญทองแดงและโอสถเดือนละ 1 เม็ด"
“หลินซูเม่ย อายุ 14 ปี หลินไฉ่หง และหลินซ่งอวี้อายุ 12 ปี ขอบเขตผู้ฝึกยุทธ์ขั้นกลางอายุยังน้อยให้ทำงานในจวน และต้องศึกษาวิชายุทธ์ต่อกับอาจารย์ รับเบี้ยหวัด 100เหรียญทองแดง ไม่ได้รับโอสถสนับสนุน”
"ฟางลี่ชิน อายุ 31 ปี ขอบเขตผู้ฝึกยุทธ์ขั้นต้นให้ทำงานเย็บปักและงานครัว เบี้ยหวัด 300 เหรียญทองแดงและโอสถเดือนละ1 เม็ด"
"หลินหนิงชิน อายุ 7 ปีขอบเขตผู้หลอมโอสถระดับปฐีขั้นกลาง อายุยังน้อยให้ทำงานในหอโอสถสกุลหลินและต้องศึกษาต่อกับอาจารย์ รับเบี้ยหวัด 100 เหรียญทองแดงไม่ได้รับโอสถสนับสนุน
ทั้งหมดนี้มีระยะเวลาการทดสอบทำงานเป็ระยะเวลาสี่เดือน หากพบว่าไม่ซื่อสัตย์หรือเกียจคร้าน ก็จะตัดสิทธิ์ทันที
เมื่อบอกกฎและแบ่งหน้าที่กันเรียบร้อยแล้วหลินตงจึงแนะนำคนในตระกูลหลินให้ได้รู้จักกัน
ท่านปู่ใหญ่หลินลี่หยาง ผู้นำตระกูล มีภรรยา 1 คน บุตรชาย/หญิง รวม 4คน บุตรสาวแต่งงานออกไปแล้วทั้งคู่
ท่านปู่รองหลินโจวิ่ รองผู้นำตระกูล มีภรรยา 3 คน บุตรชาย/หญิง รวม 8คน บุตรสาว 3 คนแต่งงานออกไปแล้วเหลือ 1คน
ท่านปู่สามหลินตง พ่อบ้านใหญ่ประจำตระกูล มีภรรยา 2 คน บุตรชาย 2 คน
ท่านปู่ห้าหลินกังเยว่ อาจารย์ผู้ฝึกสอนวิชายุทธ์ มีภรรยา 2 คน บุตรชาย/หญิง5 คน บุตรสาว 2 คนแต่งงานออกไปแล้ว 1คนเหลือ 1 คน
บรรดาพี่น้องต่างแนะนำตัวเองและบุตรหลานให้กันพูดคุยสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว ตระกูลหลินไม่มีบ่าวรับใช้ทุกคนต่างก็ต้องทำงานกันทั้งสิ้น ส่วนคนต่างแซ่ที่เข้ามาร่วมตระกูลด้วยก็ล้วนได้รับค่าจ้างและทำสัญญาที่จะภักดีกับตระกูลหลินตามระยะเวลาทั้งสิ้น
ที่ต้องเป็เช่นนี้ก็เพราะทุกคนหวังจะได้รับส่วนแบ่งของโอสถ และการสนับสนุนเื่ตำราสำหรับฝึกฝนยุทธ์ให้เร็วยิ่งขึ้นเพียงเท่านั้นหากไม่เข้าร่วมกับตระกูลใหญ่ คนปกติธรรมดาที่เป็อิสระต้องหารายได้เองเพื่อนำไปซื้อโอสถกระนั้นจำนวนโอสถที่ผลิตได้ก็มีน้อยจนทำให้มันมีราคาสูงการเข้าร่วมกับตระกูลจึงเป็หนทางเลือกที่ดีในการเข้าถึงทรัพยากรฝึกฝน
"หนูน้อยหนิงชินเ้าตามปู่ใหญ่มาหน่อย”หลินลี่หยางกล่าวกับเด็กหญิงน้ำเสียงอ่อนโยน
ฟางลี่ชินลูบหัวบุตรสาวเบาๆอย่างเอ็นดู เมื่อเห็นบุตรสาวมีสีหน้ากังวลเล็กน้อย “ตามท่านปู่ใหญ่ไปเถิดไม่ต้องกลัว เสร็จธุระแล้วแม่จะไปรอเ้าที่เรือน”
..........
ท่านปู่ใหญ่หลินลี่หยางผู้นำตระกูลได้เดินนำหลินหนิงชินไปที่เรือนหลังหนึ่ง ระหว่างทางเดินโดยรอบล้วนเป็สวนสมุนไพรปราณส่งกลิ่นหอมสดชื่นลอยตามลมมาเป็ระยะ
เมื่อเข้าไปภายในเรือนแล้วดูเหมือนว่าที่นี่จะเป็สถานที่หลอมโอสถ ภายในเป็พื้นที่โล่งกว้างขวางไม่ได้แบ่งเป็ห้องมีเพียงชั้นวางสมุนไพรทั้งสดทั้งแห้งอยู่หลายชนิดโถเครื่องเคลือบสำหรับบรรจุโอสถจำนวนหนึ่ง ตลับขี้ผึ้ง ทางด้านขวามีโต๊ะ เก้าอี้ 1ชุด และเก้าอี้เอนที่ทำจากไม้ไผ่หนึ่งตัวสำหรับนั่งพักผ่อน
“นั่งลงก่อนเถิดเด็กน้อย”
“ขอบคุณผู้นำตระกูลเ้าค่ะ”
“เด็กน้อย ต่อไปเ้าเรียกข้าว่า ท่านปู่ใหญ่ก็ได้” ชายชราเอ่ยอย่างใจดี
“ข้าได้ยินมาว่าเ้าได้ช่วยชีวิตหม่าซือเอาไว้ ใช่หรือไม่”
“เ้าค่ะ ท่านปู่ใหญ่ ยามนั้นข้าเข้าสู่ระดับปฐีขั้นต้นแล้ว ฝึกหลอมโอสถมาเก็บไว้2 -3 ชนิด ก็เป็โอสถประเภทรักษาพอดีเ้าค่ะ”
“แต่หม่าจือก็ได้ป้อนโอสถให้เขาไปแล้วก่อนหน้านี่นา ดูเหมือนโอสถที่เ้าหลอมจะมีผลดีกว่าโอสถของตระกูลหลินหรือไม่เ้าคิดว่าอย่างไร”
หลินหนิงชินลอบยกนิ้วให้หลินลี่หยางอยู่ในใจสมแล้วที่ท่านปูใหญ่เป็ผู้หลอมโอสถระดับผู้เชี่ยวชาญขั้นสูง พูดคุยทีหนึ่งก็เห็นปัญหาทันที