เมื่อหลินเฟิงกลับมาถึงบ้านแล้วเขาจึงไปบอกบิดาของเขาเื่ที่้าฝึกฝนวรยุทธ์ป้องกันแบบเสริมกาย [ ปราการเหล็ก ] เพื่อให้บิดาของเขานำสมุนไพรและเม็ดยาที่ช่วยในการเสริมสร้างร่างกายมาให้กับเขาโดยเร็วที่สุด
หลังจากนั้นหลินเฟิงจึงได้ไปทำความเข้าใจกับ [ ปราการเหล็ก ] ในระหว่างที่รอสมุนไพรและเม็ดยา หลินเฟิงใช้เวลาเพียงครึ่งวันในการทำความเข้าใจ ส่วนเื่สมุนไพรนั้นเขาจพเป็ต้องรอถึง่เย็น ถึงจะได้รับมา
หลินเฟิงจึงใช้เวลาที่เหลือในการฝึกฝนวรยุทธ์ป้องกันแบบเสริมกาย [ ปราการเหล็ก ] ตามขั้นตอนที่ตำราได้ระบุไว้ แน่นอนว่าเป็การฝึกที่ต้องใชเวาจริงๆ เพราะความกล่าวหน้าที่หลินเฟิงใช้เวลาครึ่งวันในการฝึกฝนนั้น พัฒนาร่างกายของเขาได้ทีละเล็กทีละน้อยเท่านั้น หากเป็เช่นนี้ไปเรื่อยๆ เขาอาจต้องใช้เวลา1 เดือนในการสำเร็จขั้น 1 ของ [ ปราการเหล็ก ]
“เฟิงเอ๋อร์ เ้ากลับมาแล้ว นี้คือสมุนไพรที่ใช้ต้มแล้วลงไปแช่ประมาณครึ่งชั่วยาม ฤทธิ์สมุนไพรก็จะหมดลง เ้าอาจรู้สึกแซบร้อนเวลาลงไปแช่ แต่มันเป็ปกติ จงทนไว้ และใช้เพียงมันละห่อเท่านั้น ปู่ของเ้าเป็คนหามาให้” หลินเทียนกล่าวกับหลินเฟิงที่เพิ่งจะกลับมาถึงบ้าน พร้อมยื่นห่อสมุนไพรให้หลินเฟิงหลายสิบห่อ
“ขอบคุณขอรับท่านพ่อ” หลินเฟิงกล่าวอย่างดีใจ ขณะรับห่อสมุนไพรมา
จากนั้นหลินเฟิงก็เข้าห้องแล้วเตรียมน้ำต้มสมุนไพรแล้วลงไปแช่ทันที
ซู่!!
เมื่อหลินเฟิงลงไปแช่แล้ว เขาก็รู้สึกเจ็บแวด แซบร้อนทั่วทั้งร่างกายทันที เขารู้สึกทรมานนิดหน่อย แต่อยู่ในขอบเขตที่สามารถทนได้ ถึงแม้ว่าเขาจะรู้สึกทนไม่ได้ แต่เขาก็จะฝืนอยู่ดี เพราะเื่ราวแบบนี้มักมีอยู่ในนิยายส่วนมาก
ดังนั้นเขาจึงรู้ดีว่า อาการเ็ปแซบร้อนเช่นนี้คือผลดีของการใช้ และทำให้ร่างกายแข็งแกร่งมากขึ้น เพิ่มความรวดเร็วในการฝึกฝนวรยุทธ์ป้องกันประเภทเสริมกายได้อย่างมาก อย่างน้อยหากใช้ทุกวันก็จะลดระยะเวลาลงมาได้ ครึ่งหนึ่งเป็อย่างน้อย ขึ้นอยู่กับวรยุทธ์ป้องกันแบบเสริมกายที่คนๆนั้นเลือกฝึกฝนอีกด้วย
แต่ทว่าเวลาผ่านไปเพียง สามสิบนาที ฤทธิ์ยาก็หมดลง เขาไม่รู้สึกถึงความเ็ปใดๆอีก รวมไปถึงการพัมนาของร่างกายของเขาด้วย นี้ทำให้เขาแปลกใจ ว่าเหตุใดมันไม่เหมือนกับที่บิดาของเขากล่าวบอกเอาไว้
“บางทีอาจจะเป็เพราะร่างกายของข้าแข็งแกร่งกว่าคนปกติั้แ่โดนฟ้าผ่าอยู่แล้วก็ได้ ถึงได้ดูดซับฤทธิ์สมุนไพรได้ไวเช่นนี้” หลินเฟิงครุ่นคิดกับตัวเองแล้วพรึมพรำออกมา เื่นี้เขาไม่ได้บอกใครรวมถึงบิดาด้วย เขาไม่้าเปิดความลับที่ไม่รู้ว่าควรเปิดหรือปิดไว้ดี
การเวลาไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว 3 เดือนได้ผ่านพ้นไป ในระหว่าง 3 เดือนมานี้ไม่มีวันไหนที่หลินเฟิงไม่ได้ฝึกฝน เขาฝึกฝนทุกวัน เช้าถึง เย็น หลังจากนั้นถึงพัก ่เวลาที่ผ่านมาหลินเฟิงฝึกฝนสลับกันไป ทั้งวรยุทธ์ พลังฝีมือและทำความเข้าใจในพลังของตัวเอง
หากวันใดเขาฝึกฝนวรยุทธ์ทุกวรยุทธ์ที่เขาฝึกฝนจนรู้สึกว่าไม่สามารถพัฒนาได้ในเวลาอันสั้น หรือก็คือติดปัญหาคอขวดนั่นเอง เขาจะเปลี่ยนไปทำความเข้าใจในพลังและวรยุทธ์ที่เขาฝึกฝน และหากเขารู้สึกไม่สามารถพัฒนาความเข้าใจได้อีกเขาจะฝึกฝนพลังฝีมือจนพัฒนาสู้ขั้นใหม่
ด้วยเหตุนี้ทำให้หลินเฟิงรู้สึกว่าการพัฒนาพลังฝีมือของเขาล้าช้าเล็กน้อย แต่อยู่จะไม่รู้สึกติดปัญหาคอขวดของการเลื่อนขั้นระดับพลังสู้ขั้นใหม่ ทำให้พลังฝีมือของเขารุดหน้าอย่างรวดเร็วเมื่อถึงความที่ต้องฝึกฝนพลังฝีมือ
แต่ทั้งนี้ก็ต้องของคุณพร์ในการเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และฝึกฝนวรยุทธ์ของหลินเฟิง ทำให้หลินเฟิงสามารพัฒนาได้รวดเร็วและไม่ติดปัญหาเช่นนี้ ไม่เช่นนั้นหลินเฟิงไม่สามารถพัฒนามาได้รวดเร็วเช่นนี้แน่นอน
“อา ในที่สุดก็อยู่ระดับพื้นฐานขั้น 6 สักที” หลินเฟิงกล่าวกับตัวเองด้วยสายตาที่หม่นหมอง พลางถอดหายใจเฮือกใหญ่
หลินเฟิงรู้สึกว่าการฝึกของเขาที่ต้องใช้เวลาถึง 3 เดือนในการข้ามจากระดับพื้นฐานขั้น 4 มาสู่ขั้น 6 นั้นช้ามาก ทำให้เขาไม่ค่อยพอใจกับผลลัพธ์นี้สักเท่าใด แต่แน่นอนว่าเวลาที่เสียไปแลกมาด้วยรากฐานที่มั่นคงและแข็งแกรงอย่างมาก
หากมีใครรู้ว่าหลินเฟิงคิดว่าการพัฒนาของเขาล้าช้าละก็ พวกเขาคงจะรุมประชาทัณฑ์หลินเฟิงแน่นอน เพราะสำหรับคนอื่นๆแล้วนั้น 3 เดือน สามารถพัฒนาจากขั้น 4 ไปสู่ขั้น 6 นั้นต้องใช้เวลาอย่างน้อยๆก็ 1 ปี เพราะพวกเขาไม่ได้ฝึกฝนพลังฝีมือเพียงอย่างเดียว พวกเขายังต้องฝึกฝนวรยุทธ์ พวกเขาไม่ได้มีพร์ในการฝึกฝนวรยุทธ์เช่นเดียวกับหลินเฟิงเสียหน่อย ที่ฝึกฝนตั้ง 4 วรยุทธืแล้ว1ในนั้นยังมีวรยุทธ์ป้องกันแบบเสริมกายอีกด้วย
ในระยะเวลา 3 เดือนที่หลินเฟิงฝึกฝนมานั้น เขาสามารถพัฒนาวรยุทธ์ของเขาไปได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็วรยุทธ์ท่ารางอย่าง [ ย่างก้าวไร้เงา ] ที่ตอนนี้สามารถพัฒนาไปถึงขั้น 5 ได้แล้ว ส่วนวรยุทธ์โจมตีอย่าง [ ดัชนีพิฆาต ]ก็สามารถพัฒนาไปถึงขั้น 6 ซึ่งเป็ขั้นสูงสุดของวรยุทธ์นี้แล้ว กับ [ ทลายภูผา ] ที่สามารถพัฒนาไปถึงขั้น 5 เช่นเดียวกับ [ ย่างก้าวไร้เงา ] ส่วนวรยุทธ์ป้องกันแบบเสริมกายอย่าง [ ปราการเหล็ก ] หลินเฟิงสามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็วด้วยความช่วยเหลือจะสมุนไพรที่เขาใช้ตลอด 3 เดือน จนทำให้ไปถึงขั้น 3 แล้ว เมื่อรวมกันแล้ว วรยุทธ์ระดับสูง 3 วรยุทธ์ระดับกลาง 1 กับพลังฝีมือระดับพื้นฐานขั้น 6 ของเขาแล้ว แสดงให้เห็นได้อย่างชัดชนเลยว่า รากฐานของหลินเฟิงมั่นคงและแข็งแรงเพียงใด
“นี้ก็เย็นมากแล้ว ไปพักดีกว่า” หลินเฟิงกล่าวกับตนเองก่อนจะกลับเข้าบ้านของเขาอย่างรวดเร็ว
“เฟิงเอ๋อ เ้าฝึกฝนเสร็จงั้นรึ” เซี่ยหลัวกล่าวถามจณะกำลังเตรียมอาหารอยู่
“ใช่แล้วท่านแม่ แล้วท่านพ่อละ” หลินเฟิงกล่าวถามขณะที่ไม่เห็นหลินเทียนอยู่ในบ้าน ซึ่งปกติหลินเทียนมักจะเฝ้าดูการฝึกฝนของเขา
“พ่อของเ้าออกไปข้างนอก มีธุระต้องคุยกับปู่ของเ้า” เซี่ยหลัวกล่าวอธิบาย
“เช่นนั้นเอง”หลินเฟิงกล่าวขณะครุ่นคิดและไม่ถามถึงเื่นี้ต่อ หลังจากนั้นหลินเฟิงก็นั่งกินข้าวกับเซี่ยหลัวแล้วจึงเข้านอน เพื่อพักผ่อนร่างกาย
เช้าวันต่อมา หลินเฟิงได้ทำความเข้าใจกับพลังฝีมือระดับพื้นฐานขั้น 6 ที่เขาจะเพิ่งบรรลุมาได้เมื่อวาน เพื่อใหเขาเข้าใจและชำนาญในพลังของตัวเอง ดังนั้นการทำความเข้าใจในพลังของตัวเองจึงเป็สิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะทั้งพลังฝีมือหรือวรยุทธ์ที่ฝึกฝน
หลินเฟิงใช้เวลาไม่กี่วันในการปรับตวและทำความเข้าใจในพลังของตัวเอง จากนั้นเขาจึงเริ่มฝึกฝนวรยุทธ์ของเขาต่อ เขาเริ่มจากวรยุทธ์ป้องกันแบบเสริมกาย [ ปราการเหล็ก ] ก่อน เพราะว่าก่อนจะบรรลุขั้น 6 นั้นร่างกายของเามาถึงทางตันทำให้ไม่สามารถฝึกฝนขั้นต่อไปของ [ ปราการเหล็ก ] ด้วยเหตุที่ต้องรอให้ร่างกายแข็งแกร่งไปตามลำดับ
หลินเฟิงมักจะฝึกฝนก่อนเป็ [ ปราการเหล็ก ] เป็วรยุทธืแรกสุดให้ไปถึงคอขวดก่อน จากนั้นเขาจะใช้สมุนไพรในการเสริมสร้างร่างกายแทนการฝึกฝนร่างกายและใช้เวลาไปกับการฝึกฝนวรยุทธ์อื่นแทน เมื่อร่างกายแข็งแกร่งเพียงพอแล้วจึงกลับมาฝึกฝนวรยุทธ์ป้องกัน [ ปราการเหล็ก ] อีกครั้ง
แน่นอนว่าหลินเฟิงทดสอบมาแล้วว่า อาจจะล้าช้ากว่าการฝึกฝนร่างกายบวกกับสมุนไพร แต่อย่างไรก็ตามการใช้สมุนไพรเสริมสร้างร่างกายย่อเร็วกว่าการฝึกฝนร่างกายเพียงอย่างเดียว และการฝึกฝนเช่นนี้ไม่มีข้อเสียด้วยเช่นกัน