ทันทีที่เมิ่งเจียอี๋เห็นน้องชายเดินออกมาจากห้อง เธอก็เริ่มบ่นกระปอดกระแปดใส่ทันที ก่อนจะชี้นิ้วสั่งแกมบังคับให้เขาไปล้างจานที่กองพะเนินอยู่
“เจียอี๋! ไปล้างเองเลย น้องเป็ผู้ชาย จะปล่อยให้ไปทำงานจุกจิกแบบนั้นได้ยังไง!” เสิ่นถูหนานตวาดขัดขึ้นเสียงแข็งพลางไล่ลูกเลี้ยงให้ไปทำหน้าที่ของตัวเอง
เมิ่งเจียอี๋ชะงัก หันไปมองหน้าพ่อเลี้ยงสลับกับแม่และพี่สาว ด้วยความไม่พอใจ แต่เมิ่งไห่ถังกลับทำเป็ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือไม่รู้ไม่ชี้ เพราะเธอก็ไม่อยากเอาตัวไปเกลือกกลั้วกับงานบ้านเช่นกัน
“พ่อเขาบอกให้ไปล้าง ก็ไปล้างสิ! จะมายืนบื้อจ้องหน้าแม่กับพี่สาวแกทำไม!” เจียไต้หยูแหวใส่ลูกสาวคนเล็กเพื่อตัดบท ก่อนที่สามีจะอารมณ์เสียไปมากกว่านี้
เสิ่นถูหนานมองตามลูกเลี้ยงที่เดินกระแทกกระทั้น ยกกะละมังใส่ถ้วยชามออกไปล้างด้วยท่าทางฮึดฮัด “ดูลูกสาวที่เธอเลี้ยงมาสิ กะอีแค่ล้างจานยังทำท่าทางประชดประชัน แบบนี้มันใช้ได้ที่ไหนกัน”
“คุณพ่อคะ อย่าไปโทษอี๋อี๋เลยค่ะ...” เมิ่งไห่ถังเงยหน้าขึ้นมาทำตาละห้อย แสร้งพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “ปกติหน้าที่พวกนี้ จิ้นเจินจะเป็คนทำทั้งหมด พอตอนนี้น้องรองถูกขังอยู่ งานบ้านทุกอย่างเลยตกมาอยู่ที่อี๋อี๋คนเดียว น้องคงจะเหนื่อยจนเผลอทำตัวไม่น่ารักน่ะค่ะ”
คำพูดของเธอดูเหมือนจะช่วยน้องสาว แต่กลับเป็การแอบใส่ไฟเสิ่นจิ้นเจิน ว่าทิ้งภาระไว้ให้คนอื่น
“ถ้าอย่างนั้นเธอก็ไปช่วยน้องสาวทำงานด้วยสิ จะได้เสร็จเร็วขึ้น!” เสิ่นถูหนานตัดบทอย่างรำคาญใจ ก่อนจะลุกเดินสะบัดหน้าออกไปนอกบ้าน เพื่อพูดคุยกับเพื่อนบ้านตามประสา ทิ้งให้ลูกเลี้ยงสาวอย่างเมิ่งไห่ถังนั่งหน้าเสียอยู่เพียงลำพัง
…
นาฬิกาเก่าคร่ำครึบนผนังบอกเวลาเที่ยงคืนสงัด บรรยากาศภายในบ้านพักคนงานเงียบกริบ มีเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของสองพี่น้องตระกูลเมิ่งที่หลับสนิทอยู่บนเตียงฝั่งตรงข้าม เสิ่นจิ้นเจินลุกขึ้นนั่งนิ่งอยู่ในความมืด มือของเธอกำสายกระเป๋าผ้าใบเก่าไว้จนเหงื่อซึม เพื่อรอคอยเวลาที่น้องชายจะมาเปิดประตูห้อง
ในใจของเธอเต็มไปด้วยความหวาดกลัว... เธอกลัวว่าแผนการที่วางไว้น้องชายจะทำไม่สำเร็จ และเธอจะต้องถูกส่งตัวไปแต่งงานกับไอ้หมูตอนอย่างต้าไห่ในวันพรุ่งนี้
แกร๊ก...
เสียงโลหะกระทบกันแ่เบาดังขึ้นที่หน้าประตู หัวใจของเธอเต้นระรัวจนแทบจะหลุดออกมานอกอก เสิ่นจิ้นเจิน รีบหันขวับไปมองสองพี่น้องตระกูลเมิ่ง เมื่อเห็นว่าทั้งคู่ยังคงหลับลึกอยู่ตามเดิม เธอจึงลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างโล่งอก
บานประตูค่อยๆ แง้มออกช้าๆ ปรากฏร่างเล็กๆ ของเสิ่นิซวน ที่ยืนตัวสั่นเทา ในมือข้างหนึ่งกำลูกกุญแจเหล็กเอาไว้แน่น
“พี่รอง...” เสิ่นิซวนกระซิบเรียกพี่สาวเสียงแ่
เสิ่นจิ้นเจินรีบก้าวลงจากเตียง เดินย่องออกจากห้องด้วยฝีเท้าที่เบาหวิวราวกับิญญา ทันทีที่พ้นขอบประตู เธอก็โผเข้ากอดน้องชายตัวน้อยไว้ชั่วครู่ด้วยความตื้นตัน “ขอบใจมากนะอาซวน”
“พี่รอง... พี่รีบไปจากที่นี่ก่อนเถอะครับ”เสิ่นิซวนรีบบอกด้วยความร้อนใจ “พี่ถิงถิงบอกว่าจะรอพี่อยู่ที่ถนนใหญ่ ห่างจากตึกหอพักไปเล็กน้อย”
“พี่เข้าใจแล้ว” เสิ่นจิ้นเจินพยักหน้าพลางกระชับกระเป๋าผ้าในอ้อมแขน เตรียมจะก้าวออกจากบ้าน ที่เปรียบเสมือนขุมนรกสำหรับเ้าของร่างเดิม
วินาทีนี้เธอต้องหนีไปให้ได้! เพราะหากก้าวพ้นประตูนี้ไปสู่อิสรภาพได้สำเร็จแล้ว เธอก็จะได้ไม่ต้องแต่งงานกับผู้ชายคนนั้น และที่สำคัญที่สุด... เธอจะไม่ต้องพบจุดจบอันอนาถตามต้นฉบับนิยายที่เคยเขียนไว้!ให้กับตัวประกอบแบบเธอ
“พี่สาว...” เสียงเรียกสั่นเครือของน้องชาย ทำให้ฝีเท้าของเสิ่นจิ้นเจินชะงัก เธอหันกลับมามองเงาร่างเล็กๆ ของเขาอีกครั้งในความสลัว
“อาซวน อย่าบอกใครเด็ดขาดว่าพี่ไปที่ไหน” เธอเอ่ยกำชับน้องชายด้วยความระมัดระวังที่สุด
เธอกลัวว่าเสิ่นถูหนานจะตามไปรังควานเธอถึงค่ายทหารอากาศ ซึ่งคุณลุงของเธอเพิ่งย้ายมาประจำการได้ไม่นานและพ่อของเธอก็ยังไม่รู้เื่นี้
ข้อมูลสำคัญนี้เธอรู้มาจากการอ่านนิยาย... ในเนื้อเื่เดิม หลังจากที่ตัวประกอบผู้อาภัพคนนี้ เสียชีวิตไปได้ไม่นาน คุณลุงของเธอก็เดินทางมาหา ก่อนจะรู้ความจริงอันโหดร้ายจากเพื่อนสนิทของเธอ และช่วยทวงความเป็ธรรมให้ในภายหลัง
แต่นั่นมันสายเกินไปสำหรับเสิ่นจิ้นเจินคนเก่า... ทว่าสำหรับเธอในตอนนี้ มันคือโอกาสในการเอาชีวิตรอด!
เสิ่นิซวนเริ่มร้องไห้ออกมาเบาๆ อย่างกลั้นไม่อยู่ “ผมไม่บอกใครหรอกครับ... แต่พี่รอง เราจะได้เจอกันอีกไหม?”
เสิ่นจิ้นเจินมองน้องชายตัวน้อย ที่กำลังสะอื้นไห้โดยพยายามไม่ให้มีเสียง แววตาของเธออ่อนแสงลงด้วยความสงสาร “ต้องได้เจอกันอยู่แล้ว พี่สัญญา... แล้วพี่จะติดต่อกลับมาหานะ”
ความจริงเธอไม่ได้ห่วงความปลอดภัยของอาซวนมากนัก เพราะเขาเป็ลูกชายแท้ๆ ของแม่เลี้ยง และเป็ลูกชายคนเดียวของตระกูลเสิ่น ทำให้เป็ที่รักและเอ็นดูของทั้งพ่อและแม่เลี้ยงจนแทบจะประคองไว้ในอุ้งมือ อย่างมากเขาก็คงถูกดุด่าเล็กน้อยเท่านั้น
“อืม... พี่รองโชคดีนะครับ” เด็กชายกล่าวลาผ่านม่านน้ำตาที่บดบังการมองเห็น
เสิ่นจิ้นเจินพยักหน้าให้เขาเป็ครั้งสุดท้ายด้วยจิตใจที่เด็ดเดี่ยว“พี่ไปแล้วนะ นายดูแลตัวเองด้วยล่ะ”
เธอหันหลังเดินมุ่งหน้าออกสู่ความมืดมิดภายนอก ทิ้งอดีตที่ขมขื่นไว้เื้ั เพื่อมุ่งหน้าไปสู่อนาคตที่เธอจะเป็ผู้กำหนดเอง!
…
เสิ่นิซวนยืนมองแผ่นหลังของพี่สาวที่ค่อยๆ เลือนหายไปในความมืด เด็กชายยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นเนิ่นนานราวกับจะส่งความเป็ห่วงไปให้พี่สาว ก่อนจะตัดใจหมุนตัวกลับเข้าบ้านอย่างเงียบเชียบ
เขาค่อยๆ ปิดประตูบ้านลงให้เบาที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดเสียงดังจนทำให้คนในบ้านตื่นจากการนอนหลับ จากนั้นจึงรวบรวมความกล้าหยิบแม่กุญแจเหล็กขึ้นมา ล็อกประตูห้องนอนของพี่สาวกลับคืนสู่สภาพเดิม
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย เสิ่นิซวนก็ย่องเบาราวกับแมวเข้าไปในห้องของแม่ เขาค่อยๆ วางลูกกุญแจคืนไว้ที่เดิมอย่างที่มันควรจะเป็ ก่อนจะมุดกลับเข้าใต้ผ้าห่มของตัวเอง หัวใจดวงน้อยยังคงเต้นรัวด้วยความตื่นเต้นและหวาดกลัว แต่เขาก็ภูมิใจที่ได้ช่วยให้พี่สาวหลุดพ้นจากน้าชายของตัวเอง
…
ทางด้านเสิ่นจิ้นเจิน เธออาศัยเงาตะคุ่มในความมืดคอยหลบเลี่ยงสายตาผู้คนที่อาจจะตื่นขึ้นมากลางดึก หัวใจเต้นระรัวยามก้าวพ้นบริเวณที่พักอาศัยของโรงงานเหล็กที่เปรียบเสมือนกรงขังมานานปี
ลมหนาวยามดึกปะทะใบหน้าจนชาหนึบ เสิ่นจิ้นเจินกึ่งเดินกึ่งวิ่งมุ่งหน้าไปยังจุดนัดพบที่หัวมุมถนนใหญ่ แสงไฟสีนวลสลัวจากเสาไฟฟ้าข้างทางส่องให้เห็นเงาของรถกระบะตอนเดียวคันเก่า ที่จอดนิ่งสนิทอยู่ริมทาง ถัดไปไม่ไกลมีร่างของคนสองคนยืนรอคอยอย่างกระวนกระวาย
“เจินเจิน! ทางนี้!” เสียงเรียกที่คุ้นเคยในความทรงจำดังขึ้นพร้อมกับร่างของชวีม่านถิง ที่วิ่งโถมเข้ามาหาเพื่อนรักด้วยความร้อนใจ
ชวีม่านถิงเป็หญิงสาวที่มีรูปร่างสูงโปร่งและดูแข็งแรงทะมัดทะแมง ผิดกับเสิ่นจิ้นเจินที่ดูบอบบางดั่งแก้วที่พร้อมจะแตกได้ ใบหน้าของชวีม่านถิงดูคมคาย ดวงตากลมโตฉายแววเฉลียวฉลาดและจริงใจ
เธอสวมชุดลำลองดูคล่องตัวแบบวัยรุ่นยุค 80 ทันทีที่เธอเข้ามาใกล้ จนแสงไฟส่องให้เห็นใบหน้าเพื่อนรัก ชวีม่านถิงก็ถึงกับชะงักกึกด้วยความตกตะลึง
“์! ดูสภาพเธอสิเจินเจิน!” มือเรียวของชวีม่านถิงเอื้อมมาประคองดวงหน้าสวย ที่ตอนนี้มีแต่รอยเขียวช้ำของเพื่อนไว้อย่างเบามือ น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความโกรธแค้นแทนเพื่อน “ทำไมพ่อกับแม่เลี้ยงของเธอถึงใจร้ายใจดำได้ขนาดนี้! พวกเขาเห็นเธอเป็คนหรือเปล่า!”
เสิ่นจิ้นเจินสบตาชวีม่านถิง ความอบอุ่นจากมิตรภาพ ทำให้เธอที่รู้สึถึงความหนาวเหน็บั้แ่มาที่นี้ทุเลาลง “ถิงถิง... ขอบใจมากนะที่มาช่วยฉัน”
ขณะนั้นเองจางเสี่ยวหมาน ที่ยืนคุมเชิงอยู่ข้างรถกระบะก็เดินเข้ามาหา แสงไฟหน้ารถตกกระทบใบหน้าเข้มของเขาที่บัดนี้ดูเต็มไปด้วยโทสะ มือหนากำหมัดแน่นจนเส้นเืปูด เมื่อเห็นสภาพสะบักสะบอมของหญิงสาวที่เขาแอบรักมาตลอด
“ขึ้นรถเถอะ เดี๋ยวใครมาเห็นเขา จะไม่ปลอดภัย”จางเสี่ยวหมานเอ่ยเสียงเข้มพลางช่วยรับกระเป๋าผ้าไปวางไว้ที่เบาะ
…………………………………….
ตอนหน้าขอติดเหรียญนะคะ