ูเาชิงอวิ๋นตั้งตระหง่านท่ามกลางหมอกหนา ราวกับกระดูกสันหลังของอสูรโบราณที่ฝังตัวอยู่ใต้ฟ้าดินมานานนับหมื่นปี
ยามราตรี มันเงียบงันราวหลุมศพ
ลมหนาวพัดลอดตามซากกำแพงหินที่แตกร้าว บานประตูไม้เก่าของวัดเต๋ารกร้างส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเบา ๆ ทุกครั้งที่ลมกระทบ รอยสลักบนแผ่นป้ายเหนือประตูซีดจางจนแทบมองไม่ออก เหลือเพียงอักขระโบราณคำหนึ่งที่ยังคงพออ่านได้
“ชิงเสวียนกวาน”
วัดเต๋าแห่งนี้เคยรุ่งเรืองในอดีต แต่บัดนี้กลับเหลือเพียงหลังคาที่รั่ว ผนังที่พัง และตะเกียงน้ำมันเก่า ๆ ที่พอจะให้แสงสลัวในยามค่ำคืน
ในลานด้านหลัง เด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังก่อไฟอยู่
เขามีอายุราวสิบหกปี รูปร่างสูงโปร่งแต่ยังไม่เต็มวัย เสื้อผ้าสีเทาหม่นเก่าเกินจะนับปี ผมดำรวบอย่างง่าย ๆ ใบหน้าคมแต่ซีดเล็กน้อยเพราะขาดสารอาหาร ทว่าดวงตาของเขากลับนิ่งลึกเกินวัย เหมือนคนที่มองโลกนี้มานานเกินกว่าที่ควรจะเป็
เขาชื่อ หลินเซวียน
เด็กกำพร้าที่ถูกทิ้งไว้หน้าวัดแห่งนี้ั้แ่ยังจำความไม่ได้
“ไฟอย่าให้ดับ” เสียงแหบพร่าของชายชราดังมาจากด้านในศาลา “คืนนี้ลมแรง มีบางอย่างไม่ถูกต้อง”
หลินเซวียนชะงักมือ เขาเงยหน้ามองไปยังศาลาหลักที่มืดสลัว ไฟตะเกียงด้านในกำลังไหววูบอยู่หน้ารูปปั้นเทพเต๋าหินกร่อน
ชายชราที่พูดคือ เฒ่าชิงเต้า เ้าอาวาสผู้ดูแลวัดนี้มานานหลายสิบปี
ใคร ๆ ในหมู่บ้านตีนเขามักบอกว่าเขาเป็เพียงนักพรตเฒ่าขี้เมา ผู้รู้แค่เื่ทำนายโชคร้ายและเผากระดาษไล่ผี แต่หลินเซวียนรู้ดีว่าเฒ่าชิงเต้าไม่ธรรมดา
ในคืนฝนฟ้าคะนอง เขาเคยใช้เพียงยันต์แผ่นเดียวสะกดิญญาเฮี้ยนในบ่อน้ำได้ทั้งบ่อ
ในคืนที่หมาป่าดุร้ายบุกวัด เขาเพียงสะบัดแขนหนึ่งครั้ง ก็ทำให้สัตว์ป่าพวกนั้นหมอบราบกับพื้นไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ
ทว่าเฒ่าชิงเต้ากลับไม่เคยสอนวิชาที่แท้จริงให้หลินเซวียน
เขามักพูดเพียงว่า
“เ้าต้องรอ”
“รออะไร?” หลินเซวียนเคยถาม
“รอวันที่ฟ้ากับดินเปิดปากเอง”
แล้ววันนี้ก็เหมือนจะมาถึงโดยไม่ทันตั้งตัว
หลินเซวียนคุมไฟอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนลุกขึ้นยกฟืนไปเติมในเตา เขาเดินผ่านลานวัดที่เต็มไปด้วยหญ้ารกร้าง และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เขาก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่าง
อากาศเย็นลง
ไม่ใช่เย็นของลมหนาวตามฤดูกาล แต่เป็เย็นที่ราวกับมีมือเปียกชื้นของศพนับสิบลูบผ่านต้นคอเขา
หลินเซวียนหยุดเดินทันที
เขาเงยหน้ามองไปทางกำแพงตะวันตก
ที่นั่นมีต้นสนแก่ต้นหนึ่ง เอนตัวคดงออยู่ข้างศิลาเก่า รากของมันเลื้อยพันบนพื้นราวกับเส้นเืของอสูรที่ยังไม่ตาย ใต้โคนต้นสน มีแผ่นหินจารึกประหลาดตั้งอยู่ เป็ศิลาที่ทั้งวัดไม่มีใครกล้าแตะต้อง
เฒ่าชิงเต้าเคยบอกว่า
“อย่าเข้าใกล้แผ่นศิลานั้นเด็ดขาด”
“ทำไม?”
“เพราะมันเคยเป็ที่ฝังของของบางอย่าง”
“ของอะไร?”
“ของที่ไม่ควรถูกเรียกชื่อ”
หลินเซวียนจ้องมองศิลาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจู่ ๆ จะเห็นหมอกสีดำบาง ๆ ลอยผ่านรอยแตกบนผิวหิน
เขาขมวดคิ้ว
หมอกนั้นบางเบาแทบมองไม่ชัด หากแต่ไม่รู้เพราะอะไร ดวงตาของเขากลับเหมือนถูกดึงดูดให้มองไปอย่างไม่อาจละสายตา
แล้วเขาก็เห็นมัน
บนพื้นดินรอบแผ่นศิลา มีรอยเท้าเปียกโชกประปราย ก้าวเดินวนเป็วงกลมเหมือนมีใครกำลังเดินวนอยู่ตรงนั้นไม่หยุด
แต่มันไม่มีคน
หลินเซวียนนิ่งงัน ก่อนถอยเท้ากลับช้า ๆ
“อาจารย์”
เขาเรียกเบา ๆ
ไม่มีเสียงตอบกลับจากศาลาหลัก
หลินเซวียนรีบหันหลังเดินไปทางห้องด้านใน ทว่าพอเปิดม่านผ้าหนาเข้าไป เขากลับพบว่าเตียงไม้ของเฒ่าชิงเต้าว่างเปล่า
ตะเกียงน้ำมันยังคงจุดอยู่
ถ้วยเหล้าก็ยังวางคว่ำอยู่ข้างหมอน
แต่คนหายไปแล้ว
หัวใจหลินเซวียนเต้นแรงขึ้น
เขารีบเดินไปทั่ววัด ค้นทั้งห้องสวด ห้องเก็บยันต์ ครัวหลังวัด และคอกสุนัขเก่า แต่ก็ไม่พบเฒ่าชิงเต้าแม้แต่เงาเดียว
จนเมื่อเขากลับมาที่ลานด้านหลังอีกครั้ง เสียงกระดิ่งลมเหนือบันไดหินก็สั่นขึ้นเองเบา ๆ
กริ่ง… กริ่ง…
เสียงนั้นไม่ใช่เพราะลม
หลินเซวียนเงยหน้าช้า ๆ
ที่ขอบหลังคาศาลาหลัก มีเงาดำหนึ่งร่างยืนอยู่
คนผู้นั้นสูงผอมผิดมนุษย์ ใบหน้าแทบมองไม่ชัดเพราะหมอกบดบัง แต่เขารู้สึกได้ทันทีว่ามันไม่ได้ยืนอยู่บนหลังคาด้วยเท้าทั้งสองข้าง มันเหมือน “ห้อย” อยู่กลางอากาศมากกว่า
เงาดำนั้นก้มลงมามองเขา
จากนั้นก็ยิ้ม
หลินเซวียนรู้สึกเหมือนเืทั้งร่างเย็นวาบ
“เ้าเห็นข้าได้หรือ?”
เสียงนั้นไม่ได้ดังออกมาจากปาก แต่ดังตรงในหัว ราวกับมีใครเอาเล็บขูดอยู่ในกะโหลก
หลินเซวียนถอยหลังหนึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ มือจับกริชไม้ที่เหน็บไว้ข้างเอวแน่น กริชเล่มนั้นไม่ใช่อาวุธศักดิ์สิทธิ์ มันเป็เพียงของที่เขาใช้กันสัตว์ป่าและตัดเชือกฟืนเท่านั้น
“เ้าคือใคร” เขาถามเสียงต่ำ
เงาดำหัวเราะเบา ๆ “คำถามไร้ประโยชน์”
จากนั้นมันยกมือขึ้นช้า ๆ นิ้วเรียวยาวราวกิ่งไม้แห้งพุ่งออกไปทางแผ่นศิลาใต้ต้นสน
ทันใดนั้น หมอกดำที่เกาะอยู่บนแผ่นหินก็เริ่มหมุนวนราวถูกปลุกจากการหลับใหล เสียงครวญครางแ่เบาดังขึ้นจากใต้พื้นดิน คล้ายคนจำนวนมากกำลังเอามือเคาะโลงศพจากภายใน
หลินเซวียนหน้าซีด เขารู้สึกได้ทันทีว่าแรงลมรอบตัวเปลี่ยนไป
ไม่ใช่ลมของูเา
แต่เป็ “ลมหายใจ” ของบางสิ่ง
“อย่าแตะมัน!” เสียงเฒ่าชิงเต้าดังขึ้นอย่างเฉียบคมจากด้านหลัง
หลินเซวียนหันขวับ
เฒ่าชิงเต้ากลับมาแล้ว แต่สภาพของเขาน่าสะพรึงยิ่งกว่าเดิม ชายชรามีเืเปื้อนมุมปาก เสื้อคลุมนักพรตขาดเป็ริ้ว และในมือของเขากำยันต์สีเหลืองแผ่นหนึ่งแน่นจนเส้นเืปูดขึ้น
“อาจารย์!” หลินเซวียนรีบก้าวไปหา
เฒ่าชิงเต้าไม่มองเขา แต่จับจ้องเงาดำบนหลังคาอย่างเคร่งเครียด “เ้ามันมาไกลเกินไปแล้ว”
เงาดำหัวเราะเบา ๆ “ของที่ข้าฝังไว้เมื่อหมื่นปีก่อน ควรตื่นได้แล้ว”
“เ้ากล้าดีอย่างไร” เฒ่าชิงเต้ากัดฟัน “ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ของเ้า”
“โลกนี้ไม่เคยเป็ของผู้ใดอยู่แล้ว”
เสียงนั้นเย็นเยียบจนเหมือนสายลมในสุสาน
เฒ่าชิงเต้าหันศีรษะช้า ๆ มาทางหลินเซวียน “ฟังให้ดี เด็กน้อย นับจากนี้สิ่งที่เ้าจะเห็น อาจเปลี่ยนชีวิตเ้าไปตลอดกาล”
หลินเซวียนยังไม่ทันตอบ รอยร้าวบนแผ่นศิลาใต้ต้นสนก็เริ่มเปิดกว้าง
แสงดำสนิทพวยพุ่งขึ้นจากพื้นดิน ราวกับปากของนรกถูกแง้มออกทีละน้อย
อากาศรอบตัวกลายเป็หนาวจัด
เสียงกรีดร้องของิญญานับไม่ถ้วนดังแ่ผ่านหูหลินเซวียน แล้วทันใดนั้น เขาก็เห็นเงาหลายสิบเงาพุ่งขึ้นจากใต้พื้น ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ ทั้งคนแก่ ทุกตนมีสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความทุกข์ทรมาน
“ผนึก…” เฒ่าชิงเต้าพึมพำ “มันเริ่มคลายแล้ว…”
เงาดำบนหลังคาค่อย ๆ ยกมือขึ้น จากนั้นฝ่ามือของมันก็แหวกอากาศเหมือนฉีกผ้าบาง ๆ ออกเป็ช่องว่าง
ภายในช่องว่างนั้น มีสิ่งหนึ่งตกลงมา
เป็โคมเก่า
โคมสีดำคล้ำ ทั้งตัวเต็มไปด้วยรอยร้าว แต่ตรงกลางยังมีแสงสลัวสีทองดำเต้นระริกอยู่ภายใน
ทันทีที่โคมนั้นปรากฏขึ้น หัวใจของหลินเซวียนก็สะท้านอย่างรุนแรง
เขาไม่รู้ว่าทำไม แต่เหมือนมีเสียงหนึ่งดังก้องอยู่ในก้นบึ้งของิญญา
เรียกข้า
มองข้า
ข้า
โคมนั้นตกลงมากระแทกพื้นตรงหน้าเขาพอดี
แรงสั่นะเืทำให้หินใต้เท้าแตกร้าว เสียงร้องของิญญารอบด้านดังขึ้นพร้อมกันราวกับทั้งหมดกำลังตื่น
หลินเซวียนมองมันด้วยดวงตาเบิกกว้าง
“อย่าแตะ!” เฒ่าชิงเต้าะโ
แต่ช้าไปแล้ว
เมื่อปลายนิ้วของหลินเซวียนแตะลงบนโคม
โลกทั้งใบก็ดับวูบ
หมอกดำ ความหนาว เสียงร้อง และแสงจากตะเกียงรอบวัดหายไปหมดสิ้น
แทนที่ด้วยความมืดอันไร้ขอบเขต
หลินเซวียนยืนอยู่ในความมืดนั้นเพียงลำพัง
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร ก่อนเสียงหนึ่งจะดังขึ้นช้า ๆ จากเบื้องหน้าราวกับมาจากอีกโลก
“ในที่สุด… ก็มีผู้สืบสายเืที่มองเห็นกรรมได้อีกคน”
หลินเซวียนหันไป
ตรงหน้าเขามีตะเกียงขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่กลางความมืด เปลวไฟภายในโคมลุกไหม้เป็สีทองดำ สว่างเพียงพอให้เห็นโซ่จำนวนนับไม่ถ้วนพันรอบมันเอาไว้
และที่ปลายตะเกียงนั้น มีเงาร่างหนึ่งยืนอยู่
เป็ชายหนุ่มชุดนักพรตโบราณ ใบหน้าไม่ชัดเจน แต่ดวงตากลับลึกเหมือนห้วงเหว
“เ้าคือใคร” หลินเซวียนถามเสียงแห้ง
ร่างนั้นยิ้มบาง ๆ
“ข้า?” เขาเอ่ยช้า ๆ “ข้าคืออดีตของตะเกียงนี้… และจากคืนนี้เป็ต้นไป เ้าเองก็จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป”
เปลวไฟในโคมวูบไหว
และเสียงกระซิบแ่เบาก็ดังขึ้นรอบตัวหลินเซวียน ราวกับิญญานับพันกำลังตื่นขึ้นมาจ้องมองเขา
ผู้สืบทอด…
จงเปิดตาของเ้า
หลินเซวียนยืนอยู่ท่ามกลางความมืดนั้น หัวใจเต้นรัวราวกลองศึก
ขณะที่ด้านนอก โลกแห่งความจริงกำลังแตกสลายทีละน้อย
และคืนอันเป็จุดเริ่มต้นของตำนาน… ก็ได้เริ่มขึ้นแล้ว