บทที่ 17 ตัวร้ายตายเพราะพูดมาก
หนานลี่ในสภาพตุ๊กตาหิมะอ้อนวอนด้วยน้ำเสียงที่น่าสงสาร "ท่านเซียน ... ข้าผิดไปแล้ว ข้าไม่น่าเอาตำราจีบหญิงมาให้ท่าน ท่านเป็ถึงเทพเซียน คิดทำอะไรไม่ต้องให้ใครสอน ... ท่านเซียน ข้าสำนึกผิดแล้ว ... เห็นแก่ที่ข้าทำผิดครั้งแรก ... ท่านยกโทษให้ข้าเถิด!"
บรรยากาศเงียบสงัด มีแค่เสียงของนางเท่านั้นที่ดังก้องไปทั่ว
ที่ศาลาไม่ไกลออกไป ลมพัดดอกเหมยสั่นไหว กลีบดอกไม้สีแดงร่วงหล่นเหมือนเกล็ดหิมะ ชายในชุดขาวนั่งสมาธิอยู่ที่นั่น เขายกกาน้ำชาขึ้นมาอย่างสง่างาม กลิ่นชาหอมกรุ่นลอยฟุ้งไปทั่ว
เขาดื่มชาไปหนึ่งอึก ความหงุดหงิดในใจก็สงบลง แต่พอได้ยินเสียงอ้อนวอนของหนานลี่ สีหน้าของเขาก็มืดครึ้มลงอีกครั้ง
ตำรา "เคล็ดลับพิชิตหญิงงามสิบแปดกระบวนท่า" ที่หนานลี่เขียนอยู่ข้างๆมือเขา
เขาใช้นิ้วจิ้มที่คำว่า "พิชิตหญิงงาม" ปีศาจน้อยตนนี้ช่างใจกล้าจริงๆ กล้ามาเยาะเย้ยเขาว่าไม่เข้าใจเื่ความรัก
ถึงแม้ว่าเขาจะเป็เทพเซียนที่มีชีวิตอยู่มาเป็หมื่นๆปี ไร้ความรู้สึก แต่ก็ไม่มีใครกล้าลูบคมเขาเช่นนี้
ดูจากการกระทำที่นางพยายามหยิบยื่นโอกาสให้เจอหญิงอื่นเช่นนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพรุ่งนี้เขาออกไปเมื่อไหร่ นางต้องทำทุกวิถีทางเพื่อทำลายม่านค่ายกลแล้วหลบหนีไปแน่นอน
เช่นนั้นก็ไม่มีทางเลือกอื่น คงต้องพานางไปด้วย แม้ว่าจะลำบากสักหน่อยก็ตาม
ไอน้ำจากถ้วยชาในมือของเป่ยิอินค่อยๆจางหายไป โดยไม่รู้ตัว เขาคล้ายเหม่อลอยอยู่นานจนกระทั่งพระจันทร์ลอยเด่นขึ้นเหนือศีรษะ เขาจึงวางถ้วยชาที่เย็นชืดลง แล้วก็ลุกขึ้นยืน เดินไปที่ลานบ้าน มองจากระยะไกลสามารถเห็นก้อนหิมะก้อนใหญ่ที่มีหัวคนโผล่มา เป็หนานลี่ที่กำลังสัปหงกอยู่ข้างใน
เป่ยิอินขมวดคิ้ว ส่ายหน้าอย่างจนใจ เดิมค่ายกลหิมะนี้เขาจงใจอ่อนพลังของมันลง หนานลี่จะได้ทำลายมันและหลุดพ้นเองได้ แต่ไม่คิดเลยว่านางจะหลับไปเสียอย่างงั้น!
อย่างไรก็ตาม เมื่อเพ่งมองดีๆ เป่ยิอินกลับพบเื่เหนือความคาดหมาย
นั่นคือหนานลี่แท้จริงแล้วไม่ได้หลับ แต่คล้ายเกิดการตรัสรู้จึงเข้าสู่ห้วงภวังค์!
ต้องรู้นะว่าการบ่มเพาะก็คือการตรัสรู้ เมื่อตรัสรู้แล้วพลังยุทธ์ก็จะเพิ่มขึ้น ไม่คิดเลยว่าปีศาจน้อยตนนี้จะบรรลุได้เพราะถูกขังในค่ายกลหิมะ เช่นนี้ก็ถือว่าเขาไม่ได้ลงโทษนางเสียเปล่าแล้ว
เป่ยิอินสะบัดแขนเสื้อ ค่ายกลหิมะที่กักขังหนานลี่ไว้ก็หายไปทันที ร่างที่ปราศจากหิมะปกคลุมของนางเซไปข้างหน้า
เป่ยิอินรีบเข้าไปอ้าแขนรับหนานลี่ไว้ นี่เป็ครั้งแรกที่พวกเขาใกล้ชิดกันขนาดนี้ นางซบอยู่บนแขนของเขา ยังคงหลับสนิท
เป่ยิอินถอดจี้หยกที่ห้อยอยู่ที่เอวออก นี่เป็หยกสีขาวที่แกะสลักอย่างประณีต มีรูปหรูอี้(สมความปรารถนา)สลักอยู่ เขาขยับนิ้วเบาๆ หนานลี่ก็กลายเป็แสงสีม่วงลอยเข้าไปในจี้หยก
จากนั้น จี้หยกคล้ายมีบุปผาเบ่งบานอยู่ข้างใน เขาลูบมันเบาๆ ััได้ถึงผิวที่นุ่มนวลของหนานลี่ และความร้อนที่ส่งผ่านปลายนิ้วมาถึงหัวใจ ทำให้ใจของเป่ยิอินเต้นแรง
ใบหูของเขาแดงเรื่อโดยไม่รู้ตัว เขารีบตั้งสติแล้วก็นำจี้หยกไปห้อยไว้ที่เข็มขัดเดินออกจากวิหาร
"ศิษย์พี่!" สุ่ยเซียนในชุดแดงะโเรียกเขาทันทีที่ก้าวออกมา ผมของนางเปียกชื้นไปด้วยน้ำค้าง คล้ายยืนรออยู่ตรงนี้มาเนิ่นนานแล้ว
สายตาของสุ่ยเซียนจ้องมองเป่ยิอิน แต่ไม่พบปีศาจน้อยที่นางเกลียดชังเดินตามหลัง นางจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก "ศิษย์พี่ ข้าเป็ห่วงท่าน พาข้าไปด้วยได้หรือไม่เ้าคะ"
เป่ยิอินส่ายหน้า "ไม่ได้ มันอันตรายเกินไป เ้าอยู่รอข่าวดีจากข้าที่นี่เถอะ"
สุ่ยเซียนก้มหน้าลง ขนตายาวปกปิดแววตาของนาง ทำให้มองไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่ "เพราะว่าอันตราย ข้าถึงอยากไปกับศิษย์พี่ ท่านวางใจเถอะ ข้าแค่มองอยู่ห่างๆจะไม่ก่อความวุ่นวายให้ท่าน"
เป่ยิอินยังคงส่ายหน้าอย่างหนักแน่น "นี่คือการประลองระหว่างข้ากับจอมมารจี๋ฉง ศิษย์น้องไปด้วยไม่เหมาะสม" พูดจบก็เรียกจานบินออกมา เขาก้าวขึ้นไปยืนบนจานบิน แล้วก็หายลึกเข้าท่ามกลางในทะเลเมฆ
สุ่ยเซียนมองส่งเป่ยิอินจนลับตา จึงละสายตากลับมา นางก้มลงมองฝ่ามือของตัวเอง มีไอมารสีดำก้อนหนึ่งอยู่ในมือของนาง
สีหน้าของนางเศร้าหมอง จะปล่อยให้เป็เช่นนี้ไม่ได้! ก่อนที่ศิษย์พี่จะกลับมา นางต้องขจัดไอมารออกจากร่างกายให้หมด ไม่ให้เขารู้ว่านางแปลกไป หากศิษย์พี่รู้ว่านางเข้าสู่ด้านมืดแล้วคงจะผิดหวังมาก
สุ่ยเซียนลองทำลายม่านค่ายกลที่เป่ยิอินสร้างไว้ ไม่รู้ว่าทำไมครั้งนี้นางถึงได้ทำลายมันง่ายนัก นางเดินเข้าไปในวิหาร ค้นหาทุกซอกทุกมุม แต่ก็ไม่พบวี่แววของปีศาจน้อย
แปลกนัก ปีศาจตนนั้นไม่อยู่ที่วิหารหรือ?
....
หนานลี่ถูกลมเย็นปลุกให้ตื่น นางลืมตาขึ้นอย่างงัวเงียก็พบว่าตัวเองลอยอยู่กลางอากาศ เมฆหมอกลอยผ่านสองข้างทาง เมื่อมองลงไปก็เห็นูเาแม่น้ำที่เชื่อมต่อกันดูสลับซับซ้อน
เสียงลมที่พัดเข้าหูตอนบินด้วยความเร็วสูงทำให้นางหูอื้อ
หนานลี่บ่นในใจว่า "ระบบข้าอยู่ที่ไหนเนี่ย"
นางจำได้ว่าตัวเองถูกขังไว้ในก้อนหิมะ นางพยายามอ้อนวอนขอความเมตตาจากท่านเซียนที่เ็าคนนั้น ร้องจนน้ำลายแทบจะแห้งแต่เขาก็ไม่สนใจ สุดท้ายนางจึงงีบหลับไป
อย่างไรก็ตาม แม้รอบๆตัวจะมีแต่หิมะ และนางไม่รู้สึกหนาวเลยทั้งๆที่ถูกแช่อยู่ในนั้น แต่พอตื่นขึ้นมา ก็ไม่น่าจะมาอยู่บนฟ้าเช่นนี้
นางเป็ปีศาจบุปผาที่พลังบ่มเพาะยังไม่ถึงขั้น แล้วจะเหาะเหินเดินอากาศได้อย่างไร
ระบบตอบกลับอย่างรวดเร็ว "โฮสต์ ตอนนี้ท่านถูกพระเอกผนึกไว้ในจี้หยกของเขา เขากำลังไปที่เดิมเพื่อสู้กับจอมมาร การต่อสู้ครั้งนี้พระเอกเป็ฝ่ายชนะ น่าดูชมมาก"
หนานลี่คิดในใจ : เหอ เหอ ข้าไม่อยากดูเทพเซียนสู้กับปีศาจเสียหน่อย ไหนจะเื่ที่ว่าไปแบบลับๆล่อๆเช่นนี้อีก มันไม่เหมาะสมกับนักรบหญิงแห่งยุคโลกาวินาศอย่างข้าเลย
ระบบ : โฮสต์อย่าคิดแบบนั้นสิ พระเอกทำเช่นนี้ก็เพื่อปกป้องท่าน หากท่านยังอยู่ในวิหาร ตอนนี้คงถูกนางเอกจับไปทรมานแล้ว พระเอกจึงตัดสินใจพาท่านออกมา ชมจอมมารถูกทุบตีจนต้องคุกเข่าอ้อนวอน ไม่น่าดูชมหรือ?
หนานลี่คิดในใจ : แล้วทำไมนางเอกไม่มากับพระเอกเล่า? ข้ามาเองเช่นนี้ไม่เท่ากับว่าข้าแย่งบทของนางเอกหรอกหรือ ในโลกเดิมคงมีฉากที่พระเอกพานางเอกใส่จี้หยกแล้วออกเดินทางไปด้วยกันอยู่แน่ๆ
ระบบ : ในโลกเดิมไม่มีฉากแบบนั้น เพราะต่อให้นางเอกเป็ห่วงพระเอกแค่ไหน นางก็ไม่ยอมลงทุนเข้าไปอยู่ในจี้หยกของพระเอกหรอก
หนานลี่ "..."
"เป่ยิอิน ข้ารอเ้ามานานแล้ว!" เสียงของจี๋ฉงดังก้องมาจากระยะไกล ในเวลาเดียวกัน กะโหลกอันน่าสยดสยองมากมายที่เกิดจากการรวมตัวของไอมารก็พุ่งตรงเข้าหาเป่ยิอิน
หนานลี่หยุดคุยกับระบบ มองจุดสีดำมากมายที่บินมาจากท้องฟ้าไกลด้วยสีหน้าเรียบเฉย
จุดดำค่อยๆขยายใหญ่ขึ้นเป็หัวกะโหลกที่เกิดจากการรวมตัวของหมอกสีดำ
กะโหลกพวกนี้ยามลมพัดไม่กระจาย ยามถูกฟันก็ฟันไม่เข้า เป็ฉากอลังการที่ไม่ต่างจากการดูหนัง 3D ในโรงภาพยนตร์
หนานลี่คิดในใจ : พลังของจอมมารนี่เจ๋งจริงๆ
เป่ยิอินยืนตัวตรงไม่หวั่นไหว ยกนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้ว แสงสีทองรูปร่างเหมือนร่มก็ปรากฏขึ้น กะโหลกดำที่ถูกแสงสีทองส่องกระทบก็กลายเป็เถ้าธุลี เปิดเส้นทางเบื้องหน้าที่ไร้ขวากหนามให้เป่ยิอิน
มองจากระยะไกล เห็นจี๋ฉงถือกระบี่ดำอยู่บนยอดเขา เ้าตัวมองเป่ยิอินที่มาสาย "เป่ยิอิน ก่อนที่เราจะสู้กัน มาคุยกันสักหน่อยเป็อย่างไร?"
ยังไงก็ตาม เป่ยิอินไม่สนใจ เขาโถมกายไปเบื้องหน้า มือข้างหนึ่งสะบัดวูบ กระบี่ขาวที่เปล่งประกายปรากฏขึ้นบนมือ เปิดฉากโจมตีด้วยกระบวนท่าสังหาร ไม่มีรีรอ ตั้งใจไว้ว่าหากมีโอกาสก็จะโจมตีไม่คิดสนทนา
กระบี่ขาวพุ่งแหวกอากาศ กลายเป็เงากระบี่มากมาย ถาโถมเข้าทิ่มแทงจี๋ฉงดั่งฝนกระหน่ำ จี๋ฉงได้แต่สบถ "บัดซบ" ออกมาคำหนึ่ง แล้วก็หายตัวไป หลบเงากระบี่
ไม่นาน หมอกดำก็กลับรวมตัวกันกลางอากาศอีกครั้ง กลายเป็จี๋ฉงที่ยังคงมีสีหน้าหยิ่งยโส
มุมปากเป่ยิอินผุดยิ้ม เอ่ยเสียงเย็นว่า "เ้าไม่หนาวหรือ?"
จี๋ฉงทำหน้างง ก้มลงมองด้วยความสับสน แต่แล้วสีหน้าเขาพลันดำคล้ำ เพราะเสื้อผ้าของเขา เวลานี้กลายเป็ผงธุลีปลิวไปตามแรงลม เหลือไว้แค่กางเกงบางสีขาวตัวเดียว ยืนเด่นต้านแรงลม
หนานลี่คิดในใจ : ฮ่าๆๆๆ! เ้าหมอนี่ทำให้ข้านึกถึงประโยคที่ว่า "ตัวร้ายตายเพราะพูดมาก" ขึ้นมาเลย!