จ้าวลู่ชิงเข้ามาบริเวณห้องครัว เห็นหญิงชราง่วนอยู่กับหน้าเตาไฟ “ท่านย่ามีอันใดให้ข้าช่วยหรือไม่เจ้าคะ”
“เจ้าไม่ต้องลำบาก ข้าทำมื้อกลางวันให้พวกเจ้าทานเอง” จางซื่อโบกมือปฏิเสธ ก่อนจะรีบทำอาหารมื้อกลางวันให้กับแขกทาน แป้งขาวน้อยนิดถูกนำมาใช้ทำหมั่นโถวจนหมด
ในเมื่อหญิงชราบอกว่าไม่ต้องช่วย จ้าวลู่ชิงก็นำถั่วเหลืองที่นางแช่น้ำไว้ตั้งแต่แรกเข้ามาในห้องครัวมาบด น้ำนมถั่วเหลืองไหลออกจากเครื่องโม่ ชางหลินกับชางเหลียงนั่งมองอยู่ไม่ห่าง
“พี่สาวกำลังทำอันใดเจ้าคะ” ชางเหลียงเป็นคนชอบพูดเอ่ยถาม
“ข้าจะทำน้ำเต้าหู้ให้พวกเจ้าดื่ม” สาเหตุหลักที่นางต้องทำน้ำเต้าหู้ก็เพื่อให้ชายชราที่ร่างกายผ่ายผอมดื่ม ยังดีที่ท่านแม่เตือนว่าให้ซื้อพวกธัญพืชกับข้าวสารมาเยี่ยมด้วยจึงมีวัตถุดิบ นางเห็นอาหารที่เหลือในห้องครัวแล้วได้แต่เก็บความสงสัยว่าทำไมครอบครัวนี้ถึงได้ยากจน
ท่านปู่เคยบอกว่าก่อนที่ท่านย่าทวดจะเสียชีวิตก็ส่งเงินทองมาให้พี่ชายกับน้องชายอยู่บ่อยครั้ง มันมากมายพอจะทำให้สุขสบายไปทั้งชีวิตหากไม่นำไปเล่นพนันหรือใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
“น้ำเต้าหู้” เด็กทั้งสองมองหน้ากัน น้ำเต้าหู้คืออันใดพวกนางไม่เคยได้ยิน
“เดี๋ยวพวกเจ้าก็จะรู้เอง”
จ้าวลู่ชิงกับสาวใช้ช่วยกันบดถั่วเหลือง วันนี้นางจะลองทำฟองเต้าหู้ด้วย กว่าฟองเต้าหู้จะแห้งแล้วสามารถนำมาทำเป็นอาหารได้ก็คงเป็นพรุ่งนี้ ดูแล้วพวกนางคงต้องอาศัยอยู่ที่นี่หลายวัน จากการประเมินสภาพชายชราคงต้องช่วยฟื้นฟูจนกว่าจะกลับมาแข็งแรงดังเดิม
“พวกเจ้ามีพี่น้องกี่คน” จ้าวลู่ชิงถามเด็กทั้งสอง
“ข้ามีพี่ชายหนึ่งคน พี่สาวหนึ่งคนเจ้าค่ะ” ชางเหลียนตอบคำถาม
“เจ้าล่ะ” หันไปถามเด็กน้อยที่นั่งนิ่งแต่แววตาตื่นเต้นกับสิ่งที่เห็น
“นางเป็นบุตรคนเดียวเจ้าค่ะ” ชางเหลียนตอบแทน
“แล้วพี่สาวเจ้าไปที่ใด ไปทำงานที่ตำบลหรือ”
“ไม่ใช่เจ้าค่ะ พี่สาวข้าไปเป็นสาวใช้ที่บ้านเศรษฐีในตัวอำเภอ”
“ไปนานหรือยัง”
“ไปเมื่อปีที่แล้วเจ้าค่ะ”
“พี่สาวเจ้าอายุเท่าไหร่”
“สิบสี่เจ้าค่ะ”
จ้าวลู่ชิงแอบถามข้อมูลเกี่ยวกับครอบครัวนี้จากชางเหลียน เด็กหญิงที่กล้าพูดโดยไม่เขินอาย แตกต่างจากเด็กหญิงอีกคน
อาหารมื้อกลางวันเป็นไปอย่างเรียบง่าย หมั่นโถวสีขาวกับไข่ต้ม และแกงจืดเต้าหู้ไข่ ตบท้ายด้วยน้ำเต้าหู้หอมกรุ่น เพียงเท่านี้ก็เป็นอาหารมื้อที่หรูหราของเด็กทั้งสอง
จ้าวลู่ชิงชวนเด็กทั้งสองคนไปเดินเล่นที่ตีนเขาหลังจากทานมื้อกลางวันเสร็จ ภูเขาที่หมู่บ้านแห่งนี้ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์เผื่อจะเจอสมุนไพรล้ำค่า
ซูเจินกับซูเซียงสะพายกระบุงคนละอัน เดินตามหลังจ้าวลู่ชิงและเด็กน้อยสองคน
จ้าวลู่ชิงรู้สึกว่าเด็กหญิงตัวน้อยกำมือนางแน่นตั้งแต่เดินออกจากบ้าน สีหน้าหวาดกลัวมันคืออันใด เกิดอะไรขึ้นกับเด็กคนนี้
“เสี่ยวหลินเป็นอันใดไป ให้พี่สาวอุ้มดีหรือไม่”
เด็กหญิงตัวน้อยพยักหน้าหงึก ๆ ชูมือให้อุ้ม จ้าวลู่ชิงก้มลงอุ้มเด็กน้อยไว้ในอ้อมแขน ใบหน้าที่เคร่งเครียดเริ่มผ่อนคลาย
“เสี่ยวเหลียนเคยขึ้นไปบนเขาหรือไม่” หันไปพูดคุยกับเด็กหญิงอีกคน
“เคยเจ้าค่ะ ข้าขึ้นไปหาของป่าเกือบทุกวัน”
“เด็กดี” ส่งมือลูบศีรษะแผ่วเบา
ชาวบ้านที่อยู่ในระแวกนั้นต่างมองว่าผู้ใดที่เดินผ่านหมู่บ้าน เด็กสองคนที่เห็นคือหลานตาเฒ่าชางฮวนใช่หรือไม่
ระหว่างที่ทั้งห้าคนเดินพูดคุยกันอย่างเพลิดเพลินก็มีเด็กกลุ่มใหญ่วิ่งเข้ามาหาเรื่อง
“ออกจากบ้านแล้ว นางออกมาจากบ้านแล้ว”
“ยัยเด็กขี้แย เจ้ายอมออกจากบ้านแล้วสินะ เจ้าให้ผู้ใดอุ้ม บอกข้ามา” เด็กชายร่างอวบอ้วนกว่าใครเพื่อน ไม่ต้องเห็นกับตาก็น่าจะมองออกว่าที่บ้านค่อนข้างมีฐานะดูจากเสื้อผ้าที่สวมใส่
ชางหลินก้มหน้าหลบกับซอกคอของจ้าวลู่ชิงร่างกายสั่นเทิ้มมือกอดคอแน่น
“พวกเจ้าถอยไป!” ชางเหลียนตวาดเสียงดังลั่น “อย่ามายุ่งกับพวกข้า” ถลึงตาดุร้าย
“ยัยปีศาจ แขนขายาว”
“เจ้าน่ะสิปีศาจ ไอ้สารเลว” ชางเหลียนด่ากลับ
“เจ้าเป็นใคร ไปอุ้มยัยเด็กขี้แยมีแม่เป็นโสเภณี เดี๋ยวก็ติดเชื้อตายหรอก” ยังเป็นเด็กตัวอ้วนขาวพูดประโยคที่เด็กอายุเพียงเท่านี้ไม่น่ารู้ หากไม่มีผู้ใหญ่สอนสั่งให้พูด
“ถอยไป!” ชางเหลียนวิ่งไปผลักเด็กชายตัวอ้วนจนตัวเองที่ผอมแห้งกระเด็นกลับ
“พวกเทพธิดาตกสวรรค์ บ้านเจ้ามีแต่ผู้หญิงสกปรก แม่ข้าบอกว่าอย่าเข้าใกล้ หากเจอหน้าก็ให้ถ่มน้ำลายใส่”
เพ้ย!
เพ้ย!
“ยัยเด็กโง่ พ่อเจ้าก็โง่ โดนโสเภณีหลอกเอาเงินไปจนหมด ยัยเด็กลูกโสเภณี”
“ไม่รู้ว่าคนที่เจ้าเรียกว่าพ่อ เป็นพ่อที่แท้จริงหรือเปล่า”
“โสเภณี”
“ลูกโสเภณี”
“มีพ่อโง่ ลูกสาวก็โง่”
เด็กเกือบสิบคนวิ่งตามมาเอ่ยล้ออย่างสนุกสนาน
จ้าวลู่ชิงปลอบเด็กน้อยที่สั่นอยู่ในอ้อมแขน ซูเซียงดึงชางเหลียนไว้ไม่ให้เข้าไปต่อยตีกับพวกเด็กนรกส่งมาเกิด
เด็กเกือบสิบคนวิ่งตามเอ่ยล้อมาจนถึงตีนเขา เมื่อปราศจากชาวบ้าน จ้าวลู่ชิงพยักหน้า ซูเซียงกับซูเจินรีบพุ่งเข้าไปตบปากเด็กแต่ละคนอย่างรวดเร็ว
เด็กชายปากดีทั้งหลายต่างฟันหลุดกระเด็นออกจากปากกันไปคนละสามถึงสี่ซี่ เสียงโหวกเหวกโวยวายเงียบไปสักพัก ก่อนจะมีเสียงร้องไห้ดังขึ้น
“หยุดร้อง! หากพวกเจ้าไม่หยุดร้องข้าจะโยนพวกเจ้าให้หมาป่ากิน” จ้าวลู่ชิงเอ่ยเสียงน่ากลัว
เด็กทุกคนไม่สามารถขยับได้ ปากที่ส่งเสียงร้องไห้หยุดชะงัก เลือดไหลออกจากปากแต่ละคนจนแดงฉาน
“ไอ้พวกเด็กสารเลว หากพวกเจ้ากล้าเอ่ยวาจาน่ารังเกียจให้ร้ายน้องสาวข้าอีก พวกเจ้าเตรียมตัวถูกโยนให้หมาป่ากระชากแขนขาออกจากกันได้เลย” จ้าวลู่ชิงทำเสียงน่ากลัว
“ข้าจะฟ้องท่านปู่กับท่านพ่อ” เด็กชายที่คาดว่าน่าจะเป็นแกนนำของเด็กคนอื่น ๆ กล่าวขึ้น ทว่าแววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“พวกเจ้ากลับไปฟ้องสิ ถ้าเจ้าบอกว่าผู้ใดเป็นคนทำ พวกเจ้าเตรียมถูกลักพาตัวไปโยนลงเหวให้หมาป่ากระชากแขนขาได้เลย”
เด็กน้อยกำลังจะร้องไห้ถูกซูเซียงตบปากห้าม “ระวังหมาป่ากระชากแขนขา” ซูเซียงเขย่าขวัญ
น้ำอุ่น ๆ ไหลออกจากขาของเด็กแต่ละคน ความหวาดกลัวฉายชัดทางแววตา
ซูเซียงคลายจุดให้ พอขยับได้เด็กพวกนี้ก็วิ่งหนี เสียงร้องไห้ดังสนั่นแต่พวกนางหาได้สนใจ
“เด็กน้อยไม่ต้องกลัว” ปลอบใจเด็กน้อยที่สั่นอยู่ในอ้อมแขน
“เจ้าพวกสารเลวนั่นชอบวิ่งเข้ามาทำร้ายเสี่ยวหลิน”
“พวกเรากลับกันเถิด” จ้าวลู่ชิงไม่ถามถึงเหตุผล ไม่ช้านางก็จะรู้เองว่าเป็นเพราะเหตุใด
“ท่านพี่ไม่เดินเล่นบนภูเขาแล้วหรือเจ้าคะ”
“ไม่แล้ว พวกเรากลับกันเถอะ”
“เจ้าค่ะ”
เด็กตัวเล็กแค่นี้ถูกรังแกมาเนิ่นนานเท่าใดกันนะ มิน่าล่ะถึงได้ตัวสั่นเต็มไปด้วยความกลัวยามเดินออกมาจากบ้าน
“เย็นนี้เสี่ยวหลินกับเสี่ยวเหลียนอยากทานอันใด”
“พี่สาวจะทำให้ทานหรือเจ้าคะ” ชางเหลียนเผยสีหน้าดีใจ
“ใช่ เจ้าอยากทานอันใด”
“ซาลาเปาไส้เนื้อเจ้าค่ะ ไส้ถั่วแดงก็ได้”
“ได้ ข้าจะทำซาลาเปาให้เจ้าทาน แล้วเสี่ยวหลินอยากทานอันใด ซาลาเปาเหมือนเสี่ยวเหลียนดีหรือไม่”
“ซาลาเปาคืออะไรเจ้าคะ” เสียงอ้อแอ้เอ่ยถาม แววตาฉงนทำให้จ้าวลู่ชิงกับสาวใช้ทั้งสองเศร้าตาม เพียงซาลาเปาเด็กคนนี้ก็ไม่เคยรู้จัก
“เดี๋ยวเจ้าก็จะได้รู้เอง” จิ้มจมูกเล็ก เด็กหน้าตาน่ารักน่าชัง เหตุใดสังคมในหมู่บ้านแห่งนี้ถึงได้เลวร้ายนักนะ
สอนบุตรหลานเลวร้ายตั้งแต่เด็ก หากได้ศึกษาร่ำเรียนจนสอบได้เป็นขุนนาง ต้าถังจะไม่จบสิ้นหรอกหรือ
“ทำไมพวกเจ้ากลับมาเร็วนักล่ะ” จ้าวฮูหยินถามบุตรสาวที่เพิ่งเดินออกไปไม่นาน
“สภาพแวดล้อมในหมู่บ้านแห่งนี้ไม่ดีเลยเจ้าค่ะ”
“หือ” เห็นหน้าตาบุตรสาวไม่สู้ดี
“ท่านแม่ พวกเราไปทำซาลาเปากันดีไหมเจ้าคะ” วันนี้พวกนางขนวัตถุดิบมาฝากเยอะแยะ สามารถทำซาลาเปาให้พวกเด็ก ๆ ทานได้
“อืม ดีเหมือนกัน ท่านย่าเจ้าตื่นขึ้นมาจะได้ทานซาลาเปา” แม่สามีเหนื่อยจากการเดินทางจึงไปนอนพักกลางวันในห้องที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้
“พี่รองกลับแล้วหรือเจ้าคะ” ถามหาพี่ชาย
“ใช่ พี่ชายเจ้าไม่อยากละเลยสวนผลไม้จึงไม่ค้างคืนที่นี่”
พี่ชายนางขยันเสียจริง จ้าวลู่ชิงอุ้มเด็กน้อยน่าสงสารไปยังห้องครัวเพื่อเตรียมทำซาลาเปา