ทว่าทันใดนั้นแทนที่จะรู้สึกเจ็บ เยี่ยนเยว่ฉีกลับตกอยู่ในอ้อมแขนอบอุ่นนางได้กลิ่นอำพันทะเลที่คุ้นเคยจึงลืมตาขึ้น เห็นใบหน้าราวรูปสลักแบบเดียวกับประทับอยู่ในใจของตนหญิงสาวพลันคลี่ยิ้มบาง ๆ
“ท่านอ๋อง”
“ห่างกันเพียงไม่กี่ชั่วยามเท่านั้นคู่หมั้นของข้าก็พยายามทำให้ตัวเองบาดเจ็บเสียแล้ว”
“เยว่ฉีไม่เป็นอะไรเสียหน่อยเพคะ”
“ชู่ว์!”
“...” เยี่ยนเยว่ฉีปิดปากนิ่ง
“หากเรามาช้าอีกเพียงก้าวเดียวเกรงว่าเจ้าคงได้รับบาดเจ็บไปแล้ว”มู่เลี่ยงหรงยังไม่ยอมปล่อยนาง ซ้ำยังกระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้นอีกนัยน์ตาสีนิลจดจ้องสตรีตรงหน้าราวกับจะดูดดึงนางลงไปกักขังไว้ข้างใน “ถ้าเป็นเยี่ยงนั้นเราคงปวดใจไม่น้อย”
“ทำท่านอ๋องเป็นห่วงแล้ว” เยี่ยนเยว่ฉีกล่าวเสียงเบาดูเหมือนเขาจะไม่ได้เฉยเมยอย่างที่เห็นในตอนแรก นางลอบยิ้มยินดีที่เขาแอบติดตามมาไหน้ำส้มของคู่หมั้นหนุ่มดูท่าจะร้าวแล้ว
“รู้ก็ดี” เขาคลายอ้อมแขนออกเล็กน้อยก่อนจะประคองนางให้ลุกขึ้น“เจ้าร้ายนัก รอประเดี๋ยวก่อนเถิด”
เมื่อนั้นมู่เลี่ยงหรงก็ผินหน้ามองบุรุษในชุดสีครามด้วยสายตาเย็นชา องคาพยพทั้งห้าขมวดเกร็งเขาแผ่ไอสังหารออกมารอบกาย คนฝึกยุทธ์มาทั้งชีวิตอย่างเฟิงหลี่จื้อสัมผัสได้ถึงบรรยากาศชวนขนลุกขนชันถ้าเมื่อครู่เขาได้ยินไม่ผิด แสดงว่าเยี่ยนเยว่ฉีคือคู่หมั้นของฉินอ๋องไปแล้ว ไฉนเหตุการณ์ถึงลายเป็นเช่นนี่อยู่ดี ๆ ก็ต้องมาเล่นกับไฟหากไม่คิดหาทางออกอย่างรอบคอบคงมีแต่ต้องถูกแผดเผาเสียแล้ว
‘ให้ตายเถอะ! เยี่ยนจิ้นหลิงไยไม่บอกไม่กล่าวกันบ้าง’
ระหว่างที่เฟิงหลี่จื้อกำลังคิดหาทางลงให้ตนเองมู่เลี่ยงหรงก็ตัดสินใจเปิดปาก
“ว่าอย่างไรท่านจอหงวนหรือจะให้เปิ่นหวางทักทายเจ้าก่อน”
“คารวะฉินอ๋องพ่ะย่ะค่ะ”
“อืม...จอหงวนฝ่ายบู๊คนใหม่จริง ๆ เสียด้วย” มู่เลี่ยงหรงก้าวมาเบื้องหน้าร่างสูงเหยียดตรงบดบังร่างเยี่ยนเยว่ฉีจากสายตาของเฟิงหลี่จื้อจนมิด“ได้ยินชื่อเสียงมิสู้ได้พบหน้า”
“กระหม่อมก็เช่นกัน ได้ยินชื่อเสียงของท่านอ๋องมานานวันนี้ได้มีโอกาสพบหน้าถือเป็นเกียรติของหลี่จื้อยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ”
“สงสัยว่าข่าวที่เจ้าเคยได้ยินเกี่ยวกับเปิ่นหวางดูจะไม่ค่อยมีมูลเท่าไร”มู่เลี่ยงหรงเชิดหน้ามองต่ำ แม้เฟิงหลี่จื้อจะตัวสูงใหญ่ไม่น้อยไปกว่าเขาก็ตามทีแต่กลับถูกรัศมีแห่งสายเลือดแห่งมังกรกลบจนสิ้น “เจ้าไม่รู้หรือแสร้งทำเป็นไขสือจึงกล้าแตะต้องสตรีของเปิ่นหวาง”
“ท่านอ๋องโปรดอภัยกระหม่อมมิทราบว่านางคือคู่หมายของพระองค์”
“คู่หมายงั้นรึเอาเถิด ข่าวการหมั้นหมายของเปิ่นหวางคงไม่สะเทือนฟ้าสะเทือนดินมากพอจึงไปไม่ถึงหูชาวเมืองต้าชาน”
มู่เลี่ยงหรงหันกายกลับไปเผชิญหน้ากับเยี่ยนเยว่ฉีเขายิ้มคล้ายไม่ยิ้ม ทำให้ผู้มองไม่แน่ใจว่าอ๋องหนุ่มมีโทสะมากน้อยเพียงใด จึงรีบออกตัวอธิบาย
“หม่อมฉันผิดเองเพคะที่ไม่เล่าเรื่องมงคลนี้ให้พี่หลี่จื้อฟัง”
“อ่อ! พี่ถังหูลู่ของเจ้าจึงยังมิรู้ความ” มู่เลี่ยงหรงหึงหวงจนอดประชดประชันคู่หมั้นสาวมิได้
“เอ๊ะ! นี่ไม่ใช่ว่าท่านอ๋องแอบฟังหม่อมฉันสนทนากับผู้อื่นนะเพคะ”
“เหลวไหลเรา...เราบังเอิญผ่านมาต่างหาก”
“แค่บังเอิญเท่านั้นหรือเพคะ”นางจดจ้องบุรุษปากหนัก ฉินอ๋องก็ตกประหม่าเป็นเหมือนกันหรือนี่
“เยี่ยนเยว่ฉีอย่ามาเฉไฉ! คอยดูให้ดีเถิดว่าเราจะลงโทษเจ้าอย่างไร” มู่เลี่ยงหรงตีหน้าเคร่งขรึมเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกที่แท้จริงเขาไม่มีทางยอมรับว่าทำเรื่องไร้มารยาทเป็นอันขาด
เฟิงหลี่จื้อได้ยินดังนั้นก็ตกใจไม่คิดว่าฉินอ๋องจะบันดาลโทสะถึงขั้นจะลงไม้ลงมือกับหญิงสาวอย่างไรเสียก็เป็นชายชาตินักรบและตนเองก็คือต้นเหตุในเรื่องนี้เขาจึงหวังไกล่เกลี่ยเพื่อไม่ให้ท่านอ๋องทำร้ายสตรีที่ตนมีใจ
“เรียนท่านอ๋องหากจะลงโทษนาง กระหม่อมยินดีจะเป็นผู้รับโทษแทน” แทนที่สถานการณ์จะดีขึ้น แต่คำพูดประโยคนี้กลับเหมือนดั่งการน้ำมันราดลงบนกองไฟยามนี้ฉินอ๋องอยากจะสับเขาเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วโยนลงแม่น้ำเสียให้รู้แล้วรู้รอด
มู่เลี่ยงหรงหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับบุรุษผู้บังอาจแตะต้องสตรีของตนอีกครั้งน้ำแข็งเริ่มจับตัวหนาขึ้นในแววตาอากาศเย็นสบายกลายเป็นหนาวจับจิตจนเฟิงหลี่จื้อขนลุกขึ้นมาจริง ๆ
“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้าทางที่ดีสงบปากสงบคำเอาไว้ดีกว่า”
“ทั้งหมดเป็นความผิดของกระหม่อมที่ละเลยเรื่องชายหญิงไม่ควรชิดใกล้”
“เอาอย่างนี้ดีหรือไม่เปิ่นหวางจะให้โอกาสเจ้ากลับไปอย่างไม่บุบสลาย” มู่เลี่ยงหรงไม่ได้สนใจเหตุผลสวยหรูใดของเฟิงหลี่จื้อแม่แต่น้อยเขาเพียงต้องการให้คนผู้นี้ออกไปให้พ้นสายตาตนเองจะได้จัดการกับสตรีที่ริท้าทายความอดทนของผู้อื่นเสียที
“กระหม่อม...”
“หุบปาก!”
“ท่านอ๋อง...ได้โปรดอย่าทำอะไรฉีเอ๋อร์”
คำเรียกขานอย่างสนิทสนมยิ่งกระตุ้นให้ความอดทนที่ไม่ค่อยจะมีอยู่แล้วของมู่เลี่ยงหรงให้ขาดผึง“ไสหัวไป!ก่อนที่เปิ่นหวางจะเปลี่ยนใจตัดมือและลิ้นของเจ้าทิ้ง”
“กระหม่อม...”
“เราจะไม่พูดซ้ำ”นัยน์ตาสีนิลแทบจะเปลี่ยนเป็นสีเลือดมู่เลี่ยงหรงสาบานว่าหากบุรุษหน้าตายผู้นี้พูดอีกครึ่งคำเขาจะทำทุกวิถีทางให้อีกฝ่ายทรมานสุดชีวิต อยู่ไม่สู้ตาย
“...”เฟิงหลี่จื้อเงียบเสียง ถึงแม้จะสัมผัสรังสีอำมหิตได้อย่างชัดเจนแต่ยังคงยืนนิ่งไม่จากไปประหนึ่งท้าทายหากเยี่ยนเยว่ฉีถูกลงอาญาเขาจะยอมรับโทษนั้นด้วย
“พี่หลี่จื้อไม่ต้องเป็นห่วงเยว่ฉีจะอธิบายทุกอย่างให้ท่านอ๋องฟังทั้งหมดเอง” สตรีผู้เป็นต้นเหตุไม่ต้องการให้ผู้อื่นเดือดร้อนต่อไปอีกนางจึงจำต้องออกปากให้เฟิงหลี่จื้อจากไป
“แต่ว่า...”
“วางใจเถิดท่านอ๋องไม่ลงไม้ลงมือกับเยว่ฉีอย่างแน่นอน”
“หากมั่นใจเช่นนั้นข้าก็จะทำตามที่เจ้าบอก”
“เยว่ฉีขออภัยพี่หลี่จื้อ...เชิญ”
จอหงวนหนุ่มกล่าวอำลาฉินอ๋องแล้วเดินจากไปอย่างเสียมิได้เขาไม่วายหันกลับมามองคนทั้งสองอีกครั้ง ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่จากนั้นจึงสาวเท้าต่อไปโดยไม่หันหลังกลับมาอีก
การกระทำและคำพูดที่เป็นห่วงเป็นใยทำให้ก้อนเนื้อในหน้าอกด้านซ้ายของอ๋องหนุ่มเจ็บนักความรู้สึกต่าง ๆ ถาโถมปนเป จริงอยู่ที่เขาชอบนางมาก แต่ไม่เคยคาดคิดว่าสตรีผู้นี้จะมีอิทธิพลกับหัวใจมากมายไปกว่าสตรีอื่น
นับได้ว่าเป็นคราแรกที่มู่เลี่ยงหรงได้ลิ้มรสชาติความริษยาและหึงหวง
ตลอดชีวิตเขาไม่เคยขาดสิ่งใดไม่เคยอยากยื้อแย่งช่วงชิงอะไรกับผู้ใดทั้งนั้น
บางสิ่งบางอย่างสามารถแบ่งปันให้ผู้อื่นได้อย่างง่ายดายแต่ไม่ใช่กับเรื่องนี้ ไม่ใช่เยี่ยนเยว่ฉี เขาจะไม่มีวันปล่อยมือจากนางเด็ดขาด
‘ให้ตายเถอะ เยี่ยนเยว่ฉี ข้าไม่สนหรอกนะว่าเขาจะสำคัญกับเจ้ามากเพียงใดชาตินี้เจ้าต้องเป็นของข้า...ของข้าผู้เดียว’
มู่เลี่ยงหรงใช้เวลาสงบใจอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นค่อยเอ่ยปาก
“เราจะไปส่งเจ้า”
“ไม่เป็นไรเพคะหม่อมฉันไปเองได้”
“เรา-จะไป-ส่ง-เจ้า”
“...”เยี่ยนเยว่ฉีสงบคำเนื่องจากเข้าใจแล้วว่าผู้เป็นอ๋องไม่ได้ร้องขอ แต่เป็นการออกคำสั่งต่างหาก