แสงแดดยามบ่ายส่องสะท้อนลงมายังลานภายในโรงเรียนริวหยุดฝีเท้าลงก่อนจะหันหน้ากลับไปหาธันวาที่เดินตามมาที่ด้านหลัง
“ผมขึ้นห้องก่อนนะครับ แล้วก็... ขอบคุณสำหรับวันนี้อีกครั้งนะครับ”
ธันวาพยักหน้าเบาๆ “อืม ตั้งใจเรียนล่ะเรียนมาเผื่อพี่ด้วยก็ดี”
ริวที่ได้ยินแบบนั้นแล้วถึงกับชะงักกึก ก่อนจะหันกลับมาเห็นว่ารุ่นพี่ยกมือขึ้นโบกไล่หลังเบาๆด้วยท่าทีเป็นกันเองแบบสุดๆทำเอาเด็กหนุ่มทำตัวไม่ถูก ก่อนจะเถียงกลับไปด้วยความตื้นเขิน
“ผมก็… ไม่ได้เรียนเก่งอะไรขนาดนั้นสักหน่อยนะครับ!”
เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้ว ธันวาก็ยิ้มบางๆก่อนจะหมุนตัวเดินแยกออกไปตามทางเดินเชื่อมอาคารเพื่อกลับไปจัดการภารกิจของตนเอง
ริวมองตามแผ่นหลังกว้างของรุ่นพี่ไปจนลับสายตาความเกรงใจแฝงยังคงตกค้างอยู่ในอก ก่อนที่เด็กหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อดึงตัวเองกลับมาสู่เป้าหมายหลักแล้วเขาหมุนตัวเดินก้าวเข้ามาในตัวอาคาร เพื่อขึ้นไปยังห้องเรียนต่อ
ทว่าในจังหวะที่ริว กำลังจะก้าวเท้ากำลังก้าวเข้าไปใต้อาคารสัญชาตญาณบางอย่างกลับสั่งให้ริวชะงักฝีเท้า แล้วเงยหน้าขึ้นมองไปยังระเบียงทางเดินชั้นบน
ฟึบ! ริวเหมือนเห็นเรือนผมสีดำขลับประบ่าในชุดนักเรียนไหววูบตามแรงลมคล้ายมีใครบางคนกำลังยืนตรงระเบียงจ้องมองลงมาที่เขาแต่งภาพนั้นมันปรากฏขึ้นเพียงแวบเดียวเท่านั้น เมื่อเพ่งสายตามองซ้ำอย่างละเอียดบริเวณระเบียงชั้นบนกลับว่างเปล่า
ความไม่ชัดเจนนั้นทำให้ริวขมวดคิ้วมุ่นพลางสะบัดหัวไล่ความฟุ้งซ่านคิดว่าตัวเองคงจะตาฝาดไปเองจากความเครียดที่สะสมมาตลอดทั้งวันเขารีบสับเท้าก้าวขึ้นบันไดและเดินตรงดิ่งไปยังห้องเรียนของตัวเองทันที
ณ ห้องเรียนม.5/1
ทันทีที่เปิดประตูเลื่อนและก้าวขาเข้ามาภายในห้องริวกวาดสายตามองไปรอบๆเห็นเพื่อนๆต่างจับกลุ่มพูดคุยและเล่นเกมกันอย่างสนุกสนานทว่าสายตาของเขากลับปะทะเข้ากับแนนโน๊ะที่นั่งนิ่งมือเท้าคางอยู่ที่โต๊ะประจำ
เด็กหนุ่มพยายามระงับความตื่นตระหนกในใจก่อนจะเดินอ้อมหลังห้องแล้วเดินแทรกตัวไปตามช่องว่างระหว่างโต๊ะไปหยุดที่ข้างโต๊ะของเธอ
ขณะที่กำลังจะอ้าปากถามคำถามเรื่องของยูริที่ค้างคามาจากห้องทะเบียนแต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้เปล่งเสียงใดๆออกมาจากลำคอ แนนโน๊ะก็หันหน้ามาหาเขานัยน์ตาสีเข้มจัดของเธอนั่งจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเด็กหนุ่มราวกับจะมองทะลุกระชากไปถึงก้นบึ้งของจิตวิญญาณ แล้วจึงจะเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน
“ริวกลับมาแล้วเหรอค่ะ”
“ก็… ดีครับ”ริวตอบเสียงเบา
“เป็นยังไงบ้างคะ... การที่ได้อยู่ภายใต้การคุ้มครองของประธานนักเรียนน่ะมันทำอะไรก็ง่ายไปหมดเลยใช่ไหมล่ะคะ”
“แต่ทำไมล่ะ... ทั้งที่ตอนแรกริวพูดกับแนนโน๊ะตั้งใจจะใช้พี่เขาเป็นแค่โล่คุ้มกันก้ท่านั้นพอมาตอนนี้แล้ว... เหมือนจะมองพี่เขาเปลี่ยนไปได้”
ประโยคนั้นของแนนโน๊ะทักเสียงใส ทำให้ร่างของริวเย็นเฉียบราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหินเขาพูดไม่ออกตอบไปถูกกำคำถามนั้น
แนนโน๊ะที่เห็นว่าอีกฝ่ายเงียบไปเธอจึงหัวเราะออกมาเบาๆในลำคอพลางกระซิบต่อ
“หึๆ อะไรทำให้ริวคิดเปลี่ยนใจล่ะคะ”
รูม่านตาของริวหดเล็กลงทันทีพร้อมกับหัวใจสะดุดกึกด้วยความช็อกจากคำพูดที่อ่านทะลุความรู้สึกนึกคิดในใจของเขา ทำเอาสมองของเด็กหนุ่มเริ่มสับสนมึนงงไปหมดความหวาดระแวงแล่นริ้วขึ้นมาจุกอกจนเกือบสำลัก
แนนโน๊ะ… คุณรู้ความคิดของผมได้ยังไง!
เขาคิดในใจ ขณะที่ความตื่นตระหนกและคำถามมากมายที่ตีกันอยู่ในหัวแม้นี่จะหลายครั้งแล้วที่เขารู้สึกว่ามันแปลกๆกับเพื่อนผู้หญิงคนนี้ ก่อนจะถามออกไป
“งั้นผมถามคุณหน่อยได้ไหม… ทำให้คุณรู้เรื่องนั้นครับ”
น้ำเสียงของเขาแข็งกระด้าง และนั่นก็เป็นประโยคแรกที่ริวถามย้อนกลับไปหาแนนโน๊ะแบบนั้นแต่ที่เขาทำไปก็เพื่อเลี่ยงการตอบในประเด็นที่เธอถาม
ทว่า… เพื่อนผู้หญิงตรงหน้ากลับไม่ตอบทันทีเธอยกมือขึ้นใช้นิ้วเรียวแหลมม้วนผมเล่นอย่าใจเย็น ก่อนจะตอบเรียบๆ
“แนนโน๊ะก็คิดไว้แล้วนะคะ ว่าอย่างริวเนี่ย…จะมีความคิดแบบนั้นได้นานแค่ไหนกันนะ…”
“แล้วก็เป็นไปตามคาดเลยนะคะ”
น้ำเสียงที่ราบเรียบบวกกับท่าแปลกๆทำให้ริวนิ่งไปทันทีความรู้สึกไม่ชอบมาพากลแล่นพล่านขึ้นมาในอก ก่อนที่ ฝ้าย เพื่อนผู้หญิงอีกคนจะเดินเข้ามาแล้วพูดขึ้น
“โทษนะ เป็นอะไรหรือเปล่าเนี่ย”
ริวสะดุ้งขึ้นแล้วรีบหันไปตอบ “ปะ…เปล่าครับ”
พูดจบ ริวก็เดินกลับไปยังโต๊ะประจำของตัวเองที่อยู่ด้านท้ายแถวเดียวกันปล่อยให้ฝ้ายยืนงงอยู่ตรงนั้น
เมื่อมาถึงโต๊ะประจำ เขารีบนั่งลงกับที มือข้างหนึ่งยกขึ้นกุมขมับพลางสูดหายใจเข้าลึกซ้ำๆเพื่อควบคุมก้อนความเครียดที่กำลังแล่นพล่านจนปวดตึบไปทั้งหัวก่อนจะถอนหายใจยาว
“เฮ้อ…”
นี่มันบ้าอะไรอีกล่ะครับ…
จากก่อนหน้านี้ ที่เขาอยู่กับรุ่นพี่แบบสบายใจแต่พอกลับมาถึงห้องก็ต้องมาเหนื่อยใจกับเพื่อนร่วมชั้นคนนี้ และนั่นทำให้เรื่องแฟ้มเอกสารและเป้าหมายการสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวตนของยูริมลายหายไปจากสมองของเด็กหนุ่มจนหมดสิ้น
หลังจากที่ริวทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้และปล่อยให้สมองตีกันอย่างหนักหน่วงกับความหวาดระแวงในหัวได้เพียงไม่นานครูประจำวิชาก็เดินก้าวเข้ามาในห้องเรียนพร้อมๆกับเสียงออดที่ดังบาดแก้วหูขึ้นเพื่อส่งสัญญาณหมดเวลาเรียนในคาบเช้า
ทันทีที่เสียงออดเงียบลง ริวไม่รอช้ารีบลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วสับเท้าเดินออกจากห้องเรียนไปเป็นคนแรกทันทีราวกับต้องการจะหนีสายตาของใครบางคนที่นั่งอยู่แถวหน้าสุด
ที่ด้านนอก บริเวณโถงทางนอกอาคารเต็มไปด้วยเหล่านักเรียนหลากหลายระดับชั้นที่เดินสวนทางกันไปมาจนดูวุ่นวายสายลมเย็นเยียบพัดวูบผ่านระเบียงมากระทบผิวหนัง
ทว่ามันกลับขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับความรู้สึกร้อนระอุและอึดอัดที่แผดเผาอยู่ในอกของริวคำพูดดักคอของแนนโน๊ะยังคงดังก้องวนเวียนอยู่ในหัวของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าเด็กหนุ่มก้มหน้าก้มตาสับเท้าเดินตรงดิ่งไปยังโรงอาหารโดยไม่มองใครทั้งสิ้น
ณโรงอาหาร
บรรยากาศภายในโรงอาหารเต็มไปด้วยความโกลาหลโต๊ะอาหารแทบทุกตัวถูกจับจองจนเต็มพื้นที่เสียงพูดคุยหัวเราะดังผสมปนเปไปกับเสียงฝีเท้านับร้อยริวที่เห็นสภาพอันแออัดนั้นก็ล้มเลิกความตั้งใจที่จะซื้อข้าวทันที แล้วตีตัวเดินฝ่าฝูงชนเข้าไปซื้อเพียงนมกล่องและขนมปังหนึ่งห่อจากสหกรณ์โรงเรียนเพื่อประทังความหิวเท่านั้น
เมื่อเดินพ้นเขตโรงอาหารออกมาเสียงความวุ่นวายก็ค่อยๆลดระดับลงเรื่อยๆจนเหลือเพียงลมที่พัดผ่านพาให้ใบไม้ใบหญ้าสั่นไหวจนเกิดเป็นเสียงเบาๆเด็กหนุ่มทอดน่องมาทิ้งตัวลงนั่งบนม้าหินอ่อนสีขาวตัวหนึ่งที่ตั้งปลีกวิเวกอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่
จากนั้นเขาก็เริ่มฉีกห่อขนมปังออกแล้วกัดขนมปังเข้าปากคำเล็กๆขณะที่นัยน์ตาเหม่อมองออกไปเบื้องหน้าอย่างไร้จุดหมาย สมองยังคงขบคิดเรื่องเดิมไม่เลิกรา
แนนโน๊ะ... คุณเป็นอะไรกันแน่เนี่ยทำไมถึงได้ล่วงรู้ความคิดที่อยู่ในหัวของผมไปซะหมด
ในจังหวะที่สติกำลังหลุดลอย ฝ่ามือนุ่มเล็กๆของใครบางคนก็สอดเข้ามาวางแหมะลงบนบ่าไหล่ของเขาทั้งสองข้างจากทางด้านหลังฟุ่บ…
ริวสะดุ้งเบาๆ ก่อนจะรีบหันขวับกลับไปมองทันทีพบว่าเป็นจุนโกะที่กำลังยืนชะโงกหน้ามองเขาอยู่ ใบหน้ากรมๆของเด็กสาวยังคงประดับด้วยรอยยิ้มบางๆที่ดูใสซื่อและเป็นมิตรเช่นเคย
“จะ... จุนโกะเองเหรอครับ...”ริวพ่นลมหายใจออกมายาว พลางผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเครียดลง
จุนโกะพยักหน้ารับเบาๆ “อื้มเราเอง เห็นริวนั่งซึมๆอยู่คนเดียวก็เลยเดินมาหาน่ะ...”
“ว่าแต่ ริวเป็นอะไรหรือเปล่าหน้าตาดูไม่ค่อยโอเคเลยนะ”
“ผมเปล่าครับ...แค่รู้สึกเหนื่อยๆนิดหน่อยน่ะ ไม่ได้เป็นอะไรหรอกครับ”ริวตอบปัดด้วยน้ำเสียงที่พยายามปรับให้เป็นปกติ
“อ้อ... โอเค งั้นเราไม่กวนแล้วบ๊ายบายนะ”
เด็กสาวพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริง แล้วก็ละมือทั้งสองข้างออกจากไหล่ของเขาหมุนตัวและเดินผละออกไปอย่างง่ายดายโดยไม่ได้ซักไซ้ตื๊อถามอะไรต่อ ริวเองก็ไม่ได้รั้งอะไรไว้เขาหันกลับมานั่งมองห่อขนมปังในมือเตรียมจะจัดการมันต่อ
ทว่า... ในเสี้ยววินาทีนั้นเองภาพความทรงจำบางอย่างก็แล่นวาบเข้ามาในหัวราวกับถูกสับสวิตช์ ภาพในค่ำคืนนั้น...คืนที่เขาเดินตามจุนโกะเข้ามาในโรงเรียนในยามค่ำ จู่ๆเธอก็เดินหายไปต่อหน้าต่อตา อีกทั้งขณะที่เขากำลังจะเดินกลับออกไปเธอก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง
ในคืนนั้น มันทำให้เขาเจอกับเรื่องวุ่นวายมากมายจนเกือบเอาตัวไม่รอดถ้าไม่ใช่เพราะเบนซ์มาช่วยเอาไว้ และทั้งสองก็โคดีวิ่งไปเจอแนนโน๊ะ
ก้อนเนื้อในอกซ้ายของเด็กหนุ่มหล่นวูบลงไปกองที่ตาตุ่มความรู้สึกเย็นยะเยือกแล่นปราดตั้งแต่สันหลังขึ้นมาถึงท้ายทอย ริวเบิกตากว้างรีบหันขวับกลับไปทางที่เด็กสาวเพิ่งเดินจากไปทันที
“ดะ... เดี๋ยวก่อนครับจุนโกะ!”
เขาตะโกนเรียกเสียงหลง กะจะถามความจริงให้รู้เรื่องทว่า...ที่ตรงนั้นกลับมีเพียงความว่างเปล่า อีกทั้งทางเดินทอดยาวก็ไร้เงาของจุนโกะแล้วริวกวาดสายตามองไปรอบๆเพื่อให้แน่ใจอีกครั้ง แต่ก็ไม่พบ
“จุนโกะ... ไปไหนแล้วล่ะ...”
เขาพึมพำเสียงเบานัยน์ตาสีเข้มหม่นแสงลงและสั่นระริกด้วยความสับสนมือหนาที่ถือห่อขนมปังอยู่กำเข้าหากันแน่นจนพลาสติกยับยู่ยี่
ไม่นาน เสียงออดก็ดังขึ้นอีกครั้งเป็นสัญญาณหมดเวลาพักเที่ยงเด็กหนุ่มกลืนขนมปังก้อนสุดท้ายลงคอ แล้วลุกขึ้นจากม้าหินอ่อน แต่ก่อนจะเดินออกไป เขาเหลือบมองไปยังด้านหลัง
เมื่อยืนยันแล้วว่าเด็กสาวคนนั้นเดินหายไปแล้วจริงๆเขาก็จำใจหมุนตัวสับเท้าเดินกลับไปยังอาคารเรียน ท่ามกลางความสงสัยมากมายที่ก่อตัวหนาตึบขึ้น
ริวเดินก้าวกลับเข้ามาในห้องเรียนบรรยากาศภายในยังคงอบอวลไปด้วยความวุ่นวายและเสียงจอแจของเพื่อนร่วมชั้นเนื่องจากครูประจำวิชายังไม่เข้าสอน
ทว่า... ยังคงมีเด็กสาวอีกคนหนึ่งที่นั่งนิ่งสนิทอยู่หลังห้องมือเรียวยกขึ้นเท้าคางนัยน์ตาสีเข้มจัดภายใต้กรอบผมหน้าม้าตรงยังคงทอดมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างสบายอารมณ์ราวกับเรื่องราวปั่นประสาทเมื่อตอนพักเที่ยงไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
เมื่อเห็นแนนโน๊ะริวก็รีบสับเท้าตรงดิ่งไปยังโต๊ะประจำของตัวเองทันที เขาทิ้งตัวลงนั่งอย่างเงียบเชียบและระมัดระวังที่สุดเพราะส่วนลึกในใจเกิดความรู้สึกหวาดระแวงขึ้นมาเขาไม่รู้ว่าอะไรทำให้ตัวเองรู้สึกแบบนั้น แต่ที่แน่ๆคือในเวลานี้เขาไม่อยากจะพูดกับเธอ
เวลาผ่านไปนาทีแล้วนาทีเล่า แต่ครูประจำรายวิชาก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเข้าห้องมาสอนเสียงบรรยากาศรอบตัวเริ่มกลายเป็นเสียงกล่อมชั้นดีประกอบกับความเหนื่อยล้าทางสมองที่สะสมมาตลอดทั้งวันส่งผลให้เปลือกตาของริวเริ่มหนักอึ้ง เด็กหนุ่มฟุบหน้าลงกับท่อนแขนบนโต๊ะเรียนก่อนจะเผลอหลับไปในที่สุด
จนกระทั่งเสียงออดดังขึ้นบ่งบอกเวลา15:30 น. ซึ่งเป็นเวลาเลิกเรียน เสียงขยับเก้าอี้และเสียงรูดซิปกระเป๋าของเพื่อนๆปลุกให้ริวสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความงุนงงเพื่อนโต๊ะข้างๆหันมาสะกิดบอก
“ตื่นแล้วเหรอ นี่ก็เลิกเรียนพอดีเลย กลับบ้านนะ”
ริวพยักหน้ารับคำงัวเงีย “ค…ครับ…”
พูดจบ เขาก็รีบกวาดของลงกระเป๋าสะพายขึ้นบ่า แล้วเดินผละออกจากห้องเรียนไปทันที
ระหว่างทางเดินทอดยาวมุ่งหน้าสู่ประตูหน้าโรงเรียนริวชะลอฝีเท้าลงพลางกวาดสายตาสังเกตบรรยากาศรอบตัวข้างทางเดินในตอนนี้ถูกตกแต่งประดับประดาด้วยม้วนผ้าพับจับจีบอย่างประณีตและกระถางดอกไม้หลากสีสันที่ถูกขนมาจัดเรียงรายเป็นแถว
ดูท่าว่าทุกอย่างใกล้จะพร้อมสำหรับงานนิทรรศการวันภาษาไทยที่จะจัดขึ้นในช่วงสิ้นเดือนนี้เต็มทีแล้ว
ทันใดนั้น เสียงเรียกชื่อที่ดังขึ้นเบาๆจากทางด้านหลังสะกดให้ฝีเท้าของเด็กหนุ่มหยุดชะงักน้ำเสียงทุ้มที่ฟังดูคุ้นหูเป็นอย่างดีทำให้ริวค่อยๆ
“ริว...”
ริวเอี้ยวตัวหันกลับไปมองก่อนจะพบร่างสูงของรุ่นพี่ประธานนักเรียนกำลังเดินตรงเข้ามาหาและหยุดลงตรงหน้าเขาในระยะไม่ไกล
“ครับ”ริวขานรับเสียงเบา
“กำลังจะไปไหนล่ะเรา”ธันวาถามพร้อมรอยยิ้ม
“กำลังจะกลับห้องพักครับ”
เมื่อได้ยินคำตอบ ธันวาก็หลุดขำออกมาเบาๆ“หืม… กลับตรงเวลาจัง... ไม่ได้เรียนทั้งวันเลยล่ะสิท่า”
“แฮ่ๆ ก็… ประมาณนั้นเลยครับ”
“เห็นไหมล่ะ พี่บอกแล้ว…”
ริวหลุดหัวเราะออกมาเบาๆในลำคอ ทางฝั่งของธันวามองรอยยิ้มและความรื่นรมย์ที่ปรากฏบนใบหน้าของรุ่นน้องด้วยความเอ็นดูก่อนที่เขาจะถามต่อ
“ว่าแต่...เย็นนี้น้องว่างไหม”
ประโยคคำถามธรรมดาๆนั้นกลับทำให้สติของริวสะดุ้งกึกขึ้นมาทันควัน!ในหัวของเด็กหนุ่มฉายภาพเหตุการณ์ล่าสุดตอนที่เขาไปช่วยงานธันวาที่บ้านขึ้นมาเป็นฉากๆ
ความทรงจำนั้นทำเอาใบหน้าของริวร้อนวูบขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้เขาเลิ่กลั่กรีบเบนสายตาหนีหลบสายตาคมของรุ่นพี่ก่อนจะละล่ำละลักปฏิเสธออกไปทันควัน
“มะ... ไม่ว่างครับ!”
ท่าทีปฏิเสธแบบตื่นตระหนกนั้นราวกับว่าคำถามชวนไปไหนมาไหนของธันวาได้กลายเป็นประโยคต้องห้ามสำหรับเขาไปซะแล้ว
ส่วนธันวาที่ยืนมองปฏิกิริยาของรุ่นน้องก็ถึงกับหลุดหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
“ไม่ใช่ๆ พี่ไม่ได้จะชวนน้องไปช่วยงานที่บ้านสักหน่อย…คิดอะไรอยู่เนี่ยริว” มุมปากของเขาขยัยยิ้มเจ้าเล่ห์พลางลดเสียงลงให้ได้ยินกันแค่สองคน“แค่อยากชวนไปหาเบาะแสเพิ่มต่างหาก... พอดีพี่มีแผนสืบเรื่องนั้นต่อน่ะ”
คำว่า เบาะแส และ แผนการทำเอาความสงสัยชนะความอาย ริวยอมหันหน้ากลับมามองรุ่นพี่ตรงๆนัยน์ตาฉายแววสนใจขึ้นมาทันที
ทว่ายังไม่ทันที่เด็กหนุ่มจะได้ตอบตกลง...ธันวาก็จงใจยื่นวงแขนแกร่งเข้ามาเกี่ยวรอบคอของรุ่นน้องตัวเล็กกว่า
“ไปกันเถอะ!”
พูดจบ เขาก็ดึงรั้งให้รุ่นน้องเดินตามทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้ริวได้มีสิทธิ์ปฏิเสธหรือตอบกลับเลยแม้แต่คำเดียว