แคว้นเทียนหลงแผ่นดินจีนในโลกคู่ขนานที่ไม่มีอยู่จริงบนแผ่นดินโลก ที่เมืองไหวเกือบสุดขอบเขตชายแดนของแคว้นทียนหลง
สองสามีภรรยาคู่หนึ่งกำลังพายเรือหาปลาอยู่ในแม่น้ำสุ่ยซีอันเป็แม่น้ำสายหลักขนาดใหญ่ที่ไหลผ่านไปยังสามแคว้นใหญ่และแคว้นทั้งสามได้แม่น้ำสายนี้ร่วมกัน นอกจากนี้แม่น้ำสุ่ยซียังเป็ต้นกำเนิดของแม่น้ำเล็กๆ รวมทั้งคลองและลำธารอีกมากมายภายในแผ่นดินอีกด้วย
"โอ..มีอีกหนึ่งแล้วหรือนี่ เ้าลองดูสิว่านางตายแล้วหรือยัง" บุรุษชาวประมงร้องบอกกับภรรยาพลางใช้ไม้พลองที่ตนถืออยู่เกี่ยวร่างเล็กที่ลอยอยู่ในน้ำเข้ามาใกล้ๆ ตัวเรือ
"ไม่น่าเชื่อ!! เวลานี้ยังจะมีคนกล้ามาแสดงตัวเป็บุตรีแห่งสุ่ยซีอยู่อีกหรือนี่ หรือว่าจะเป็หญิงชาวบ้านที่ออกมาหาปลาเหมือนกับพวกเรา" ผู้เป็ภรรยาพยายามใช้มือข้างหนึ่งเอื้อมไปดึงร่างสตรีอายุราว 16-17 ปีเอาไว้ ส่วนมืออีกข้างก็ยึดเกาะขอบเรือเอาไว้แน่น
"ไม่น่าจะเป็หญิงชาวบ้านหรอก ดูเสื้อผ้าของนางสิ คงไม่พ้นเป็พวกคุณหนูในตระกูลร่ำรวยนั่นล่ะ เหตุใดจึงไม่รู้จักกลัวเกรงกันบ้างเลยนะ"
"ท่านพี่ นางยังไม่ตาย!! ช่วยข้าดึงร่างนางขึ้นมาจากน้ำเสียก่อนเร็วเข้า หากทหารเ่าั้ได้มาเห็นคราวนี้นางได้ตายไปจริงๆ แน่"
สองสามีภรรยาพยายามช่วยชีวิตหญิงสาวเยาว์วัยให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่รอดพ้นจากสายตาของทหารที่ล่องเรือสำรวจอยู่ในแม่น้ำหลายลำไปได้
"พวกเ้าสองคนน่ะ กำลังทำอะไรลับๆ ล่อๆ อยู่ พบเจอคนเข้าแล้วใช่หรือไม่?" ทหารนายหนึ่งส่งเสียงดังออกมาจากเรือที่จอดเทียบอยู่ริมฝั่งแม่น้ำห่างไกลจากคู่สามีภรรยาพอสมควร พร้อมกับส่งสัญญาณให้ลูกน้องในกลุ่มพายเรือไปทางคนทั้งคู่
"ไม่ทันแล้วท่านพี่ พวกเขาเห็นพวกเราแล้วล่ะ สาวน้อยเอ๋ย..เราสองคนช่วยเ้าได้เพียงเท่านี้แล้ว อภัยให้พวกเราด้วยก็แล้วกัน" หญิงชาวประมงทอดถอนใจกับชะตากรรมของหญิงสาวร่างบาง จัดการกับชุดผ้าแพรชั้นดีของนางที่คลายไว้หลวมๆ จากการจมน้ำให้รัดกุมแล้วหยิบผ้าคลุมสีหม่นผืนหนึ่งมาห่อหุ้มร่างกายของหญิงสาวเยาว์วัยไว้อีกชั้น
"แม่นางน้อย แม่นางน้อยตื่นเร็วเข้าเถิด หากเ้าเพียงพลัดตกน้ำมาจะได้ไม่ถูกเขาพาไปที่ค่าย" สตรีชาวประมงสังเกตดูว่าหญิงสาวหายใจได้ปกติเนื้อตัวไม่ได้อุ่นร้อนหรือเย็นจนเกินไป คาดว่านางคงเพิ่งจะจมน้ำมาได้ไม่นานจึงพยายามปลุกหญิงสาวสุดกำลัง
..........
แคว้นเทียนหลงมีคำพยากรณ์เก่าแก่นับ 1.000 ปีที่บันทึกไว้บนแท่งไม้ไผ่โดยอดีตท่านเ้าอาวาสวัดหนิงเฉิง ผ่านวันเวลามาเนิ่นนานคำพยากรณ์หลายประการบนไม้ไผ่เ่าั้เริ่มปรากฏเป็จริงไปทีละเื่ สร้างชื่อเสียงให้กับวัดหนิงเฉิงจนเป็ที่ร่ำลือ
แต่เนื่องเพราะเ้าอาวาสวัดหนิงเฉิงในแต่ละรุ่นไม่ได้เปิดเผยคำพยากรณ์ออกมาก่อนที่มันจะเป็จริง พอคำทำนายปรากฏเป็จริงไปแล้วเมื่อใดท่านเ้าอาวาสจึงจะนำแท่งไม้ไผ่ออกมาเปิดเผยให้ผู้คนได้รับรู้ในภายหลังทุกครั้ง จึงยังทำให้มีผู้คนกังขาว่าแท่งไม้ไผ่เ่าั้ถูกทำขึ้นมาก่อนหรือหลังเหตุการณ์ในแต่ละเื่กันแน่
หลายร้อยปีผ่านไปคำพยากรณ์ทั้ง 16 สำเร็จเป็จริงไปแล้ว 14 คำพยากรณ์ เหลืออีกสองคำทำนายที่เกี่ยวข้องกับราชวงศ์และแคว้นเทียนหลงอันยิ่งใหญ่ ไต้ซือไหวเติ้งเ้าอาวาสหนุ่มวัดหนิงเฉิงเมื่อ 40 ปีก่อน ไม่กล้าเก็บคำพยากรณ์เอาไว้ในวัดต่อไป เพราะหากคำพยากรณ์ที่เกี่ยวข้องกับราชวงศ์บังเกิดผลขึ้นมาจริงๆ ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจรับโทษทัณฑ์โทสะจากโอรส์ไว้ได้ จึงได้ถวายแท่งไม้ไผ่ทั้ง 16 แท่งให้กับองค์จักรพรรดิิเทียน จักรพรรดิลำดับที่สิบสี่แห่งแคว้นเทียนหลง
คำพยากรณ์ลำดับที่ 15 สำเร็จไปแล้วเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา และเวลานี้เหลือเพียงคำพยากรณ์สุดท้ายที่ทำให้เกิดเื่ราวโกลาหลในแคว้นเทียนหลงยามนี้ คำพยากรณ์สุดท้ายจากแท่งไม้ไผ่แท่งที่ 16 เป็เื่ราวที่กล่าวถึงผู้คนและชะตากรรมของแผ่นดิน ถูกเผยแพร่ออกมาอย่างไม่ปิดบังเมื่อ 2 ปีก่อน มีเนื้อความว่า
หลังจากจักรพรรดิองค์ที่ 15 ขึ้นครองราชย์ นับไปอีก 4 ปี อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่และมั่งคั่งจะต้องเผชิญกับความแห้งแล้งและอดอยากเป็เวลา 5 ปี และในคราวเดียวกันพสกนิกรจำต้องร่ำไห้ไร้เสียงต่อเนื่องไปอีกยาวนานจากาที่ตามมาภายหลัง ผู้คนจะล้มตายและแคว้นจะล่มสลายภายใน 8 ปี สตรีที่ถือกำเนิดจากสุ่ยซีก่อนเหตุการณ์จะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้นจึงจะยับยั้งภัยพิบัติใหญ่นี้ไว้ได้
และปัจจุบันนี้แคว้นเทียนหลงก็อยู่ในการปกครองของ จักรพรรดิิซังเจี๋ย จักรพรรดิลำดับที่ 15 ของราชวงศ์ตามคำพยากรณ์ ซึ่งิซังเจี๋ยขึ้นปกครองแคว้นมาแล้ว 2 ปี เหลือเวลาอีกเพียง 2 ปีก่อนที่คำพยากรณ์ในเื่ความแห้งแล้งและอดอยากของผู้คนบนแผ่นดินจะเริ่มต้นขึ้น ระหว่างนี้ประชาชนจำนวนมากจึงเฝ้ารอคอยการเกิดของสตรีในคำทำนาย เพื่อยับยั้งเหตุการณ์เลวร้ายในภายหน้าที่ร้ายแรงถึงขั้นบ้านเมืองล่มสลาย
หลังจากที่ิซังเจี๋ยขึ้นครองราชสมบัติ สตรีมากมายจากตระกูลขุนนาง พ่อค้าและประชาชน พากันเสี่ยงชีวิตทำทุกวิถีทางให้ตนได้ไปลอยตัวอยู่ในน้ำ แสร้งว่าตนเป็บุตรีแห่งสุ่ยซีเพื่อหวังปีนป่ายขึ้นไปยืนอยู่ในตำแหน่งสูงสุดแห่งแคว้น
ในปีแรกที่จักรพรรดิิซังเจี๋ยขึ้นปกครอง ทหารก็นำส่งหญิงสาวนับร้อยคนเข้าไปไว้ในวังหลวงและยังมีอีกหลายร้อยคนที่ไม่สามารถรอดชีวิตจากการพยายามลอยคออยู่ในแม่น้ำสุ่ยซีจมน้ำตายกันเป็เบืออีก
ิซังเจี๋ยชุบเลี้ยงสตรีทั้งหมดให้อยู่สุขสบายโดยสร้างตำหนักต๋าเฉินไว้รับรองพวกนางโดยเฉพาะ เนื่องจากไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าผู้ใดคือตัวจริง จะทิ้งไปก็ไม่กล้าเพราะคำทำนายทั้ง 14 แท่ง ล้วนเกิดขึ้นจริงตามข้อความในแท่งไม้ไผ่ทั้งหมด มีเพียงแท่งที่ 15 เท่านั้นที่เกือบจะครบถ้วนทุกถ้อยคำยกเว้นแต่ท่านมหาอุปราชหนุ่มิกวานผู้ที่ยอมสละราชสมบัติยกให้ิซังเจี๋ยพระญาติผู้พี่ขึ้นนั่งบัลลังก์ัแทนเท่านั้น
นานวันเข้าก็ยิ่งมีหญิงสาวพากันมาลอยคอให้ทหารเก็บเกี่ยวพวกนางขึ้นจากน้ำกันนับไม่ถ้วน สุดท้ายมหาอุปราชิกวานผู้ที่ลอยตัวอยู่เหนือสรรพสิ่ง ใช้ชีวิตอยู่กับการไล่ล่าสังหารผู้ที่ต่อต้านจักรพรรดิิซังเจี๋ย ถึงกับออกหน้ามาจัดการปัญหานี้ด้วยตนเองด้วยวิธีการที่รุนแรง
เขาแสร้งเปิดโอกาสให้ผู้คนมายืนยันตัวตนของสตรีที่ถูกเชิญให้มาอยู่ในตำหนักต๋าเฉินในวังหลวง หากพบว่าผู้ใดมีบิดามารดาผู้ให้กำเนิดอย่างแท้จริงก็จะตัดสตรีผู้นั้นออกจากการเป็บุตรีแห่งสุ่ยซี และแน่นอนว่ามีคนออกมาช่วยกันยืนยันชื่อเสียงเรียงนามสตรีในตำหนักต๋าเฉินกันเนืองแน่นเพราะ้าตัดตัวเลือกมากมายออกไป
สตรีจำนวน 386 ชีวิตถูกขุดคุ้ยชีวิตส่วนตัวรวมทั้งบรรพบุรุษ 18 รุ่นออกมาจนหมดสิ้นไม่มีผู้ใดเลยสักคนที่ไม่มีครอบครัวอันเป็ที่รักมาก่อน ิกวานออกคำสั่งโบยหญิงสาวเ่าั้ให้หลาบจำคนละ 80 ไม้ คนที่ตายตกไปก็มีไม่น้อย ที่เหลือรอดอยู่ 113 ชีวิตถูกส่งให้ไปเป็แรงงานสร้างเขื่อนกั้นน้ำที่เมืองไหวเพื่อป้องกันปัญหาการขาดน้ำในอนาคต
ขุนนางใหญ่น้อยรวมทั้งประชาชนออกมาคัดค้านการกระทำป่าเถื่อนของมหาอุปราชใหญ่หลายครั้งหลายหน เพราะในบรรดาสตรีเ่าั้ก็มีบุตรหลานในสกุลของตน ที่ถูกส่งไปเข้าร่วมอยู่ด้วย
แม้จะรู้ตัวว่าพวกนางไม่ได้เป็บุตรีแห่งสุ่ยซี แต่การได้ไปอยู่ในวังหลวง ได้รับการชุบเลี้ยงอยู่ในวังก็ยังมีโอกาสจะเข้าตาจักรพรรดิหรือองค์ชายเข้าสักพระองค์ เมื่อความแห้งแล้งและอดอยากมาเยือนคนในสกุลอาจได้รับความช่วยเหลือจากหญิงสาวเ่าั้บ้างก็เป็ได้ แต่พวกเขาไม่คิดมาก่อนเลยว่าเส้นทางอันสวยงามที่วาดฝันไว้จะกลายเป็หนทางลงสู่นรกของหญิงสาวเ่าั้
"ข้าผิดตรงที่ใด หรือ้าให้ข้าสั่งปะาพวกนางในฐานะหลอกลวงเบื้องสูง? อยากจะเป็บุตรีแห่งสุ่ยซีข้าก็ส่งไปทำงานเกี่ยวกับน้ำ อยู่ใกล้ชิดลำน้ำ ไม่มีอะไรเหมาะสมไปกว่านี้แล้ว"
นั่นคือคำกล่าวที่มหาอุปราชิกวาน หรือปัจจุบันนี้มีฉายาที่รู้กันทั่วแคว้นว่ายมทูตกวาน ตอบกลับเหล่าขุนนางในท้องพระโรงอย่างไม่แยแส แม้แต่จักรพรรดิิซังเจี๋ยก็ยังนิ่งเฉยปล่อยให้ิกวานจัดการเื่ราวเพียงลำพัง