กำแพงเมืองจีน(ฉางเฉิง : 长城 : Great Wall of China) พอควบม้ามาอีกไม่ไกล เด็กหนุ่มก็พบกับมาตรการรักษาความปลอดภัยเป็นครั้งแรก เพราะข้างหน้านั้นคือด่านจวียงกวน อันเป็นกองบัญชาการใหญ่แห่งด่านกำแพงหมื่นลี้ ซึ่งใกล้กับนครปักกิ่งที่สุด แต่ที่น่าตกใจคือบัดนี้ยังมีการก่อสร้าง หรือดัดแปลงบางอย่างซึ่งดูเป็นความลับอย่างที่สุด แม้เด็กหนุ่มพยายามลอบสังเกตมองแต่กลับมิอาจกระทำได้เลย ด้วยการแต่งการที่สะอาดสะอ้าน ที่ดูขัดตากับการควบม้าอย่างบ้าเลือดฉะนี้ เมื่อสังเกตเห็นตราตระกูลหยาง [杨] ซึ่งปรากฏอยู่บนอานม้าแล้ว ทหารซึ่งเฝ้ารักษาความปลอดภัยผู้หนึ่ง จึงสอบถามว่า“ท่านบัณฑิตตระกูลหยางมาถึงที่นี่ มีธุระประการใด ?” หยางไคคร้านที่จะแก้ไขคุณวุฒิที่แท้จริงของตนจึงปล่อยไว้เพราะมิใช่ประเด็นสำคัญ แล้วกล่าวไปอย่างรีบร้อนว่า“ข้าพเจ้าหยางไคมีธุระด่วนกับพี่ใหญ่หวง (หยางรุ่นชิง 杨润青) พี่จั่น (หยางจื่อเหา 杨梓豪) กับพี่เปา (หยางเพ่ยฉี 杨沛淇) ” จอมยุทธทั้งสามคนนี้ แม้จะยังมิได้มีตำแหน่งราชการทางทหาร แต่ทำหน้าที่ประดุจหัวหน้าหมู่ ซึ่งมีทหารการบังคับบัญชา 10 ถึง 20 นาย หากจะกล่าวว่าพวกเขาได้ตำแหน่งนี้ด้วยเส้นสายและชื่อเสียงของตระกูลก็ว่าได้ แต่ด้วยความรู้และฝีมือของพวกเขา ย่อมสมควรได้รับตำแหน่งที่สูงกว่าที่ทำอยู่เสียด้วยซ้ำ ! ฝ่ายทหารเกณฑ์ผู้นั้นเป็นเพียงสามัญชนลูกหลานชาวบ้านธรรมดา ย่อมทราบดีถึงฐานะของอีกฝ่าย จากคำกล่าวนั้น จึงยิ่งแสดงความนอบน้อมมากยิ่งขึ้น จากนั้นเชิญขึ้นไปยังหอรบที่อยู่ด้านบน โดยให้ทหารอีกนายจูงม้าขาวไปดูแลที่โรงม้า ขณะที่หยางไคกำลังเดินขึ้นไปบนบันไดศิลาของหอรบนั้น สายตาย่อมจะมองเห็นภาพอภิมหาโครงการยักษ์ซึ่งเหล่านายช่างนับร้อย ๆ คน กำลังปรับปรุงกำแพงเมืองชั้นในอยู่อย่างขะมักเขม้น แต่เด็กหนุ่ม 16 ปี ผู้นี้ยังสามารถข่มความอยากรู้อยากเห็นเอาไว้ได้สำเร็จในที่สุด จึงรีบละสายตาทั้งมิตั้งคำถามอะไรทั้งนั้น เพราะสิ่งที่เห็นนี้สมควรจะเป็นความลับทางทหารระดับสูงอย่างแน่นอนแล้ว เมื่อครั้นขึ้นมาถึงยังหอรบก็มองเห็นด้านหน้ากำแพงเป็นเชิงเทินและป้อมปราการนั้นถูกก่อสร้างสร้างด้วยหินแกร่ง แต่ส่วนห้องบัญชาการนั้นกลับถูกสร้างขึ้นด้วยหินอ่อนอย่างงดงาม ภายในหอบัญชาการนั้นมีทั้งนายทหารชั้นผู้ใหญ่และผู้น้อยอยู่เพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้น และโชคดีทีจอมยุทธตระกูลหยางทั้งสามคนต่างก็มิได้ออกไปไหนอีก ฝ่ายหยางไคเมื่อก้าวไปถึง จึงทำคารวะทุกคนอย่างนอบน้อม เพราะมั่นใจว่าตนนั้นย่อมเป็นผู้น้อยที่สุดอยู่แล้ว และบรรยากาศย่อมเป็นไปด้วยมิตรภาพอย่างยิ่ง เมื่อพี่ใหญ่หวงได้แนะนำหยางไคให้นายทหารชั้นผู้ใหญ่ทุกคน ซึ่งนายทหารทุกคนก็ล้วนแล้วแต่แซ่หยางด้วยกันทั้งสิ้น!! ครั้นทักทายกันตามธรรมเนียมจนสมควรแล้ว หยางไคจึงขอคำปรึกษาจอมยุทธทั้งสามคนว่า“ข้าพเจ้ารู้ข่าวว่าพวกท่านจะกลับไปสอบถงชื่อ ณ บ้านเกิด ที่หอคัมภีร์นั้นมีพี่ชายคนหนึ่งอยู่มณฑลยูนนาน ไม่ทราบว่าจะสามารถร่วมทางกับพวกท่านได้หรือไม่ ?” ทั้งสามต่างส่ายหน้าเพราะต่างไปกันคนละทาง หนำซ้ำยังแนะนำเพิ่มเติมอีกว่า“ยูนนานนั้นห่างไกลนัก แม้เดินทางในวันนี้ก็ยังไม่แน่ว่าจะไปถึงทันเวลาใน 3 เดือน แล้วอาจารย์น้อยเล่าจะไปสอบที่ใดกัน ?” ครั้นหยางไคได้ฟังคำถามนั้นก็มีสติเกิดคิดได้ ว่าถ้าหากเป็นตัวเขาที่เดินทางกลับไปสอบที่บ้านเกิดเสียเอง ย่อมประเสริฐกว่ามิใช่หรอกหรือ ? จึงตอบว่า“เดิมทีข้าพเจ้าต้องการจะสอบที่อำเภอหวายโหรวเมืองเป่ยจิง อันเป็นเขตที่ตั้งของตระกูลหยาง แต่บัดนี้ข้าเปลี่ยนใจจะกลับไปสอบ ณ บ้านเกิดมณฑลหูเป่ย์แล้ว” พี่ใหญ่หวงได้ยินเช่นนั้นก็ดีใจ จึงกล่าวไปว่า“ข้าเองจะกลับไปหูเป่ย์เช่นเดียวกัน หากเป็นเช่นนั้นเราออกเดินทางร่วมกันจะดีหรือไม่ ?” สิ่งนี้ย่อมเกิดประโยชน์ถึงสองทาง หนึ่งคือเป็นการช่วยเหลือพี่หวังมิต้องกลับไปสอบไกล สองคือได้กลับไปเยี่ยมเยียนบ้านเกิด ซึ่งหากมียอดฝีมือร่วมเดินทางย่อมสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ สำหรับหยางไคอีกมากมายนัก จึงตอบตกลงในที โดยพวกเขาทั้งคู่นัดหมายกันจะออกเดินทางในอีก 2 เดือนข้างหน้า เพราะมณฑลหูป่ย์นั้นมีระยะทางไม่ไกลนักจากที่นี่นักเมื่อบรรลุข้อตกลงแล้ว จึงก็รีบกลับมาแจ้งข่าวแก่พี่หวังของตน..….ฝ่ายหยางซีถิงครั้นได้ยินข่าวดีเช่นนั้นก็ถึงกับหลั่งน้ำตาแล้วกล่าวขอบคุณว่า“น้องจู เจ้าช่างเสียสละให้แก่ผู้อื่นนัก บุญคุณครั้งนี้ข้าพเจ้าจะมิมีวันลืมเลือน” หยางไคเห็นเช่นนั้นก็ตกใจและไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกซาบซึ้งได้ถึงเพียงนี้ แต่หากเขาต้องตกอยู่ในสภาพเดียวกันกับหยางซีถิงก็อาจจะกระทำไม่ต่างกัน เพราะต้องสอบตกมาแล้วหนึ่งครั้ง ทั้งมีแววจะพลาดหวังอีกหนึ่งหน ครั้นมีผู้ยื่นมือลงมาช่วยเหลือก็ย่อมรู้สึกสำนึกบุญคุณเป็นธรรมดาอยู่แล้ว เด็กหนุ่มจึงปลอบใจ ทั้งอาสากวดวิชาให้อีกด้วย เนื่องจากตนนั้นยังมีเวลาอีก 2 เดือนก่อนจะออกเดินทาง กลับบ้านเกิด..