บทที่ 12 อาจารย์ที่ไม่น่าเชื่อถือ
หลิ่วชางหลานเพียงแค่ยิ้มโดยไม่กล่าวอะไร ดวงตาสว่างสุกใส
“กรี๊ด! “
เสียงกรีดร้องดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดึงดูดความสนใจของทุกคน ตามด้วยเสียงร้อนรนของมู่เชียนเจวี๋ยที่ดังขึ้น “รีบไปตามท่านอาจารย์กลับมาเร็วเข้า หากไม่กลับมาเดี๋ยวนี้ ศิษย์ของเขาคงจะเสียสติแน่”
ทุกคนแสดงสีหน้ากังวล ดูเหมือนว่านี่จะเป็ครั้งแรกที่มู่เชียนเจวี๋ยร้อนรนเช่นนี้
“ข้าจะส่งข่าวถึงท่านอาจารย์ ส่วนศิษย์น้องเจ็ดไปดูอาการศิษย์น้องสี่ก่อน” หลิ่วชางหลานรู้สึกปวดศีรษะขึ้นมาทันที ท่านอาจารย์มักจะสัญจรไปมาอย่างไม่แน่นอน การจะกลับมาคงต้องใช้เวลาสักระยะ
ดังคาด หลิ่วชางหลานเพิ่งส่งสารถึงเยี่ยเวิ่นเทียนผ่านยันต์สื่อสาร อีกฝ่ายก็ตอบกลับมาทันที
“ศิษย์ใหญ่ อาจารย์กำลังอยู่ในสถานที่ลับ… อึก!... กลับไปไม่ได้... อึก! เ้าไปหาจิงหงเพื่อจัดการก่อน”
หลิ่วชางหลานขมวดคิ้ว ‘หยุดสะอึกเถอะ ข้าเกือบจะเชื่อแล้ว!’
หลิ่วชางหลานฝืนใจอธิบายกับคนข้าง ๆ “ท่านอาจารย์กลับมาไม่ได้ชั่วคราว ศิษย์น้องเจ็ดเ้าว่าจะทำอย่างไร?”
“ศิษย์พี่ใหญ่ไม่จำเป็ต้องกังวล ศิษย์พี่สี่ไม่มีอันตรายถึงชีวิต เขาเพียงแต่ได้รับไฟวิเศษมาอย่างกะทันหัน ยังไม่ได้เรียนรู้วิธีควบคุม เมื่อเขาสามารถควบคุมไฟวิเศษได้ ก็จะไม่มีปัญหาใด ๆ” ดวงตางดงามราวกับภาพวาดของโม่จิงหงลึกล้ำดั่งสระโบราณ
ทุกคนคลายความตึงเครียดลง เมื่อโม่จิงหงบอกว่าไม่มีอะไร ก็ต้องไม่มีอะไรแน่นอน
ไป๋หลี่เหวินเยว่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น “ไม่รู้ว่าศิษย์น้องสี่ได้รับไฟวิเศษชนิดใดกันแน่ ทั้งูเาถูกเผาจนโล่งเตียนไปหมดแล้ว”
ในขณะเดียวกัน เขาก็รู้สึกโล่งใจที่ทุกูเามีม่านพลังกั้น มิเช่นนั้นหากอัคคีนี้ลุกลาม สำนักหลิงอวิ๋นคงถูกทำลายจนหมดสิ้น
โม่จิงหงส่ายหน้า ระดับของไฟวิเศษนั้นมีมากมาย เขาไม่กล้าด่วนสรุป
อย่างไรก็ตาม ไฟวิเศษที่มีพลังถึงเพียงนี้ ระดับของมันย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน
มู่เชียนเจวี๋ยต้องปราบไฟวิเศษด้วยตัวเอง เช่นนี้ไฟวิเศษถึงจะเป็ประโยชน์กับเขาได้
…
ภายในถ้ำ มู่เชียนเจวี๋ยได้ยินเสียงของโม่จิงหงก็แทบจะสติแตก
อาภรณ์ทั้งหมดในแหวนเก็บของของเขาหายไปจนสิ้น ส่วนเปลวเพลิงบนร่างกายกลับลุกโชนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
เปลวเพลิงก้อนหนึ่งกำลังะโโลดเต้นอย่างซุกซนไปมาในถ้ำ ทุกที่ที่มันผ่านไป สิ่งของต่าง ๆ ล้วนกลายเป็เถ้าถ่าน
ยามนี้เขาอยากจับมันมาตีสักยกใหญ่ ทว่าศิษย์น้องเจ็ดกลับบอกให้เขานำสิ่งนี้มาใช้ประโยชน์
ถึงขนาดบอกว่าหากไม่ปราบไฟวิเศษนี้ เขาอาจจะไม่ได้สวมอาภรณ์ไปชั่วชีวิต
มู่เชียนเจวี๋ยสงบสติอารมณ์ นั่งขัดสมาธิ ไฟวิเศษนี้ปรากฏขึ้นอย่างฉับพลัน หลังจากที่เขากินหลินจือโลหิตอัคคี เขาไม่ได้เตรียมตัวเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นจึงใจนเสียสติ ทำให้ไฟวิเศษเผาไหม้ยอดเขาทั้งลูก
อย่างไรก็ตาม ในเมื่อเป็ของของเขา ก็ต้องเป็ประโยชน์กับเขา!
มู่เชียนเจวี๋ยโคจรปราณิญญาทั่วร่าง เขาพบว่าบัดนี้รากิญญาของเขาขยายใหญ่ขึ้นหลายเท่า ราวกับใหญ่เท่าเมืองหนึ่ง
ขอบเขตการบ่มเพาะพลังของเขาที่เดิมติดอยู่ที่ขอบเขตจินตานขั้นกลางก็เริ่มคลายตัว รู้สึกเหมือนกำลังจะทะลวงคอขวด
‘นี่คือประโยชน์ที่ได้รับจากไฟวิเศษกระนั้นหรือ?’
ไม่แปลกใจเลยที่ในทวีปจิ่วโจวนี้ ผู้บำเพ็ญที่มีรากิญญาอัคคีต่างก็ใช้ชีวิตทั้งชีวิตเพื่อตามหาไฟวิเศษ
รอบกายของมู่เชียนเจวี๋ยแผ่ความกดดันอันทรงพลัง จิติญญาของเขาจับกระแสเปลวเพลิงที่กำลังพุ่งพล่านอย่างไร้ทิศทางในอากาศ หยดเืจากหัวใจหนึ่งหยดลอยเข้าไปในเปลวเพลิง เปลวเพลิงแสดงความต่อต้านออกมา
มู่เชียนเจวี๋ยอดทนต่อความเ็ปที่ส่งผ่านมาทางจิติญญา พยายามควบคุมไฟวิเศษอย่างไม่หยุดยั้ง
ไฟวิเศษที่สามารถสร้างิญญาอัคนีได้นั้น เป็สิ่งที่นักหลอมศาตราทุกคนใฝ่ฝันอยากได้
เขาจะปล่อยมันไปไม่ได้ จิติญญาอันทรงพลังกดทับิญญาอัคคีที่ซุกซนลงไปทันที
ิญญาอัคคีรู้สึกถึงความแข็งแกร่งของมู่เชียนเจวี๋ย อารมณ์ต่อต้านค่อย ๆ หายไป
ผ่านไปครู่ใหญ่…
มู่เชียนเจวี๋ยรู้สึกถึงเส้นใยที่เพิ่มขึ้นมาในรากิญญา หัวใจพลันเต้นแรงด้วยความยินดี
‘พันธสัญญาสำเร็จลุล่วงแล้ว!’
ทว่าเขาไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น กลับอาศัยพลังของไฟวิเศษ ทะลวงผ่านอุปสรรคขอบเขตจินตานขั้นกลาง ก้าวเข้าสู่ขอบเขตจินตานขั้นปลายได้สำเร็จ
เมื่อมู่เชียนเจวี๋ยลืมตาขึ้น เปลวเพลิงทั้งหมดบนร่างก็หายไปสิ้น
เขายกฝ่ามือขึ้น เปลวเพลิงดวงหนึ่งลอยเหนือฝ่ามืออย่างว่าง่าย
ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เขากำลังจะเดินออกไปข้างนอก ก็มีลมพัดมาจากนอกถ้ำ ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกเย็นวาบไปทั่วร่าง
มู่เชียนเจวี๋ยหน้าซีด ได้แต่ะโออกไปนอกถ้ำว่า “ศิษย์น้องเจ็ด ส่งอาภรณ์มาให้ข้าด้วย”
อย่าถามว่าไฉนเขาไม่ใช้ยันต์สื่อสาร คำตอบคือมันถูกเผาไปหมดแล้ว
แต่เมื่อเขาเห็นว่าคนที่เข้ามาคือไป๋หลี่เหวินเยว่ สีหน้าของเขาก็ยิ่งแย่ลง
“โอ้! ศิษย์พี่สี่ รูปร่างไม่เลวเลยนะ สมกับคำพูดที่ว่าใส่เสื้อผ้าดูผอม ถอดเสื้อผ้าแล้วมีเนื้อจริง ๆ!” ไป๋หลี่เหวินเยว่เดินพลางผิวปากไปด้วย
“ไสหัวไป!” มู่เชียนเจวี๋ยรับเสื้อผ้ามา เขาโบกมือไปทีหนึ่ง ไป๋หลี่เหวินเยว่ก็ลอยออกไป ชนเข้ากับปราการค่ายกลที่ล้อมรอบ
ไป๋หลี่เหวินเยว่ทำหน้าตะลึงงัน ะโด้วยความไม่อยากจะเชื่อว่า
“บ้าเอ๊ย! ศิษย์พี่ใหญ่ ข้ากับเขาต่างก็อยู่ในขอบเขตจินตานขั้นกลาง เหตุใดเขาจึงแข็งแกร่งกว่าข้ามากถึงเพียงนี้!?”
หลิ่วชางหลานมองดูมู่เชียนเจวี๋ยที่เดินออกมาจากถ้ำแล้วอธิบายว่า “เหวินเยว่ ดูเหมือนเชียนเจวี๋ยจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตจินตานขั้นปลายแล้ว อีกทั้งเขายังมีรากิญญาคู่ จึงเป็ธรรมดาที่จะแข็งแกร่งกว่าเ้า”
ตู๋กูเจี้ยนอีรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย มู่เชียนเจวี๋ยเพิ่งเข้าสู่ขอบเขตจินตานขั้นกลางได้เพียงสามปีเท่านั้น เหตุใดจึงสามารถก้าวข้ามไปได้เร็วถึงเพียงนี้?
หลังจากที่ผู้ฝึกตนก้าวเข้าสู่ขอบเขตจินตานแล้ว การบ่มเพาะพลังจะยิ่งยากลำบากมากขึ้น
แม้แต่ศิษย์พี่ใหญ่ผู้มีพร์ก็ต้องใช้เวลาถึงสิบปีจึงจะก้าวจากขอบเขตจินตานขั้นกลางไปสู่ขั้นปลายได้
แน่นอนว่าอัจฉริยะเหนืุ์อย่างโม่จิงหงนั้นไม่จำเป็ต้องกล่าวถึง!
หนิงซือเยว่เดินไปข้างกายมู่เชียนเจวี๋ย เดินวนรอบตัวเขาหนึ่งรอบ ดวงตาเป็ประกายวาววับ “ศิษย์พี่สี่ ท่านมีโอสถวิเศษอะไรที่จะช่วยให้ก้าวขึ้นสู่ขั้นปลายได้บ้าง รีบบอกข้าเร็วเข้า?”
มู่เชียนเจวี๋ยเคาะหน้าผากของหนิงซือเยว่เบา ๆ พลางกางพัดออก ดวงตาคู่งามดั่งดอกท้อของเขาช่างน่าดึงดูดยิ่ง “ข้าเป็ศิษย์พี่สี่ของเ้า มีพร์ล้ำเลิศ ไม่จำเป็ต้องใช้ของพวกนั้น!”
“หึ!” หนิงซือเยว่กลอกตา “ไม่บอกก็ช่างเถอะ สักวันข้าต้องแกร่งกว่าท่านให้ได้!”
มู่เชียนเจวี๋ยเดินไปเบื้องหน้าเฟิ่งชิงหร่าน ลูบศีรษะนุ่มฟูของนาง “ต้องขอบคุณศิษย์น้องเล็กมาก หากต่อไปศิษย์น้องมีธุระใด สั่งมาได้เลย ข้าพร้อมจะยอมทำทุกอย่าง”
“เมื่อศิษย์พี่สี่กล่าวเช่นนี้ ข้าก็มีเื่หนึ่งจะขอร้องศิษย์พี่สี่พอดี” เฟิ่งชิงหร่านยกใบหน้าเล็ก ๆ ขึ้นด้วยรอยยิ้ม
“ศิษย์น้องเล็ก เ้ากล่าวมาเถิด” มู่เชียนเจวี๋ยรู้สึกสนใจขึ้นมา
ไม่มีใครสังเกตเห็นว่าโม่งหงกำลังมองดูมู่เชียนเจวี๋ยด้วยรอยยิ้มแปลก ๆ