การบำเพ็ญเพียรระดับหลอมกายาขั้นที่หนึ่ง ถึงมันจะถูกมองว่าเป็จุดต่ำสุดในสายทางแห่งการฝึกฝนของผู้บำเพ็ญเพียรในใต้หล้า
แต่ถึงกระนั้นมันก็คือจุดเริ่มต้นแห่งความหวังของเหล่าผู้มีจิตใจมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า
จุดเริ่มต้นที่เปี่ยมด้วยแสงสว่างสำหรับผู้ที่เกิดมาไร้พร์ ไม่มีพื้นฐาน ไม่เคยจะได้ัักับปราณ์หรือเคล็ดวิชาสืบทอด
และสำหรับหลัวหยาง ชายหนุ่มที่เคยถูกตราหน้าว่าอ่อนด้อยเกินกว่าจะเดินบนเส้นทาง
การได้เข้าสู่ระดับหลอมกายา แม้จะเป็เพียงขั้นแรก มันก็คือการประกาศต่อ์ว่าตัวเขาได้เริ่มต้นก้าวย่างแล้วจริงๆ
ในขณะนั้นดวงตาของหลัวหยางเบิกกว้างเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงและปีติ รู้สึกถึงกระแสพลังบางอย่างที่แผ่ซ่านอยู่ภายในร่างกาย
พลังที่แตกต่างจากทุกสิ่งที่ตนเคยััมา พลังที่มิได้ถูกขับเคลื่อนด้วยความโกรธ ความหวาดกลัว หรือแรงปรารถนา แต่เป็พลังที่สงบนิ่งกลมกลืน และเปี่ยมด้วยความมั่นคงราวกับสายธารลึกกลางเหวใต้พิภพ
มันพลุ่งพล่านแทรกซึมอยู่ในกล้ามเนื้อ เอ็น กระดูก เื ทุกอณูเหมือนจะมีชีวิตใหม่ที่กำลังผุดบังเกิดขึ้นในความเงียบเชียบนั้น
หลัวหยางไม่อาจทนต่อความอยากรู้อยากลองได้อีกต่อไป
เขาทดลองขยับแขนขา เคลื่อนไหวร่างกาย ะโขึ้นฟ้าอย่างรวดเร็วและเบาหวิว พลิกตัวตีลังกากลางอากาศได้อย่างน่าเหลือเชื่อ ร่างกายคล่องแคล่ว ปราดเปรียว ราวกับสัตว์ป่าที่เพิ่งสลัดพันธนาการของโซ่ออกไปได้สำเร็จ
เขาหัวเราะเสียงใสด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะตกลงยืนมั่นบนพื้นด้วยท่วงท่าที่สง่างาม
ั์ตาของเขาเปล่งประกายเรืองรองอย่างมีชีวิตชีวา พลันสายตานั้นก็หันไปยังเป้าหมายที่อยู่ไม่ไกล
ก้อนหินสีเทาดำขนาดมหึมา ตั้งตระหง่านนิ่งอยู่ข้างหน้าราวกับท้าทายเขา
“หึหึ ตอนนี้ข้าคือผู้บำเพ็ญเพียรแล้วนะ.. เ้าเป็แค่ก้อนหินโง่ๆ กล้ามองหน้าข้าเรอะ?”
“ดูซิว่าพลังของผู้บำเพ็ญเพียรจะเจ๋งขนาดไหนกัน!”
หลัวหยางแสยะยิ้ม เลียนแบบท่าทางของตัวร้ายในนิทานพื้นบ้านที่เคยอ่านตอนเด็ก
ก่อนจะพุ่งร่างออกไปอย่างรวดเร็วราวกับเสือที่พุ่งล่าเหยื่อ ตวัดหมัดพร้อมกระแทกเข้ากับก้อนหินลูกใหญ่ตรงหน้าเต็มแรง
“ปังงงงงงงงงง!”
คลื่นกระแทกไถลออกจากจุดปะทะ ฟุ้งกระจายเป็ฝุ่นผงเล็กน้อยที่หลุดลอยจากผิวของก้อนหิน
แต่ก้อนหินลูกนั้นกลับยังคงตั้งตระหง่านอยู่เช่นเดิม แทบไม่ปรากฏรอยแตกแม้แต่นิดเดียว
“เจ็บชะมัด!”
ทันใดนั้นหลัวหยางก็ร้องออกมาด้วยสีหน้าบิดเบี้ยว เขาสะบัดมืออย่างรวดเร็ว ขณะที่สายตาเต็มไปด้วยความมึนงงและผิดหวัง
“แถมไอ้ก้อนหินบ้านี่ก็แทบไม่เป็อะไรเลยซักนิด นี่ข้ากลายมาเป็ระดับหลอมกายาขั้นที่หนึ่งแล้วจริงๆเรอะ?”
เขานั่งลงยองๆถูมือที่แดงก่ำ พลางพึมพำอย่างงุนงง สายตาจับจ้องไปยังก้อนหินตรงหน้าเหมือนมันเพิ่งจะเยาะเย้ยเขากลับมา ขณะที่ภายในใจเริ่มสั่นคลอนด้วยความไม่แน่ใจ ว่าแท้จริงแล้วตนเองได้บำเพ็ญเพียรขึ้นมาได้จริงหรือไม่
และในเวลานั้นระบบสังหารโชคชะตาก็กล่าวขึ้นมาในหัวของเขาอย่างหงุดหงิดเต็มที่
เสียงของมันฟังดูไม่ต่างจากผู้ใหญ่ที่กำลังเบื่อหน่ายกับเด็กงี่เง่า
【เ้านี่มันโง่จริงๆ ข้าคิดยังไงถึงได้เลือกเ้าให้เชื่อมต่อกับข้าละเนี่ย เฮ้ออออ】
【ฟังนะไอ้ศิษย์รัก ระดับหลอมกายาขั้นที่หนึ่งน่ะ บอกตรงๆว่ามันไม่ได้วิเศษวิโสอะไรเลยหรอกนะ】
【ในทางกลับกัน พละกำลังก็แค่เพิ่มขึ้นจากคนธรรมดาทั่วไปแค่สองถึงสามขั้นเท่านั้น มันยังห่างไกลจากการที่เ้าจะสามารถทำลายหินที่มีขนาดใหญ่กว่าหกจั้งนี้ให้แตกได้ด้วยหมัดเพียงหมัดเดียว】
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลัวหยางก็หยุดนิ่ง สีหน้าที่เหยเกอยู่ก่อนหน้านี้เริ่มเปลี่ยนไปเป็ความเข้าใจ เขาพยักหน้ารับโดยไม่อิดออด พอจะตระหนักได้ว่าตนเองยังอ่อนหัดเพียงใด รอยยิ้มเปื้อนหน้าของเขาผ่อนคลายลง กลับมาเป็ท่าทีที่นอบน้อมของศิษย์ต่ออาจารย์ที่รู้มากกว่า
“เข้าใจแล้วท่านอาจารย์ระบบ ว่าแต่ข้าอยากแข็งแกร่งเร็วๆอะ ต้องทำยังไงบ้างละท่านอาจารย์?”
คำถามนั้นเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ดวงตาของหลัวหยางทอแสงแห่งความตั้งใจอย่างแน่วแน่ ถึงจะเริ่มต้นบนเส้นทางอันแสนยากลำบากนี้ ชายหนุ่มก็ไม่คิดที่จะหยุดฝันหรือท้อถอยแม้เพียงก้าวเดียว
ซึ่งระบบสังหารโชคชะตาที่ไม่มีรูปร่างก็ทำเหมือนจะพยักหน้ารับ พร้อมกับอธิบายออกมาอย่างตั้งใจ
【อย่างแรก เ้าจงทบทวนความทรงจำของตนเองก่อน ในเมื่อเจตจำนงกระบี่แห่งความโกลาหลได้หลอมรวมเข้ากับร่างกายและจิติญญาของเ้าแล้ว สิ่งแรกที่ต้องมีเลยก็คือ ‘วิชาการบ่มเพาะ’ ที่เหมาะสมกับพลังแห่งความวุ่นวายและทำลายล้างของมัน】
【ข้าจะอธิบายให้อย่างละเอียดละกัน ฟังให้ดีนะไอ้ศิษย์หัวทึบ การฝึกฝนใน่เริ่มต้นของการบำเพ็ญเพียรนั้น เป็รากฐานของทุกสิ่ง หากเ้าตั้งรากฐานได้มั่นคง ต่อให้เผชิญพายุหายนะของ์ก็ไม่มีวันสั่นคลอน】
【ผู้บำเพ็ญเพียรใน่ต้นโดยเฉพาะระดับต่ำอย่างเ้าตอนนี้ ต้องอาศัยการดูดกลืน ‘ปราณแห่ง์และโลก’ 】
【พวกมันล่องลอยกระจัดกระจายอยู่ในทั่วทั้งสรรพสิ่ง ปราณเหล่านี้ไร้รูปร่าง ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่เ้าจะสามารถััถึงมันได้เมื่อจิตสงบนิ่ง เหมือนละอองหมอกอุ่นๆที่ซึมเข้าสู่รูขุมขนและเส้นชีพจรของร่างกาย】
【เ้าจะต้องหลอมรวมมันเข้าสู่ ‘จุดตันเถียน’ ซึ่งเปรียบเสมือนศูนย์กลางของพลังภายใน เป็ต้นกำเนิดของพลังทั้งหมดในร่างเ้า】
【ถ้าตันเถียนมั่นคง ปราณจะสะสมได้แ่า การหมุนเวียนของพลังภายในก็จะค่อยๆ แข็งแกร่งขึ้นโดยลำดับ】
【ในกรณีทั่วไป เมื่อผู้ฝึกตนเปิดเส้นชีพจรแล้ว ปราณแห่ง์และโลกจะไหลเวียนเข้าสู่ร่างกายโดยอัตโนมัติผ่านเส้นลมปราณหลักทั้งสิบสองเส้น ขับเคลื่อนเข้าสู่ตันเถียนโดยไม่ต้องออกแรงอะไรมากมาย】
【เ้าสามารถนั่งเฉยๆฝึกสมาธิก็จะได้รับพลังเพิ่มทีละนิด.. แต่กระบวนการนี้ช้าเป็เต่าโง่ที่กำลังคลาน】
【ทว่าหากเ้ามี ‘วิชาบ่มเพาะ’ ที่สามารถบังคับการไหลเวียนของปราณ ปรับทิศทางการหมุนวนภายในเส้นลมปราณ เร่งอัตราการดูดซับด้วยการกระตุ้นจุดชีพจรที่ซ่อนอยู่ลึกภายในร่าง วิชานั้นจะกลายเป็ประตูบานสำคัญที่จะนำเ้าไปสู่ขอบเขตที่สูงส่งได้อย่างรวดเร็ว】
【ยิ่งวิชาบ่มเพาะนั้นมีระดับสูงเท่าใด ประสิทธิภาพในการหลอมรวมพลังและการขยายตันเถียนก็จะสูงตามไปด้วย ร่างกายของเ้าจะไม่เพียงแค่ดูดกลืนปราณ แต่จะสามารถกลั่นกรอง แปรสภาพ และสะสมพลังได้ราวกับบ่อพลังที่ไร้ก้นบึ้ง】
【เพราะฉะนั้นเ้าจงกลับไปยังจุดเริ่มต้นของการหลอมรวมพลัง】
【จดจ่อจิตใจให้มั่น ดำดิ่งเข้าสู่ความทรงจำของเจตจำนงกระบี่แห่งความโกลาหล ค้นหา ‘เส้นทาง’ ที่มันได้มอบให้เ้า】
【วิชาบ่มเพาะที่ฝังอยู่ในจิตของมัน คือสมบัติล้ำค่าสูงสุดที่สามารถเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของเ้าได้อย่างสิ้นเชิง】
เสียงของระบบเงียบลงในที่สุด ทว่าคำพูดทุกถ้อยคำของมันยังคงดังก้องในห้วงจิตใจของหลัวหยาง
ตัวของเขาเบิกตากว้าง ััได้ถึงคลื่นพลังที่ก่อเกิดขึ้นภายในตัวราวกับูเาไฟที่รอวันปะทุ
หย่อนตัวนั่งลงบนพื้นดินอันเย็นเยียบ ขัดสมาธิอย่างมั่นคง ก่อนจะหลับตาแล้วปลดเปลื้องจิตสำนึกเข้าสู่ภายใน
ในห้วงความมืดสนิทของจิตใจ สายลมแห่งจิติญญาพัดผ่านเบาๆเหมือนเสียงกระซิบของจักรวาล
ในวินาทีนั้นเอง ภาพหนึ่งก็พลันปรากฏขึ้นกลางห้วงจิต เป็คัมภีร์โบราณที่มีแสงสีดำสลับสีเงินส่องประกายอยู่กลางความว่างเปล่า ตัวอักษรที่จารึกอยู่บนผิวคัมภีร์นั้นไม่ใช่อักษรธรรมดา หากเป็อักขระแห่งมิติที่บิดเบี้ยวและเปลี่ยนรูปร่างไปทุกขณะ
และเมื่อเขาเพ่งสมาธิทั้งหมดเข้าสู่ภายในคัมภีร์ ภาพแห่งาโกลาหลนับพันนับหมื่นปีปรากฏขึ้นราวกับภาพนิมิต มีเหล่าจักรพรรดิผู้ฝึกตนกำลังแผ่กระบี่ออกปะทะกับทวยเทพแห่ง์ เสียงกรีดร้องของมวลสรรพสิ่งแทรกซึมเข้าไปในจิตใจจนสั่นสะท้าน
แต่ในกลางทุ่งโลหิตนั้น กลับมีหนึ่งบุรุษผู้ถือกระบี่ที่ไม่มีรูปร่าง ยืนอยู่ท่ามกลางพายุสายฟ้าและเพลิงนรก ดวงตาเขาเปล่งประกายด้วยเจตจำนงที่ไม่มีใครสามารถหยั่งถึง ร่างกายของเขาผสมกลืนเข้ากับกระบี่อันโกลาหล ราวกับจักรวาลทั้งใบคือสนามรบของเขาเพียงผู้เดียว
เมื่อภาพนั้นเลือนหาย อักขระบนคัมภีร์โบราณก็เริ่มเปล่งแสงทีละตัว ทีละบรรทัด
พวกมันค่อยๆแทรกซึมเข้าสู่จิตสำนึกของหลัวหยางราวกับน้ำหล่อเลี้ยงจิตสำนึก
และในวินาทีนั้นเอง ใบหน้าของชายหนุ่มก็บิดเบี้ยวขึ้นอย่างมิอาจควบคุม เหงื่อเม็ดใหญ่ไหลลงจากหน้าผากด้วยความร้อนแรงที่ทะลุ
“คัมภีร์จักรพรรดิแห่งความโกลาหล! นี่คือ.. วิชาบ่มเพาะของข้าหลัวหยางเรอะ?!”