รัตติกาลอันยาวนานเเละหนาวเหน็บของฤดูหนาวในเดือนธันวาคม ช่วยให้ใครหลายๆคนที่นอนหลับพักผ่อนในค่ำคืนนี้มีความสุขไม่น้อยยิ่งมีผ้าห่มหน้าๆผื่นหนึ่งยิ่งเป็ความรู้สึกที่ให้ความสุขสุดที่จะบรรยายได้เเบบหนึ่ง มนุษย์เราเป็สิ่งมีชีวิตที่เเปลกประการหนึ่งเมื่อมีความยากลำบากเกิดขึ้นเเต่ถ้าสามารถเเก้ไขปัญหานั้นๆไปได้ย่อมเกิดความปิติยินดีเป็อย่างยิ่ง เสมือนกับว่าถ้าไม่พบเจอเื่ราวให้สะสางยากที่จะหาความบรรเทิงให้กับชีวิตของตนเอง ลมหนาวพัดผ่านต้นไม้ปลิวไสวคืนนี้เป็คืนพระจันทร์เต็มดวงทำให้เเสงจันทร์สาดส่องมองเห็นทิวทัศน์โดยรอบอย่างถนัดตาทว่าบรรยากาศกลับเงียบสงบวังเวงอย่างไม่เคยเป็มาก่อน นี้เป็เขตป่าสงวนของจังหวัดเชียงใหม่ถึงตัวเมืองจะมีความทันสมัยเเละศรีวิไลยไปเเล้วเเต่ผิดกับพื้นที่ชนบทที่ติดเเถบชายเเดนลาวพื้นที่เเถบนี้ไม่เพียงเป็ป่าเขาลำเนาไพรยังเเฝงกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัว
เวลาเกือบเที่ยงคืนใต้ตนไทรขนาดใหญ่ต้นหนึ่งสูงเด่นเป็ตระหง่าลำต้นขนาดสี่คนโอบต้นหนึ่งมีกลุ่มคนชราเเละวัยกลางคนทั้งชายหญิงเเต่งกายชุดพื้นเมืองล้านนาสีดำกำลังนังคุกเข่าหั่นหน้าเข้าหาต้นไทรต้นนี้ ทันใดนั้นชายเเก่ผู้หนึ่งดูเหมือนจะเป็บุคคลพิเศษผู้หนึ่งได้เดินมาหยุดอยู่ระหว่างกลางของกลุ่มคนเเละต้นไม้ใหญ่เอาไว้ ที่ว่าพิเศษคงจะเป็ลักษณะเคร่งครึ่มเเละไม้เท้าสีดำมะเมื่อมของท่านที่สะกดสายตาของผู้คนซ้ายขวาของท่านก็ปรากฏเด็กชายหญิงคู่หนึ่งขึ้น ดูไปไม่ได้เเปลกตาเเต่ประการใดเเต่ทว่าในกลุ่มคนที่มีชุมนุมกว่าสามสิบชีวิตนี้กลับไม่ปรากฏว่ามีเด็กคนไหนนอกจากเด็กชายหญิงคู่นี้ ชายชราส่งเสียงกระเเอมเบาๆทันใดนั้นเด็กชายหญิงคู่นั้นก็พยักหน้าหายลับไป เเต่ไม่มีใครผู้ใดในที่เเห่งนั้นเเตกตื่นหรือเกิดความลังเลสงสัยเเต่ประการใด จากนั้นชายฉกรรจ์สองคนหิ้วร่างของผู้ชายสองคนเดินมาจากทางด้านหลังของต้นไทรชายสองคนนี้คนหนึ่งเเต่งกายด้วยเสื้อยีนส์กางกางยีนส์ลองเท้าผ้าใบอีกผู้หนึ่งกลับเป็คนเเต่งกายชุดทหารพรานพวกเขาทั้งสองรูปร่างสมส่วนทะมัดทะเเมงดูไปสมกับเป็ชายชาตรียิ่ง เเต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาเหมือนกันที่สุดก็คงจะเป็เชือกที่มัดเเขนทั้งสองข้างเเละเท้าทั้งสองข้างของพวกเขาเอาไว้รวมถึงผ้าปิดตาเเละอุดปากสีดำคนละสองพื้นเท่านั้น ชายชรากล่าวกับชายฉกรรจ์ให้จับพวกเขาคุกเข่าลงหันหน้าเข้าหาต้นไม้ใหญ่จากนั้นก็เปิดผ้าปิดปากปิดจมูกพวกเขาออก ผู้ชายเสื้อยีนต์เมื่อมองเห็นภาพข้างหน้ากับส่งเสียงร้องลั่นเขาไม่ทราบว่าสิ่งที่เขาเจออยู่ตรงหน้าจะส่งผลต่อชีวิตในภายภาคหน้าของเขาอย่างไร ทันใดนั้นชายชุดทหารพรานกลับกล่าวอย่างซึมเศร้าว่า
"กูเตือนมึงเเล้วใช้ไหมว่าไม่ควรเข้ามาที่นี้ เเล้วตอนนี้ยังจะเเหกปากคร่ำครวญไปทำไม?"
ชายชราจึงกล่าวขึ้นว่าไม่จำเป็ที่พวกมึงต้องพูดมากความเเล้วพวกมึงรู้หรือไม่ว่าพวกมึงทำอะไรลงไป
ชายหนุ่มชุดทหารพรานตะหวาดใส่ชายหนุ่มชุดยีนต์ออกไปว่า"ถ้ามึงยังไม่หยุดร่ำร้องก็อย่าหวังจะรอดชีวิตไปจากที่นี้ได้เเน่!"
ชายหนุ่มชุดยีนต์เบิกตาค้างพร้อมสงบเสียงของตนเองเหม่อมองท้องฟ้าที่ไร้กระทั่งดวงดาวตรงหน้ามีเเต่เพียงพระจันทร์ที่เต็มดวงลอยเด่นเป็สง่าอยู่เพียงดวงเดี่ยว ดวงตาของเขาเริ่มมีน้ำตาไหลรินลงมาอาบสองเเก้มเเต่ไม่ปรากฏเสียงร้องไห้คร่ำครวญใดๆออกจากตัวเขาอีก
ชายชรากระเเทกไม้เท้าลงดิ้นตวาดก้อง"พวกมึงรู้ไหมว่าทำอะไรลงไป"
ชายชุดทหารพรานตอบด้วยเสียงอันสั่นเครือว่า"ตัวผมเพียงนำทางพวกมันมาเข้าป่าล่าสัตว์ไม่นึกว่าจะเจอกับช่องลับนั้น"
หลังจากกล่าวจบเขาเหมือนนึกถึงอะไรที่สะพรึงกลัวออกมาได้ฟันล่างเเละบนขบกันดังกรอบเเกรบเเสดงถึงความหวาดหวั่นหวาดกลัวยิ่งกว่าชายชราที่อยู่ตรงหน้าของเขาเสียอีก
ชายชราถลึงตากล่าวอย่างดุดันต่อว่า "พวกมึงรู้ไหมว่าช่องลับนั้นอย่าว่าเเต่พวกกูเองเลยหมอผีจากฝั่งพม่าเเละลาวที่อาคมเเก่กล้ายังไม่กล้าผ่านจุดนั้นด้วยซ้ำเพราะกว่าจะไปถึงที่นั้นควรจะโดนผีป่านางไม้ทั้งหลายกระจากเอาชีวิตไปเสียนานเเล้วข้าเเปลกใจนักทำไมพวกมึงถึงเข้าไปถึงเขตหวงห้ามนั้นได้"
ชายชุดทหารพรานหยุดคิดไป่เวลาหนึ่งกล่าวต่อว่า "ก่อนหน้าที่ผมจะพานักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เข้าไปพวกมันทั้งสี่คนหนึ่งที่เป็ผู้หญิงชื่อดาวิกาคาดว่าเป็คนรักของชายหนุ่มชื่อกิตติบอกว่าได้เจอกับยายเเก่ผู้หนึ่งฝากกล่องไม้ใบหนึ่งให้นำเข้าไปในป่าพร้อมทั้งให้เเผนที่ให้พวกเขาเดินทางไปที่นั้นบอกว่าอยากให้เขาของสิ่งนี้ไปให้กับคนผู้หนึ่งซึ่งปลูกกระท่อมไว้กลางป่าลึกนี้"
ชายชราพูดสวนคำขึ้นว่า "พวกมึงทำไมถึงรับของเดรัจฉานนั้นมิหน่ำซ้ำยังกล้าหอบหิ้วไปส่งให้กับมัน"
ชายหนุ่มชุดทหารพรานจึงกล่าวต่อว่า "นั้นเพราะยายเเก่นั้นให้ทองคำกับพวกมันคนละก้อนจากนั้นพวกมันเลยว่าจ้างผมให้นำทางพวกมันไปที่นั้น"
ชายชราเหม่อมองท้องฟ้ายามค่ำคืนจากนั้นถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อยท่านไม่ว่ากล่าวอะไรอีกเพียงเเต่ยืนสงบนิ่งอยู่อย่างนั้น
ชายหนุ่มชุดทหารพรานจึงร้องถามต่อไปว่า "ผมไม่รู้ว่าพวกท่านจะทำอะไรกับผมอีกเเต่ขอความเมตตาปล่อยพวกผมออกไปจากที่นี้เถอะครับ เพียงความสูญเสียที่เกิดขึ้นก็หนักหนากว่าที่ผมจะรับผิดชอบชีวิตของพวกเขาสี่คนได้ไหวเเล้ว"
ชายชรายิ้มอย่างเหี้ยมเกรียมมองมาที่ชายหนุ่มทั้งสองอย่างจะกินเืกิเนื้อกล่าวอย่างขึงขังว่า "กูยังไม่รู้จะทำอย่างไรกับพวกมึงดีในตอนนี้เเต่บอกเลยว่าชีวิตของพวกมึงมันไม่อาจทดเเทนกับสิ่งที่พวกมึงทำเื่เดือดร้อนในวันนี้หรอก"
ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้นเวลานั้นเป็่บ่ายเเก่ๆของวัน คณะเดินป่าทั้งห้าคนประกอบไปด้วยชายสามคนเเละหญิงสาวสองคนกำลังเดินทางเข้าไปในป่าลึกด้วยเหตุที่ว่าชายหนุ่มผู้เป็สามีของหญิงสาวทั้งสองคือกิตติเเละอคินซึ่งเเต่งกายด้วยเสื้อยีนต์กางเกงยีต์พร้อมสะพายกระเป้ลายทหารข้างในมีข้าวของเครื่องใช้ดำรงชีพในป่าในมือยังถือปืนไรเฟิลคนละกระบอกด้วยกันทั้งคู่พวกเขาเป็เพื่อนรักที่ชอบเข้าป่าล่าสัตว์เป็อย่างยิ่งซึ่งดูจะขัดกับกับดาวิกาเเละสิริมาซึ่งเป็คู่รักของคนทั้งสองอย่างสิ้นเชิง ดาวิกาเเต่งกายด้วยเสื้อยืดสีดำกางเกงขาวสีขาวส่วนสิริมาเเต่งกายด้วยกางเกงยีนต์เเละสวมเสือกันหนาวสีดำเอาไว้บนหลังพวกเธอยังมีเป้บรรจุน้ำเเละอาหารจำนวนหนึ่ง ซึ่งความจริงสาวสองคนนี้ไม่ชอบการผจญภัยเท่าใดนักยิ่งเื่การเข้าป่าล่าสัตย์นี้ย่อมเป็เื่ลำบากทั้งกายเเละใจของพวกเธอทั้งสองเป็อย่างยิ่งเเต่ด้วยนิสัยของชายหนุ่มคนรักของพวกเธอที่พอมีเวลาว่างที่ไรมักหาเื่เข้าป่าล่าสัตว์จนเป็ที่น่าสงสัยทำให้สองสาวนัดเเนะกันเพื่อขอตามมาพิสูจน์ว่าชายหนุ่มคนรักไม่ใช้พวกพ่อปลาไหลหาเื่ออกไปเที่ยวหาสาวต่างถิ่นที่ไหนกันหรือไม่ เเต่สิ่งที่พวกเขามากันทำให้พวกเธอดีใจไม่น้อยที่กิจกรรมของสองหนุ่มไม่ใช้เื่เเต่งสีตีไข่มาหลอกลวงไปเหล่ทะไหลเเต่อย่างใดเเต่นั้นก็สร้างความลำบากให้พวกเธอไม่น้อยกว่าจะเดินทางจากกรุงเทพก็มาถึงชนบทเเถบนี้ใช้เวลาถึงเกือบสองวันรวมกับเวลาในการท่องเที่ยวตามกำหนดการณ์ของสองหนุ่มเเล้วยังเหลืออีกสามวันยังไม่นับวันเดินทางกลับอีกสองวันทั้งหมดนับว่าพวกเธอต้องพบเจอสภาพความเป็อยู่อันอึดอัดนี้หนึ่งสัปดาห์เต็มๆ ก่อนที่จะเข้าป่าลึกนี้พวกเขาได้ว่าจ้างทหารพรานหนุ่มผู้หนึ่งให้ช่วยนำทางเเละดูเเลความปลอดภัยของพวกเขาชื่อว่าปวินซึ่งเขาเป็ทหารพรานที่รับงานนี้เนื่องเป็ว่าลาว่างของเขาพอดีจึงรับงานพิเศษเป็ไกด์เดินป่าสำหรับนักท่องเที่ยวเป็อาชีพเสริม สิริมาเดินยิ้มหน้าละลื่นกล่าวกับดาวิกาว่า "ฉันไม่นึกเลยจริงๆว่าเขาป่าครั้งเเรกพวกเราก็ได้ทองคำเกือบสิบบาทเสียเเล้ว ฮาๆๆ" ดาวิกามองค้อนสิริมาเเวบหนึ่งกล่าวว่า "จะหัวเราะให้ป่าเเตกสัตว์เเตกตื่นหรือไงเบาๆหน่อยสิ นี้พวกเราเข้ามาในป่าลึกเเล้วนะ"
ปวินหันมาส่งยิ้มให้พวกเขาเเล้วพูดว่า "อีกไม่ไกลเเล้วครับเราจะถึงจุดหมายตามเเผนที เเต่ผมมีปัญหาอย่างหนึ่งจะบอกกับพวกคุณทุกคนให้ทราบกันก่อนนะครับ เนื่องด้วยเส้นทางที่เรากำลังมุ่งหน้าไปต้องผ่านชนพื้นเมืองเชื้อสายชาวไทยวนอยู่หมู่บ้านหนึ่ง ดังนั้นผมขอให้พวกคุณฝังคำสั่งของผมอย่างเคร่งครัดจะได้ไม่มีปัญหาเกิดขึ้นในภายหลังนะครับ"
อคินหัวเราะหึหึกล่าวอย่างเยาะเย้ยว่า "กับเเค่ชาวเผ่าพื้นเมืองจะไปเกรงกลัวอะไรนักหนากันหละว่ะ"
กิตติจึงพูดสวนกลับอย่างสุภาพไปว่า "พวกเขาเป็เ้าถิ่นถึงยังไงเราก็ควรให้เกรียญพวกเขาสิวะเพื่อน"
อคินจึงหัวเราะหึหึๆเดินทางต่อโดยไม่เถียงกลับเเต่อย่างใดทำให้คาดได้ว่าเขาก็ให้ความเกรงใจกิตติอยู่ไม่น้อย
ปวินจากท่าทีขึงขังกับคำพูดของอคินเมื่อครู่จึงผ่อนคลายลงเเล้วยิ้มเเย้มกล่าวว่า "พอถึงหมู่บ้านพวกผมจะจัดการเองพวกคุณเงียบๆไว้เท่านั้นนะครับถือว่าเป็คำขอของผม"
ทุกคนพยักหน้าโดยไม่ตอบคำจากนั้นเกินตามปวินไปอย่างรวดเร็ว เมื่อถึงหน้าหมู่บ้านมีนั่งห้างสูงบนต้นไม้อยู่สี่หลังเรียงรายราวหอราดตระเวนอยู่เเถวหนึ่งเเต่ละห้างมีชายฉกรรจ์ชุดพื้นเมืองสีดำสวมผ้าโผกศรีษะข้างหลังสะพายปืนอีเก็ปคนหละกระบอก เมื่อพวกเขาพบเห็นผู้คนต่างถิ่นเดินทางมาหนึ่งในนั้นผิวปากส่งเสียงราวนกร้องขึ้น ทันใดนั้นรอบกายชาวคณะเดินทางกลับปรากฎกระบอกปืนอีเก็ปจ่อมายังพวกเขาถึงสิบกว่ากระบอกซึ่งถือไว้ด้วยทั้งชราเเละกลางคนกลุ่มหนึ่ง
หนึ่งในนั้นเเสดงตัวเป็ผู้ใหญ่บ้านเดินตรงมาหาชาวคณะถามออกไปด้วยภาษาถิ่นจับใจความว่า "พวกคุณเป็ใครมีธุระอะไรถึงเดินทางมายังที่นี้"
ปวินยิ้มให้อย่างเป็มิตรจากนั้นจึงกล่าวว่า "ท่านผู้ใหญ่บ้านนี้เองกระผมจ่าสิบเอกปวินที่เคยนำกองทหารลาดตระเวนมาปราบปรามพวกลักลอบตัดต้นไม้บริเวณชายเเดนไทยลาวเเถบนี้ไงครับ"
ผู้ใหญ่บ้านทำท่าทีลังเลสงสัยชั่วคณะกล่าวอย่างปลอดโปร่งว่า "พวกคุณมีหน้าที่อะไรมาที่นี้หละ คนของคุณที่มาก็ดูไม่เหมือนทหารพวกคุณคิดจะทำอะไรลองบอกให้พวกเราเข้าใจหน่อยจะได้ไม่ขัดเเย้งกันเกิดขึ้น"
ปวินตอบอย่างไม่ต้องคิดเนื่องจากเข้าคิดก่อนก้าวเท้าเข้ามาที่นี้เเล้ว "พวกผมพาลูกน้องนอกเครื่องเเบบเข้ามาในที่นี้เพื่อให้เป็สายติดต่อกับพวกลักลอบตัดไม้ในเเถบนี้ครับ"
ผู้ใหญ่บ้านมองคณะเดินทางที่ละคนจากนั้นจ้องตาเขม้งมาทางปวินหัวเราะหึหึพูดว่า "พวกผู้หญิงพวกนี้ดูไม่เหมือนทหารหญิงอะไรเลย"
ปวินจึงถามต่อว่า "เหตุใดคุณถึงส่งสัยในตัวของพวกเธอ หรือว่าพวกเธอไม่พกพาอาวุธถ้าเป็เื่นี้มันเป็เเผนตบตาของทางการเพื่อไม่ให้เกิดความสงสัยเกิดขึ้นกับเหล่าพวกลักลอบตัดไม้นั้นเองครับ"
ผู้ใหญ่บ้านร้องอ่อจากนั้นจึงกล่าวถามต่อว่า "เเล้วพวกคุณจะไปที่จุดไหนกันหรือครับพวกเราจะได้จัดคนติดตามไปนำทางให้"
ปวินจึงกล่าวอย่างสุภาพไปว่า "ไม่ต้องหรอกครับพวกเราสามารถปฏิบัติภารกิจกันได้ขอบคุณมากครับ"
ผู้ใหญ่บ้านโบกมือคลาหนึ่งกลุ่มคนรอบข้างก็ลดอาวุธลงเเละเปิดทางให้เหล่าคณะเดินทางไปต่อกันได้อย่างสะดวก
หลังจากเดินผ่านหมู่บ้านมาสามกิโลได้ปวินก็เอ้ยปากขึ้นว่า "พวกเราผ่านมาหมู่บ้านมาได้เเล้วข้างหน้าอีกไม่เกินสิบกิโลจะเข้าบริเวณที่เเผนที่กำหนดเอาไว้เเล้วครับ"
อตินกล่าวอย่างฉุนเฉี่ยวขึ้นมาว่า "ไอ้พวกคนพื้นเมืองพวกนี้มันไร้การศึกษาสิ้นดีเอะอะก็ชักปืนข่มขู่กันเดี่ยวก็เเจ้งความให้คนมากวาดล้างให้หมดเเม่งเลย"
ปวินหัวเราะฮาๆๆจากนั้นกล่าวอย่างโปรดโปร่งว่า "พวกคุณนี้เหยีดเชื้อชาติจริงๆนะครับ ลองคิดกลับกันว่าถ้าพวกคุณเจอชนพื้นเมืองกลุ่มนี้กำลังเดินเข้าไปในบ้านคุณผมอยากรู้จริงๆว่าพวกคุณจะทำตัวยังไงกัน"
สิริมาะเิเสียงหัวเราะออกมาเนื่องจากสะใจที่มีคนตอกหน้าคนรักของเธอได้เพราะที่ผ่านมาไม่ค่อยมีคนที่กว่าเถียงอคินเท่าไหร่นักจนดาวิกาต้องเอามือมาปิดปากเธอไ่ว้เพื่อไม่ให้เสียงเธอส่งดั่งไปมากกว่านี้ กิตติถึงตอนนี้ก็ยังไม่เเสดงท่าทีอะไรเขาเพียงเหม่อมองไปข้างหน้าอย่างจนอคินต้องสะกิดถามด้วยความสงสัย "เห้ยเขาให้พวกเราพูดได้เเล้วจะมั่วเงียบอยู่ทำไมวะ หรือมึงก็หงุดหงิดกับท่าที่ของชาวบ้านพวกนั้นด้วยว่ะเพื่อน"
กิตติใช้นิ้วมือจุ๊ปากจากนั้นกล่าวกับปวินว่า "คุณเห็นหมูป่าข้างหน้านั่นไหม ผมว่ามันดูเเปลกมากเลยนะ"
ปวินสะดุ้งสุดตัวเขาตั้งเเต่เดินป่ามาในชีวิตไม่เคยพลาดสายตาจากสิ่งมีชีวิตตรงหน้าเเต่ครั้งนี้เขาพึ่งจะสังเกตุหมู่บ้าที่กิตติพูดถึง หมูป่าตัวนั้นอยู่ตรงข้ามกับลำธารข้างขวาของพวกเขามันมีลักษณะลำตัวสีดำสนิทเขี้ยวล่างทั่งสองข้างขาวสะอาดสะดุดตา คนทั้งห้าสงบนิ่งจ้องมองมันราวกับราวถูกมนต์สะกดจากมันจากนั้นมันก็เดินหันหลังหายลับไป ชาวคณะจึงเดินทางกันต่อไม่ถึงครึ่งชั่วโมงคณะเดินทางก็เข้ามาถึงใกล้กับจุดที่เเผนที่กำหนดไว้ บริเวณนี้เป็ป่ารกทึบสูงตระหง่านไปด้วยต้นไม้ใหญ่ปกคลุมพื้นป่ายิ่งเดินเข้าไปลึกเท่าไหร่ดวงอาทิตย์บนหัวยิ่งเลือนลางยิ่งขึ้นเท่านั้นจากตอนเเรกอากาศร้อนอบอ้าวพร้อมทั้งมีเเสงเเดดปกคลุมอย่างร้อนเเรง บัดนี้เปลี่ยนเป็มืดครึ้มเงียบสงัดหนาวเย็นเเละวังเวงอย่างไม่เคยเป็มาก่อนเสียงนกเเละลิงค่างบ่างชะนีกลับเงียบหายอย่างผิดปกติ เหงื่อเม็ดโป้งเริ่มผุดขึ้นจากใบหน้าของปวินจนคณะเดินทางที่เหลืออดอกสันขวัญเเขวนไม่ได้
ปวินเเทนจะปลุกปลอบชาวคณะกลับกล่าวอย่างพิกลว่า "ผมเดินป่ามากว่าสิบห้าปีเเล้วผมไม่เคยเจอเหตุการณ์ที่อยู่ดีๆก็ไม่ปรากฏวี่เเว่วของสัตว์ทั้งหลายในเเถบนี้เลย ผมว่ากลิ่นมันไม่ค่อยดีราวกับว่านี้มีสิงใดไม่ถูกต้องพวกเราควรรีบออกจากตรงนี้ทันที เพราะผมเชื่อว่าคงไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ที่นี้เเน่ๆไม่เพียงตรงนี้ห่างใกล้จากหมู่บ้านมามาก บริเวณเเถบนี้ก็ไม่ปรากฏล่องลอยของสิ่งที่มีชีวิตจะอาศัยอยู่ได้เลย"
กิตติจึงกล่าวอย่างจริงจริงไปว่า "เเล้วทำไมคุณไม่ถามชาวบ้านเเต่เเรกหละว่าเเถบนี้มีคนอาศัยอยู่ไหม"
อคินตบไหล่กิตติหัวเราะเยาะเเล้วกล่าวอย่างขำขันไปว่า "ยายเเก่ที่จ้างเรามาเเทนที่จะเป็พวกชาวบ้านคงทำอะไรผิดกฏของหมู่บ้านเลยไม่กล้าจะส่งกล่องไม้ที่ดาวิกาได้รับมาให้กับคนในหมู่บ้านนั้นเเหละไม่เห็นมีสิ่งใดหน้าสงสัยเลยอย่าไปกังวลมากสิวะพวก"
ปวินหันมาทำหน้าดุเเล้วกล่าวต่อว่า "ที่คุณพูดมันก็ถูกเเต่ที่ผมไม่ถามชาวบ้านก่อนมาที่นี้เนื่องด้วยพวกเราสำรวจกล่องไม้นั่นโดยละเอียดเเล้วพบว่ามันปิดผนึกด้วยเเม่กุญเเจพวงหนึ่งเป็ไปได้ว่าเป็ของสำคัญที่คนฝากไม่อยากให้ใครเห็นของที่อยู่ภายใน ดังนั้นผมจึงเก็บมันเป็ความลับต่อชาวบ้านพวกนั้นจะได้ไม่สร้างความยุ่งยากเเก่พวกเราในภายภาคหน้า เเต่อย่างที่ผมบอกบรรยากาศเเละ๓ูมิประเทศโดยรอบมันดูไม่ถูกต้องเราสมควรออกไปได้เเล้ว"
อคินทำหน้าดุใส่ปวินจากนั้นกระชากเสียงใส่ไปว่า "คุณอย่าลืมไปสิว่าทองที่พวกเราได้มามันเป็เพียงค่ามัดจำ ยายเเก่นั้นบอกว่าถ้าเราไปถึงจะเจอหญิงสาวในกระท่อมกลางป่าให้เรามอบกล่องใบนี้ให้กับนางจากนั้นนางจะให้ทองคำกับพวกเราหนึ่งไห"
ปวินตัดบทไปว่า "ผมเข้าใจดีคุณอคินเเต่ถ้าพวกเราเข้าไปเเล้วเป็เเผนของพวกโจรดักปล้นเรียกค่าไถ่หรือเป็เเผนอันชั่วร้ายของยายเเก่นั้นเรียกให้เราไปติดกับดักจะเป็อย่างไร พวกเราใช้เอาชีวิตไปทิ้งโดยไม่ได้อะไรตอบเเทนใช้หรือไม่"
อคินร้องเหอะๆจากนั้นจึงกล่าวอย่างกวนอารมณ์ไปว่า "คุณเป็ทหารไม่ใช้เหรอเราก็เเค่เดินทางอย่างระมัดระวังไปดูว่าข้างหน้ามันมีกระท่อมกลางป่าตามที่ยายเเก่นั้นบอกไว้รวมถึงมีลูกสาวของเเกอยู่ในนั้นด้วยหรือไม่ ถ้ามีอะไรผิดปกติเราก็เเค่รีบหนีจากไปไม่เห็นลำบากอะไรเลยนี้"
ปวินจนปัญญาที่จะว่ากล่าวจากนั้นก็เดินนำหน้าไปต่ออย่างเงียบงัน ภายในป่าเวลานี้น่าจะบ่ายสามเเล้วเเต่ภายในมืดครึ่มยิ่งเสมือนกับเวลาตอนนี้เป็่โผล่เพล้ก็ไม่ปาน ในที่สุดสายตาทุกคู่ก็เหลือบไปเห็นกระท่อมไม้หลังน้อยกลางป่าที่สร้างอย่างพิถีพิถันหลังหนึ่ง ปวินทำนิ้วเป็สัญญาณที่ลิมฝีปากเป็เชิงว่าไม่ให้ส่งเสียงจากนั้นก็หยิบกล่องส่องทางใกล้ส่องไปยังกระท่อมหลังนั้น ภายในกระท่อมวางไปด้วยข้าวของเครื่องใช้เป็ระเบียบเรียบร้อยยิ่งจากนั้นบนบ้านปรากฏร่างของหญิงสาวหน้าตาสะสวยผู้หนึ่งขึ้น เป็หญิงสาวผิวขาวปากเเดงผมดำขลับสยายปกคลุมเเผ่นหลังใบหน้างดงามขมเข้มผิดกับสาวชาวบ้านคนไหนที่ปวินเคยพบเห็นมาสเนห์ของนางทำให้เขาก้าวเดินเข้าไปหาอย่างลืมตัวจนชาวขณะถึงกับสงสัยในพฤติกรรมของเขาเเต่พวกเขาก็เดิมตามปวินไปอย่างเงียบงัน ปวินเดินไปหน้ากระท่อมหยุดมองดูสาวเ้าอย่างใจจดใจจ่อโดยมีชาวคณะเดินตามมาติดๆเพียงอึดใจเดี่ยวก็ปรากฏร่างหญิงสาวร่างกายอวบอั๋นนางหนึ่งลงบรรไดมา ทักทายด้วยภาษาถิ่นเเนะนำตนเองว่าชื่อขมิ้นเป็ลูกสาวยายเฒ่าชื่อยายครก อาศัยกับเเม่สองคนบริเวณป่าเเถบนี้เเต่เนื่องจากไม่ชอบความเอะอะเสียงดังของชาวบ้านจึงหันมาปลีกวิเวกอยู่พื้นที่นี้ จากนั้นเหล่าชาวคณะก็คลายกังวลใจลงทั้งบอกกล่าวเเนะนำตัวกันเป็พิธี เเต่ความงดงามของขมิ้นสาวเมืองป่าผู้นี้ไม่เพียงสะกดสายตาของปวินเพียงเท่านั้นเเม้เเต่กิตติเเละอคินเองก็เผลอจ้องมองตาค้างทั้งๆที่คนรักของตนเองอยู่ข้างๆจนพวกเธอต้องหยิกใส่เรียกสติ จนพวกชายคนรักของพวกเธอต้องร้องอุทานออกมา
ขมิ้นหัวเราะชอบใจจากนั้นจึงกล่าวด้วยท่าทีนุ่มนวลไปว่า "พวกคุณคงเดินทางมาเหนื่อยๆพักที่บ้านของฉันสักวันพรุ่งนี้ค่อยออกเดินท่างก็ได้นะจ๊ะ ฉันจะได้ทำอาหารพื้นเเมืองเอาไว้ตอนรับเพื่อเป็น้ำใจเล็กๆน้อย"
ปวินส่งยิ้มเเล้วจึงกล่าวว่า "ขอบคุณครับอย่างนั้นพวกเราขอพักที่นี้สักคืนหนึ่งรุ่งเช้าจะได้ออกเดินทางเเล้วครับ"
ขมิ้นยิ้มหวานหยาดเยิ้มให้จากนั้นส่งเสียงหวานว่า "พวกคุณจะพักอีกหลายๆวันก็ได้จ๊ะ อิฉันไม่ถือว่าเป็การรบกวนอะไรฉันอยู่กับเเม่สองคนนานๆทีจะมีคนมาเยี่ยมสักหนหนึ่งหนะจ๊ะ"
พวกผู้ชายมองกันดั่งถูกมนต์สะกดจนพวกผู้หญิงมองคอน
จากนั้นดาวิกาจึงกล่าวตอบกลับไปว่า "ไม่รบกวนคุณหรอกค่ะพอดีพวกเราได้รับการไหว้วานจากคุณยายให้ส่งกล่องไม้ใบหนึ่งมาให้"
จากนั้นดาวิกาก็ส่งกล่องไม้ให้ขมิ้นจากนั้นก็กล่าวขอบคุณเเละเชิญช้าวคณะขึ้นไปพักผ่อนบนกระท่อมรวมถึงกล่าวว่ารุ่งขึ้นตนจะนำทองคำมาให้ตามที่เเม่ของเธอนั้นสัญญาเอาไว้ คืนนั้นอาหารป่าของขมิ้นนั้นรสชาติถูกปากชาวขณะเป็อย่างมาก ทุกคนรับประทานกันอย่างเอร็ดอร่อย
จากนั้นสิริมาก็กล่าวอย่างสนใจขึ้นมาว่า "ในกล่องนั้นคืออะไรเหรอจ๊ะขมิ้นพวกเธอถึงได้ให้ค่าตอบเเทนพวกเราถึงขนาดนี้"
ขมิ้นนิ่งไปชั่วขณะจนกิตติเเละปวินต้องหั่นมาทำหน้าดุใส่สิริมาที่ทำท่าทีเสียมารยาทกับขมิ้น
เเต่ขมิ้นกับยิ้มเเย้มให้เเล้วกล่าวขึ้นมาว่า "นั้นเป็สมุนไพรเรียกว่ารากพันตำลึง เป็ของที่หายากยิ่งราคามหาศาลเป็พืชจากจีนที่เเม่ต้องลำบากหามาดังนั้นจึงต้องเก็บเป็ความลับยิ่งนักทำให้ต้องทำตัวลับล่อๆเพราะมีราคายิ่งกว่าทองคำเสียอีกหละจ๊ะ"
จากนั้นทุกคนก็หัวเราะอย่างสนุกสนานด้วยใบหน้ายิ้มเเย้มยิ่ง ดึกสงัดในค่ำคืนนี้ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วยิ่งรุ่งเช้านักชาวคณะตื่นขึ้นมาพบว่าขมิ้นได้ทำอาหารสำรับใหญ่ไว้ลอท่าเเต่ที่เพิ่มขึ้นมาคือทองคำไหหนึ่งเมื่อชาวคณะรับประทานอาหารเสร็จสิ้นเเล้วกำลังจะเเบ่งทองกัน
ขมิ้นก็ทำหน้าเคร่งเครียดกล่าวออกมาว่า "เสียดายยิ่งนี้คงเป็ทองคำไหสุดท้ายของฉันเเล้ว เว้นเสียเเต่ว่า..."
ปวินทำหน้าเเตกตื่นสงสัยกล่าวว่า "ไหสุดท้าย? หมายความว่าอย่างไรคุณขมิ้นมีเื่ลำบากใจก็บอกผมได้เลยนะครับ"
ขมิ้นเเย้มยิ้มกล่าวอย่างเศร้าสร้อยว่า "พวกเราสองเเม่ลูกนั้นฝังทองคำจากตนตระกูลเอาไว้หลังที่ป่าหลังกระท่อม ขุดเป็ช่องลับทางหนึ่งเเต่เนื่องด้วยตระกูลของฉันเป็หมอยาประจำหมู่บ้าน เลยมีเงินทองมากมายตั้งเเต่สมัยหลายชั่วอายุคนเมื่อสองปีมานี้พ่อของฉันท่านเสียชีวิตไปขณะที่ท่านจะลงไปเอาทองคำจากช่องลับ เเต่ทว่ากลับมีหมูป่าตัวใหญ่ตัวหนึ่งโผล่มาขวิดพ่อของฉันจนตายคาที่"
จากนั้นนางก็นั่งลงสะอึกสะอื้นจนสองสาวต้องเข้าไปปลอบ ปวินเเละกิตติรวมถึงอคินจึงปรึกษาหารือกันว่าพวกเขาจะปราบหมู่ป่าตนนี้เพื่อชีวิตความเป็อยู่ของสองเเม่ลูกคู่นี้
จากนั้นปวินก็เดินเขามากุมมือขมิ้นกล่าวออกไปว่า "ไม่ต้องกลัวนะครับเดี่ยวพวกผมจะจัดการล้างเเค้นให้คุณพ่อของคุณ หลังจากนี้ไอ้หมู่ป่านรกนั้นจะไม่สามารถมาวุ้นวายอะไรกับพวกคุณได้อย่างเเน่นอนครับผมสัญญา"
ขมิ้นพยักหน้ากล่าวขอบคุณปวินเเละชาวคณะทุกคนๆจากนั้นปาดน้ำตาบนใบหน้าจากนั้นเธอก็ลุกขึ้นเดินไปหยิบปืนอีเก็ปที่ผนังบ้านขึ้นมาถือเอาไว้
หน้าตาเหม่อลอยเเล้วกล่าวต่อไปว่า "พวกเราไปกันเถอะคุณพ่อหวังว่าหลังจากนี้ิญญาของท่านจะไปสู่สุคตินะจ๊ะ"
เช้าคณะทุกคนทำหน้าตาตึงเครียดหลังจากนั้นลอจนขมิ้นเดินนำหน้าลงจากเรือนไปพวกเขาจึงเดินตามไปอย่างเงียบงัน
ถัดจากบริเวณหลังกระท่อมสามกิโลปรากฏเนินดินเนินหนึ่งจริงๆรับฝังจากขมิ้นว่าเป็ช่องรับซ่อนสมบัติของเธออย่างเเน่นอน
ดังนั้นชาวคณะจึงค่อยๆเดินไปอย่างเงียบงันเเต่ไม่ทันจะถึงเนินดินตริงหน้าก็ปรากฏเสียงดังเเหวกพงหญ้ามาดังฉวัดเฉวียน
ทันใดนั้นหมู่ป่าสีดำขนาดมหึมาก็ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าพวกเขาทุกคนทุกคนพากันอกสั่นขวัญเเขวนกับภาพตรงหน้ามีเพียงปวินที่เป็ทหารพรานอาชีพเท่านั้นที่กล้าเผชิญหน้ากับมันอย่างองอาจสง่าผ่าเผย กิตติเเละอคินยังไงก็เป็เเค่นักล่าสัตว์เป็กีฬาธรรมดาไม่เคยพบพาสัตว์ร้ายในระยะสายตาตรงหน้าขนาดนี้ ปวินส่งเสียงร้องเรียกความหึกเหิม จากนั้นหมู่ป่าสีดำตัวนั้นก็ตั้งท่าใช้ขาหลังตระกุยดินเป็เชิงว่าจะตั้งท่าบุกเข้ามาหากลุ่มคนตรงหน้า ดังนั้นปวินจึงประทับปืนไรเฟิลเล็งที่ศรีษะของมันอย่างถนัดถนี่พร้อมกล่าวเรียกขวัญชาวคณะให้กล้าเผชิญห้ากับมันจากนั้นหมู่ป่าไม่
ลอช้าวิ่งตรงเข้ามาหมายเอาชีวิตหมู่คณะ ปวินยิงออกไปสองนัดล้วนถูกมันเข้าจังๆอย่างถนัดถนี่มันล้มลงดิ้นทุรณทุรายก่อนขาดใจตายในบัดดล
จากนั้นกิตติเมื่อปลุกปลอบกำลังขวัญของตัวเองกลับมาได้เเล้วจึงกล่าวกับขมิ้นว่า "ทำไมคุณถึงไม่ให้พวกชาวบ้านช่วยกันกำจัดสัตยว์ร้ายตัวนี้"
ปวินไม่ลอให้ขมิ้นตอบคำตอบเเทนเธอไปว่า "เป็เพราะถ้าชาวบ้านเมื่อปราบเสร็จอาจจะสนใจสมบัติของนางก็ได้"
จากนั้นขมิ้นก็พยักหน้าทิ้งปืนอีเก็ปในมือจากนั้นวิ่งมากอดปวินด้วยน้ำตาที่อาบสองเเก้มกล่าวกับเข้าว่า "ขอบคุณมากนะจ๊ะบุญคุณครั้งนี้ฉันจะไม่ลืมเลยจ๊ะ ถ้าคุณ้าอะไรก็บอกมาได้เลยอีฉันยินดีหาให้ทุกๆอย่างเลยจ๊ะ"
ปวินใช้สองมือเช็ดน้ำตาให้กับขมิ้นเเล้วจูบหน้าผากของนางเบาๆกระซิบที่ข้างหูของนางว่า "ถ้าไม่รังเกลียดจากนี้ผมจะขอดูเเลคุณไปตลอดชีวิตของผมนะครับ"
ขมิ้นได้ฟังก็หน้าเเดงจากนั้นก็ซุกตัวเข้าไปซบไหล่ปวิน ปวินไม่ลอช้ากอดนางไว้ในวงเเขนจากนั้นค่อยๆเอาลิ้มฝีปากของเขาประทับกับลิ้มฝีปากอันอวบอิ่มของขมิ้นนางบิดตัวเอียงอ้ายเล็กน้อย ก่อนคนทั้งสองจะทำอะไรกันมากกว่านี้อคินก็กระเเอมดังๆให้ทั้งคู่รู้จากนั้นก็กล่าวเสียงดังฝังชัดว่า
"จะทำอะไรก็อายผีสางนางไม้มั่งสิจ่า อีกอย่างถึงเวลาที่จ่าต้องนำทางพวกเราออกจากป่าเเห่งนี้เเล้ว"
ปวินจึงผละตนเองออกจากขมิ้นจากนั้นก็กล่าวขึ้นมาว่า "ผมทราบดีว่าภารกิจของพวกคุณเสร็จเเล้ว เเต่ผมอยากจะขอเเรงพวกคุณหน่อย"
กิตติทำหน้างุงงงถามออกมาว่า "มีอะไรให้พวกเราทำอีกเหรอจ่า พวกเราไม่คิดจะล่าสัตว์หรอกเเค่นี้ก็สยองมากเเล้วดูท่าไอ้เ้าตัวที่จ่ายิงทิ้งไปจะเป็ตัวเดี่ยวกับที่พวกเราเจอตรงลำธารเป็เเน่"
ปวินผยักหน้ากล่าวสืบต่อว่า "ผมเเค่อยากให้พวกคุณช่วยกันขนทองจำนวนหนึ่งในช่องลับนี้กลับไปที่กระท่อมเท่านั้นเองเพราะที่ขมิ้นให้พวกคุณก็คงเป็ทั้งหมดเเล้วสำหรับเขา ดังนั้นเราไม่ควรให้ผู้หญิงตัวเล็กต้องขนทองออกจากที่นี้เพียงลำพังหรอก"
อคินหัวเราะเยาะกล่าวว่า "ผมว่าจ่าคงได้ขนทองที่นี้ไปอีกนาน ทำไมต้องยืมมือพวกเราด้วยหละ"
ปวินหน้าเเดงเเต่กล่าวด้วยท่าทีขึงขังว่า "เอาหน้าไหนๆเราก็ขึ้นเรือลำเดี่ยวกันเเล้วช่วยๆกันหน่อยก็เเล้วกันครับ"
ดาวิกากล่าวอย่างสงสัยว่า "พวกคุณยังไม่ถามขมิ้นเขาเลยว่าอยากให้พวกคุณเขาไปไหม พวกคุณก็จะเข้าไปเเล้วเหรอ"
ขมิ้นเเย้มยิ้มเเล้วกล่าวว่า "ที่คุณปวินพูดก็ถูกนะจ๊ะ ปกติคุณพ่อเป็คนขนทองเองทั้งหมด เเต่ท่านเสียไปเเล้วอิฉันเป็ผู้หญิงคงลำบากที่จะเดินกลางป่าหิ้วสมบัติกลับไปทั้งเเบบนี้ ยังไงก็รบกวนช่วยขนกลับไปสักสองสามไหนะจ๊ะ"
ปวินรับคำจากนั้นก็เปิดช่องลับออกดู เเต่ทว่าเมื่อเปิดออกเเล้วทุกคนถึงกลับตาค้างช่องลับไม่เพียงเป็บรรไดทอดยาวลงไปข้างล่างกลับเป็ห้องๆหนึ่งทุกคนในที่นั้นคิดว่าเป็ช่องลับเเล้วจะเจอไหสมบัติฝังไว้เเต่เหนือความคาดหมายกลับเป็บรรไดหินสีน้ำตาลทอดยาวลงไปเสมือนช่องหลบภัยสมัยาโลกก็ไม่ปาน ปวินเดินนำหน้าลงไปอย่างอาจโดยมีขมิ้นตามหลังไปติดๆ ชาวคณะที่เหนือก็ค่อยเดินตามลงมาข้างล่างทุกคนหยิบไฟชายขึ้นมาสาดออกไปข้างหน้าปรากฏไหสมบัติเป็สิบๆไหอยู่ตรงหน้า สร้างความเเตกตื่นเเก่สายตาผู้พบเห็นทุกครู่เอาไว้ จากนั้นไฟในห้องพลันสว่างขึ้นในห้องโถงปรากฏว่ามีคบเพลิงเรียงรายซ้ายขวาไปตลอดทางเเต่ที่หน้าเเปลกจนทำให้คนพบเห็นเเตกตื่นลนลานก็คือ คบเพลิงทุกอันที่อยู่บนเสียบติดกับเเท่นหินบนผนังห้องผนันติดขึ้นมาพร้อมกันเป็สิบดวง ทุกคนสะดุ้งสุดตัวกับภาพตรงหน้าเเต่ไม่ทันที่จะได้ทำอะไรต่อ ทุกคนก็ต้องเบิกตาอาปากค้างเเทบสิ้นสติไปเมื่อพบเห็นถนัดชัดตาว่าที่กลางมุมห้องตรงข้ามกับที่พวกเขายืนอยู่ ประดับไว้ด้วยซากมนุษย์ผู้หญิงร่างหนึ่งร่างนั้นถูกพันธนาการไว้ด้วยโซ่เหล็กตลอดเเขนถึงข้อขาราวกับนักโทษคดีร้ายเเรงก็ไม่ปาน เเต่ที่หน้าเเตกตื่นขวัญหายไปมากกว่านี้คือผนังห้องทั้งหมดก่อปรด้วยอักขระเลขยันต์โบราณที่พวกเขาไม่เคยพบเห็นมาก่อยกระจายอยู่ทั่วมุมห้อง จากนั้นขมิ้นก็ได้เดินเข้าไปหาซากศพดังกล่าวโดยมีสายตาของชาวขณะจับจ้องอย่างไม่ลดละพวกเขาอยากจะออกไปจากที่เเห่งนี้ เเต่ภาพตรงหน้าดังเป็มนต์สะกดไม่ให้พวกเขาถอนตัวขยับร่างกายไปไหนได้ จากนั้นขมิ้นได้ล้วงกล่องไม้ออกมาจากเสื้อในพร้อมหยิบกุญเเจไขออกมาไขหีบดังกล่าวทันใดนั้นขบเพลิงในห้องพลันดับลง ทุกอย่างมืดมิดสุดคำบรรยายจนได้ยินเสียงหายใจเเละเสียงชีพจรของคนรอบข้างเต้นดังถนัดจัดเจน ปวินขยับกายสะอึกเข้ามาเตรียมดึงชาวขณะให้ออกไปจากห้องนรกห้องนี้เเต่เพียงเขาหันกายไปด้านหลังคบไปในห้องพลันติดขึ้นมาภาพตรงหน้าเขาเห็นเพียงกิตติเเละอคินยืนตาข้างไม่ขยับเขือนเเต่หญิงสาวอีกสองคนได้หายไปเสียเเล้ว ปวินรู้สึกเสียวสันหลังวูบขึ้นเข้าค่อยๆหันไปอย่างเชื่องช้า ภาพตรงหน้าทำให้เขาเเถบเขาทรุดเพระานั้นคือภาพของดาวิกาเเละสิริมา ที่คุกเขาตาเบิกโพรงอ้าปากค้างหันหน้าเขาหาซากศพที่บัดนี้มันได้ถูกปลอดปล่อยจากพันธนาการออกเเล้ว เเต่ซากศพนั้นก็ยังไม่ได้ขยับเขยือนเคลื่อนไหวไปไหนจากนั้น ขมิ้นก็ค่อยๆเอามีดเล่มหนึ่งปาดคอหอยของสิริมาจนเืพุ่งทะลักใส่ซากศพที่ถูกตรึงไว้กับผนังห้อง อคินเมื่อเห็นภาพคนรักถูกฆ่าตายอย่างน่าสยดสยองตรงหน้าเขาจึงหยิบปืนไรเฟิลประทับยิงใส่ขมิ้นพร้อมกับเเผดด่าด้วยคำหยาบคายใส่นาง
ะุสามนัดถูกยิงติดต่อกันทุกนัดยิงถูกขมิ้นอย่างถนัดถนี่ นัดเเรกโดนทรวงอกเป็รูโบ๋รูหนึ่งรูที่สองเจาะกระโหลกศรีษะของขางจนโลหิตไหลทะลักใส่ล่างของดาวิกานัดที่สามกลับโดนซากศพที่ตรึงกับผนังกำเเพงจนมันล้มลงพอดีทับกับร่างของขมิ้นจนล้มลงไปด้วยกัน จากนั้นอคินก็วิ่งไปโอบกอดสิริมาเอาไว้ เขาร้องไห้อย่างคลุ้มขลั่งสะอึกสะอื้นเเต่เขาก็ต้องสะดุ้งสุดตัวผลักร่างของสิริมาลงไปกับพื้น จากนั้นศิริมาก็ค่อยๆลุกขึ้นหันกายมาหาอคินอย่างช้าเสื้อผ้าของเธอปรากฏรอยเืเกรอะกรังเเต่ทว่ารอยเเผลที่คอหอยของเธอกับไม่หลงเหลืออยู่อีก จากนั้นนางเเสยะยิ้มปากฉีกถึงไปหูของนางจนอคินทำอะไรไม่ถูกต้องเดินถ่อยหลังไปอย่างลืมตัวจากนั้นกลางหลังของเขาปรากฏของเหลวอุ่นๆไหลทะลักออกมากลางหลังรู้สึกชาด้านสมองมึนงง จากนั้นเขาก็ล้มเเน่นิ่งไปกับพื้นเนื่องจากเขาถูกดาวิกาใช้มีดจวงไขสันหลังจนเขาถึงเเก่ชีวิตภาพตรงหน้าทำให้กิตติเเละปวินถึงกับหายใจไม่ทั่วท้องเเถบสิ้นสติไป จากนั้นหญิงสาวตรงหน้าทั้งสองก็กลับเเยกเขี้ยวยิงฟันเล็บเเหลมคมพลันงอกออกมายาวครึ่งเมตรลิ้นที่ยาวจากปากของนางไปถึงสะดื้อจนทำให้กิตติถึงกับกรีดร้องจนสิ้นสติ จากนั้นพวกนางก็รุมกินซากศพของอคินที่อยู่ตรงหน้าขณะที่ปวินจะหยิบปืนเล็งที่อสูรทั้งสองซากศพเเละร่างของขมิ้นก็หลอมรวมเป็ร่างเดี่ยวกันพลันพุดลุกขึ้น กายเนื้อที่เเห้งเหี่ยวพลันเปล่งปลังเต่งตึงขึ้นมาดูไปคล้ายหญิงสาวโบราณนางหนึ่งผิวเข้มร่างอ่อนเเอ่นของนางทรวดทรงองค์เอวดั่งถูกปั่นออกมาถ้าไม่มีสภาพสยดสยองตรงหน้าคงยียวนกวนราคะของผู้ที่พบเห็นอย่างหาที่สุดไม่ได้จากนั้น นางใช้มือของนางประทับไปที่ดาวิกาเเละสิริมาร่างกายของพวกเธอดังน้ำถูกหลอดดูก็ไม่ปาน ิัเเละเืเนื้อพลันถูกดูดเข้าไปในร่างของสตรีปีศาจตรงหน้าปวินยิงปืนไรเฟิลใส่กลางเเสกหน้าของนางนัดหนึ่งนางไม่เพียงไม่ชะงักะุที่เจาะศรีษะของของจนเกิดเป็รูบาดเเผลขึ้นภายในเสี้ยววินาทีร่างกายของนางกลับคืนสภาพเดิมเหมือนกับนางไม่เคยโดนะุปืนทะลุเเสกหน้ามาก่อน ร่างกายไวกว่าความคิดปวินฉุดร่างของกิตติขึ้นรวบรมเเรงเเบกร่างของเขาวิ่งขึ้นบรรไดหินออกจากห้องนรกนี้ออกมาได้จากนั้นเขาก็วิ่งอย่างไม่คิดชีวิตตรงมาที่หมู่บ้านชาวไทยวน เเต่ไม่ทันเขาประตูทางเขาหมู่บ้านปวินก็สลบไป จากนั้นที่หน้าประตูทางเข้าหมู่บ้านก็ปรากกฏผู้เฒ่าชราถือไม้เท้าดำผู้หนึ่งเดินออกมา ท่านมองดูชายหนุ่มทั้งสองพลันสายหน้าจากนั้นโบกมือขึ้นชายฉกรรจ์สองคนก็อุ้มร่างกายทั้งสองขึ้นมา นำตัวพวกเขาเข้าไปในหมู่บ้าน จากนั้นผู้ใหญ่บ้านนามตากำก็เอ้ยปากอย่างเเตกตื่นล่นลานขึ้นว่า ท่านพ่อเฒ่าคงจะเกิดเื่เเล้วใช้ไหมครับท่าน พ่อเฒ่าท่านไม่กล่าวอะไรเพียงผงกศรีษะอย่างเชื่องช้า กล่าวว่าเรา "จะใช้รักยมของเราไปตรวจตาบริเวณป่าเเถบนี้ว่าเกิดเื่อะไรขึ้นเพิ่มเติมหรือไม่เเละคืนนี้บอกคนของเราให้ไปรวมตัวกันที่ต้นไม้ศักสิทธิ์ประจำหมู่บ้าน ข้าเพียงหวังว่าท่านรุกเทวาจะหาทางช่วยพวกเราได้"
ตากำรับคำจากนั้นเดินหันหลังจากไป หลังจากนั้นพ่อเฒ่าก็ระบายลมออกจากถอนหายใจยาวกล่าวว่า "รักยมถึงรู้ว่ามีเหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้นข้าก็เตรียมการรับมือมันไม่ทันเสีย" จากนั้นท่านก็เดินก้มหน้าเอามือไพล่หลังเดินเข้าประตูหมู่บ้านจากไป