ซูอวี้เจ๋อเองก็เห็นเช่นกัน
เขายืนอยู่ในจุดที่สูงที่สุดของค่ายทหาร ดูคล้ายจะสามารถเอื้อมมือแตะกลุ่มเมฆได้ และสามารถเอื้อมแตะัตัวนั้นได้!
เขาจ้องมองัที่แวะเวียนมาตัวนั้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ
เขาเห็นชัด ๆ ว่าบนหลังัตัวนั้น มีร่างของหญิงสาวหมอบอยู่!
แม้ว่าจะอยู่ห่างไกล จนเห็นร่างของหญิงสาวคนนั้นแค่เพียงเลือนราง ทว่าผมยาวสลวยที่ปลิวไสว อาภรณ์ที่พลิ้วสะบัด ดูคล้ายอวิ๋นหวงยิ่งนัก...
เป็ไปได้หรือไม่ที่อวิ๋นหวงจะขี่เทพัไปทั่วหล้า เพื่อพยายามตามหาเขา?
เฮอะ มันจะเป็ไปได้อย่างไร?
ซูอวี้เจ๋อรู้สึกสับสน
ทว่าตอนที่เขากำลังสะลึมสะลือเมื่อครู่นี้ เขาได้ยินเสียงอวิ๋นหวงเรียกเขาจริง ๆ
ตอนนี้เทพัตนนี้กำลังเลื้อยอยู่บนก้อนเมฆ และบนหลังของมันมีร่างของหญิงสาวอยู่จริง ๆ...
ไม่ ไม่ เป็ไปไม่ได้!
ซูอวี้เจ๋อหัวเราะเยาะตัวเอง เขาเอาแต่คิดถึงอวิ๋นหวงจนธาตุไฟเข้าแทรกไปแล้วเป็แน่
อวิ๋นหวงจะร้องเรียกเขาได้อย่างไร? โจวอวิ๋นเฉินกรอกยาพิษร้ายแรงให้นางไปแล้วนี่!
นางสิ้นใจในอ้อมอกของเขาซูอวี้เจ๋อผู้นี้ และเขาก็ััถึงการจากไปของชีวิตที่ล่วงลับของนางได้อย่างชัดเจนมากกว่าใคร!
มันไม่ต่างจากดอกไม้ที่บานสะพรั่ง แล้วค่อย ๆ ร่วงโรยเหี่ยวเฉาไปทีละน้อย ราวกับหยดน้ำที่ค่อย ๆ แห้งเหือดหายวับไป!
ความเ็ป ความตื่นตระหนก และความเสียใจที่เกิดขึ้นตลอด่เวลานั้นตราตรึงอยู่ในหัวใจเขา และยังคงสลักลึกไม่คลาย อีกทั้งยังเด่นชัดอยู่ในความทรงจำของเขาไม่ลืมเลือน
เขาได้เป็ประจักษ์พยานการตายของนางด้วยตาตนเอง อีกทั้งยังเห็นนางถูกน้ำวนกลืนหายลงไป...
ดวงตาของซูอวี้เจ๋อเอ่อคลอด้วยหยดน้ำตาที่ส่องประกาย
ในสายตาที่พร่ามัวนั้น ดวงอาทิตย์ลดลำแสงลง เทพัพลันหายลับเข้ากลีบเมฆไป
ทุกสิ่งอย่างดูเหมือนจะมีอยู่เพียงชั่วพริบตา ดูคล้ายความเพ้อฝันอย่างแท้จริง ลึกลับเกินหยั่งถึง!
ซูอวี้เจ๋อเหยียดแขนออกไปยังทิศทางที่เทพัหายลับไปโดยไม่รู้ตัว
ชายหนุ่มหาได้คิดที่จะััเทพัตัวนั้น ทว่าเขาอยากดึงตัวหญิงสาวผู้นั้นลงมา!
ถ้าเกิดนางเป็อวิ๋นหวงล่ะ?
เขาก็คงโชคดี
ชายหนุ่มชะงักงันกับการกระทำนี้ ซึ่งมีลักษณะท่าทางเป็แบบแผนดั้งเดิมสุด ๆ สวมเสื้อผ้าชั้นเดียว ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง เท้าเปลือยเปล่า ตามองไปด้านข้าง โดยยกแขนข้างหนึ่งขึ้นในอากาศด้วยใบหน้าเคลิบเคลิ้มหลงใหล...
คราแรกทหารทุกคนต่างตกตะลึงพรึงเพริดเพราะเทพัก่อน จากนั้นค่อยใกับท่าทางของซูอวี้เจ๋อ
เทพับินจากไปแล้ว ไม่มีอะไรให้ดูอีก เมฆสีขาวท้องฟ้าสีครามมีอะไรน่าดูกัน?
ทหารทุกคนต่างเงยหน้าขึ้นมองซูอวี้เจ๋ออย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา เฝ้ามองเขาทำท่าทางคล้ายต้อนรับแเื่
ซ่งจื้อิยังไม่ฟื้นจากอาการใที่เห็นเทพัปรากฏขึ้นด้วยตาตนเอง เขาก็ต้องใอีกครั้งเมื่อเห็นองค์ไท่จื่อผู้ทรงพระปรีชาและทรงอำนาจของพวกเขากำลังสยาย ‘ปีก’ หมายจะโบยบิน
การเป็ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองกำลังนับล้านนั้นย่อมไม่ใช่เื่ธรรมดาสามัญที่จะเกิดขึ้นได้บ่อย ๆ ใน่ชีวิตหนึ่ง
ซ่งจื้อิจ้องซูอวี้เจ๋ออยู่เป็นาน จากนั้นก็เริ่มคิดใคร่ครวญว่า ที่องค์ไท่จื่อทรงไม่ขยับเขยื้อนเช่นนี้ แท้จริงแล้ว้าจะกระทำสิ่งใดกันแน่?
เมื่อนึกถึงพฤติกรรมที่ผิดปกติของซูอวี้เจ๋อเมื่อครู่นี้ ซ่งจื้อิดูเหมือนจะตระหนักถึงบางสิ่งขึ้นมาได้
เมื่อคิดถึงเื่นี้อีกครั้ง จู่ ๆ สมองของซ่งจื้อิก็พลันมีแสงสว่างวาบขึ้นมา แล้วเขาก็คิดออกโดยฉับพลัน
ทันใดนั้น ซ่งจื้อิก็ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว หมอบกราบลงกับพื้น ทำการคารวะด้วยความเลื่อมใสศรัทธาเป็อันมาก “นิมิตมิ่งมงคลจาก์ เทพัปรากฏตัวขึ้น จะต้องมีผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ลงมา! องค์ไท่จื่อทรงได้ยินเสียงเรียกของเทพัตัวจริงในความฝัน จึงเสด็จออกจากกระโจมด้วยเท้าเปล่า เพื่อต้อนรับการปรากฏตัวของเทพั ซึ่งพวกเราก็ได้เห็นด้วยตาตัวเองแล้ว เป็ที่น่าครั่นคร้ามเป็อย่างยิ่ง! บ้านเมืองจะขาดนายเหนือหัวไปไม่ได้แม้แต่วันเดียว กระหม่อมจึงขอกราบบังคมทูลให้องค์ไท่จื่อโปรดเชื่อฟังบัญชา์ เสด็จขึ้นครองราชบัลลังก์เป็ฮ่องเต้โดยทันทีเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ทหารทุกคนก็บังเกิดความเคารพเลื่อมใสและศรัทธาอย่างสุดซึ้งในทันที บังเกิดรู้สึกความยำเกรงไม่เว้นแม้แต่คนเดียว ทุกคนจึงคุกเข่าลง แล้วเปล่งเสียงดังะเืเลื่อนลั่นดุจทะเลคลั่งูเาคำราม “ขอองค์ไท่จื่อ โปรดเชื่อฟังบัญชา์ และเสด็จขึ้นครองราชบัลลังก์เป็ฮ่องเต้โดยทันทีพ่ะย่ะค่ะ”
ซูอวี้เจ๋อผู้ซึ่งกำลังหมกมุ่นกับความคิดในใจ ก็พลันสะดุ้งใกับเสียงร้องะโของเหล่าทหาร สติจึงพลันกลับมา เขาเห็นฝูงชนมืดฟ้ามัวดินกำลังคุกเข่าอยู่ คนกลุ่มใหญ่นี้้าจะทำอะไรกันแน่?
พื้นใต้เท้าเย็นเยียบ ชายหนุ่มจึงลดมือลงแล้วก้มหน้ามองเท้าตัวเอง นี่เขาวิ่งไปทั่วทั้ง ๆ ที่เท้าเปล่าได้อย่างไร ทันทีที่ภาพลักษณ์อันรุ่งโรจน์ขององค์ไท่จื่อผู้องอาจน่าเกรงขามถูกทำลายลง มันก็จะกระทบกระเทือนกับขวัญกำลังใจของกองทัพได้อย่างง่ายดาย
พอคิดได้แบบนี้ ซูอวี้เจ๋อก็รู้สึกค่อนข้างอับอาย
เขารู้สึกอับอาย อีกทั้งไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี ชายหนุ่มจึงได้แต่ยืนทึ่มทื่ออยู่อย่างนั้นด้วยภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ซ่งจื้อิเห็นแล้ว ก็พลันตระหนักได้ว่าจะมีฮ่องเต้ที่ขึ้นครองบัลลังก์ด้วยเท้าเปล่า แล้วประกาศตนเองเป็ฮ่องเต้ในโลกนี้ได้อย่างไร?
ซ่งจื้อิจึงขยิบตาเป็สัญญาณให้ผังรุ่ยทันที
ผังรุ่ยสมแล้วที่เป็รองแม่ทัพของซ่งจื้อิ เขาเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว จึงยืนขึ้นแล้วหันหลังวิ่งกลับเข้าไปในกระโจมใหญ่ของผู้บัญชาการทหารสูงสุด
เสื้อคลุมัที่โจวอวิ๋นเฉินเคยสวมมาก่อนยังคงอยู่ที่นั่น หนำซ้ำยังเป็ชุดที่ตัดเย็บใหม่ ซึ่งบังเอิญยิ่งนัก
ผังรุ่ยรีบถือเสื้อคลุมั รองเท้าหุ้มข้อ สายสะพาย และข้าวของอื่น ๆ ออกมาอย่างว่องไว
เมื่อเห็นดังนี้ ทหารทุกคนต่างก็มุ่งมั่นที่จะสนับสนุนซูอวี้เจ๋อมากขึ้นเรื่อย ๆ ภายใต้อารมณ์ความรู้สึกที่ท่วมท้นขึ้นมาอย่างฉับพลัน พวกเขาก็ะโคำขวัญเมื่อครู่อีกครั้ง
คราวนี้ ซูอวี้เจ๋อตั้งใจฟัง และได้ยินชัดเจนเต็มสองหู
ชายหนุ่มรู้สึกงุนงง เขาวิ่งออกไปตามหาอวิ๋นหวง และบังเอิญไปเจอเทพัตัวจริงปรากฏขึ้น มันจะเป็นิมิตมิ่งมงคลที่ลงมาจาก์ ทำให้เขาขึ้นครองบัลลังก์และสถาปนาตนเองเป็ฮ่องเต้ได้อย่างไร?
โดยไม่ปล่อยให้ชายหนุ่มงุนงงสงสัยนาน ซ่งจื้อิและผังรุ่ย รวมทั้งแม่ทัพอีกสองสามคนจึงรีบเข้ามาช่วยกันคนละไม้คนละมือ สวมเสื้อคลุมั รองเท้าหุ้มข้อ และสายสะพายให้แก่เขา
แน่นอนว่าผู้คนพึ่งพาเสื้อผ้า และม้าพึ่งพาอาน หลังจากความพยายามอันทุลักทุเลเช่นนี้ผ่านไป ซูอวี้เจ๋อก็พลันเปลี่ยนสภาพจากเทพเซียนเท้าเปล่า กลายเป็โอรส์ในทันที เมื่อเขายืนอยู่ตรงนั้น ก็เผยรูปลักษณ์ที่น่าประทับใจ และองอาจสง่างามหาตัวจับยาก
“ขอฝ่าาจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น ๆ ปี!”
ทหารทุกคนพร้อมใจกันคุกเข่าลงหมอบคำนับ พลางเปล่งเสียงร้องโดยพร้อมเพรียงกัน
ซูอวี้เจ๋อสติแตกไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
“ขอฝ่าาทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น ๆ ปี!” ทหารทุกคนะโขึ้นสองครั้ง ทุกคนต่างจับจ้องชายหนุ่มเขม็ง และกำลังรอให้เขาะโว่าลุกขึ้นได้
การะโว่าลุกขึ้นได้ เป็การตอบรับตำแหน่งฮ่องเต้ ซึ่งจำเป็จะต้องแบกรับความรับผิดชอบในการฟื้นฟูราชวงศ์...
ซูอวี้เจ๋อทอดสายตามองทหารนับล้าน และกำลังจะเอ่ยคำ ซ่งจื้อิกลัวว่า อีกฝ่ายน่าจะยังทึ่มทื่ออยู่ จึงโน้มตัวไปกระซิบว่า “การค้นหาองค์หญิงเก้าด้วยพระองค์เองตามลำพัง ก็เหมือนกับการงมเข็มในมหาสมุทร ทว่าการมีทหารนับล้านช่วยพระองค์ค้นหา ทุกอย่างจะง่ายเพียงพลิกฝ่ามือนะพ่ะย่ะค่ะ”
ถูกต้องแล้ว หากหลายคนช่วยกันเติมฟืนเผาไฟ เปลวไฟก็จะยิ่งสูงขึ้น
ซูอวี้เจ๋อตบบ่าซ่งจื้อิด้วยความชื่นชม “เ้าคือแม่ทัพใหญ่ผู้ก่อตั้งแคว้นของกว่าเหริน!”
ซ่งจื้อิเลิกคิ้วด้วยความดีใจ “กระหม่อมขอบพระทัยฝ่าาพ่ะย่ะค่ะ!”
ซูอวี้เจ๋อมองไปที่ทหารทุกคนด้วยความเบิกบานยินดี “ทุกคนลุกขึ้นได้ นับจากนี้ไป กว่าเหรินขอสาบานว่าจะร่วมทุกข์ร่วมสุข ร่วมแบ่งปันเกียรติยศชื่อเสียงกับทุกคน!”
“ขอพระองค์จงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น ๆ ปี!”
เสียงของทหารทั้งหมดสั่นะเืท้องฟ้าและทะลุผ่านสายรุ้ง ยกระดับจิติญญาแห่งความกล้าหาญขึ้นสูงสุด
ซูอวี้เจ๋ออยู่ในอารมณ์หดหู่เศร้าหมองมาหลายวัน แต่ในขณะนี้ จิตใจเขากำลังตื้นตันและฮึกเหิมยิ่งนัก
เมื่อมองขึ้นไปบนท้องนภาอันเวิ้งว้างยาวไกลหลายพันลี้ ท้องฟ้าสูงทะเลกว้าง ซูอวี้เจ๋ออดไม่ได้ที่จะเต็มไปด้วยความรู้สึกองอาจห้าวหาญ เขารำพึงในใจว่า อวิ๋นหวง ในชีวิตนี้ของอวี้เจ๋อ จะขอมีชีวิตอยู่เพื่อบ้านเมืองและเพื่อเกียรติยศ หากเ้ายังมีชีวิตอยู่ ข้าจะตามหาเ้าให้พบโดยไว หากเ้าเป็ดอกไม้ที่ร่วงโรย เป็หยกงามที่แตกสลาย[1] ชาตินี้ข้าจะไม่แต่งงาน
…
เหนือหมู่เมฆ
ทะเลเมฆหนาอันกว้างใหญ่ ปกคลุมไปด้วยกองหิมะที่ก่อตัวเป็ชั้นหยก ม้วนตัวขึ้นลงไม่สิ้นสุด ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ช่างดูน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก
อวิ๋นหวงอ้าปากค้างด้วยความอัศจรรย์ใจ
หลงไท่จื่อม้วนร่างอันใหญ่โตมหึมา อยู่เป็เพื่อนนางอย่างเงียบ ๆ
อวิ๋นหวงเต็มไปด้วยความคาดหวัง “หลงไท่จื่อ เมื่อไรข้าจะได้เดินทางไปบนท้องฟ้าและทะเลดั่งใจ้าเหมือนอย่างท่านเล่า?”
หลงไท่จื่อกล่าว “เ้ายัง้าการฝึกฝน เช่นเดียวกับดินแดนหัวเซี่ย[2]อันยิ่งใหญ่นี้ ที่ต้องผ่านการเปลี่ยนแปลงมานานนับพันปี”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ อวิ๋นหวงก็ปีนลงจากคอของเทพัไปตามขาขวาหน้าอันหนาของหลงไท่จื่อ และปีนขึ้นไปบนอุ้งเท้าขวาหน้าของเขา
หลงไท่จื่อหงายอุ้งเท้าขึ้น อวิ๋นหวงพยายามกระเสือกกระสนปีนผ่านระหว่างซอกนิ้วเท้าแล้วขึ้นไปยืนบนฝ่ามือ จากนั้นหญิงสาวจึงเขย่งปลายเท้าเพื่อยกมือไปแตะจมูกอีกฝ่าย
หลงไท่จื่อก้มหน้า และปล่อยให้นางลูบเบา ๆ “เ้ากำลังทำอะไร?”
อวิ๋นหวงเอ่ย “ข้าแค่อยากจะััมัน ข้ามักรู้สึกว่า ข้ากำลังฝันอยู่ และยังไม่ได้ตื่นขึ้นมาเลย ข้าสงสัยว่าข้าได้ขึ้น์ไปแล้วหรือไม่ ิญญาของข้าได้ออกจากร่างไปแล้ว ดังนั้นข้าจึงสามารถมายืนคุยกับท่านบนเมฆได้”
หลงไท่จื่อหัวเราะ “เ้าไม่ได้ฝันไป ด้วยรูปสัญลักษณ์หงส์เพลิง จิติญญาของเ้าจะไม่มีวันสูญสลาย หงส์และัเป็สิ่งมงคล เป็รูปสัญลักษณ์ที่เก่าแก่ที่สุดในอารยธรรมของหัวเซี่ยมาโดยตลอด มันเป็อำนาจทางจิติญญาอันมุ่งมั่น ที่ทรงพลังและกล้าแข็ง มันฝังรากลึกอยู่ในหัวใจของผู้คนที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ตามตำนาน มันจะไม่มีวันลบเลือน และเ้าก็คือธิดาศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงที่เลือกสรร และในสักวันหนึ่งเ้าจะสามารถนำหงส์เพลิงมาสู่จิ่วโจว[3] อำนวยพรให้ใต้หล้า”
**
[1] ดอกไม้ที่ร่วงโรย หยกงามที่แตกสลาย (香消玉殒) สำนวนจีน มีความหมายเชิงเปรียบเทียบ ใช้บรรยายการจากไปของหญิงสาวหญิงสาวที่งดงามหรือผู้มีค่าควร ด้วยความเศร้าสร้อย
[2] ดินแดนหัวเซี่ย (华夏) (Huáxià) เป็คำที่ใช้เรียก จีนโบราณ และยังหมายถึง อารยธรรมหรือวัฒนธรรมจีนที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน
[3] จิ่วโจว (九州) หมายถึง การแบ่งเขตภูมิศาสตร์ของจีนในสมัยโบราณ ตามตำนานระบุว่า พระเ้าอวี่ (大禹, Yu the Great) แบ่งดินแดนจีนออกเป็ 9 มณฑล (州) หลังจากควบคุมน้ำท่วมสำเร็จ (ประมาณ 2000 ปีก่อนคริสต์ศักราช)
.
.
.