หนุ่มขี้เหงากับสาวขี้วีน

    บทที่ 10 ไม่กินเส้น

             หลังจากได้แนะนำตัวกัน เข้าใจแล้วว่าใครเป็๲ใคร กึนซองก็ขอตัวกลับเข้าห้อง ทำทีว่าเปิดโอกาสให้หนุ่มสาวได้คุยกัน สมาร์ทพูดภาษาเกาหลีได้ดีทำให้คุยได้สะดวกโดยไม่ต้องอาศัยล่าม


    “ เป็๲ไงบ้างมนต์งานหนักเกินไปหรือเปล่า? แล้วทำไมเธอต้องพักใกล้กับไอ้หมอนั่น มันทำรุ่มร่ามอะไรกับเธอรึป่าว?


    “ ถามทีละข้อสิไอ้คุณหล่อ ถามแบบนี้หึงฉันเหรอ ”

     

    “ เออ! หึงสิถึงได้แล่นมานี่ไง ดูในทีวีแล้วหมั่นไส้อยากเตะเกาหลีว่ะ ” เขาสบถ


    “ อะไร ทำไมเหรอ กึนซองเขาให้สัมภาษณ์ไม่ดีเหรอ เอ..ไม่มีนี่นะ เพราะฉันอยู่ด้วยตลอดเวลา ” หญิงสาวพึมพำ


    “ ฮึ! อยู่ด้วยกันแค่สองสามวันเข้ากันเป็๲ปี่เป็๲กลอง ”


    “ เป็๲ขลุ่ยไอ้หล่อ ” เธอแก้ให้


    “ ดูในทีวีแล้วเป็๲ไงเหรอ ฉันดูครั้งเดียวแล้วไม่ได้ดูอีกเลย เพราะบทสัมภาษณ์ของแต่ละช่องยังกะก็อปปี้กันมา แล้วอีกอย่าง หมดโอกาสเสนอหน้า นายนั่นบังฉันมิด ” เธอพ้อ


    “ เดี๋ยวเราบอกทีมงานจัดให้มนต์ออกมานั่งคู่กับไอ้เกาหลีก็ได้นะ ” นายหล่อรีบเสนอเอาใจเพราะเพียงแค่เขาพูดทีมงานก็จะกุลีกุจอจัดให้อยู่แล้ว เพื่อเอาใจลูกนาย


    “ เฮ่ย! อย่านะ อย่างนี้น่ะดีแล้ว เราแปลอยู่ข้างหลังเขา พูดเบาๆเขาก็ได้ยิน อีกอย่างเราไม่ชอบหรอกออกหน้ากล้อง พูดเล่นไปงั้นแหละ ”

      

             หนุ่มสาวคุยกันกระหนุงกระหนิง กึนซองแอบแหวกม่านดู เห็นยืนเกาะขอบระเบียงไหล่ชนกันหัวเราะหัวไห้สนุกสนาน เห็นหนุ่มคนนั้นเอามือบีบจมูกเธอ ทนไม่ได้ขวางหูขวางตานักจึงกระชากม่านปิดดังพรึบ


    “ หงุดหงิด..หงุดหงิดโว๊ย! ” เออนี่เราเป็๲อะไรไป เ๱ื่๵๹อะไรของเรา บ้าไปแล้วมั้ง หนุ่มแดนโสมพึมพำตำหนิตัวเอง


    “ มัท กับ แมงโทรมาบอกเธอปิดเครื่องตลอด นังแมงมันกริ้วใหญ่วันที่ท่านชายเมืองโสมเสด็จมันโดนวัยรุ่นเบียดไปอยู่ซะไกลลิบ ” หญิงสาวหัวเราะเมื่อนึกถึงท่าทางช้างสะบัดงวงของเพื่อนสาว


    “ คนเยอะจริงๆนะหล่อ ฉันกับกึนซองยังเกือบแย่เลย ดีนะที่พ่อเธอยอมเสียเงินจ้างการ์ดมืออาชีพ ”


    “ พ่อที่ไหนล่ะเราเองแหละ ”


    “ อ๊าว..จิงดิ ”


    “ จี๊งงงง ก็เราเป็๲ห่วงมนต์ ห่วงมากกว่าไอ้พระเอกนั่นซะอีก ”


    “ หลายตังค์เลยนะแก ”


    “ ตังค์พ่อ ” แล้วสองหนุ่มสาวก็หัวเราะขึ้นพร้อมๆกันอย่างสนุกสนาน

       หนึ่งชั่วโมงผ่านไป กึนซองย่องมาเปิดม่านดูอีกที ทันเห็นสองหนุ่มสาวกำลังเดินออกไป คงจะไปลงลิฟท์ฝ่ายชายเอามือโอบไหล่หญิงสาวอย่างสนิทสนม เขายังทันเห็นฝ่ายหญิงปัดมือนั้นออก พร้อมกับยกนิ้วชี้หน้า ประมาณว่า..อย่าลามปาม..


    “ จะไปส่งกันถึงไหนนะ ” เขาแอบคิด มองดูนาฬิกาข้อมือ สามทุ่มกว่าแล้ว นอนดีกว่าพรุ่งนี้มีซ้อมใหญ่ทั้งวันก่อนเปิดคอนเสิร์ตจริง

      

            วันนี้ที่เวทีจริงก่อนการแสดง ทุกคนที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องเดินกันให้วุ่นวาย หนุ่มอินดี้ใส่เสื้อกล้ามกางเกงยีนส์ขาดๆรองเท้าผ้าใบ รัดผมไว้ด้วยผ้ามัดผมของเธอ


    “ ท่าจะถูกใจ ” หญิงสาวคิด เธอเองก็รู้โปรแกรมล่วงหน้าว่าวันนี้เป็๞วันร้อง เต้น ที่เหมือนจริงทุกขั้นตอน อาจดึกดื่นจนกว่างานจะออกมาเป๊ะ เธอต้องตามติดเขาเหมือนเงาตามตัวเพราะผู้กำกับเวที จะต้องบอกบทกับกึนซองตลอดเวลาว่าให้ทำอย่างนั้น อย่างนี้ต้องแก้ไขปรับเปลี่ยนกันอยู่ตลอดเวลา


            มนต์ราถือว่าเป็๲การเรียนรู้ไปในตัวว่าคอนเสิร์ตใหญ่นั้นทำไม่ได้ง่ายๆ เมื่อเช้าก่อนออกจากโรงแรมเธอเห็นทีมงานแต่งตัวตามสบาย เธอจึงแอบย่องไปเปลี่ยนบ้าง ใส่ขาสั้นผ้าใบกันรึ ฉันใส่บ้าง เธอจึงเป็๲สาวน้อยที่น่ารักมากในสายตาของกึนซอง เธอถักเปียทั้งสองข้างแล้วเอามาพันไว้รอบศรีษะ ทะมัดทะแมงสะพายเป้แบบเฉียงๆ เดินตามกึนซองต้อยๆ


            ถ้าเป็๞งานเป็๞การมนต์ตราจะทำออกมาได้ดี แต่ถ้าไม่ใช่งาน เธอยังนึกไม่ออกว่าเธอจะปฏิบัติตัวต่อกึนซองยังไง เช่นเดียวกับหนุ่มอินดี้ก็เคยชินที่จะก้มลงมาพูดกับคนตัวเล็ก ไม่เคยสักครั้งที่หันมาแล้วจะไม่เจอ บางครั้งความสัมพันธ์บางอย่างที่ก่อเกิดในใจทำให้เขาหันหาเธอทั้งๆที่ไม่รู้จะพูดอะไร แค่อยากแน่ใจว่าเธอยังอยู่ตรงนี้อยู่ใกล้ๆเขา


            เขาชอบเวลาที่เธอมองตอบด้วยดวงตาใสแจ๋วพร้อมคำถามที่อยู่ในดวงตานั้นว่า..อะไร?.. ชายหนุ่มก็จะตอบว่า..เปล่าๆ


    “ พักได้แล้วค่ะ ผู้กำกับให้เวลาทานข้าวได้หนึ่งชั่วโมง ยูโอเค๊?


    “ ถ้าผมบอกว่าไม่โอเคล่ะ ”


    “ ไม่หรอกคุณไม่ใช่คนงอแง สองสามวันที่ฉันร่วมงานกับคุณมา ก็คิดว่าน่าจะรู้จักคุณได้มากในระดับหนึ่ง”


    “ ยังงั้นเชียวเหรอ ” ชายหนุ่มตอบพร้อมกับรับผ้าเย็นจากมือล่ามประจำตัวไปเช็ดหน้า ลำคอ เช็ดแขน แถมยังยกเสื้อกล้ามขึ้นเช็ดรักแร้และลำตัว เธอส่งผ้าผืนใหม่ให้อีกหนึ่งผืน เพราะเริ่มเรียนรู้ว่าเขาจะใช้ผ้าเย็นสองผืน คราวนี้เขาหันหลังให้ถลกเสื้อขึ้นมาถึงคอ


    “ ช่วยเช็ดหลังให้ผมหน่อย ”


    “ ตกลงฉันเป็๲ล่ามหรือเลขาส่วนตัวของคุณกันแน่ฮึ ”เธอกัดฟันถามเขาแบบไม่ขยับปาก


    “ เอาน่า..ไหนๆก็ทำดีมาทุกอย่างแล้ว แค่นี้..ช่วยๆกันไปเผื่อถูกใจจะเอากลับไปเกาหลีด้วย ” แค่นั้นเองแผ่นหลังของ

    เคป็อบคนดังก็แดงเป็๞ปื้นด้วยฝ่ามืออรหันต์ที่ฟาดลงไปดังป้าบ ชายหนุ่มร้อง


    “ โอ๊ย.ย.ย”เขาไม่คิดว่าเธอจะกล้า ตามมาด้วยคำพูดเบาๆว่า


    “ ทะลึ่ง ”

            หญิงสาวเดินไปนั่งที่โต้ะอาหาร เก้าอี้ที่ติดกับเธอเป็๲อันรู้ว่าจะต้องว่างไว้ให้กึนซอง เพราะเขาและเธอมีเ๱ื่๵๹ที่จะต้องพูดคุยกันอยู่ตลอดเวลาในเ๱ื่๵๹งาน วันนี้มีอาหารไทย ต้มยำกุ้ง ส้มตำ ข้าวเหนียว ไก่ย่าง ขนมจีน หมูแดดเดียว และอาหารเกาหลีอีกสองสามอย่างสำหรับทีมงานระดับหัวหน้าของเกาหลีที่จะต้องร่วมโต๊ะกับเขาด้วยทุกครั้งเพื่อปรึกษางาน


            เขาและทีมงานไม่แตะอาหารเกาหลีเลย เขาเจริญอาหารได้ดีจริงๆถามนั่นอะไร กินยังไง รสชาดเป็๞ยังไงอร่อยมั๊ยอยู่ตลอดเวลา


    “ อันนี้เขาเรียกส้มตำ เอาปาปาย่ามาสับๆแล้วคลุกเคล้าในครกเติมนั่นเติมนี่หญิงสาวก็สาธยายไป จานนี้เขาเรียก หมูแดดเดียวทอด เค้าก็จะหั่นหมูเป็๞ชิ้นยาวๆแล้วเอาไปปตากแดดหนึ่งวัน หรือจะเรียกว่าหมูตากแดดหนึ่งวันก็ได้แต่มันยาวไปคนไทยเลยตัดทอนเหลือ หมูแดดเดียว กึนซองฟังอย่างทึ่งๆ ทึ่งเ๹ื่๪๫ภาษาแล้วยังมาทึ่งเ๹ื่๪๫อาหารการกินอีก


    “ จานนี้ส้มตำปลาร้ารสเผ็ดมาก คุณอย่ากินมากเดี๋ยวท้องจะเสีย


    “ มนต์ตราคุณทำอาหารเป็๞ด้วยเหรอ ”จู่ๆเขาก็ถามขึ้น


    “ ฮื่อ..ก็พอได้อยู่นะ ถ้าจำเป็๞ ทำไมเหรอ ?


    “ เห็นรู้จักอาหารเยอะมาก รู้จักวัตถุดิบเครื่องปรุง รสชาด”


    “ ฉันเป็๞คนกินเก่ง ถ้าเป็๞เ๹ื่๪๫กินละก้อต้องยกให้ฉัน”


    “ ตัวแค่เนี๊ยนะ”


    “ จริ๊ง.ง.ง”


    “ คำว่า..ทะลึ่ง..แปลว่าอะไรครับผู้กำกับ” จู่เขาก็ถามขึ้นมากลางป้อง ล่ามตัวน้อยเหมือนโดนฟ้าผ่า..ตายห่าเลยกู..

    ผู้กำกับกำลังเคี้ยวอาหารเต็มปาก สำลักหน้าดำหน้าแดง มนต์ตราได้โอกาสคว้าแก้วที่อยู่ตรงหน้ายื่นส่งให้พร้อมทั้งเอามือลูบหลังลูบไหล่ แล้วกระซิบแบบไม่ขยับปากว่า


    “ อย่าแปลนะหนูด่ามันเอง” ผู้กำกับสำลักใหญ่รีบลุกขึ้นทำทีขอตัวไปห้องน้ำ หญิงสาววิ่งตามทำทีเป็๲ห่วงเป็๲ใยเสียเต็มประดา หล่อนและผู้กำกับไม่ได้กลับมาที่โต๊ะอาหารอีก ครบหนึ่งชั่วโมงผู้กำกับก็ขึ้นไปยืนอยู่บนเวทีแล้ว กึนซองมองหาล่ามประจำตัวเห็นค้นอะไรกุกกักอยู่ที่เป้สะพายจึงเดินเข้าไปหา


    “ เดี๋ยวช่วยเตรียมน้ำดื่มเกลือแร่เย็นๆไว้ให้ผมด้วยนะ ขอหลายๆขวดหน่อย เพราะวันนี้ผมคงต้องเสียเหงื่อมาก” ชายหนุ่มร้องขอ


    “ ได้ค่ะ เดี๋ยวจัดให้” เธอรีบรับคำอย่างอ่อนหวาน

    เที่ยงคืนแล้วยังไม่เลิกซ้อม ๰่๭๫หลังๆกึนซองบอกให้เธอลงไปนั่งพักที่เก้าอี้ผู้ชมด้านหน้า

    เพราะสังเกตุว่าล่ามสาวเดินเป๋ไปเป๋มาแล้ว


    “ แล้วคุณจะคุยกับผู้กำกับเวทีรู้เ๱ื่๵๹เหรอ ” เธอถาม


    “ จะใช้ภาษาอังกฤษคุยกัน ”


    “คุณพูดภาษาอังกฤษได้ทำไมไม่บอกฉัน ให้ฉันเดินตามอยู่ได้” หญิงสาวแว๊ดใส่


    “ เดินตามกันก็ดีอยู่แล้วนี่อบอุ่นดี ”


    “ แหว่ะ..” หญิงทำท่าแหว่ะใส่ทำท่าพาลรีพาลขวาง เขาใช้นิ้วชี้ดีดใส่หน้าผากหล่อนเบาๆแล้วบอกว่า


    “ เดี๋ยวจะให้แปลให้หมดเลยทั้ง..แหว่ะ..ทั้งทะลึ่ง” มนต์ตรา

    รีบจ้ำอ้าวสะบัดหน้าพรืดลงจากเวทีทันที ไปได้ที่นั่งเหมาะๆเป็๞เก้าอี้แถวหน้าของบัตรราคาหลายพันบาท เพียงไม่กี่นาทีมนต์ตราก็ไปเฝ้าพระอินทร์เรียบร้อย อาชีพหมอสอนให้เธอหลับได้ในทุกๆสถานะการณ์ เสียงดนตรีที่ดังขนาดนี้รึ..สบายมนต์ล่ะ

      

             ตีสองกว่าๆทุกอย่างโอเคเป็๞ที่พอใจทั้งเคป็อบและผู้กำกับ ทีมงานเตรียมตัวเก็บของทะยอยกันกลับโรงแรม


    “ อ้าว! นั่นหมอมนต์นี่ หลับคอพับคออ่อนเลย ” ผู้กำกับชี้มือมา กึนซองฟังไม่รู้เ๹ื่๪๫ว่าเค้าพูดอะไรเพราะผู้กำกับพูดภาษไทย แต่คงหมายถึงล่ามของเขาแน่นอนจึงตอบไปเป็๞ภาษาอังกฤษว่า


    “ เดี๊ยวผมจัดการเองเธอพักที่เดียวกับผม”


    “ โอเค ฝากด้วยนะกึนซอง ”


    “ บาย เซ่อร์ ” เขาเดินมาที่ร่างน้อยที่ขดตัวหลับอยู่บนเก้าอี้ เห็นแล้วน่าเมื่อยแทน จับไหล่เขย่าร้องเรียกเบาๆ


    “ ตัวน้อย เลิกงานแล้วกลับบ้านกันเถอะ ”


            บ้าน..บ้านเหรอ คำนี้ไพเราะจัง บ้าน..คิดถึงพ่อจังเลย เหมือนอยู่ในห้วงแห่งความฝัน..ว่า..พ่อมาปลุกให้ลุกเข้าห้องนอนในยามเด็กที่ชอบนอนหลับหน้าจอทีวี จึงยกสองมือขึ้นคล้ายอ้อนให้พ่ออุ้ม


            กึนซองส่งกระเป๋าส่วนตัวทั้งของเขาและเป้ของเธอให้ทีมงานที่มายืนรออยู่สองสามคน แล้วจึงหันหลังจับมือเธอดึงขึ้นคล้องคอแบกใส่หลัง ถ้าเป็๲คนไทยก็จะเรียกว่า..ขี่โก่ง..นั่นเอง


            แต่ทีมงานของกึนซองซึ่งเป็๞ชาวเกาหลีถือเป็๞เ๹ื่๪๫ปกติ เพราะที่บ้านของเขาแบกกันแบบนี้อยู่แล้ว และบังเอิญว่าไม่มีทีมงานคนไทยเหลืออยู่เลยสักคนจึงไม่มีใครได้เห็นภาพนี้


            ในห้วงแห่งความฝันอันแสนอบอุ่น เด็กหญิงมนต์ตราเป็๲ผู้ชนะ อ้อนพ่อได้สำเร็จ แถมยังได้ขี่หลังพ่ออีก จึงโอบสองแขนรอบคอพ่อไว้เอียงหน้าซบลงที่ไหล่กว้าง


    “ รักพ่อจัง” เธอพึมพำเป็๲ภาษาไทย


    “ พูดภาษาเกาหลีสิคนดี ผมฟังไม่รู้เ๱ื่๵๹”ชายหนุ่มบอกเบาๆ

            เมื่อลงจากรถตู้หน้าโรงแรม ทีมงานส่วนตัวของกึนซองทำหน้าที่อย่างไม่ต้องให้บอก พวกเขาเดินล้อมกึนซองไว้จนเข้าลิฟท์ เขาแบกเธอมาจนถึงหน้าประตูห้องของหญิงสาว ทีมงานค้นคีย์การ์ดในกระเป๋าของเธอ


              ชายหนุ่มวางร่างน้อยไว้บนเตียง แกะมือที่โอบคอเขาออก ดึงผ้ามาห่มให้รองเท้าถุงเท้าของเธอทีมงานช่วยถอดให้แล้ว


     “โอ้ย! ปวดหลัง ตัวเล็กแค่เนี้ย ทำไมถึงหนักจัง” เขาบ่น เอื้อมมือไปปิดไฟหัวเตียง เหลือแต่ไฟในห้องน้ำ เผื่อเธอตื่นขึ้นมา จะได้ไม่มืดเกินไป


    “พ่อจ๋า kiss night ลูกก่อน”


    “หา! อะไรนะ เขาฟังคำอื่นไม่เข้าใจ เข้าใจอยู่คำเดียว


    “kiss night”


    โอ้!พระเ๯้าอะไรของยัยคนนี้ “เอ๊า…เอาที่สบายใจนะเธอ”

            ชายหนุ่มก้มลงจุ๊บหน้าผากเธอเบาๆ ได้ยินเสียงหายใจสม่ำเสมอ แสดงว่าหลับสนิท จึงหันหลังเดินออกจากห้อง   เช็คที่ลูกบิดประตูอีกครั้งว่าล็อกแล้ว สั่งทีมงานลูกน้องคนสนิทนอนหูไว้หน่อย