หลังจากได้แนะนำตัวกัน เข้าใจแล้วว่าใครเป็ใคร กึนซองก็ขอตัวกลับเข้าห้อง ทำทีว่าเปิดโอกาสให้หนุ่มสาวได้คุยกัน สมาร์ทพูดภาษาเกาหลีได้ดีทำให้คุยได้สะดวกโดยไม่ต้องอาศัยล่าม
“ เป็ไงบ้างมนต์งานหนักเกินไปหรือเปล่า? แล้วทำไมเธอต้องพักใกล้กับไอ้หมอนั่น มันทำรุ่มร่ามอะไรกับเธอรึป่าว?
“ ถามทีละข้อสิไอ้คุณหล่อ ถามแบบนี้หึงฉันเหรอ ”
“ เออ! หึงสิถึงได้แล่นมานี่ไง ดูในทีวีแล้วหมั่นไส้อยากเตะเกาหลีว่ะ ” เขาสบถ
“ อะไร ทำไมเหรอ กึนซองเขาให้สัมภาษณ์ไม่ดีเหรอ เอ..ไม่มีนี่นะ เพราะฉันอยู่ด้วยตลอดเวลา ” หญิงสาวพึมพำ
“ ฮึ! อยู่ด้วยกันแค่สองสามวันเข้ากันเป็ปี่เป็กลอง ”
“ เป็ขลุ่ยไอ้หล่อ ” เธอแก้ให้
“ ดูในทีวีแล้วเป็ไงเหรอ ฉันดูครั้งเดียวแล้วไม่ได้ดูอีกเลย เพราะบทสัมภาษณ์ของแต่ละช่องยังกะก็อปปี้กันมา แล้วอีกอย่าง หมดโอกาสเสนอหน้า นายนั่นบังฉันมิด ” เธอพ้อ
“ เดี๋ยวเราบอกทีมงานจัดให้มนต์ออกมานั่งคู่กับไอ้เกาหลีก็ได้นะ ” นายหล่อรีบเสนอเอาใจเพราะเพียงแค่เขาพูดทีมงานก็จะกุลีกุจอจัดให้อยู่แล้ว เพื่อเอาใจลูกนาย
“ เฮ่ย! อย่านะ อย่างนี้น่ะดีแล้ว เราแปลอยู่ข้างหลังเขา พูดเบาๆเขาก็ได้ยิน อีกอย่างเราไม่ชอบหรอกออกหน้ากล้อง พูดเล่นไปงั้นแหละ ”
หนุ่มสาวคุยกันกระหนุงกระหนิง กึนซองแอบแหวกม่านดู เห็นยืนเกาะขอบระเบียงไหล่ชนกันหัวเราะหัวไห้สนุกสนาน เห็นหนุ่มคนนั้นเอามือบีบจมูกเธอ ทนไม่ได้ขวางหูขวางตานักจึงกระชากม่านปิดดังพรึบ
“ หงุดหงิด..หงุดหงิดโว๊ย! ” เออนี่เราเป็อะไรไป เื่อะไรของเรา บ้าไปแล้วมั้ง หนุ่มแดนโสมพึมพำตำหนิตัวเอง
“ มัท กับ แมงโทรมาบอกเธอปิดเครื่องตลอด นังแมงมันกริ้วใหญ่วันที่ท่านชายเมืองโสมเสด็จมันโดนวัยรุ่นเบียดไปอยู่ซะไกลลิบ ” หญิงสาวหัวเราะเมื่อนึกถึงท่าทางช้างสะบัดงวงของเพื่อนสาว
“ คนเยอะจริงๆนะหล่อ ฉันกับกึนซองยังเกือบแย่เลย ดีนะที่พ่อเธอยอมเสียเงินจ้างการ์ดมืออาชีพ ”
“ พ่อที่ไหนล่ะเราเองแหละ ”
“ อ๊าว..จิงดิ ”
“ จี๊งงงง ก็เราเป็ห่วงมนต์ ห่วงมากกว่าไอ้พระเอกนั่นซะอีก ”
“ หลายตังค์เลยนะแก ”
“ ตังค์พ่อ ” แล้วสองหนุ่มสาวก็หัวเราะขึ้นพร้อมๆกันอย่างสนุกสนาน
หนึ่งชั่วโมงผ่านไป กึนซองย่องมาเปิดม่านดูอีกที ทันเห็นสองหนุ่มสาวกำลังเดินออกไป คงจะไปลงลิฟท์ฝ่ายชายเอามือโอบไหล่หญิงสาวอย่างสนิทสนม เขายังทันเห็นฝ่ายหญิงปัดมือนั้นออก พร้อมกับยกนิ้วชี้หน้า ประมาณว่า..อย่าลามปาม..
“ จะไปส่งกันถึงไหนนะ ” เขาแอบคิด มองดูนาฬิกาข้อมือ สามทุ่มกว่าแล้ว นอนดีกว่าพรุ่งนี้มีซ้อมใหญ่ทั้งวันก่อนเปิดคอนเสิร์ตจริง
วันนี้ที่เวทีจริงก่อนการแสดง ทุกคนที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องเดินกันให้วุ่นวาย หนุ่มอินดี้ใส่เสื้อกล้ามกางเกงยีนส์ขาดๆรองเท้าผ้าใบ รัดผมไว้ด้วยผ้ามัดผมของเธอ
“ ท่าจะถูกใจ ” หญิงสาวคิด เธอเองก็รู้โปรแกรมล่วงหน้าว่าวันนี้เป็วันร้อง เต้น ที่เหมือนจริงทุกขั้นตอน อาจดึกดื่นจนกว่างานจะออกมาเป๊ะ เธอต้องตามติดเขาเหมือนเงาตามตัวเพราะผู้กำกับเวที จะต้องบอกบทกับกึนซองตลอดเวลาว่าให้ทำอย่างนั้น อย่างนี้ต้องแก้ไขปรับเปลี่ยนกันอยู่ตลอดเวลา
มนต์ราถือว่าเป็การเรียนรู้ไปในตัวว่าคอนเสิร์ตใหญ่นั้นทำไม่ได้ง่ายๆ เมื่อเช้าก่อนออกจากโรงแรมเธอเห็นทีมงานแต่งตัวตามสบาย เธอจึงแอบย่องไปเปลี่ยนบ้าง ใส่ขาสั้นผ้าใบกันรึ ฉันใส่บ้าง เธอจึงเป็สาวน้อยที่น่ารักมากในสายตาของกึนซอง เธอถักเปียทั้งสองข้างแล้วเอามาพันไว้รอบศรีษะ ทะมัดทะแมงสะพายเป้แบบเฉียงๆ เดินตามกึนซองต้อยๆ
ถ้าเป็งานเป็การมนต์ตราจะทำออกมาได้ดี แต่ถ้าไม่ใช่งาน เธอยังนึกไม่ออกว่าเธอจะปฏิบัติตัวต่อกึนซองยังไง เช่นเดียวกับหนุ่มอินดี้ก็เคยชินที่จะก้มลงมาพูดกับคนตัวเล็ก ไม่เคยสักครั้งที่หันมาแล้วจะไม่เจอ บางครั้งความสัมพันธ์บางอย่างที่ก่อเกิดในใจทำให้เขาหันหาเธอทั้งๆที่ไม่รู้จะพูดอะไร แค่อยากแน่ใจว่าเธอยังอยู่ตรงนี้อยู่ใกล้ๆเขา
เขาชอบเวลาที่เธอมองตอบด้วยดวงตาใสแจ๋วพร้อมคำถามที่อยู่ในดวงตานั้นว่า..อะไร?.. ชายหนุ่มก็จะตอบว่า..เปล่าๆ
“ พักได้แล้วค่ะ ผู้กำกับให้เวลาทานข้าวได้หนึ่งชั่วโมง ยูโอเค๊?
“ ถ้าผมบอกว่าไม่โอเคล่ะ ”
“ ไม่หรอกคุณไม่ใช่คนงอแง สองสามวันที่ฉันร่วมงานกับคุณมา ก็คิดว่าน่าจะรู้จักคุณได้มากในระดับหนึ่ง”
“ ยังงั้นเชียวเหรอ ” ชายหนุ่มตอบพร้อมกับรับผ้าเย็นจากมือล่ามประจำตัวไปเช็ดหน้า ลำคอ เช็ดแขน แถมยังยกเสื้อกล้ามขึ้นเช็ดรักแร้และลำตัว เธอส่งผ้าผืนใหม่ให้อีกหนึ่งผืน เพราะเริ่มเรียนรู้ว่าเขาจะใช้ผ้าเย็นสองผืน คราวนี้เขาหันหลังให้ถลกเสื้อขึ้นมาถึงคอ
“ ช่วยเช็ดหลังให้ผมหน่อย ”
“ ตกลงฉันเป็ล่ามหรือเลขาส่วนตัวของคุณกันแน่ฮึ ”เธอกัดฟันถามเขาแบบไม่ขยับปาก
“ เอาน่า..ไหนๆก็ทำดีมาทุกอย่างแล้ว แค่นี้..ช่วยๆกันไปเผื่อถูกใจจะเอากลับไปเกาหลีด้วย ” แค่นั้นเองแผ่นหลังของ
เคป็อบคนดังก็แดงเป็ปื้นด้วยฝ่ามืออรหันต์ที่ฟาดลงไปดังป้าบ ชายหนุ่มร้อง
“ โอ๊ย.ย.ย”เขาไม่คิดว่าเธอจะกล้า ตามมาด้วยคำพูดเบาๆว่า
“ ทะลึ่ง ”
หญิงสาวเดินไปนั่งที่โต้ะอาหาร เก้าอี้ที่ติดกับเธอเป็อันรู้ว่าจะต้องว่างไว้ให้กึนซอง เพราะเขาและเธอมีเื่ที่จะต้องพูดคุยกันอยู่ตลอดเวลาในเื่งาน วันนี้มีอาหารไทย ต้มยำกุ้ง ส้มตำ ข้าวเหนียว ไก่ย่าง ขนมจีน หมูแดดเดียว และอาหารเกาหลีอีกสองสามอย่างสำหรับทีมงานระดับหัวหน้าของเกาหลีที่จะต้องร่วมโต๊ะกับเขาด้วยทุกครั้งเพื่อปรึกษางาน
เขาและทีมงานไม่แตะอาหารเกาหลีเลย เขาเจริญอาหารได้ดีจริงๆถามนั่นอะไร กินยังไง รสชาดเป็ยังไงอร่อยมั๊ยอยู่ตลอดเวลา
“ อันนี้เขาเรียกส้มตำ เอาปาปาย่ามาสับๆแล้วคลุกเคล้าในครกเติมนั่นเติมนี่หญิงสาวก็สาธยายไป จานนี้เขาเรียก หมูแดดเดียวทอด เค้าก็จะหั่นหมูเป็ชิ้นยาวๆแล้วเอาไปปตากแดดหนึ่งวัน หรือจะเรียกว่าหมูตากแดดหนึ่งวันก็ได้แต่มันยาวไปคนไทยเลยตัดทอนเหลือ หมูแดดเดียว กึนซองฟังอย่างทึ่งๆ ทึ่งเื่ภาษาแล้วยังมาทึ่งเื่อาหารการกินอีก
“ จานนี้ส้มตำปลาร้ารสเผ็ดมาก คุณอย่ากินมากเดี๋ยวท้องจะเสีย
“ มนต์ตราคุณทำอาหารเป็ด้วยเหรอ ”จู่ๆเขาก็ถามขึ้น
“ ฮื่อ..ก็พอได้อยู่นะ ถ้าจำเป็ ทำไมเหรอ ?
“ เห็นรู้จักอาหารเยอะมาก รู้จักวัตถุดิบเครื่องปรุง รสชาด”
“ ฉันเป็คนกินเก่ง ถ้าเป็เื่กินละก้อต้องยกให้ฉัน”
“ ตัวแค่เนี๊ยนะ”
“ จริ๊ง.ง.ง”
“ คำว่า..ทะลึ่ง..แปลว่าอะไรครับผู้กำกับ” จู่เขาก็ถามขึ้นมากลางป้อง ล่ามตัวน้อยเหมือนโดนฟ้าผ่า..ตายห่าเลยกู..
ผู้กำกับกำลังเคี้ยวอาหารเต็มปาก สำลักหน้าดำหน้าแดง มนต์ตราได้โอกาสคว้าแก้วที่อยู่ตรงหน้ายื่นส่งให้พร้อมทั้งเอามือลูบหลังลูบไหล่ แล้วกระซิบแบบไม่ขยับปากว่า
“ อย่าแปลนะหนูด่ามันเอง” ผู้กำกับสำลักใหญ่รีบลุกขึ้นทำทีขอตัวไปห้องน้ำ หญิงสาววิ่งตามทำทีเป็ห่วงเป็ใยเสียเต็มประดา หล่อนและผู้กำกับไม่ได้กลับมาที่โต๊ะอาหารอีก ครบหนึ่งชั่วโมงผู้กำกับก็ขึ้นไปยืนอยู่บนเวทีแล้ว กึนซองมองหาล่ามประจำตัวเห็นค้นอะไรกุกกักอยู่ที่เป้สะพายจึงเดินเข้าไปหา
“ เดี๋ยวช่วยเตรียมน้ำดื่มเกลือแร่เย็นๆไว้ให้ผมด้วยนะ ขอหลายๆขวดหน่อย เพราะวันนี้ผมคงต้องเสียเหงื่อมาก” ชายหนุ่มร้องขอ
“ ได้ค่ะ เดี๋ยวจัดให้” เธอรีบรับคำอย่างอ่อนหวาน
เที่ยงคืนแล้วยังไม่เลิกซ้อม ่หลังๆกึนซองบอกให้เธอลงไปนั่งพักที่เก้าอี้ผู้ชมด้านหน้า
เพราะสังเกตุว่าล่ามสาวเดินเป๋ไปเป๋มาแล้ว
“ แล้วคุณจะคุยกับผู้กำกับเวทีรู้เื่เหรอ ” เธอถาม
“ จะใช้ภาษาอังกฤษคุยกัน ”
“คุณพูดภาษาอังกฤษได้ทำไมไม่บอกฉัน ให้ฉันเดินตามอยู่ได้” หญิงสาวแว๊ดใส่
“ เดินตามกันก็ดีอยู่แล้วนี่อบอุ่นดี ”
“ แหว่ะ..” หญิงทำท่าแหว่ะใส่ทำท่าพาลรีพาลขวาง เขาใช้นิ้วชี้ดีดใส่หน้าผากหล่อนเบาๆแล้วบอกว่า
“ เดี๋ยวจะให้แปลให้หมดเลยทั้ง..แหว่ะ..ทั้งทะลึ่ง” มนต์ตรา
รีบจ้ำอ้าวสะบัดหน้าพรืดลงจากเวทีทันที ไปได้ที่นั่งเหมาะๆเป็เก้าอี้แถวหน้าของบัตรราคาหลายพันบาท เพียงไม่กี่นาทีมนต์ตราก็ไปเฝ้าพระอินทร์เรียบร้อย อาชีพหมอสอนให้เธอหลับได้ในทุกๆสถานะการณ์ เสียงดนตรีที่ดังขนาดนี้รึ..สบายมนต์ล่ะ
ตีสองกว่าๆทุกอย่างโอเคเป็ที่พอใจทั้งเคป็อบและผู้กำกับ ทีมงานเตรียมตัวเก็บของทะยอยกันกลับโรงแรม
“ อ้าว! นั่นหมอมนต์นี่ หลับคอพับคออ่อนเลย ” ผู้กำกับชี้มือมา กึนซองฟังไม่รู้เื่ว่าเค้าพูดอะไรเพราะผู้กำกับพูดภาษไทย แต่คงหมายถึงล่ามของเขาแน่นอนจึงตอบไปเป็ภาษาอังกฤษว่า
“ เดี๊ยวผมจัดการเองเธอพักที่เดียวกับผม”
“ โอเค ฝากด้วยนะกึนซอง ”
“ บาย เซ่อร์ ” เขาเดินมาที่ร่างน้อยที่ขดตัวหลับอยู่บนเก้าอี้ เห็นแล้วน่าเมื่อยแทน จับไหล่เขย่าร้องเรียกเบาๆ
“ ตัวน้อย เลิกงานแล้วกลับบ้านกันเถอะ ”
บ้าน..บ้านเหรอ คำนี้ไพเราะจัง บ้าน..คิดถึงพ่อจังเลย เหมือนอยู่ในห้วงแห่งความฝัน..ว่า..พ่อมาปลุกให้ลุกเข้าห้องนอนในยามเด็กที่ชอบนอนหลับหน้าจอทีวี จึงยกสองมือขึ้นคล้ายอ้อนให้พ่ออุ้ม
กึนซองส่งกระเป๋าส่วนตัวทั้งของเขาและเป้ของเธอให้ทีมงานที่มายืนรออยู่สองสามคน แล้วจึงหันหลังจับมือเธอดึงขึ้นคล้องคอแบกใส่หลัง ถ้าเป็คนไทยก็จะเรียกว่า..ขี่โก่ง..นั่นเอง
แต่ทีมงานของกึนซองซึ่งเป็ชาวเกาหลีถือเป็เื่ปกติ เพราะที่บ้านของเขาแบกกันแบบนี้อยู่แล้ว และบังเอิญว่าไม่มีทีมงานคนไทยเหลืออยู่เลยสักคนจึงไม่มีใครได้เห็นภาพนี้
ในห้วงแห่งความฝันอันแสนอบอุ่น เด็กหญิงมนต์ตราเป็ผู้ชนะ อ้อนพ่อได้สำเร็จ แถมยังได้ขี่หลังพ่ออีก จึงโอบสองแขนรอบคอพ่อไว้เอียงหน้าซบลงที่ไหล่กว้าง
“ รักพ่อจัง” เธอพึมพำเป็ภาษาไทย
“ พูดภาษาเกาหลีสิคนดี ผมฟังไม่รู้เื่”ชายหนุ่มบอกเบาๆ
เมื่อลงจากรถตู้หน้าโรงแรม ทีมงานส่วนตัวของกึนซองทำหน้าที่อย่างไม่ต้องให้บอก พวกเขาเดินล้อมกึนซองไว้จนเข้าลิฟท์ เขาแบกเธอมาจนถึงหน้าประตูห้องของหญิงสาว ทีมงานค้นคีย์การ์ดในกระเป๋าของเธอ
ชายหนุ่มวางร่างน้อยไว้บนเตียง แกะมือที่โอบคอเขาออก ดึงผ้ามาห่มให้รองเท้าถุงเท้าของเธอทีมงานช่วยถอดให้แล้ว
“โอ้ย! ปวดหลัง ตัวเล็กแค่เนี้ย ทำไมถึงหนักจัง” เขาบ่น เอื้อมมือไปปิดไฟหัวเตียง เหลือแต่ไฟในห้องน้ำ เผื่อเธอตื่นขึ้นมา จะได้ไม่มืดเกินไป
“พ่อจ๋า kiss night ลูกก่อน”
“หา! อะไรนะ เขาฟังคำอื่นไม่เข้าใจ เข้าใจอยู่คำเดียว
“kiss night”
โอ้!พระเ้าอะไรของยัยคนนี้ “เอ๊า…เอาที่สบายใจนะเธอ”
ชายหนุ่มก้มลงจุ๊บหน้าผากเธอเบาๆ ได้ยินเสียงหายใจสม่ำเสมอ แสดงว่าหลับสนิท จึงหันหลังเดินออกจากห้อง เช็คที่ลูกบิดประตูอีกครั้งว่าล็อกแล้ว สั่งทีมงานลูกน้องคนสนิทนอนหูไว้หน่อย