ตอนที่2 ชนชั้นสูง
เสียงกรีดร้องยาวนานนับสัปดาห์ หล่อนไม่ตายและยังคงมีลมหายใจ เพราะแรงคลับเคลื่นที่พุ่งทะยานอย่างมหาศาล หล่อนยังคงฝังใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวหล่อนและการตายที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของตนเองกับสัตว์เลี้ยงที่หล่อนรักมากที่สุดในชีวิต
ผืนป่าที่เงียบสงันนี้ยังคงดำเนินต่อไปควบคู่กับเสียงกรีดร้องของดาราร่าที่ดังใกลมาถึงนี้ ราวกับว่าก้องอยู่ข้างหูกอร์ดอน
เขารู้สึกแปลกใจและเริ่มรู้สึกจะประสาทเสียกับเสียงกรีดร้องที่ดังกังวานเหมือนถูกสะท้อนผ่านถ้ำ ความรู้สึกหงุดหงิดค่อยๆถาโถมเข้าไปยังความคิดจนคิ้วทั้งสองข้างของกอร์นั้นขมวดเข้าหากัน เขาทั้งหิวและยังรู้สึกปวดแสบปวดร้อนที่แผลกลางอก แต่ถึงอย่างนั้น หลายวันที่ผ่านมา เขาก็ยังชีวิตอยู่รอดมาเป็อาทิตย์ได้ เพียงเพราะเบอร์รี่ป่าและทักษะความรู้เื่การแยกแยะเบอร์รี่จากป่าที่สามารถกินได้กับเบอร์รี่ที่มีพิษ พืชหญ้าใบกิ่งที่สามารถกินได้จากการแปรรูปต่างๆ เขายังมีความสามารถที่ดีและมีประโยชน์ติดตัว ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็เห็นความโชคดีของกอร์ดอน เขารักษาแผลกลางอกด้วยแร่น้ำจากรากไม้ในต้นไม้ซาคัลทาร์ ซึ่งวิธีการสูบน้ำจากลำต้นของกอร์ดอนนั้นพิษดารเกินคาดความคาดหมายมากๆ เขาใช้หินอ่อนก้อนเล็กๆสีดำที่เก็บได้จากผืนป่าเสียดสีกับหินธรรมดาอีกลูกให้เกินประกายไฟ ลูกแล้วลูกเล่า กอร์ถูจนมันแหลมคมพอที่จะใช้แทนของมีคม เขากรีดต้นไม้ทีละท่อน ทีละท่อน ท่อนละ 3.7 เซ็นติเมตร รอบวงของลำต้นอย่างปราณีต การเฉียงองศาและการวางตำแหน่งมือของเขานั้นพิถีพิถันราวกับว่าตัวเองกำลังทำการผ่าตัดเฉียบเช่นหมอศัลยแพทย์เลยก็ไม่ปาน แววตาของเขามีความตั้งใจและจริงจังมาก แม้แต่จังหวะการหายใจยังปราณีต
ทั้งนี้ทั้งนั้น อาการจากรอยข่วนก็ดีขึ้นค่อนข้างมาก เพียงแต่ว่ายังมีความรผู้สึกปวดแสบปวดร้อนอยู่เท่านั้น เขาไม่รีรอที่จะเดินต่อไปข้างหน้าตามดวงดาวที่ส่องสว่างผ่านรูช่องแคบหลังจากที่ผ่านพ้นป่าที่หนาทึบ กอร์เข้าใจดีเกี่ยวกับดวงดาวนำทางและเขาเก่งพอตัวสำหรับเื่การเอาชีวิตรอดให้ได้หลังจากนี้ ดวงดาวที่สุกสว่าง ณ ตอนกลางวันนั้นค่อนข้างที่จะสังเกตยากพอตัว แต่ทว่าวันนี้อากาศอึมครึมและมืดหม่น แสงดาว่กลางวันจึงสุกสกาวกว่าวันที่ท้องฟ้าเจิดจ้า
วันที่ 6 สิ้นสุดลง เสียงลมเริ่มพริ้วไหวสะพัดกิ่งเป็คลื่นไปตามลม เขาพยายามที่จะหาที่มาที่ไปของแหล่งน้ำ เนื่องจากเสียงกรีดร้องของดาราร่าเริ่มจางหายโดยมีเสียงของน้ำที่ไหลเชี่ยวค่อยๆกลบเกลื่อนเสียงกรีดร้องของหล่อนจากระยะไกล มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ทุกอย่างยังคงดำเนินต่อไปโดยมีคำว่าอุปสรรครังสรรค์อยู่ข้างกายกอร์ สิ่งเดียวที่เขาสามารถทำได้ตอนนี้คือความอดทนและสติปัญญาที่มีในตัวเขา เวลาผ่านพ้นไปเป็เวลานานแสนนานกระทั่งกอร์ดอนที่เดินมาถึงสุดขอบแห่งป่าทมิฬแห่งนี้ ซึ่งภาพที่เขาเห็นตรงหน้านั้นก็คือแม่น้ำเส้นใหญ่ที่มีน้ำเป็สีดำเข้มราวกับว่าหมึกนับพันนับหมื่นตันหกใส่ผนวกกับความกว้างของแม่น้ำที่ใหญ่พอๆกับสองทะเลสาบหกร้อยตารางกิโลเมตรสองแอ่งรวมกัน มันไม่ง่ายแน่นอนที่จะข้ามไปอีกฟากของแผ่นดิน น้ำที่ไหลเชี่ยวแรงพอที่จะซัดบ้านทั้งหลังให้พังราบเป็จุน กับความลึกลับที่กอร์ดอนไม่สามารถทำความเข้าใจกับมันได้ว่าใต้น้ำที่ไหลผ่านอย่างรุนแรงราวน้ำป่าไหลหลากดินหมึกถล่มนั้นมีสิ่งอันตรายอะไรไหม
ไม่นาน เขาก็เริ่มคิดหาวิธีที่จะข้ามไปอีกฟากของแม่น้ำ เนื่องจากว่าฝั่งตรงข้ามนั้นดูอุดมสมบูรณ์มากกว่าฝั่งที่เขาอยู่ อีกทั้งโอกาสที่จะมีชีวิตที่อยู่รอดก็มากกว่าที่ปัจจุบันอย่างแน่นอน เขาไม่รีรอที่จะเริ่มหาวิธีในการข้ามไปยังอีกฟากของแม่น้ำ ซึ่งแน่นอนว่ากอร์ดอนได้ทำการเดินหาขอนไม้ในป่าอยู่สักพัก กว่าจะเจอแบบที่ตัวเอง้านั้นก็ใช้เวลาพอประมาณหนึ่งเลยทีเดียว
กระนั้น ขอนไม้ที่กอร์ได้นั้นเป็ขอนไม้ที่ไม่ใหญ่มาก เขาแค่้าวัดระดับความลึกของแม่น้ำเท่านั้นว่าระดับความลึกนั้นลึกกว่าขอนไม้กิ่งนี้หรือไม่ ซึ่งความยาวของขอนไม้นี้นั้นสูงกว่ากอร์เพียงเล็กน้อย ปกติกอร์เป็คนที่ร่างกายสมส่วนและมีความสูงตามมาตฐานของยุคสมัยนั้นอยู่แล้ว จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมขอนไม้นี้ที่เขากำลังถืออยู่นั้นถึงได้ยาวมากกว่าตัวเอง ่เวลาที่ยากลำบากกว่านั้นคือการที่กอร์ต้องคอยเฝ้าสังเกตการว่า ่เวลาไหนของวันที่การไหลเชี่ยวของแม่น้ำค่อยๆอ่อนกำลังลง ซึ่งเขารู้คำตอบดี เพราะที่ผ่านมา เขาไม่ปล่อยให้เวลาในการคิดสะระตะเื่ของวิธีการข้ามไปยังอีกฟากนั้นเปล่าประโยชน์ กอร์ปล่อยขอนไม้ลงไปยังแม่น้ำอย่างค่อยๆ และคอยเฝ้ามองปฏิกิริยาหลังจากนี้ตลอด ซึ่งแค่ขอบแม่น้ำขอนไม้ก็จมดิ่งไม่เหลือให้เห็นอะไรแล้ว เขาจึงตัดสินใจที่จะเดินหน้าต่อไปโดยการเดินทางตามแผนที่ดวงดาว ที่สำคัญคือ เขายังคงไม่เดินเข้าไปลึกแต่ยังคงทิ้งระยะให้ตัวเองนั้นเห็นหรือได้ยินเสียงของแม่น้ำตลอดเวลา จนกระทั้งผ่านพ้นค่ำคืนที่แสนทรหดอีกครั้ง สายลมที่หนาวเหน็บเย็นเฉียบราวดาบที่เพิ่งลับคมมา ความหนาวนี้บ่งบอกถึงเหมันตฤดูอย่างชัดเจน กอร์ดอนรู้สึกแบบนี้โดยตลอดทั้งคืนจนเช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น ซึ่งเขาเริ่มจะไม่ได้ยินเสียงน้ำไหลเชี่ยวแล้ว พอกอร์หอบร่างที่อ่อนเพลียเหนื่อยล้าของเขาขึ้นนั้น เขาก็ต้องใกับสิ่งที่เจอกับภาพตรงหน้า กอร์ดอนเริ่มพาร่างตัวเองหลบหลังไม้พุ่มไม้กอ สิ่งที่เขาสังเกตเห็นอันดับแรกเลยคือระดับน้ำที่เริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด ลดจนภาพตรงหน้าที่เคยเป็แม่น้ำนั้นใกล้จะเข้าใกล้คำว่าเหวแล้ว ซึ่งสำหรับกอร์แล้วมันน่าแปลกใจมากๆ
สายลมพัดโชยที่ตอกย้ำความเย็นะเือีกครัั้งกับกลุ่มคนสามคนสุดแปลกประหลาดที่ยืนอยู่หลังจระเข้ตัวใหญ่และยาวประมาณเจ็ดเมตรเมื่อวัดจากจมูกจนถึงปลายหาง เกร็ดชัดและลำตัวั้แ่ปลายจมูกจรดหางส่วนใหญ่เป็สีดำผสมสีโคลน ซึ่งคนที่ยืนอยู่บนหลังจระเข้นั้นเหมือนมีมนต์สะกดบางอย่างทื่สามารถควบควมให้จระเข้เดินตามทิศทางของมันได้โดยที่ไม่ต้องใช้เครื่องมือเทคโนโลยีไฮเทคใดๆในการควบคุม พวกเขาทั้งสามคนนั้นยืนอยู่หลังจระเข้คนละตัว สวมชุดหรือเสื้อผ้าที่เข้าธีมทั้งสาม หญิงสอง ชายหนึ่ง ซึ่งชายที่ยืนตะง้านอย่างชำนาญหลังจระเข้นั้นนำขึ้นบกแบบต้านแรงโน้มถ่วงโลกมากๆ เขาเริ่มมุ่งสู่ป่าแห่งพงไพรที่อยู่อีกฟากของฝั่งที่กอร์เห็นว่ามันอุดมสมบูรณ์ เสื้อผ้าที่ชายคนนี้สวมใส่นั้นเป็ชุดแฟชั่นยุควิกตอเรีย ซึ่งเป็เสื้อผ้ารัดรูปที่ยาวประมาณน่องกับกับเสื้อกั๊ก ปกคอเสื้อมีผูกเนคไท และหมวกทรงสูง ทั้งเสื้อทั้งเนื้อทั้งตัวที่เขาสวมใส่นั้นส่วนใหญ่คือสีดำลล้วน ส่วนหญิงอีกสองคนที่ยืนหลังจระเข้ก็เช่นกัน พวกหล่อนทั้งสองนั้นจะสวมเป็ชุดวิคตอเรียสมัยใหม่ เสื้อผ้ามีความปิดบังเนื้อหนังบังสา กระโปรงที่มีสุ่มขนาดเล็กลงและบานด้านหลังแทนเพื่อเน้นให้ดูมีสะโพก ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ว่าจะหมวกทรงสเน่ห์จรดเท้าก็ยังคงเป็สีดำทั้งหมด
กอร์ดอนไม่เห็นใบหน้าของพวกเขาทั้งสามคนเลย เขาเห็นเพียงแต่ด้านหลังของทั้งสาม ซึ่งสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้ทำให้กอร์ดอนรู้สึกหวาดผวาจนไม่กล้าหายใจ เขากลั่นหายใจไปนานมากจนลืมไปเลยว่าตัวเองสามารถกลั่นหายใจได้นานเท่านี้มาก่อน สำหรับกอร์แล้ว่เวลานั้นเป็่เวลาที่อึดอัดที่สุดสำหรับเขา
เมื่อกลุ่มคนประหลาดที่ยืนหลังจระเข้ได้ลาลับไป กอร์ดอนก็ไม่รีรอที่จะรีบหาทางข้ามไปอีกฟากของผืนป่านี้ เพราะหากเขายังคงที่จะเดินไปเรื่อยๆต่อไป มีหวังที่จะไม่สามารถข้ามไปได้แน่นอนเสียที กอร์ดอนหวังอยา่งแรงกล้าและเชื่อว่าทางข้างหน้าต้องมีทางออกแน่นอน เขาเดินไปเรื่อยๆ พยายามสุดความสามารถาสำหรับคนคนหนึ่งที่เจอเื่เลวร้ายที่สุดในชีวิตมา กระทั้ง เส้นทางข้างหน้า กอร์ดอนเห็นแสงแวววับอะไรบางอย่างสาดส่องมาแต่ใกล เหมือนแสงจากดวงดาวที่อยู่ไม่ไกลจากพื้นดินของโลกมากนัก เป็แสงสีขาวบริสุทธิ์เล็กๆที่สาดส่องมายังเขา กอร์ใช้เวลาเดินเป็ชั่วโมงๆกว่าจะไปถึงจุดหมาย เขาไม่เคยคิดที่จะถอดใจเลยกับการมุ่งสู่เป้าหมายที่เป็แสงเล็กๆข้างหน้า อาจจะมีอยู่ในบางครั้งที่เขารู้สึกว่าทำไมยิ่งเดินเข้าใกล้ มันยิ่งห่างไกลออกไป คววามมึนงงและอาการวิงเวียนศรีษะทำให้ในที่สุด เขาก็มาถึงตัวแปรสำคัญที่ทำให้เกิดแสงสีขาวบริสุทธิ์เส้นเล็กๆสาดเข้ามาที่ดวงตาเขา
ภาพที่เขาเจอคือสะพานอิฐสีดำแดงโลหิตอึมครึมอันมหึหาโปราณที่มีการวางอิฐอย่างละเมียดละไม ในอิฐทุกก้อนมีอักขระล้ำสมัยสลักอยู่เป็จำนวนมาก ทั้งความขลั่ง ความสวยงามละเอียดอ่อนวิจิตรศิลป์ กับวิทยการในการสร้างของสะพานที่อลังการที่ตั้งอยู่กลางแม่น้ำอันทรงพลังนี้ สามารถมองด้วยตาเปล่าได้เลยว่าเป็สิ่งก่อสร้างที่ไม่ธรรมดา กลางสะพานมี ดาบอัศวินสีเงินสลักลวดลายของดอกกุหลาบกับดวงดาวนำทาง ดาวเสาร์ไว้อย่างสวยงาม ไม่มีร่อยรองของลายนิ้วมือหรือตำหนิใดๆ ดาบเล่มนี้ลอยอยู่กลางสะพานเหนือพื้นสะพานเมื่อวัดจากจุดที่ดาบลอยล่องอยู่คือประมาณ 6 เมตร ซึ่งแสงสีขาวบริสุทธิ์ที่สาดแสงเข้าดวงตาของกอร์ดอนนั้นก็คือ ดาบเล่มนี้ที่มันตบกระทบกับแสงอาทิตย์ในเที่ยงวันนั้นเอง กอร์รู้สึกว่าเขาไม่มีเวลาที่จะดื่มด่ำหรือจ่องมากสิ่งอัศจรรย์นี้ได้นานมากกว่านี้แล้ว ฉะนั้น เขาจึงรีบตัดสินใจที่จะรีบเดินขึ้นสะพานนี้ และข้ามไปยังอีกฟากที่อุดมสมบูรณ์ ด้วยความที่แม่น้ำมีขนาดที่กว้างและใหญ่มาก มันจึงทำให้กอร์ดอนใช้เวลาในการเดินข้ามไปยังอีกฟากนานพอสมควร แสงสีขาวที่สาดส่องไปยังทิศตะวันออกค่อยๆลาลับเลือนหาย จนในที่สุด เท้าเปล่าๆของเขาที่ไม่มีแม้กระทั้งรองเท้าที่จะใส่เดินทางก็ย้ำลงพื้นหญ้าของอีกฟากของมีน้ำตามที่กอร์ดอนคาดหวัง
เขาทำสำเร็จ กอร์ดีใจแบบไม่แสดงสีหน้าว่าเขาพอจะมีความหวังเพิ่มขึ้นแล้ว ซึ่งในขณะที่เขาเดินวนลูปอยู่ในป่าที่ดูอุดมสมบูรณ์และสวยงามแห่งนี้ มันก็ทำให้ตัวเขาเองอดคิดว่าไม่ได้ว่าป่าแห่งนี้นั้นมันต่างกันลิบลับอกับอีกฟากอย่างกับฟ้ากับเหว และเมื่อทันใดที่เขาเหลียวมองไปยังต้นไม้ต้นใหญ่ต้นหนึ่งที่อยู่ตรงหน้า เขาก็คิดว่านี้คงจะเป็แห่งอาหารชั้นยอด เพราะมันคือต้นแอปเปิ้ลต้นใหญ่กลางป่าเลย แต่ทว่า แอปเปิ้ลเหล่านี้คือแอปเปิ้ลเขียวอีกแล้ว ที่น่าอันตรายไปกว่านั้นคืองูที่รัดกิ่งเลี้ยวเรื้อยไปมาราวกับว่ามันหวงผลของต้นนี้มาก ดวงตาของอสรพิษที่ไม่เป็มิตร กอร์ไม่สนใจและไม่อยากจะตอแยกับสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำสำหรับมุมมองเขา กอร์ดอนจึงใช้เวลาอีกหลายชั่วโมงเพื่อเดินทะลุออกไปจากป่าแห่งนี้
กระทั้งในที่สุด เขาก็เห็นล่องลอยของสิ่งมีชีวิตหรือผู้คนแล้วเสียที ตอนนี้ เขายืนอยู่บนที่ราบสูงชัน เต็มไปด้วยผืนป่าและต้นไม้สีเขียวขจี ทุกอย่างดูมีชีวิตชีวาและดูมีสีสันมากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้น หลายสิ่งอย่างอย่างคงดูจืดชืด เพราะสีขาว ทั้งรถม้าขนฟามที่ทาสีขาวทับบนไม้ ฟามไม้ที่สีขาวทับ หรือแม้กระทั้งกระถังรองน้ำก็ยังคงเป็สีขาว เหมือนทุกสิ่งอย่างถูกปรกครุมด้วยสีขาว ‘ อย่าบอกนะว่าข้างล่างนี้ก็ถูกตะกลู เซ็นต์ท แวร์ริทส์ ไวท์ ปรกครองแล้ว ? ‘ กอร์ดอนพร่ามในใจ จากนั้นเขาก็ถอนหายใจพร้อมกับสั่นหัว
ตอนนี้นั้น ท้องฟ้าสีครามนั้นสีมันอ่อนมาก อ่อนจนราวกับว่ากำลังจะโดนสีขาวกลืนกินแล้ว เป็ท้องฟ้าที่พิศมัยมากๆ แถมตอนนี้ก็ค่อยๆมีฝนดาวตกเส้นเล็กๆตกลงมากเป็ทาง แสงสีขาวและสีทองสุกสกาวแวววับวาวแวว ดวงดาวในกลางวันสว่างและสวยสดงดงามราวสถานที่และความฝัน ภาพที่กอร์ดอนเห็นนั้นมันช่างสวยงามดัง์ของเหล่าทวยเทพ กอร์ดอนกวาดตามองไปรอบๆ กอร์รู้สึกว่า ตอนนี้สัตว์น้อยๆใหญ่เท่าที่กอร์พอจะสังเกตเห็นนั้นกำลังเดินไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็หอยทาก หรือมด แม้กระทั้งเด็กน้อยในสวนข้าวโพดด้านล่างที่กอร์ดอนเพิ่งจะสังเกตเห็น ก็วิ่งมุ่งหน้าไปยังทิศตะวันออกอย่างเอาเป็เอาตาย กอร์มีความรู้สึกว่านี้มันไม่เริ่มไม่ปกติแล้ว ทำไมสิ่งมีชีวิตถึงต้องวิ่งหนีกัน กำลังหนีอะไรทั้งๆที่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าจะมีภัยพิบัติอะไร แต่เมื่อกอร์ดอนหลับตาและกระพริบตาอีกครั้ง มันทำให้เขาคิดว่าได้จริงๆแล้วอัตรายกำลังมาเยือนจริงๆ ไม่รีบวิ่งแบบไม่คิดชีวิต วิ่งลงเหวแบบไม่ยั่งความเร็วเท่าที่ตัวเองมี ไม่สนว่าจะหกล้มหรือเหยียบกับเศษไม้ที่แหลมคม ตอนนี้กอร์ดอนไม่สนใจอะไรทั้งนั้นนอกจากวิ่งไปยังทิศตะวันออก เขาวิ่งแซงเด็กทั้งสองคนที่สวมเสื้อผ้าสไตย์ 60 ร่วมสมัย เป็เสื้อผ้าเก่าๆเหมือนชุดของเด็กกำพร้าที่กำลังวิ่งกันอย่างเอาเป็เอาตาย
เมื่อสักครู่นี้ ฝนดาวตกที่ว่ามันงดงามตระการตาแท้จริงแล้วมันคืออุกบาตน้ำแข็งใสสีขาวโพลนที่มีลวดลายของผลึกน้ำแข็งที่สวยงามและมีเอกลักษณ์ ซึ่งตอนนี้มันตกลงมันเหมือนสายฝนแบบไม่ยั่ง ทัศนียภาพก่อนหน้าที่กอร์รู้สึกว่าทำไมมันเริ่มกลายเป็สีขาวทุกทีๆ เพราะฝนดาวตกน้ำแข็งนี้เอง กอร์ดอนวิ่งจนเหยื่อรินข้างขมับ ดวงตาเขามองตรงไปข้างหน้าอย่างเดียวโดยไม่สนใจสิ่งมีชีวิตอื่นใดแม้กระทั้งเด็กทั้งสองที่เขาก็เพิ่งจะวิ่งแซงมา ซึ่งข้างหน้าในอีกไม่กี่อึดใจสำหรับกอร์คือพื้นที่ปลอดภัย ข้างหน้านั้นจะเป็บ้านเรือนแนวยุค 60 ที่ได้รับการแต่งเติมกลิ่นอายร่วมสมัย เรียงรายแนบชิดกันเป็ระนาบยาวไกลสุดสายตา ดั่งริ้วผ้าทอสีซีดที่ทอดผ่านผืนเมืองเงียบงัน ทุกหลังคล้ายมีลมหายใจของวันวานแฝงอยู่ใต้ชายคา แต่กลับแทรกด้วยเส้นสายเหล็ก กระจกใส และความเรียบเฉียบของปัจจุบัน เสน่ห์เก่ากับรูปทรงใหม่จึงอยู่ร่วมกันอย่างไม่ขัดเขิน ราวกับอดีตยังคงเดินเคียงข้างอนาคตอยู่เงียบ ๆ บนถนนสายเดิม สีสันของบ้านเรือนจะมีอยู่แค่ 3 สีหลักๆ สีขาว สีดำ และสีเทา มีต้นไม้สูงใหญ่อยู่ข้างๆของแต่ละบ้าน พร้อมกับรั้วบ้าน
ทั้งนี้ทั้งนั้น ก่อนที่กอร์ดอนจะไปถึงจุดที่ปลอดภัยมันจะมีช็อล์กสีแดงที่โรยอยู่บนพื้นเป็เส้นตรงยาวเหยียดสุดขอบของแผนที่บ้านในพื้นที่นั้น ซึ่งห่างจากตัวหลังบ้านประมาณสามไมล์ ฝีเท้าของกอร์ที่วิ่งสับราวนักวิ่งมาราธอนทำให้กอร์วิ่งเข้าถึงฝั่งของช็อกสีแดงก่อนสิ่งมีชีวิตสิ่งอื่นใด ซึ่งนั้นก็คือพื้นที่ปลอดภัยสำหรับสิ่งมีชีวิต เสียงเกร็ดน้ำแข็งที่ดังกังวานราวเสียงของตึกแก้วกระจกที่กำลังถล่มและเสียงกรีดร้องของเด็กทั้งสองที่เหมือนขอความช่วยเหลือจากกอร์ดอน
ฝนดาวตกที่สวยงามกลับกลายเป็อาวุธทางธรรมชาติที่โหดร้าย กอร์ดอนพยายามหาทางช่วยเด็กทั้งสองโดยการรวบรวมช็อกสีแดงที่เป็ดังเส้นแห่งพื้นที่ปลอดภัยขึ้นมาสาดใส่เด็กทั้งสอง เพราะเขาคิดว่า
สิ่งนี้
หากมันสร้างเป็ป้อมปราการให้ประชาชนที่อยู่อีกฟากได้ เขาเลยคิดว่าน่าจะช่วยเด็กชายและเด็กหญิงตัวน้อยทั้งสองคนด้วยเช่นกัน เนื่องจากั้แ่ตอนแรกที่กอร์ดอนสังเกตเห็นอย่างชัดเจนนั้นก็คือ ฝนดาวตกที่เป็อุกบาต ไม่สามารถถล่มเข้ามาหลังเส้นช็อล์กสีแดงนี้ได้ราวกับว่ามันคือม่านพลังสำหรับการป้องกันที่เหนือความคาดหมายอย่างมหาศาล
ทั้งนี้ทั้งนั้น ลมจากแรงกระทบของอุกบาตฝนดาวตกนี้ทำให้ทิศทางในการสาดช็อล์กสีแดงคาดเคลื่อน ทำให้มีแค่เด็กชายที่โดนผงช็อล์กเท่านั้น ส่วนเด็กหญิงโดนสะเก็ดน้ำแข็งจากฝนดาวตก ทำให้เธอถูกแช่แข็งั้แ่ลำตัวจรดเท้า ร่างกายของเธอเต็มไปด้วยลวดลายของเกร็ดฮิมะน้ำแข็งปกคลุมทั่วอณู ดวงตาคู่นั้นที่เศร้าหมองมองไปยังที่เด็กชายที่เพิ่งรอดตายอย่างหวุดหวิด
เด็กชายที่โดนช็อล์กสีแดงสาดเข้าที่ใบหน้าและลำตัว ทำให้เด็กชายตาบอดและมีเืไหลออกมาจากดวงตา เพราะช็อล์กสีแดงนี้มีกรด และพลานุภาพของไทเทเนียมกับมนต์ขลั่งบางอย่างที่รุนแรง ช็อล์กเข้าตาเด็ก เขากรีดร้องออกมาด้วยความเ็ปหลังวิ่งเข้าสู่พื้นที่ปลอดภัย มือข้างขวากุมดวงตาที่มีเืไหลรินออกมาเป็ทาง ดวงตาอีกข้างของเด็กชายมอกไปยังกอร์ดอนด้วยสายตาที่โกรธแค้น
“ แกทำให้ฉันต้องตาบอด “ ในขณะที่เด็กชายพูดนั้น น้ำเสียงสั่นเทาและมีแต่อารมณ์ความอาฆาตแค้น เด็กชายไม่รู้สึกใยดีเด็กหญิงที่ฝ่าฝันมาด้วยกันเลยแม้แต่น้อย
กอร์ดอนรู้สึกงงงวย เพราะเขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเด็กตัวน้อยๆคนหนึ่งจะไม่มีความรู้สึกเสียใจกับเพื่อนในวัยเดียวกันที่เพิ่งศูนย์ไปเสียต่อหน้าต่อตาเขา แถมกอร์ยังรู้สึกว่าเด็กคนนี้ไม่พอใจที่กอร์ดอนไม่สามารถช่วยให้เขารอดตายได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์
“ อย่างน้อยๆ — ฉันก็ช่วยให้นายรอดตายมาได้ สิ่งสำคัญที่นายควรสำนึกคือ รู้สึกเสียใจกับคนที่นายเพิ่งศูนย์เสีย และขอบคุณคนที่เมตตา “ กอร์ดอนมองไปยังเด็กชายด้วยแววตาที่อนาถสังเวทย์เด็กชาย
“ มันตายก็ได้ซะก็ดี เพราะั้แ่มีมัน ฉันก็ไม่เคยกินอะไรอิ่มเลย “ เด็กชายพูดด้วยน้ำเสียงที่โกรธแค้นและสั่นเทาแกมเอามีอีกข้างประกบดวงตาที่มีเืไหลอีกข้างพลางเชิดหน้ามองกอร์ดอนอย่างท้าทาย “ คอยดู — ฉันจะฟ้องเ้าหน้าที่ให้มาลากคอแก แกทำให้น้องสาวฉันต้องตาย และทำให้ฉันตาบอด “ เด็กชายยิ้มแสยะและใช้ดวงตาอีกข้างมองตาขวางไปยังกอร์ดอน “ แค่นี้ … ฉันก็เรียกค่าเสียหายและค่าชดเชยจากแกคุ้มแล้ว — ถ้าแกไม่มีเงินชดใช้ ฉันจะแนะนำให้แกไปขายอวัยวะในร่างกายแกให้พวกมหาเศรษฐีหรือนักวิทศาสตร์ที่้าอวัยวะมนุษย์เพื่อการศึกษาและการวิจัย “ เด็กชายพูดออกมาในท่าทางที่ไร้ซึ่งมนุษยธรรมและศิลธรรมทั้งปวง ใบหน้ามีแต่รอยยิ้มที่ชั่วร้าย
“ คิดว่าฉันจะกลัวคำขู่งี่เง่าของเด็กเหลือขออย่างนายหรือ ? “ กอร์ดอนมองเด็กชายด้วยสายตาที่เ็า “ ฉันพอรู้แล้วแหละว่านายอายุเท่าไหร่ — เ็ปมากมั้ยที่ไม่มีวันสูงได้มากกว่านี้ ทรมานใจมากมั้ยที่ไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างคนปกติ “ กอร์ดอนเดินเข้าไปใกล้เด็กชายอย่างเยียบยน แววตานิ่งสงบเหมือนหุ่นขี้ผึ้งที่ไม่สามารถกระพริบตาได้ “ ฉันรู้ดีกว่าการแสดงบนเวทีนี้มันเหนื่อยมาก — อยากให้ฉันช่วยปัญหานี้ให้หรือเปล่า ? “ กอร์ดอนเข้าไปใกล้เด็กชายเรื่อยๆจนขณะนี้ เด็กชายเริ่มไหวตัวทันและกำลังจะวิ่งหนีเข้าไปยังตรอกของพื้นที่ที่มีคนอาศัยอยู่
“ แกเป็ใครกันแน่ ? — “ เด็กชายเริ่มสั่นหัวสติแตกกับคำพูดของกอร์ดอน แววตาแค่ดวงเดียวก็สามารถทำให้กอร์ดอนเข้าใจได้เลยว่าเด็กชายกำลังรู้สึกไม่ปลอดภัย
ทันใดนั้น เด็กชายใช้เท้าถีบเข้าไปยังหน้าอกของกอร์สุดแรงเท่าที่ตนมีจนเขาหลบหงายลงพื้น ด้วยความที่กอร์มีแผลกลางอกที่ดาราร่าฝากไว้ให้เขา มันจึงทำให้กอร์ล้มหงายจากแรงกระทืบของเด็กชาย กอร์พยายามลุกขึ้นแต่ทันใดนั้นเด็กชายก็หยิบมีดเล่มเล็กที่ซ้อนอยู่ในกระเป๋ากางเกงออกมาและพยายามจะแทงเข้าไปที่หัวใจของกอร์
แต่แล้ว … กอร์จับจังหวะได้ในขณะที่สู้กันกับคู่ต่อสู้ที่ตัวเล็กกว่าและเด็กกว่า ทำให้กอร์รีบใช้แขนและมือทั้งสองข้างกดเข้าไปที่ดวงตาของเด็กชาย เขาใช้นิ้วโป้งกดเข้าไปด้วยแรงแขนทั้งหมดที่มีจนนิ้วโป้งของกอร์ดอนทะลวงลึกเข้าไปราวกับว่าเบ้าตาของเด็กชายกำลังจะแตกสลายและดับมืดภายในชั่วพริบตา เด็กชายกรีดร้องอีกครั้งด้วยเสียงร้องที่แหลมปรี๊ดดังลั่น แกร้องออกมาด้วยน้ำเสียงที่เ็ปกว่าครั้งแรกก่อนที่ตาข้างแรกจะบอดเสียอีก
กอร์ดอนค่อยๆดึงนิ้วโป้งตัวเองออกมาจากเบ้าตาทั้งสองข้างของเด็กชายพลางพูดด้วยน้ำเสียงที่เ็า “ ฉันรู้ดีว่านายโตแล้ว — เลิกแสดงได้แล้ว ฉันรู้ว่าอายุนายพอๆกับฉัน “ หลังจากที่กอร์ดึงนิ้วออกจากเบ้าของเด็กชายแล้ว เขาก็ค่อยๆถอดรองเท้าของเด็กชายออกพลางพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นว่า
“ นายเป็คนแคระที่แสดงได้เก่งมาก แต่ — เท้านายใหญ่เกินกว่าจะเป็เด็ก “ กอร์ดอนถอดรองเท้าของเด็กชายออกมาด้วยสีหน้าที่ไม่สะทกสะท้าน พร้อมกับค่อยๆเทียบและสวมเข้าให้กับเท้าตัวเอง “ ดูสิ … ขนาดเท้านายยังใหญ่กว่าเท้าฉันเสียอีก ให้เดา นายคงอายุสามสิบกว่าแล้วใช่มั้ย ? “
กอร์ดอนสวมไปด้วยพร้อมหันไปมองเด็กชายที่กรีดร้องด้วยน้ำเสียงที่เ็ปและทรมานจากผลของอาการตาบอดทั้งสองข้าง
“ โทษที ลืมไปว่าต่อจากนี้สิ่งที่นายจะมองเห็นได้ ก็คงมีแต่ความมืดมิด “ กอร์ดอนมองไปที่เด็กชายตัวน้อยๆที่กำลังใช้มือทั้งสองข้างกุมที่ดวงตาของตัวเอง เขาค่อยๆใช้มือแตะเข้าไปที่หน้าผากของเด็กชาย และแน่นอนว่ากอร์กำลังใช้ผลประโยชน์จาก่เวลาที่ศัตรูสิ้นหวังที่สุด ทำร้ายจิตใจอย่างไม่ปราณีอีกครั้ง
เขาแทรกแทรงเสียงพูด ความคิด และความเชื่อที่บิดเบียนเข้าไปยังจิตใจของเด็กชายใน่เวลานี้ เด็กชายเห็นนิมิตของตัวเอง อยู่ในสถานที่ที่เต็มไปด้วยความมืดมิด มีแต่สีดำที่เป็มิตร พร้อมกับเสียงแห่งพลังลบวนเวียนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
‘ ชีวิตหลังจากนี้ของแกจะมองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากความมืดมิด ในเมื่อแกมองไม่เห็นอะไรแล้วบนโลกใบนี้ การดำรงชีวิตของแกก็จะยากขึ้น หากแกเป็คนดีและจิตใจบริสุทธิ์จริง โลกจะใจดีกับแก แต่ทว่าไม่ใช่ แกก็จะต้องใช้ชีวิตที่เหลืออย่างทรมาน น่าสมเพศ ไร้ศักดิ์ศรี ซึ่งแกจะไม่มีวันได้ลิ้มรสถึงแสงสว่างในชาตินี้แน่นอน เพราะก่อนที่ฉันจะใช้นิ้วทั้งสองข้างกดเข้าไปที่เบ้าตาของแก นิ้วมือทุกนิ้วของฉัน เต็มไปด้วยกรดและสารไทเทเนียมที่เป็พิษต่อดวงตา เส้นประสาทตาจากเบ้าตาทั้งสองข้างของแกทุกทำลายทั้งหมดโดยไม่มีทางเชื่อมสำหรับการรักษาให้มีดวงตาครั้งใหญ่ ฉะนั้น ไม่ว่าจะเทคโนโยลีใดๆก็ไม่สามารถรักษาให้แกกลับมามองเห็นได้ นอกเสียว่าแกจะได้เกิดใหม่ ขอให้แกดื่มด่ำกับชีวิตที่เหลือกับสิ่งที่แกจะมองเห็นได้ต่อจากนี้ตลอดไปจนกว่าแกจะสิ้นลม ‘
และนี้คือบทความบางส่วนที่กอร์ดอนปรุงแต่งและแทรงแซงเข้าไปยังความคิดของเด็กชายคนนี้เหมือนที่เขาเคยทำกับดาราร่า อาวุธและความสามารถชนิดนี้ ถือเป็อย่างหนึ่งที่น่ากลัวมากชนิดหนึ่งเลยทีเดียว
กอร์ดอนทิ้งร่างของเด็กชายไว้ตรงนั้นโดยไม่เหลียวมอง เขารู้ดีว่าสิ่งที่เขาทำนั้นถูกต้องแล้ว และเขาก็เดินหน้ายังไม่ยั้งโดยไม่แคร์ว่าคนที่เขาเพิ่งทำร้ายทางร่างกายจิตใจและอนาคตคือเด็กชายตัวน้อยๆ คือคนแคระที่แสดงเป็เด็กเพื่อผลประโยชน์บางอย่างในยุคสมัยนี้ ? …
เมื่อเขาเดินเข้าถึงย่านชนบทที่เต็มไปด้วยบ้านเรือนร่วมสมัยสุดแปลกตาบ้านแต่ละหลังสะท้อนสไตล์ร่วมสมัยของยุค 60 อย่างมีเอกลักษณ์ ผนังสีขาวอมเทา แทรกด้วยกระเบื้องลายเรขาคณิตและหน้าต่างบานกว้างที่เผยให้เห็นภายในตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์วินเทจ เบาะกำมะหยี่ โต๊ะไม้ขาเหล็ก เส้นสายสะอาดตาแต่มีจังหวะของความเป็มนุษย์อยู่ในทุกมุม
กอร์ก็ฟันธงได้เลยว่าดินแดนทราบลีเซียแห่งนี้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงค์ เซ็นตท์ แวร์ริทส์ ไวท์แล้ว
ในขณะที่กอร์กำลังเดินสำรวจอยู่นั้น ลานกว้างกลางเมือง ที่ปูด้วยกระเบื้องสีขาวที่เจียระไนด้วยเพชรลวดลายัยุโรปสีเงินบริสุทธิ์ที่รังสรรค์ด้วยนักแกะสลักฝีมือดีจากจิตกรผู้มีชื่อเสียงอันโด่งดัง
พวกคนชนชั้นสูงต่างนั่งชมการปะาของประชรชนที่ทำผิดกฏหมายร้ายแรง ซึ่งนั้นก็คือการ อพยก ิ่เบื้องสูง และ การขายชาติ
ก่อนการปะามีทหารองครักษ์องค์หนึ่งที่ทำหน้าที่ประกาศความผิดของผู้ต้องหาทั้งสามคนที่ถูกขึงไว้กับไม้กางเขนที่สร้างขึ้นมาจากโลหะและเหล็กสีเงิน
การปะารุนแรงและซาดิษมาก ซึ่งภาพที่กอร์ดอนและ ประชากรในเมืองที่รายล้อมจ้องมอง เป็ภาพของการลอกิัของมุษย์ทั้งเป็ที่ยังมีลมหายใจออกมาอย่างช้าๆั้แ่หนังหน้าไปจนถึงปลายเท้า หลังจากที่ลอกิัของนักโทษที่เปลือยกายในสภาพถูกขึงไว้บนไม้กางเขนโลหะสีเงิน เมืองทั้งเมืองที่เงียบสงัน ก็ถูกแต่งเติมไปด้วยเสียงกรีดร้องสุดสยดสยองและเป็เสียงแห่งความเ็ปที่ทรมานสุดขีดจากก้นบึ้งในจิตใจของมนุษย์ที่ถูกทำร้ายร่างกายอย่างอำมหิต เมื่อิัของพวกเขาทั้งสามคนค่อยๆถูกพลทหารลอกออกมาจนทั่วร่างกายแล้วพวกเขายังคงกรีดร้องด้วยความเ็ป เพราะไม่มียาชาและไม่มีอะไรเลยที่จะสามารถบรรเทาความเ็ปของพวกเขาได้ หนำซ้ำร่างกายที่ไม่มีแม้แต่ิัพอหุ้มยังถูกพึงด้วยไฟอีกที พวกทหารค่อยๆทำให้นักโทษขาดใจตายอย่างทรมานที่สุด จากลานกว้างกลางเมืองที่เป็พื้นกระเบื้องสีขาวสุดแพรวพราวก็ถูกระบายด้วยสีเือย่างเด่นจัดจดไม่น่ามอง เหี่ยมโหดมากเกินคำบรรยาย
หนึ่งในนั้นมีลูกชายคนโตของตะกูล แวร์ริทส์ ไวท์ มานั่งสัมนาด้วย เขาชื่อว่า โอริเวอร์ มีรูปหน้าที่คมคาย ดวงตาที่คมกริบแต่แฝงไว้ด้วยแววครุ่นคิดภายใต้คิ้วเข้มที่เรียงตัวสวย ผมสีอ่อนหวีเสยขึ้นเผยหน้าผากกว้างรับกับโครงหน้าได้รูป จมูกโด่งเป็สัน ริมฝีปากบาง แสดงออกถึงความมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว มีเค้าของความสง่างามตามแบบฉบับของเชื้อพระวงศ์ ทว่าในแววตานั้นกลับมีร่องรอยของความลึกลับและเปี่ยมไปด้วยอำนาจที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในได้อย่างน่าค้นหา โอริเวอร์เบะปากเอียงคางไปยังไหล่ขวาเล็กน้อยเพราะเหมือนจะมีอณูของเืนักโทษกระเซ็นเข้าชายเสื้อของเขา
ความเหลื่อมล้ำชัดเจนแบ่งแยกระหว่างชนชั้นวรรณะได้โดยไม่ต้องสังเกต พวกชนชั้นสูงในแดนนี้ส่วนใหญ่มาจาก เมืองหลวง ควีน กริสท์แตนท์ ส่วนคนในแดน พราบีเซียมจริงๆแล้วส่วนใหญ่จะถูกจับเป็กรรมกร แรงงานขุดเหมืองทองคำ โสเพณีบำเรอกาม และอื่นๆอีกมากมาย
ทรัพยกรธรรมชาติยังคงถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี ไม่ว่าจะเป็ป่าไม้สัตว์ป่า แหล่งน้ำ แร่ธาตุ เหมืองแร่ปิโตรเลียม และอื่นๆ ชนชั้นลากหญ้าบางคนกลายเป็ชนชั้นสูงในพริบตาเพียงเพราะมรดกก้อนเดียวของประชาชนในเมืองหลวง ควีน กริสท์แตนท์ ที่ย้ายถิ่นมาอยู่ในเมืองแห่งนี้
กอร์รู้สึกว่าตัวเองเหมือนหนีไม่พ้นเสือป่าจระเข้จริงๆ ฉะนั้น เขาจึงจำเป็ที่จะต้องตั้งหลักและแฝงตัวในเมืองนี้ก่อน ถึงแม้เขาจะรู้ดีว่าระบบชนชั้นวรรณะศักดินาอำมาตย์ของที่นี่นั้นโดดเด่นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะเื่ชนชั้นสูง
ระหว่างที่กอร์ดอนกำลังเดินหางานอยู่นั้น เขาก็ดันไปเจอกับสาวสวยคนหนึ่งที่ทรงสเน่ห์ กอร์ดอนมองเธอผ่านเลนส์ของความเงียบงัน รูปร่างของเธอเหมือนเงาเงียบของบทกวีฝรั่งเศสที่ยังไม่เคยถูกแปล แสงอ่อนแดดอ่อนๆ ยามเย็นตบกระทบข้างแก้มเนียนละเอียด ราวกับภาพถ่ายโบราณจากกล้องฟิล์มที่เวลาหลงลืมไว้ เส้นผมของเธอในสายตาที่กอร์เห็นคือ สีดำเข้มราวขนนกอีกา หล่อนตัดสั้นแต่ดูอบอุ่น คล้ายหญิงสาวในหนังยุโรปยุค 60s ผู้หันหลังให้กับความฉูดฉาดของโลกแต่กลับเป็แสงเดียวที่มนุษย์เงยหน้ามองได้โดยไม่รู้ตัว ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยคำถามที่ยังไม่มีใครกล้าตอบ มีไฝจุดเล็กๆ ระหว่างปากบนและแก้มล่าง ริมฝีปากอิ่มเหมือนพู่กันของจิตรกรที่เพิ่งแตะหมึกครั้งแรก หยุดทุกเสียงรอบตัวทันทีที่เธอหันมา ในความสงัดของสร้อยคอเส้นละเอียดเล็กๆสีเงินสว่างมีจี้เป็รูปหัวใจเล็กๆ เธอซ่อนบางอย่างเอาไว้…ความลับ ความเศร้า หรือบทสนทนาเก่า ๆ ที่เธอไม่เคยได้เอ่ย เธอไม่ใช่หญิงสาวที่เดินเข้าไปในห้องแล้วทำให้คนหันมอง เธอคือหญิงสาวผมสั้นทรงเสน่ย์ สวมชุดเดรสสีดำแวววาววิบวับกับกับรองเท้าส้นเข็มสีดำเงาที่กำลังเดินผ่านผู้คนแล้วทำให้ทุกคนจมอยู่ในความคิดถึงและความลึกลับของหล่อน
แม้กระทั่งกอร์ดอนยังคงอึ้งกับความโดดเด่นของหล่อน เพราะมันไม่มีทางเป็ไปได้เลยที่คนผมสีดำหรือผมสีเข้มจะสามารถเดินเตร็ดเตร่อยู่ในกลางเมืองแบบนี้ได้ ฉะนั้น บนหัวของกอร์ดอนจึงเต็มไปด้วยความรู้สึกชื่นชม ที่ว่าหล่อนสามารถทำได้อย่างไร หรือเธอมีความสามารถทางด้านภาพหลวงตา หรือเธอคือชนชั้นสูงที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญทางด้านศาสตร์แห่งภาพลวงตาทางสายตา เพราะศาสตร์แขนงนี้ ไม่ว่าจะในมหาวิทยาลัยไหนของโลกใบนี้ ล้วนแล้วสงวนสิทธิ์เฉพาะชนชั้นสูงเท่านั้น !