เด็ก ๆ หลายคนต่างพากันกลืนน้ำลาย สายตาจับจ้องอยู่ที่ห่อกระดาษในมือของนางไม่วางตา แต่กลับไม่มีใครกล้าก้าวเข้ามาข้างหน้า
เจียงเหลียนจูยิ้มแล้วกล่าวว่า "มัวตะลึงอะไรกัน รีบไปล้างมือให้หมด ล้างมือเสร็จแล้วค่อยมากิน"
ในห่อกระดาษมีซาลาเปาไส้หมูชิ้นโตแปดลูก ลูกหนึ่งหนักเกือบครึ่งจิน บนยอดซาลาเปามีน้ำมันสีแดงไหลเยิ้มดูน่ากินยิ่งนัก
เอ้อร์เป่าเป็คนแรกที่รีบไปตักน้ำจากบ่อน้ำขึ้นมา
ส่วนต้าเป่าก็ไม่น้อยหน้า รีบดึงตัวน้องสาวที่หิวจนน้ำลายไหลและเผลอเอาปลายนิ้วเข้าปากไปล้างมือด้วยกัน
เมื่อล้างมือเสร็จเด็กทั้งสามก็ะโพรวดพราดมาเข้าแถวตรงหน้าเจียงเหลียนจูราวกับลูกกระต่าย เพื่อรอให้นางแจกซาลาเปาไส้หมูให้
เจียงเหลียนจูแบ่งให้คนละสองลูก "โชคดีที่ห่อด้วยกระดาษน้ำมันสำหรับปรุงอาหารเลยยังอุ่นอยู่ ค่อย ๆ กินนะ ระวังติดคอ"
ซาลาเปาไส้หมูชิ้นโตที่ทั้งหอมและร้อนระอุเพียงได้กลิ่นก็น่าลิ้มลองจนน้ำลายไหล
หนานเป่าน้อยรับซาลาเปาไส้หมูส่วนของนางมาอย่างกระตือรือร้น แล้วส่งเสียง "ง่ำ!" ราวกับสัตว์ตัวเล็ก ๆ กัดเข้าไปคำโต
ทว่าเด็กอีกสองคนกลับถือซาลาเปาไว้แล้วนิ่งอึ้งไป
เอ้อร์เป่ารู้สึกตื้นตันจนจมูกเริ่มเปลี่ยนสี "ท่านแม่พวกข้าโตขนาดนี้แต่ไม่เคยได้กินซาลาเปาไส้หมูชิ้นโตเลย"
เคยเห็นเพียงเด็กบ้านอื่นในหมู่บ้านที่มีฐานะดีได้กินเท่านั้น
ตอนนั้นพวกเขาทำได้เพียงกลืนน้ำลายลงคอด้วยความหิวซ้ำแล้วซ้ำเล่าและเป็เช่นนี้เสมอมา
คนอื่นต่างบอกว่าพี่น้องพวกเขาเป็ลูกไม่มีใครเอา เป็ภาระ พ่อรังเกียจจนทิ้งพวกเขาหนีไป แม่เลี้ยงก็ทุบตีและด่าทอพวกเขาทุกวัน บอกว่าพวกเขาเป็ตัวซวย บางคนในหมู่บ้านก็บอกว่าพวกเขาเป็ลูกนอกคอกไม่คู่ควรที่จะได้กินซาลาเปาไส้หมู กินแล้วจะอายุสั้น...
เขาคิดว่าชาตินี้คงไม่มีโอกาสได้กินซาลาเปาไส้หมูชิ้นโตเสียแล้ว...
นึกไม่ถึงว่า วันนี้จะได้กินจริง ๆ
แถมยังได้ส่วนแบ่งตั้งสองลูก มากถึงเพียงนี้เชียวหรือ
เจียงเหลียนจูลูบหัวเขา "หากพวกเ้าชอบกิน แม่จะให้กินซาลาเปาไส้หมูทุกวันเลย กินเถอะ หากสองลูกยังไม่อิ่ม แม่จะให้อีกลูก"
เอ้อร์เป่าพยักหน้ารัวแล้วเริ่มกัดซาลาเปาไส้หมูทันที
เพียงคำเดียวร่างกายทุกส่วนบอกเขาว่าอร่อยเหลือเกิน!
ช่างอร่อยเหลือเกิน!
ที่แท้นี่คือรสชาติของซาลาเปาไส้หมูชิ้นโตนี่เอง!
อร่อยจริง ๆ !
มิน่าเล่า เด็กบ้านคนรวยถึงได้กินกันอย่างเอร็ดอร่อยเช่นนี้
มีความหอมสดของเนื้อหมู ผสมผสานกับความนุ่มหนึบของแป้งขาว กลิ่นหอมเข้มข้นอบอวลไปทั่วทั้งปากรสชาติเลิศรสกระจายไปทั่วลิ้น
หนานเป่าน้อยก็กินเช่นกัน อย่าเห็นว่านางตัวเล็กแต่นางกินเก่งมาก เพียงชั่วพริบตาเดียวก็จัดการซาลาเปาไปครึ่งลูกแล้ว
มีเพียงต้าเป่าที่ยังคงก้มหน้านิ่งเงียบคล้ายกำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิด
เจียงเหลียนจูมองเขาด้วยรอยยิ้ม "ทำไมหรือ ไม่ชอบกิน ให้แม่ไปทำอย่างอื่นให้เ้าไหม?"
ต้าเป่าส่ายหัวแล้วเค้นคำพูดเบา ๆ ที่แทบไม่ได้ยินออกมาจากซอกฟัน "ขอบคุณท่านแม่ขอรับ"
"เด็กโง่" เจียงเหลียนจูลูบหัวเขา
แม่ลูกทั้งสี่คนนั่งอยู่บนขั้นบันไดของลานบ้านเล็ก ๆ กินซาลาเปาไส้หมูด้วยกันอย่างกลมเกลียวเป็พิเศษ
ภาพเหตุการณ์นี้ตราตรึงอยู่ในใจของเด็กทั้งสามอย่างลึกซึ้ง
หลายปีต่อมา เมื่อเด็กทั้งสามเติบโตขึ้นจนได้ดิบได้ดีกลายเป็บุคคลสำคัญผู้โดดเด่นในด้านต่าง ๆ พวกเขายังคงนึกถึงภาพที่ครอบครัวนั่งกินซาลาเปาไส้หมูบนขั้นบันไดลานบ้านเป็ครั้งแรกอยู่เสมอ
ซาลาเปาลูกนั้นอร่อยและช่างหอมเหลือเกิน
แม้ภายหลังจะได้กินอาหารเลิศรสจากูเาและทะเลก็ยังไม่อร่อยเท่าซาลาเปาลูกนั้น
...
เมื่อกินจนเสร็จ เจียงเหลียนจูพบว่าหนานเป่าน้อยเป็เด็กที่กินเก่งที่สุด
เด็กคนนี้อายุน้อยที่สุด ดูท่าทางดุที่สุด นึกไม่ถึงว่าจะกินเก่งที่สุดเช่นกัน ซาลาเปาไส้หมูสองลูกนางจัดการเป็คนแรก แล้วยังมองนางตาปริบ ๆ
เจียงเหลียนจูจึงแบ่งส่วนของตนเองให้นางอีกครึ่งลูก
นางถึงได้อิ่ม แล้วเรอออกมาสองครั้งพลางเช็ดปากอย่างพึงพอใจ
ความสามารถในการกินของเอ้อร์เป่าและต้าเป่านั้นเทียบกับหนานเป่าน้อยไม่ได้เลย
หลังจากกินซาลาเปาเสร็จ เจียงเหลียนจูก็นำสิ่งของอื่น ๆ ออกมาวางเรียงรายในบ้านทีละอย่าง
นางบอกเด็ก ๆ อย่างเปิดเผยว่าวันนี้ขายเนื้อและหนังหมาป่าได้เงินเท่าไหร่และนำไปซื้ออะไรมาบ้าง ทั้งข้าวสาร แป้ง ธัญพืช น้ำมัน ของกิน หม้อ ไห และถ้วยชาม นางบอกเด็ก ๆ อย่างชัดเจนทุกประการ
ในเมื่ออยากใช้ชีวิตให้ดี เจียงเหลียนจูก็ไม่อยากปิดบังพวกเขา
โดยเฉพาะใน่เวลานี้ นาง้าความเชื่อใจจากเด็ก ๆ
เพื่อลบภาพความโหดร้ายของเจียงซื่อในอดีต
หากเป็เด็กทั่วไปที่ยังไม่เดียงสาอาจนำเื่ของในบ้านไปพูดโอ้อวดข้างนอก แต่ประสบการณ์ของเด็กสามคนนี้ไม่เหมือนคนอื่น เจียงเหลียนจูมาอยู่ที่นี่ได้สองวันก็พบว่าพวกเขาทุกคนเป็เด็กที่ฉลาดมาก
แม้แต่หนานเป่าน้อยที่อายุเพียงสองสามขวบและยังพูดไม่ได้ เมื่อถูกคนอื่นใส่ร้ายว่าแอบกินของ นางถึงกับอาเจียนสิ่งที่กินเข้าไปออกมาทันทีเพื่อพิสูจน์ว่าตนเองไม่ได้แอบกิน
ความฉลาดระดับนี้ ไม่ใช่สิ่งที่เด็กทั่วไปจะทำได้
เป็ไปตามคาด แววตาของเด็ก ๆ ต่างเป็ประกาย พลางมองสิ่งของเ่าั้แล้วหันมามองเจียงเหลียนจู ความระแวดระวังในสายตาลดน้อยลงไปบ้าง
เจียงเหลียนจูเก็บเสบียงและสิ่งของต่าง ๆ ไว้ในห้องครัว เสบียงเหล่านี้เพียงพอสำหรับครอบครัวสี่คนกินไปได้อีกหลายวัน
ต้าเป่าและเอ้อร์เป่ารู้สึกอุ่นใจขึ้นมาก
เป็ครั้งแรกที่พวกเขามีความรู้สึกปลอดภัยที่ว่ากินมื้อนี้แล้วไม่ต้องกังวลถึงมื้อหน้า
แถมยังเป็ธัญพืชชั้นดีที่รสชาติอร่อย ส่วนน้ำมันนั้น เมื่อก่อนตอนผัดกับข้าวไม่กล้าแม้แต่จะคิดถึง เพราะต้องใช้น้ำต้มแทนน้ำมันแต่ตอนนี้กลับมีน้ำมันเต็มเหยือกใหญ่
ยังมีเกลือ ที่สามารถซื้อได้เป็ชั่น
และยังซื้อน้ำตาลมาด้วย เจียงเหลียนจูให้เด็กทั้งสามคนใช้มือหยิบน้ำตาลแดงชิ้นเล็ก ๆ คนละชิ้น นำเข้าปากเพื่อดูดเล่น
ความรู้สึกหวานฉ่ำนั้นราวกับได้กินน้ำผึ้ง
พวกเขาเคยได้กินของหวานเช่นนี้ตอนที่หาน้ำผึ้งป่าในูเาเจอเท่านั้น
แต่ตอนนั้นความรู้สึกตอนกินน้ำผึ้งป่าแตกต่างออกไป เพราะกินขณะที่ท้องหิวโหยจึงไม่รู้สึกถึงความอิ่ม แม้จะหวานแต่สิ่งที่้ามากกว่าคือการกินให้อิ่มท้อง มีความหิวโหยรายล้อม
ทว่าตอนนี้คือกินตอนที่ท้องอิ่ม สมาธิทั้งหมดจึงจดจ่ออยู่ที่ความหวาน ความหวานซึมลึกเข้าไปในใจ เพิ่มพูนความรู้สึกมีความสุขจนเต็มเปี่ยม
หนานเป่าน้อยกินอิ่มดื่มพอ ลูบท้องกลม ๆ ของตนเองอย่างสบายอารมณ์ ดูน่ารักราวกับสัตว์ตัวน้อยที่หรี่ตาอย่างมีความสุข
เจียงเหลียนจูอุ้มนางขึ้นมาด้วยความรัก พลางยิ้มว่า "หนานหนานน้อยกินเยอะเกินไปเดี๋ยวจะปวดท้องนะลูก!"
หนานเป่าน้อยกะพริบตาโตราวกับลูกองุ่น พยักหน้าอย่างว่าง่ายเพื่อแสดงการเห็นด้วย
หากเป็เมื่อก่อน ถ้าเจียงเหลียนจูพูดเช่นนี้นางคงจะพ่นน้ำลายใส่หน้านางไปแล้ว
เจียงเหลียนจูถือโอกาสให้นางอ้าปาก "อา! ให้แม่ดูคอของเ้าหน่อย" ทำไมเกือบสามขวบแล้วยังพูดไม่ได้
หรือว่าเส้นเสียงจะมีปัญหาแต่กำเนิดกันแน่
หนานเป่าน้อยทำสีหน้าสงสัยและเริ่มมีความกังวลเล็กน้อย เผลอมองไปที่ต้าเป่า พี่ชายคนโตของนาง
ต้าเป่าพยักหน้าเบา ๆ หนานเป่าน้อยจึงอ้าปากแล้วส่งเสียง ‘อา’ ออกมา
เจียงเหลียนจูตรวจดูแล้วดูเหมือนจะไม่มีสิ่งผิดปกติ จึงลูบกรามและคางของนางอย่างอ่อนโยน
ทุกอย่างปกติมาก
โดยทั่วไป เด็กสามขวบควรจะพูดได้แล้ว
การที่เด็กพูดไม่ได้มักมีสองสาเหตุ หนึ่งคือความผิดปกติทางร่างกายเช่นความผิดปกติทางสมองหรือโรคเดิมั้แ่กำเนิด ซึ่งหนานเป่าน้อยมีความฉลาดที่ไม่มีปัญหา และไม่มีโรคแต่กำเนิด ร่างกายอวบอิ่ม วิ่งได้ะโได้ ดังนั้นเจียงเหลียนจูจึงตรวจดูลิ้น ริมฝีปาก และอวัยวะในช่องปากว่ายืดหยุ่นหรือไม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ไม่มีปัญหาเช่นกัน