อนโจวถูกคุมตัวอยู่ในเรือนเก็บของหลังจวน เสียงร้องไห้คร่ำครวญดังแว่วมาเป็ระยะ
เช้าวันรุ่งขึ้น ซ่งจงอี้ไม่ได้ลงโทษนางทันที กลับสั่งให้คนเฝ้าไว้เฉยๆ ราวกับลืมไปแล้วว่ามีคนคนนี้อยู่
ซ่งติ้งหย่วนทนไม่ไหว บุกเข้าห้องหนังสือของพี่ใหญ่แต่เช้า "พี่ใหญ่! คนใจขนาดวางยาพิษน้องเล็กของเรา ทำไมท่านพ่อยังไม่จัดการมัน! ให้ข้าไปมันสักร้อยไม้ก่อนได้ไหม!"
ซ่งจิ้งอันที่กำลังเอกสารอยู่ ไม่เงยหน้าขึ้นด้วยซ้ำ "น้องรอง เ้ารู้ไหมว่าพิษ 'ฉือกู่ตาน' ที่ใช้กับสร้อยเส้นนั้นมาจากไหน"
ซ่งติ้งหย่วนชะงัก "มามาจาก"
"พิษชนิดนี้ ทั้งเซิ่งจิงมีเพียงสามแห่งที่หาได้" ซ่งจิ้งอันวางพู่กันลง แววตาลึกล้ำ "หนึ่งคือตำหนักหมอหลวง สองคือร้านยาเก่าแก่ที่อยู่ใต้อำนาจวังหลวง และสาม..."
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง "ตำหนักของอ๋องรอง"
ซ่งติ้งหย่วนสูดลมหายใจเข้าปอด "อ๋อง...อ๋องรองเซียวจิ่งหรง? อนุโจวคนนั้นอะไรก็ไม่มี จะไปเอาพิษจากตำหนักอ๋องรองมาได้!"
"นั่นแหละคือคำถาม" ซ่งจิ้งอันลุกขึ้น เดินไปยืนหน้าต่าง มองออกไปยังลานที่แสงแดดยามเช้าสาดส่อง "เป็เพียงเบ็ด น้องรอง สิ่งที่เราต้องรู้คือ มือที่ถือคันเบ็ดอยูเป็ของใคร"
"ถ้าเรามันร้อยไม้ในวันนี้ ก็จะรู้ตัวแล้วตัดสายหนีไป แต่ถ้าเราปล่อยให้มันอยู่..." เขาหันกลับมา มุมปากยกเย็น "จะนึกว่าเบ็ดยังอยู่ดี แล้ววันหนึ่งมันก็จะสาวสายมาดูเอง"
ซ่งติ้งหย่วนฟังจนตาโต ก่อนจะเกาหัวแกรกๆ "พี่ใหญ่... ข้าฟังแล้วปวดหัว ข้าถนัดมากกว่าคิด"
ซ่งจิ้งอันถอนหายใจ ตบบ่าน้องชาย "ฉะนั้นเ้าจงฝึกฝีมือดาบให้ดี ส่วนเื่วางหมาก ปล่อยให้เป็หน้าที่ของพี่"
ซ่งติ้งหย่วนพยักหน้าหนักแน่น แต่แล้วก็หยุดชะงัก หันมามองพี่ชายด้วยสีหน้าจริงจังผิดปกติ "พี่ใหญ่ ข้าถามอะไรหน่อยได้... เ้าหมากที่ว่า เ้าร้ายที่ปลายสาย ถ้ามันอ๋องรองจริง พวกเรา... สู้ไหวหรือ"
ซ่งจิ้งอันเงียบไปครู่หนึ่ง แสงแดดยามเช้าทอดผ่านบานหน้าต่างไม้ฉลุ ทาบเป็ลายตารางบนใบหน้าคมสันของเขา มองออกไปยังกิ่งเหมยที่เพิ่งผลิดอกในลาน นานจนซ่งติ้งหย่วนนึกว่าจะไม่ได้คำตอบ
"น้องรอง เ้ารู้ไหมว่าทำไมหมากล้อมถึงเรียกว่าหมากล้อม" ในที่สุดเขาก็เอ่ยขึ้น "เพราะมันไม่ได้ชนะด้วยการกินหมากอีกฝ่ายให้หมดกระดาน แต่ชนะด้วยการ 'ล้อม' ทีละนิด จนถึงวันหนึ่ง อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมาแล้วพบว่าตัวเองไม่มีที่ให้เดินอีกแล้ว"
"ตอนนี้เราเป็หมากตัวน้อย ส่วนเขาเป็ตัวใหญ่ก็จริง" ดวงตาของซ่งจิ้งอันเย็นวาบ "แต่เรามีสิ่งที่เขาไม่มี — เรารู้ว่ากระดานนี้จะจบอย่างไร น้องเล็กคือดวงตาของเรา ตราบใดที่เราฟังนางให้ดี เดินอย่างใจเย็น วันที่เขารู้ตัวว่าถูกล้อม ก็จะสายเกินไปเสียแล้ว"
ซ่งติ้งหย่วนมองพี่ชายด้วยแววตาที่ค่อยๆ เปลี่ยนจากความกังวลเป็ความมุ่งมั่น เขากำด้ามดาบที่เอวแน่นขึ้น "เข้าใจแล้ว งั้นข้าจะฝึกให้หนักกว่าเดิมสิบเท่า วันที่พี่ล้อมเขาจนมุม ข้าจะเป็ลงดาบสุดท้ายเอง"
——————
อีกด้านหนึ่งในเรือนใน เหยาเหยาเพิ่งตื่นจากการงีบยามเช้า
เื่สร้อยพิษเมื่อวาน นางยิ่งระแวดระวังตัว แต่ก็แปลกใจไม่หาย
เ จริงๆ นะ ตาม ข้าควรจะป่วยั้แ่ตอนนี้แล้วนี่นา แต่ทำไมเื่ร้ายมันถูกกันออกไปได้หมดเลยล่ะ เหยาเหยาขบคิดในใจ ครั้งสาวใช้ปีนเตียง ครั้งสร้อยพิษ... ทุกครั้งท่านพ่อกับพี่ใหญ่มาได้จังหวะเป๊ะเหมือนนัดกันไว้
หรือว่า... ครอบครัวข้ามันเทพเกินมนุษย์ั้แ่แรกอยู่แล้ว? ในนิยายอาจจะเขียนให้พวกเขา ดูโง่ เพราะเป็แค่ตัวประกอบ แต่ของจริงพวกเขาเก่งโคตรๆ!
อืม... คิดแล้วก็สมเหตุสมผล ขุนนางที่แผ่นดิน กับบัณฑิต จะโง่ได้กัน คนเขียนนิยายมันดูถูกครอบครัวข้าต่างหาก! เคืองแทนเลย!
เสิ่นว่านอวี๋ที่กำลังป้อนข้าวต้มให้ลูกสาว ได้ยินเสียงในใจเช่นนั้นเกือบสำลัก นางรีบหยิบผ้าเช็ดหน้ามาปิดปากแสร้งไอ
แต่ช่างเถอะ ครอบครัวเก่งก็ดีแล้ว! เหยาเหยาคิด ก่อนสีหน้าจะขึ้นอีกครั้ง เดี๋ยวนะ... ข้าต้องไล่ทวนเหตุการณ์ใหญ่ในนิยายให้ครบ เผื่อมีอะไรที่ยังกันไม่ได้
เื่ต่อไปที่สำคัญมากๆ คือ... การ มาเยือน ของนางเอก!
เสิ่นว่านอวี๋มือชะงัก
วันที่ข้าลืมตาดูโลก ยัยฟ่านชิงเสวี่ยนั่นแกล้งตกน้ำ แล้วพี่รองติ้งหย่วนก็บังเอิญผ่านมาช่วยพอดี — นั่นมันแผน 'วีรบุรุษช่วยสาวงาม' ชัดๆ! ตอนนี้นางเลย 'บุญคุณช่วยชีวิต' มาผูกมัดพี่รองไว้!
เหยาเหยาคิดถึงตรงนี้ ใบหน้ากลมแป้นดุจซาลาเปาน้อยพลันย่นยู่ราวกับเพิ่งกลืนยาขมหม้อใหญ่เข้าไป
แล้วหลังจากนี้ ยัยนั่นก็จะใช้ข้ออ้างเื่บุญคุณนี้ 'เสนอหน้า' มาเยือนถึงจวนเรา ทำทีเป็มาขอบคุณผู้มีพระคุณ แต่เนื้อแท้คือคิดจะทอดสะพานหาพี่รอง ประจบประแจงท่านแม่ เพื่อหาทางปักหลักในตระกูลซ่งให้ได้!
พอถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า ในงานชมบุปผานอกเมือง นางก็จะลากพี่รองไปร่วมงาน คอยแสดงละครรักหวานชื่นต่อหน้าพวกชนชั้นสูง เพื่อป่าวประกาศให้ทุกคนรู้ว่าพี่รองเป็ของนาง ทั้งที่ความจริง เป้าหมายสูงสุดของยัยนั่นคือ 'ท่านอ๋องผู้เ็า' พระเอกของเื่ต่างหาก! พี่รองของข้าเป็แค่บันไดให้ยัยนั่นสู่สังคมชั้นสูงเท่านั้นแหละ!
ที่ยิ่งกว่าคือ... พอสบโอกาสได้ปีนขึ้นเตียงพระเอกแล้ว ยัยนั่นก็สลัดพี่รองทิ้งอย่างไร้เยื่อใย ซ้ำยังใส่ร้ายป้ายสีว่าพี่รองลวนลามนางก่อน! เื่นี้แหละที่เป็รอยด่างพร้อยทำลายชื่อเสียงพี่รอง และเป็ที่ทำให้ตระกูลซ่งเริ่มถูกสังคมประณามจนก้าวสู่หายนะ!
ไม่ได้การ! ข้าต้องสะบั้นสายใยบุญคุณจอมปลอมเส้นนี้ให้ขาด ห้ามให้พี่รองไปงานชมบุปผากับนางเด็ดขาด! ละครรักน้ำเน่าเื่นี้... ข้าขอสั่ง!
เสิ่นว่านอวี๋วางช้อนในมือลงช้าๆ แววตาคู่สวยพลันเยือกเย็นลงจนน่ากลัว
ค่ำคืนนั้น ณ ห้องประชุมลับของตระกูลซ่ง บรรยากาศรอบข้างเคร่งเครียดและกดดันจนแทบหายใจไม่ออก สมาชิกทั้งสี่คนนั่งล้อมวงด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
"อีกไม่นาน คุณหนูตระกูลฟ่านที่ติ้งหย่วนช่วยขึ้นจากน้ำวันก่อน จะอ้างบุญคุณเพื่อมาเยือนจวนของเรา" เสิ่นว่านอวี๋เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแฝงไอสังหารจางๆ "เหยาเหยาบอกว่า... การมาเยือนครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อทดแทนคุณ แต่เป็การวางกับดักเพื่อล่าเหยื่อ"
ซ่งติ้งหย่วนเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง "นางคนนั้นน่ะหรือ! ข้าเพียงแค่บังเอิญผ่านไปเห็นคนตกน้ำด้วยใจบริสุทธิ์ จึงะโลงไปช่วย ใครจะไปคาดคิดว่าเื้ัจะมีเล่ห์เหลี่ยมโสมมซ่อนอยู่!"
"เ้าช่วยเหลือนางด้วยคุณธรรม แต่คนผู้นั้นกลับคิดใช้บุญคุณมาพันธนาการเ้า" ซ่งจิ้งอันเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าทรงพลัง "น้องเล็กบอกว่า ในงานชมบุปผาฤดูใบไม้ผลิปีหน้า หญิงสาวผู้นั้นจะลากเ้าไปร่วมฉากรักหวานชื่นเพื่อใช้เ้าเป็เครื่องมือ... น้องรอง นับแต่นี้ไป หากนางมาเยือนจวนเมื่อใด เ้าจงหลบหน้าไปเสียให้ไกล และไม่ว่าผู้ใดจะชวนเ้าไปงานชมบุปผาในฤดูใบไม้ผลิ ต่อให้เป็สหายสนิทเพียงใด เ้าก็ต้องปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย"
ซ่งติ้งหย่วนกำหมัดแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ใบหน้าหล่อเหลาจริงจังและเด็ดเดี่ยวขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน "ผู้ใดที่คิดจะลากน้องเล็กและตระกูลซ่งของเรา ข้าไม่มีวันเฉียดกายเข้าใกล้มันเด็ดขาด!"
ซ่งจงอี้พยักหน้า ั์ตาคู่นั้นทอประกายล้ำลึกและครุ่นคิดอย่างหนัก
สตรีที่จงใจแกล้งตกน้ำ... กับเด็กสาวตระกูลฟ่านที่ตกน้ำในวันเดียวกับที่เหยาเหยาเกิด แล้วฟื้นขึ้นมาพร้อมกับท่าทีเพ้อคลั่งแปลกประหลาด...
"ฟ่านชิงเสวี่ย..." ซ่งจงอี้พึมพำชื่อนั้นแ่เบา "ดูท่า ตระกูลซ่งของพวกเราคงต้องทำความรู้จักกับคุณหนูผู้นี้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเสียแล้ว"
——————
ท่ามกลางแสงเทียนสีนวลตาที่สาดส่อง ร่างเล็กๆ ของเหยาเหยานอนตาแป๋วอยู่ในเปลอุ่น นางทอดมองเงาของเปลวเทียนที่ไหวระริกอยู่บนเพดานสีชาด กลิ่นน้ำมันตะเกียงจางๆ โชยมาปนกับกลิ่นแป้งหอมที่พี่เลี้ยงทาตัวให้หลังอาบน้ำ นิ้วมือน้อยๆ ถูกส่งเข้าปากดูดอย่างใช้ความคิด
ตลอดทั้งวันนี้ นางรู้สึกได้อย่างเลือนรางว่าผู้คนรอบกายต่างเคลื่อนไหวกันอย่างเงียบเชียบ คล้ายกับมีกระแสน้ำลึกอันเชี่ยวกรากไหลเวียนอยู่ใต้ผิวน้ำที่ดูสงบนิ่ง ทั้งที่นางเพียงแค่คิดฟุ้งซ่านอยู่ในใจไปเรื่อยเปื่อย แต่ทุกเื่ที่นางเป็กังวล กลับถูกจัดการจนเรียบร้อย ราวกับมีคนล่วงรู้ความในใจนางอย่างไรอย่างนั้น
แปลกจริง คิดอย่างเริ่มงัวเงีย หรือว่าชาตินี้ข้าจะมีดวง์หนุนนำ คิดสิ่งใดก็สมปรารถนาไปเสียหมด? ช่างเถอะ คิดมากไปก็ปวดหัว ดวงดีก็ถือเป็เื่ดี ชาติก่อนข้าซวยมาตลอดชีวิต ชาตินี้ขอเสวยสุขดวงเฮงบ้างจะเป็ไรไป
เออ จริงสิ ยัยฟ่านชิงเสวี่ยนี่ก็เป็สาวทะลุมิติมาเหมือนข้าเลยนี่นา ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัว ในนิยายต้นฉบับ ยัยนั่นคือ 'นางเอก' ผู้มี 'ออร่าผู้ถูกเลือก' คอยคุ้มภัย นางปักใจเชื่อว่าทุกอย่างต้องดำเนินไปตามบทบาท ทุกคนต้องรุมรัก และพระเอกต้องสยบอยู่แทบเท้านาง
แต่ข้าชักสงสัยแล้วสิ... ในเมื่อนางทะลุมิติมาั้แ่วันที่ข้าเกิด นางจะ 'จำเนื้อเื่' ได้ละเอียดเหมือนข้าไหมนะ? ถ้าจำได้ นางก็ย่อมรู้ล่วงหน้าว่าต้องแกล้งตกน้ำให้พี่รองช่วย และรู้ว่าต้องเข้าไปประจบสอพลอตระกูลไหนบ้าง
หึ! ถ้ารู้จริง นางก็คือคู่ปรับตัวฉกาจของข้าเลยละ! ยัยนั่นมเป็แผนที่นำทาง ส่วนข้าเองก็มีแผนที่ฉบับเดียวกันอยู่ในหัว! ทว่าสิ่งที่ต่างกันก็คือ
ริมฝีปากเล็กจิ้มลิ้มหยักโค้งเป็รอยยิ้มเ้าเล่ห์ ดวงตากลมโตดำขลับเปล่งประกายระยิบระยับดุจดวงดาว
ยัยนั่นจะเดินตามบทอย่างโง่เขลา... ส่วนข้าคนนี้จะฉีกบทเฮงซวยนี่ทิ้งให้เป็ผุยผงเอง!
เสียงความคิดในใจของเหยาเหยาค่อยๆ เงียบลง พร้อมกับความง่วงงุนที่เข้าจู่โจมจนเปลือกตาน้อยๆ ปิดสนิท
ทว่าในห้องข้างๆ นั้น... สมาชิกทั้งสี่คนที่แอบฟังอยู่ต่างพากันนิ่งอึ้งจนตัวแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็ง
สตรีที่ชื่อฟ่านชิงเสวี่ยผู้นั้น... ก็เป็ผู้ที่ 'ล่วงรู้อนาคต' เช่นเดียวกับเหยาเหยาอย่างนั้นหรือ!
ซ่งจิ้งอันหลับตาลงอย่างช้าๆ สมองประมวลผลข้อมูลใหม่ที่เพิ่งได้รับมาอย่างรวดเร็วและเฉียบคม
ศัตรูที่ถือครองแผนที่นำทางฉบับเดียวกับพวกเรา...
ศึกครั้งนี้ เร้าใจขึ้นมาเสียแล้ว!