Puppy Love จดหมายรักระหว่างนายและฉัน (จบ)

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 89

            “ช้าเร็วก็ต้องรู้อยู่ดี”เมื่อเทียบกับความกังวลใจของชวีเสี่ยวปอแล้ว ท่าทีของเซี่ยเจิงกลับดูมีความสุขทั้งยังดูผ่อนคลายมากกว่าปกติ“เรื่องนี้นายพูดเองดีกว่าให้เขาถามขึ้นมานะ”

     

            “อืม” ชวีเสี่ยวปอพยักหน้าอย่างหนักแน่น “งั้นอีกสองวันค่อยหาเวลาเหมาะๆไปบอกเขาก็แล้วกัน”

     

            ทั้งสอนคนเดินมาเรื่อยๆ จนมาถึงร้านหนังสือซึ่งแตกต่างจากที่ชวีเสี่ยวปอคิดเอาไว้อยู่เล็กน้อย ในร้านหนังสือคนค่อนข้างเยอะทั้งยังมีคนจำนวนไม่น้อยกำลังดึงเข้าดึงออกหาหนังสือแบบฝึกหัดต่างๆที่วางอยู่บนชั้นตรงบริเวณนั้น แต่พวกเขาล้วนมีอายุมากกว่าเขาทั้งสองคนคงน่าจะเป็นผู้ปกครองของเด็ก

     

            ดูเหมือนว่าเด็กนักเรียนที่คิดอยากจะมาซื้อหนังสือเรียนด้วยตัวเองเหมือนอย่างเซี่ยเจิงจะมีอยู่น้อยมากเลยทีเดียว

     

            “นี่ นายอยากได้ของวิชาไหนเหรอ? ” บริเวณโดยรอบเงียบสงบมากชวีเสี่ยวปอจึงจำเป็นต้องลดเสียงลงไม่กล้าพูดออกไปเสียงดังแล้วจึงสะกิดไปบนแขนของเซี่ยเจิง “เดี๋ยวฉันช่วยหา”

     

            “เลขกับอังกฤษ” เซี่ยเจิงเอ่ยขึ้นเสียงเบา

     

            “เลขๆ เลขๆ ... อังกฤษๆ อังกฤษๆ ”ชวีเสี่ยวปอพูดพึมพำพลางไล่หาหนังสือบนชั้นไปด้วย ในขณะที่เขาชะเง้อคอขึ้นไปอย่างยากลำบากจู่ๆ ก็มีคนมาดึงแขนของเขาเอาไว้

     

            ทันทีที่หันหน้าไปก็เจอเข้ากับใบหน้าของคนคนหนึ่งทั้งยังไม่เปิดโอกาสให้ชวีเสี่ยวปอได้ตั้งตัวคุณป้าท่านนี้ก็มองชวีเสี่ยวปออย่างตื่นเต้นดีใจ ราวกับว่าเธอจับสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ที่แปลกใหม่ได้อย่างไรอย่างนั้น : “เป็นนักเรียนใช่ไหม? ”

     

            “เอ่อ ครับๆ ” ชวีเสี่ยวปอรีบพยักหน้าทันที “มีอะไรเหรอครับ? ”

     

            “อยู่มอไหนแล้วจ๊ะ? ” คุณป้าดูดีใจขึ้นกว่าเดิม

     

            “มอห้าครับ” ชวีเสี่ยวปอเสียงสั่นขึ้นมาขณะที่คุยกับคุณป้าคนนี้เขาต้องระมัดระวังตัวอยู่ตลอด

     

            “อุ๊ย พอดีเลย” คุณป้ากระทืบเท้าไปทีหนึ่ง “หลานชายป้าก็อยู่มอห้าเหมือนกันป้าอยากจะซื้อหนังสือให้เขาสักหน่อย เธอช่วยป้าเลือกหน่อยได้ไหม? ”

     

            ในที่สุดชวีเสี่ยวปอก็ผ่อนลมหายใจออกมาอย่างรู้สึกสบายใจจากนั้นจึงส่งสายตามองไปยังเซี่ยเจิง : “มาสิ อันนี้งานถนัดนาย”

     

            “เขาก็อยู่มอห้าเหรอ? ” คุณป้ามองประเมินเซี่ยเจิงตั้งแต่บนลงล่าง

     

            “เขาเป็นเด็กเรียนเลยนะครับ” ชวีเสี่ยวปอยืดอกขึ้นมาอย่างภูมิใจทั้งยังอยากที่จะพูดต่อท้ายไปอีกหนึ่งประโยคว่า ยังเป็นแฟนผมด้วย

     

            “ถ้างั้นก็ดีเลย !” คุณป้าเข้าไปตีสนิทด้วยทันทีเธอเข้าไปคล้องแขนของเซี่ยเจิงอย่างกับคนรู้จักกันมานาน “ได้เด็กเรียนมาช่วยเลือกต้องได้เล่มที่ดีแน่นอน !”

     

     

            ครึ่งชั่วโมงผ่านไป คุณป้าพูดขอบคุณไม่ขาดปาก สุดท้ายจึงปล่อยเซี่ยเจิงออกมาอย่างไม่ค่อยจะเต็มใจสักเท่าไหร่

     

            เซี่ยเจิงถอนหายใจยาวออกมา แล้วจึงมองไปยังรอบๆทันใดนั้นก็เห็นชวีเสี่ยวปอกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ตรงข้างหน้าต่าง ยื่นหน้าเข้าไปใกล้กับศีรษะเด็กผู้ชายคนหนึ่งกำลังดูอะไรบางอย่างกันอยู่อย่างสนุกสนาน

     

            เซี่ยเจิงเดินย่องเข้าไปเสียงเบา แต่แล้วในตอนที่กำลังจะไปยืนอยู่หน้าของพวกเขาทั้งสองคนชวีเสี่ยวปอก็เงยหน้าขึ้นมาโบกมือให้เขาซะก่อน :

     

            “มา นายมาอธิบายหน่อย ระหว่างสองคนนี้เขาเก่งกว่าใช่หรือเปล่า”

     

            เด็กชายที่ก้มหน้าอยู่ก็เงยหน้าขึ้นมามองเซี่ยเจิงทันทีท่าทางบนใบหน้าเต็มไปด้วยการตั้งตารอคอยราวกับกำลังรอคำตัดสินอันยุติธรรมของเซี่ยเจิง

     

            เซี่ยเจิงนั่งยองๆลงมาพร้อมทั้งชะโงกหน้าเข้าไปมองหนังสือการ์ตูนไม่ทราบชื่อเรื่องเล่มหนึ่งที่วางอยู่ระหว่างพวกเขาสองคนแล้วจึงเงยหน้าขึ้นมามองชวีเสี่ยวปอไปครั้งหนึ่ง : “เมื่อกี้นายชี้ตรงไหนนะ? ”

     

            “ตรงนี้” ชวีเสี่ยวปอจิ้มลงไปบนตัวละครตัวนั้นอีกครั้ง

     

            “แน่นอน” เซี่ยเจิงทำหน้าเคร่งขรึมพูดกับเด็กชายคนนั้นด้วยน้ำเสียงจริงจังไปว่า : “นายดูนี่นะดาบที่เขาถืออยู่ดูก็รู้ว่าตัวเอกเป็นคนถือ จากที่รู้มาคร่าวๆ นะไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหนตัวเอกก็จะเก่งที่สุดเสมอ”

     

            ชวีเสี่ยวปอดีดนิ้วลงไปบนหน้าผากของเด็กน้อยคนนั้นอย่างรู้สึกถึงชัยชนะ : “เห็นไหม ฉันไม่ได้โกหกนาย !”

     

     

            เด็กชายไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่กลับจ้องมองเขาสองคนอยู่หลายวินาทีจากนั้นจึงลุกขึ้นอย่างรวดเร็วพลางดึงหนังสือการ์ตูนกลับมาแล้วจึงวิ่งออกไปพลางพูดด้วยว่า :

     

            “พี่สองคนเป็นพวกเดียวกัน! คนโกหก! ไอ้คนสารเลว! ”

     

     

            “ให้ตายเถอะ ไอ้เด็กคนนี้นี่” ชวีเสี่ยวปออึ้งอยู่พักใหญ่ “ได้ยินไหมบอกว่าพวกเราเป็นไอ้สารเลวเนี่ย !”

     

            “นายเล่นอยู่กับเขาตั้งนานสองนานเลยเหรอ? ” เซี่ยเจิงดึงเบาะเข้ามาและลงข้างๆ ชวีเสี่ยวปอ

     

            “อืม ก็มันน่าเบื่ออะ” ชวีเสี่ยวปอทำเสียงจิ๊ปาก “คุณป้าคนนั้นไปแล้วเหรอ?”

     

            “หลานชายเขาน่าสงสารน่าดู” เซี่ยเจิงยิ้มขึ้นมา พร้อมทั้งลูบไปบนหว่างคิ้ว“แบบฝึกหัดพวกนั้นรู้สึกว่าจะทำได้ไปจนถึงสอบปลายภาคของภาคเรียนนี้เลย”

     

            “เยี่ยม” ชวีเสี่ยวปอยกนิ้วโป้งขึ้นมา “แล้วนายซื้ออะไรมา? ”

     

            “ก็นี่แหละสองสามเล่ม” เซี่ยเจิงตบไปบนหนังสือแบบฝึกหัดที่วางอยู่ด้านข้าง

     

            “นายก็สุดยอดเหมือนกัน” ชวีเสี่ยวปอพูดพลางหาวขึ้นมาศีรษะก็เอียงพิงลงไปบนบ่าของเซี่ยเจิง“ทำไมพอฉันเห็นหนังสือก็ง่วงขึ้นมาอย่างกับเป็นทฤษฎีการวางเงื่อนไข [1] ยังไงยังงั้นเลย”

     

            “ถ้างั้นยังอยากจะอยู่ที่นี่ต่อไหม? ” เซี่ยเจิงขยับเข้ามาใกล้เขาขึ้นอีกเล็กน้อยให้ชวีเสี่ยวปอพิงได้สบายขึ้นอีกหน่อย

     

            “ไปกัน ขืนอยู่ต่ออีกหน่อยฉันได้หลับแน่” ชวีเสี่ยวปอกระโดดตัวลุกขึ้นมาพร้อมทั้งดึงเซี่ยเจิงขึ้นมาด้วย “หาที่เดินเล่นกัน”

     

            หลังจากจ่ายเงินเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองคนจึงตัดสินใจไปทะเลสาบทางทิศใต้

     

            ในเมืองที่ไม่ใหญ่เช่นนี้การจะหาสถานที่เพื่อใช้ฆ่าเวลานี่ไม่ง่ายเลยจริงๆ

     

            ทั้งยังไม่รู้ว่าคู่รักคู่อื่นเขาไปเที่ยวเล่นกันที่ไหน?

     

            โรงภาพยนตร์? สวนสนุก? หรือว่าโรงแรม

     

            ไม่ใช่ คิดไปไหนถึงไหนแล้ว

     

            ชวีเสี่ยวปอส่ายศีรษะไปมา รู้สึกว่ายิ่งคิดก็ยิ่งไม่เหมาะสมสักเท่าไหร่ เขาจึงแอบมองไปเซี่ยเจิงครั้งหนึ่งอีกฝ่ายถือหนังสือตั้งใจเดินเป็นอย่างมาก แทบจะไม่ทันได้สังเกตเห็นเขา

     

            แต่เมื่อมาถึงทะเลสาบทางทิศใต้ชวีเสี่ยวปอถึงได้พบว่า เขาคิดผิด

     

            เนื่องจากเป็นวันหยุด คนจึงเยอะมากกว่าปกติทุกคนแทบจะคว้าโอกาสที่หาได้ยากเช่นนี้ในทุกช่วงวันหยุดเพื่อออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์กันสักหน่อย

     

            ชวีเสี่ยวปอรู้สึกผิดหวังขึ้นมาเล็กน้อย

     

            เพราะว่าระหว่างทางเขาเอาแต่คิดอยู่ตลอดเลยว่าถ้าตรงนี้คนน้อยก็จะสามารถจับมือกับเซี่ยเจิงและยังหลอกล้อแต๊ะอั๋งอะไรทำนองนี้กันได้อีกด้วย

     

            แต่ในตอนนี้เห็นได้ชัดเลยว่าทำไม่ได้

     

            “ให้ตายสิ คนเยอะขนาดนี้เลย” ชวีเสี่ยวปอลากขาไถลกับพื้นไปข้างหน้าสองก้าวทั้งยังดูไม่ค่อยอยากจะเดินไปสักเท่าไหร่ “หรือว่าพวกเราจะไปป่าทะเลสาบนั้นกันดี?”

     

            “ตรงนั้นคนก็คงจะไม่น้อยเหมือนกัน ต่างจากตอนกลางคืนอยู่”เซี่ยเจิงดึงเขาเข้ามา “เดินไปเรื่อยๆ เถอะนะ แดดกำลังดีเลย”

     

            “มันน่าเบื่อ !” ชวีเสี่ยวปอเริ่มงี่เง่าขึ้นมาแต่เมื่อเซี่ยเจิงบอกว่าให้เดิน เขาจึงเดินตามไป

     

            อันที่จริงก็รู้สึกสบายมากเลยทีเดียว มันช่างไม่เหมือนกับวันนั้นที่พวกเขาทั้งสองคนเดินอยู่ในความมืดแสงแดดสาดส่องลงมาบนผิวน้ำของทะเลสาบจนเห็นเป็นระลอกคลื่นทางเดินเล็กข้างทะเลสาบมีต้นแปะก๊วยปลูกเอาไว้อยู่ใบไม้สีเหลืองทองร่วงหล่นลงมาปกคลุมบนพื้นจนเป็นชั้นหนาในขณะที่เดินเหยียบลงจึงทำให้รู้สึกสบายเหนือคำบรรยาย

     

            ทั้งสองคนเดินเล่นกันเกือบจะครึ่งหนึ่งของรอบทะเลสาบ จนมาถึงสถานที่เช่าเรือที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบในตอนนั้นเองเซี่ยเจิงจึงดึงชวีเสี่ยวปอให้เดินตามไป

     

            “ทำอะไรเนี่ย? ” ชวีเสี่ยวปอหยุดฝีเท้าลง

     

            “นายไม่ชอบคนเยอะไม่ใช่เหรอ” เซี่ยเจิงหันศีรษะกลับมามองเขาพร้อมทั้งยิ้มขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ

     

            “ให้ตายเถอะ” ชวีเสี่ยวปอหรี่ตาพลางดีดนิ้วขึ้นมาแล้วเอ่ยขึ้นมาอย่างมีความสุข : “เด็กเรียนยังไงก็คือเด็กเรียนจริงๆ”

     

            ทั้งสองคนรีบวิ่งเข้าไปที่หน้าต่างบานเล็กอย่างตื่นเต้น “สวัสดีครับพวกเราอยากจะเช่าเรือสักลำครับ”

     

            “ลำเล็กชั่วโมงละแปดสิบ ส่วนลำใหญ่ชั่วโมงละร้อยยี่สิบ เช่าแบบไหนดี?” เดาว่าวันวันหนึ่งคงจะมีไม่กี่คนที่มาพายเรือเพราะพนักงานขายตั๋วที่นั่งอยู่ในนั้นจึงดูเกียจคร้านอย่างเห็นได้ชัด

     

            “แบบที่เป็นเรือเป็ด คือลำเล็กหรือลำใหญ่ครับ? ” เซี่ยเจิงชี้ไปยังเรือที่ลอยอยู่บนทะเลสาบ

     

            ในขณะนั้นชวีเสี่ยวปอก็มองไปตามทางที่นิ้วของเขาชี้ไปอดไม่ไหวที่จะขำออกมา เรือเป็ดลอยไปมาอยู่บนทะเลสาบช่างตลกสุดจะบรรยายจริงๆ

     

            “อันนั้นเป็นแบบลำใหญ่ นายสองคนต้องใช้แรงถีบเยอะเกิน”พนักงานขายตั๋วเหลือบไปมอง “เช่าแบบลำเล็กก็พอ”

     

            “เอาแบบลำเล็กก็ได้! พวกเราเอาลำเล็กครับ”ชวีเสี่ยวปอแย่งพูดขึ้นมาก่อน จากนั้นจึงล้วงเงินในกระเป๋าออกมายื่นให้เขา“เร็วเข้า! ตอนนี้ฉันอยากจะขึ้นเรือจะแย่อยู่แล้ว! ”

     

           

    .............................

    เชิงอรรถ

    [1] ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิกของพาฟลอฟคือการตอบสนองหรือการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นต่อสิ่งเร้าหนึ่งมักมีเงื่อนไขหรือสถานการณ์เกิดขึ้นโดยสิ่งเร้าที่ต้องการให้เกิดการเรียนรู้จากการวางเงื่อนไข พาฟลอฟ เรียกว่าสิ่งเร้าที่มีเงื่อนไข ส่วนการตอบสนองก็เรียกว่า การตอบสนองที่มีเงื่อนไข

     

    คล้ายกับเรื่องPuppy Love จดหมายรักระหว่างนายและฉัน (จบ) ที่คุณอ่าน

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    นิยาย รัก
    324K 1320
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    นิยาย รัก
    310K 841
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    นิยาย รัก
    399K 392
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390