พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    เล่ม 4 บทที่ 114 ให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัว

            “นี่คือเอี๊ยมของข้างั้นหรือ” เสียงกร้าวแฝงไปด้วยความเย็นชาลอยมาจากนอกวงที่ฝูงชนห้อมล้อมอยู่ สตรีผู้หนึ่งเยื้องกรายเข้ามา ภายใต้อาภรณ์สีจืดชืดดูไม่โดดเด่น หากเทียบกับคุณหนูทุกคนที่อยู่ในที่นี้ก็ถือว่ากระจอกงอกง่อย ดูไม่ต่างจากการแต่งกายของสาวใช้ในตระกูลสูงมากนัก

            คุณหนูที่อาศัยอยู่ใต้ชายคาผู้อื่นก็เป็นเช่นนี้ทุกคนมิใช่หรือไร!

            หวางอวิ๋นถูกโม่ฮว่าหวินขับไล่ออกมาได้สองปีแล้ว ยามนั้นโม่เสวี่ยถงอายุเพียงสิบปี ไม่ว่าอย่างไรรูปร่างหน้าตากิริยาท่าทางย่อมไม่เหมือนกับตอนนี้ เมื่อทอดสายตามองไปก็รู้สึกคุ้นหน้ายิ่ง ชั่วขณะนั้นพลันกลอกตารอบหนึ่งแล้วรีบหันไปพูดกับนางด้วยถ้อยคำที่แสดงว่าทั้งสองต่างมีความรักต่อกันอย่างลึกซึ้ง

            “ถงเอ๋อร์ ข้าขอโทษ ข้าไม่ได้ตั้งใจจะพูดเรื่องของเราออกไป วันก่อนตอนที่เจ้ามอบเอี๊ยมตัวนี้ให้ข้าก็รับปากไปแล้วว่าจะไม่ให้เจ้าต้องลำบากเด็ดขาด แต่วันนี้จะไม่พูดก็ไม่ได้ แต่ไม่เป็นไร ข้าไม่มีวันละเลยเจ้า ต่อไปมีข้าที่ไหนก็ต้องมีเจ้าที่นั่น ข้าจะรักและทะนุถนอมถงเอ๋อร์ให้มาก อีกประเดี๋ยวพวกเราเข้าเมืองหลวงไปขอความเมตตาจากท่านพ่อตากันเถอะ”

            “คนที่เจ้าพูดถึงก็คือข้าหรือ” หญิงสาวมุ่นคิ้วขมวดพิจารณาหวางอวิ๋นด้วยสายตาดูหมิ่นเหยียดหยาม

            ท่าทางเย่อหยิ่งที่มองตั้งแต่หัวจรดเท้าและน้ำเสียงเยาะหยันของนางกระตุ้นโทสะของหวางอวิ๋น หลังจากที่ถูกโม่ฮว่าเหวินขับไล่เขาก็โดนผู้คนดูหมิ่นเหยียดหยาม ถูกสบประมาทได้รับความน้อยเนื้อต่ำใจไม่ใช่แค่หนสองหน ภายในใจย่อมแค้นเคืองโม่ฮว่าเหวินเป็นที่สุด ยามนี้จึงตั้งใจกัดไม่ปล่อย

            “ที่ข้ากล่าวถึงย่อมเป็นถงเอ๋อร์แน่นอน คืนนั้นหลังจากที่พวกเราพบกันก็ให้คำมั่นไว้ชัดเจน หรือว่าถงเอ๋อร์คิดจะทอดทิ้งข้าแล้ว” เขากล่าวอย่างชายผู้มีความรักอย่างสุดซึ้ง แต่อวี้ซื่อซึ่งยืนอยู่อีกด้านหนึ่งดูร้อนใจจนเหงื่อไหลท่วมศีรษะ เดินเข้ามาทำท่าคล้ายจะกล่าวบางอย่าง แต่ฮูหยินผู้เฒ่ากวาดสายตามองมาอย่างดุดัน นางจึงจำต้องหุบปากลง ไม่กล้าเอ่ยวาจาออกมา

            “เจ้าแน่ใจหรือว่าเป็นข้า?”

            ผู้คนรอบตัวเริ่มส่งเสียงมาเป็นระยะ ทำให้หวางอวิ๋นเกิดสังหรณ์ใจแปลกๆ แต่กลับไม่ทราบว่ามีสิ่งใดไม่ถูกต้อง มองไปที่ใบหน้าพริ้มเพราก็ดูคุ้นตาอยู่หลายส่วน จึงสวมหัวใจเสือกัดไม่ปล่อย คำรักที่พร่ำพรอดออกมาจากปากล้วนเปิดเผยให้ทุกคนล่วงรู้ถึงความสัมพันธ์ลับระหว่างสองคน “ย่อมเป็นเช่นนั้นแน่นอน อย่าว่าแต่ใบหน้าของเจ้า แม้แต่ร่างกายของเจ้าข้าก็คุ้นเคยเป็นอย่างดี”

            “เจ้าลักลอบมีความสัมพันธ์ชู้สาวกับสาวใช้ในจวน ถูกนายท่านจับได้ จึงขับไล่ออกจากจวน แต่เห็นแก่ที่เจ้ากว่าจะร่ำเรียนมาไม่ง่าย จึงมิได้ป่าวประกาศเรื่องนี้ให้สาธารณชนรับรู้ แต่เจ้าคงลืมไปแล้วว่าตอนนั้นนายท่านกลัวว่าเจ้าจะทำเรื่องไม่ดีต่อจวนโม่ จึงให้เจ้าเขียนคำรับสารภาพด้วยลายมือของตนเองและประทับรอยนิ้วมือไว้ ตอนที่นายท่านจะออกจากเมืองอวิ๋นเฉิงได้ทิ้งจดหมายฉบับนั้นไว้ให้ทางการแล้ว เพียงยกขึ้นมาตรวจสอบก็รู้ได้ คิดไม่ถึงว่าเป็นบัณฑิตอยู่ดีๆ ไม่ชอบ เพียรแต่ก่อเรื่องเสียหายทำนองนี้ไม่เลิกรา ยามนี้ยังหาญกล้ามาทำลายชื่อเสียงของคุณหนูของเราอีก” โม่หลันจ้องหวางอวิ๋นที่อยู่เบื้องหน้าด้วยสายตาเกรี้ยวกราด

            เรื่องนี้แม้จะเกิดขึ้นนานแล้ว แต่สาวใช้ที่ลักลอบคบหากับหวางอวิ๋นก็คือญาติผู้พี่ของนางเอง หลังจากเกิดเรื่องนี้ขึ้นหวางอวิ๋นก็ถูกขับไล่ออกไป ญาติผู้พี่ของนางอับอายจนไม่อาจมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกจึงกระโดดบ่อน้ำฆ่าตัวตาย เดิมทีคิดว่าคนผู้นี้น่าจะหายตัวไปตั้งนานแล้ว ไม่คิดว่าเขาจะมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่และยังกล้ามาทำลายชื่อเสียงของคุณหนู

            พอหวางอวิ๋นถูกเปิดโปง สีหน้าพลันเลิ่กลั่กแตกตื่น ยามนี้จึงไม่นำพาสิ่งใดทั้งสิ้น คิดแต่จะกัดโม่เสวี่ยถงไม่ปล่อย จึงพยายามบิดเบือนเรื่องราว “เจ้าพูดโกหก ข้ากับเจ้าต่างพึงใจซึ่งกันและกัน บิดาของเจ้าแค่กลัวว่าเรื่องงามหน้าในจวนจะเผยแพร่ออกไปจึงได้กล่าวกับใครต่อใครเช่นนั้น จดหมายรับสารภาพฉบับนั้น ข้าทำเพื่อรักษาชื่อเสียงของเจ้าจึงยอมเขียนขึ้น หรือว่า...”

            แต่เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ก็พลันหยุดชะงัก อ้าปากค้าง อะไรนะ นายท่าน... คุณหนู...

            เหงื่อกาฬไหลหยดลงทันใด

            ยังกล้าพูดอีกว่ามีความสัมพันธ์กับคุณหนูสกุลโม่ เห็นอยู่ทนโท่ว่าแม้แต่คนยังจำผิด ทุกคนย่อมรู้แจ้งแก่ใจว่าชายผู้นี้มีเจตนาทำลายชื่อเสียงของคุณหนูสกุลโม่

            “ทำไมไม่พูดต่อเล่า พูดสิ เจ้าบอกว่ามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับข้ามิใช่หรือ ไม่ใช่ว่าเพิ่งพบกันวันก่อนหรือไร แล้วไฉนจึงเห็นโม่หลันเป็นข้าได้เล่า” โม่เสวี่ยถงยิ้มเยาะ เดินออกมาจากด้านหลังของโม่หลัน นางเป็นคนรูปร่างผอมบาง สูงยังไม่เท่าโม่หลัน เมื่อไปยืนอยู่ด้านหลังหวางอวิ๋นจึงมองไม่เห็นนาง อีกทั้งวันนี้โม่หลันแต่งกายไม่เหมือนสาวใช้ ดูคล้ายกับคุณหนูในครอบครัวที่ยากจนคนหนึ่ง เมื่อเชื่อมโยงความคิดว่านางกำลังอยู่ระหว่างไว้ทุกข์ก็อาจทำให้คนเข้าใจผิดได้ง่าย

            โม่เสวี่ยถงต้องการให้เกิดการเข้าใจผิดเยี่ยงนี้

            “ข้า... โม่เสวี่ยถง ไม่ทราบว่าเคยพบเจ้าตั้งแต่เมื่อไร แม้ว่าจะอยู่ในจวนโม่ แต่บุรุษคนนอกผู้หนึ่งจะอาศัยสิ่งใดมาพบข้าได้ อีกอย่างตอนนั้นข้าเพิ่งสิบขวบ ยังเป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็กๆ เท่านั้น แล้วจะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับบุรุษอายุยี่สิบกว่าเช่นเจ้าได้อย่างไร เว้นเสียแต่ว่าวันนี้เจ้ามีเจตนาทำลายชื่อเสียงของข้า มิเช่นนั้นไหนเลยจะเกิดความสับสนพูดคำหน้าไม่ต่อคำหลังเยี่ยงนี้เล่า”

            โม่เสวี่ยถงยืนอยู่ที่นั่นอย่างสงบนิ่ง คำพูดหนักแน่นทรงพลัง ชั่วเวลานี้ดวงหน้าที่งดงามพิสุทธิ์ดูทรงอำนาจแฝงความดุดันอยู่หลายส่วน นางก้าวเข้าไปยืนอยู่ตรงหน้าหวางอวิ๋นที่เหงื่อไหลย้อยเต็มหน้า แล้วถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ

            “แต่วันนี้หากไม่ใช่ข้า แล้วผู้ใดเป็นคนพาเจ้าเข้ามาเล่า” สายตาที่มองเหยียดลงมายังหวางอวิ๋นที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าเต็มไปด้วยความเหยียดหยันและร้ายกาจ

            คำกล่าวนี้ไม่เพียงแต่ชี้ว่าหวางอวิ๋นเป็นผู้ให้ร้าย แต่ยังทำให้ทุกคนเกิดความแคลงใจใหม่ที่เกี่ยวข้องกับตัวเขา

            สตรีในเรือนชั้นในของจวนขุนนางล้วนอยู่ที่นี่ ส่วนพระลูกวัดที่คอยดูแลอยู่ล้วนเป็นหลวงจีนน้อยอายุเพียงเจ็ดแปดขวบเท่านั้น แล้วจะพาบุรุษจากที่อื่นเข้ามาปรากฏตัวได้อย่างไร นอกเสียจากมีคนรับเข้ามาเพื่อให้ร้ายโม่เสวี่ยถงเป็นการเฉพาะ เมื่อมีการวางแผนต่อเนื่องรัดกุมเช่นนี้ ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่ผู้ลงมือจะไม่มีความแค้นกับโม่เสวี่ยถง

            สายตาข้องใจของทุกคนจึงจับจ้องไปที่อวี้ซื่อ

            ความขัดแย้งระหว่างสกุลอวี้กับโม่เสวี่ยถงคนจำนวนมากล้วนเห็นกับตา เมื่อมองจากสถานการณ์ตรงหน้าแล้วนำไปเชื่อมโยงกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน ไฉนจะไม่เกิดความแคลงใจต่อสกุลอวี้ แต่วันนี้คนของสกุลอวี้ย่อมไม่มีใจอยากออกมาเดินชมบุปผา ในที่นั้นนอกจากอวี้ซื่อซึ่งเป็นสตรีที่แต่งออกมานอกสกุลแล้วก็ไม่มีผู้อื่นอีก

            บางคนฉุกคิดถึงคำพูดที่อวี้ซื่อกล่าวถึงหวางอวิ๋นหลังจากที่นางออกมาปรากฏตัว สายตาที่มองจ้องก็ยิ่งเต็มไปด้วยความระแวงสงสัย

            สีหน้าของอวี้ซื่อย่ำแย่ลงทันที ภายในใจสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง หวาดกลัวลนลานไปชั่วขณะ ไม่คิดว่าแค่โม่หลันเปลี่ยนการแต่งตัวเล็กๆ น้อยๆ จะส่งผลให้กลอุบายของนางล้มเหลว ตามแผนของอวี้ซื่อ ขอเพียงหวางอวิ๋นยืนกรานหนักแน่นว่ามีสัมพันธ์ลับกับโม่เสวี่ยถง ไม่มีใครสนใจหรอกว่าสองปีก่อนโม่เสวี่ยถงจะอายุเท่าไร แค่คำว่ารักเดิมทีก็พอแล้วสำหรับทุกสิ่ง

            แต่นางไม่คิดว่าโม่เสวี่ยถงจะยืนอยู่ด้านหลัง แค่พูดแต่ไม่แสดงตนออกมา แล้วให้โม่หลันซึ่งยืนอยู่ด้านหน้าวางตัวเป็นคุณหนู และยิ่งไม่คิดว่าหวางอวิ๋นจะโพล่งออกไปโดยไม่ไตร่ตรองยืนยันว่าโม่หลันคือโม่เสวี่ยถง เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้นางหาทางแก้ไขไม่ทัน พอได้สติรู้ตัวก็ถูกฮูหยินผู้เฒ่าถลึงตาให้หยุด นางหรือจะกล้ากล่าวสิ่งใด

            นังแพศยาช่างเจ้าเล่ห์นัก มิน่าเล่าวันนี้โม่หลันจึงแต่งกายไม่เหมือนปรกติ ที่แท้ก็วางแผนป้องกันไว้ล่วงหน้าแล้วนี่เอง แต่ยามนี้โมโหไปก็ไร้ประโยชน์ ความจริงปรากฏชัดอยู่ต่อหน้าผู้คน แผนการทำลายชื่อเสียงของโม่เสวี่ยถงล้มเหลวไปแล้ว จะแก้ไขอย่างไรต่อไปอวี้ซื่อยังคิดไม่ออก

            เมื่อเรื่องส่อพิรุธเต็มไปหมดเช่นนี้จะไม่ให้นางร้อนตัวได้อย่างไร

            ฮูหยินผู้เฒ่าฉินขุ่นเคืองใจเป็นที่สุด หันไปมองอวี้ซื่อตาเขียวปั้ด นางเป็นหนึ่งในบุคคลที่เข้าใจสถานการณ์ดีที่สุด ยามนี้จะมีสิ่งใดไม่กระจ่างอีกเล่า เห็นอยู่ว่าอวี้ซื่อแค้นเคืองโม่เสวี่ยถงเรื่องที่ทำกับสกุลอวี้เมื่อวาน จึงวางแผนใส่ร้ายโดยไม่คำนึงถึงหน้าตาของสกุลฉิน คิดแต่จะทำลายโม่เสวี่ยถง

            “เอาล่ะ ลากคนออกไป กล้าใส่ร้ายทำลายชื่อเสียงของแม่หนูถง ต่อให้ที่นี่ไม่มีผู้อื่นในสกุลโม่ แต่ข้าก็ไม่อาจให้นางถูกคนรังแก อวี้ซื่อ... เจ้าว่าข้ากล่าวถูกต้องหรือไม่” ฮูหยินผู้เฒ่าฉินแค่นเสียงเย็น คาดโทษหวางอวิ๋นไว้แน่นอนแล้ว หากยังสืบสาวราวเรื่องต่อไปผู้ที่เสียหน้าเกรงว่าจะเป็นสกุลฉิน ดังนั้นจึงยืนกรานออกหน้าปกป้องโม่เสวี่ยถง

            สายตาดุดันจบอยู่ที่ใบหน้าของอวี้ซื่อ ผู้คนต่างมองตามจนอวี้ซื่อรู้ตัวได้สติคืนมา

            เมื่อถูกทุกสายตาจับจ้องอวี้ซื่อก็ร้อนใจยิ่ง ไหนเลยจะกล้าพูดอะไรได้ เรื่องมาถึงขั้นนี้นางคิดแต่จะเอาตัวให้รอดก่อน เมื่อได้ยินฮูหยินผู้เฒ่าเกริ่นนำมาแล้ว จึงลั่นเสียงออกไปอย่างไม่รอช้า

            “เด็กๆ ลากตัวคนชั่วช้าสามานย์ผู้นี้ออกไป โบยให้หนักจนกว่าจะตาย”

            หญิงรับใช้สูงวัยที่ตามอยู่ด้านหลังของฮูหยินผู้เฒ่าสกุลฉินได้ยินคำสั่งของนายหญิง ก็ปรี่เข้ามาหมายลากหวางอวิ๋นออกไป

            หวางอวิ๋นสูญเสียการควบคุมตนเองนานแล้ว เมื่อเรื่องถูกเปิดโปง แผนการล้มเหลว ไหนเลยจะยังมีใจให้ร้ายผู้อื่นอยู่ คิดแต่ว่าจะเอาตัวรอดอย่างไร ยามนี้เมื่อได้ยินอวี้ซื่อสั่งโบยตนเองจนตายจึงได้สติคืนฉับพลัน ดิ้นรนสุดชีวิตพลางร้องเสียงดังลั่น “อวี้ฮูหยิน ท่านหมายความว่าอย่างไร ก็ท่านเป็นคนบอกว่าแค่นำเอี๊ยมตัวนี้มาก็ใส่ร้ายคุณหนูโม่ได้แล้วอย่างไรเล่า...”

            “ยังจะมาพูดจาซี้ซั้วอีก อุดปากเขาให้ข้าเดี๋ยวนี้” ฮูหยินผู้เฒ่าฉินโกรธจนตัวสั่น ตวาดเสียงแข็ง

            นางจะให้เรื่องนี้สาวมาถึงตัวอวี้ซื่อไม่ได้ ไม่ว่าอย่างไรนางก็เป็นนายหญิงของบ้านสกุลฉิน หากตกเป็นที่ครหาของชาวบ้าน สกุลฉินย่อมพลอยลำบากไปด้วย นางถลึงตาใส่อวี้ซื่ออย่างขุ่นเคือง

            “เอ๊ะ... นั่นอะไร ดูไม่เหมือนว่าจะเป็นอักษรโม่ของคุณหนูโม่เลยนะ และก็ไม่ใช่อักษรถงด้วย” เรื่องทางนี้ยังไม่จบ ทางนั้นก็มีเสียงร้องอุทานอย่างประหลาดใจขึ้นอีกครั้ง

            มีคนเก็บเอี๊ยมสีแดงที่ฮูหยินผู้เฒ่าฉินโยนลงพื้นขึ้นมาดู

            ฮูหยินสองสามคนเข้ามาช่วยกันดูตัวอักษรที่ปักอยู่ด้านซ้ายตัวหนึ่ง ด้านขวาตัวหนึ่งแล้วนำมาเชื่อมต่อกัน ฮูหยินที่ถือเอี๊ยมตัวนั้นอยู่ก็โยนทิ้งไปทันทีราวกับเป็นของร้อน แล้วร้องขึ้นด้วยความตกใจ

            “อวี้... หรง... อวี้ซือหรง เป็นอวี้ซือหรง!”

            เหมือนดั่งหินก้อนหนึ่งที่ถูกปาลงน้ำทำให้เกิดคลื่นเป็นวงกระจายชวนให้มัจฉาแตกตื่น ทันใดนั้นความสนใจของทุกคนก็ถูกดึงกลับไป แม้แต่ฮูหยินผู้เฒ่าก็ยังมีสีหน้านิ่งขรึม

            เมื่อเปรียบเทียบกันระหว่างอวี้ซือหรงกับอวี้ซื่อ ในใจของฮูหยินผู้เฒ่าฉินย่อมต้องการให้อวี้ซือหรงเป็นผู้รับเคราะห์ไปมากกว่า อย่างน้อยอวี้ซือหรงก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอันใดกับสกุลฉินมากนัก ดังนั้นจึงยังไม่ให้ลากหวางอวิ๋นออกไปทันที

            โม่เสวี่ยถงก็มิได้เข้าไป แต่กลับเดินไปยืนอยู่ตรงหน้าหวางอวิ๋น ก่อนกล่าวกับเขาด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “หวางซิ่วไฉเป็นผู้มีความรู้แตกฉานในตำรา คงทราบดีว่าการใส่ความคุณหนูบุตรขุนนางให้ได้รับความอัปยศในเชิงชู้สาวมีโทษหนักหนาเพียงใดกระมัง”

            คำกล่าวนี้แม้ดูเหมือนต้องการประกาศว่าหวางอวิ๋นใส่ร้ายทำลายชื่อเสียงของนาง แต่แท้ที่จริงแล้วกลับมีความหมายอื่นแฝงอยู่

            ตามกฎหมายของต้าฉิน ให้ความสำคัญกับเกียรติยศชื่อเสียงของสตรีเป็นที่สุด หากสตรีผู้หนึ่งถูกคนให้ร้ายได้รับความอัปยศ หากไม่อาจทนถูกประนามหยามเหยียดไปชั่วชีวิตก็ต้องใช้ความตายล้างอาย การใส่ร้ายสตรีผู้หนึ่งจึงเทียบเท่ากับการสังหารคน แต่ก็มีข้อยกเว้นอยู่ว่าหากชายยังมิได้หมั้นหมาย หญิงยังมิได้ออกเรือน ทั้งสองก็ยังสามารถผูกบุพเพวาสนาแต่งงานกันได้ แต่หากบ้านฝ่ายหญิงไม่ยอมรับก็ไม่อาจเอาชีวิตของฝ่ายชายได้เช่นกัน นี่เป็นเหตุให้หวางอวิ๋นอ้างว่าตนเองกับโม่เสวี่ยถงลอบคบหากันอยู่

            โม่เสวี่ยถงกล่าวจบก็หมุนตัวไปยืนอยู่ด้านข้าง ก้มหน้าหลุบตาลง แพขนตาหนาทอดเรียงเส้นตกเป็นเงารางๆ ใบหน้างามละเมียดดั่งหยกขาวแสดงออกถึงความน้อยเนื้อต่ำใจ แต่กลับขบริมฝีปากแน่น เห็นได้ชัดว่าแม้จะได้รับความอัปยศก็ยังเห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวม

            เพียงแต่หางตาที่กวาดมองมา เมื่อเข้าสู่สายตาของหวางอวิ๋น กลับทำให้เขาสะท้านเยือกไปถึงหัวใจ ประกายที่ฉายวาบอยู่ในดวงตางดงามคู่นั้นเต็มไปด้วยกลิ่นอายสังหาร ไหนเลยจะมีความอ่อนแอเช่นสตรีผู้บริสุทธิ์ไร้ทางสู้ หวางอวิ๋นพลันนึกเสียใจอย่างมากกับการตัดสินใจที่ผิดพลาดของตนเอง

            สตรีเช่นนี้ไหนเลยจะอ่อนแอดั่งที่นางแสดงออกมาให้เห็น

            นางไม่พูดมาก แต่เพียงคำพูดประโยคนี้กลับสะกิดใจหวางอวิ๋น เขาไม่อาจเล่นงานโม่เสวี่ยงถงได้แล้ว แต่ยังอาศัยเอี๊ยมตัวนั้นจับสตรีที่ชื่อว่าอวี้ซือหรงได้อยู่ อย่างน้อยก็พอทำให้คนเข้าใจว่านางกับเขามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกัน จึงจะรักษาชีวิตของตนเองไว้ได้ ในที่สุดเขาก็เข้าใจความหมายที่โม่เสวี่ยถงต้องการสื่ออย่างแท้จริงแล้ว

            หากไม่พูดแบบนี้ แม้แต่ชีวิตของตนเองก็ต้องทิ้งไว้ที่นี่

            โม่เสวี่ยถงช้อนตาขึ้นเล็กน้อย มองเขาด้วยสายตาราบเรียบปราดหนึ่ง ดวงตาสีนิลเย็นยะเยือกปานหิมะพันปีที่สามารถสะกดและแช่แข็งทุกสิ่ง แววตาเยี่ยงนั้นดุร้ายเยี่ยงปีศาจที่หมายช่วงชิงวิญญาณไปจากร่าง ไหนเลยที่บัณฑิตเล็กๆ เช่นเขาจะต้านทานได้

            หวางอวิ๋นไม่ใช่คนที่ทะนงในเกียรติและศักดิ์ศรีของตนเองเท่าใดนัก มิเช่นนั้นก็คงไม่รับปากทำงานแบบนี้

            บ่าวหญิงเดินเข้ามาเอาผ้าที่อุดปากของเขาออก แล้วตวาดถาม “นี่มันอะไรกัน”

            “คือว่า... ซือหรง... พวกเรา... ไม่มีเจตนาจะทำเช่นนี้ ข้ากลัวว่าคนจะรู้ความจริงจึงกล่าวว่าเป็นของคุณหนูโม่”

            หวางอวิ๋นเคยทำงานให้กับโม่ฮว่าเหวิน ไฉนจะไม่ทราบว่าเรื่องนี้ร้ายแรงเพียงใด เขาไอหนักๆ สองสามครั้งก่อนจะแสดงท่าทางหวาดกลัวจนตัวสั่นพูดความจริงออกมา

            “เอี๊ยมตัวนี้ซือหรงเป็นผู้มอบให้ข้า”

            “เหลวไหล เจ้าพูดโกหก เจ้ามันคนชั่วช้าพูดจาปลิ้นปล้อน” เสียงก่นด่ากรีดร้องลอยมาจากอีกฟาก อวี้ซื้อหรงที่ใบหน้าด้านหนึ่งคาดด้วยผ้าพันแผลพุ่งตัวออกมาจากด้านหลังของฝูงชนด้วยท่าทางฉุนเฉียว นางเพิ่งมาถึงไม่นานนัก แต่ก็นานพอที่จะได้ยินทุกเรื่องอย่างกระจ่างชัด เดิมทีวันนี้นางไม่ต้องมาก็ได้ แต่เพราะอยากเห็นเรื่องงามหน้าของโม่เสวี่ยถง ไหนเลยจะปล่อยโอกาสนี้ไป

            ดังนั้นจึงรบเร้าให้เฉินซื่อพาตนเองและสาวใช้สองสามคนออกมายังป่าเหมย

    คล้ายกับเรื่องพลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    712K 1023
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    289K 908
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    นิยาย รัก
    3.84M 3388
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185